วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เปิดอก “สนธิญาณ” “คุกขังใจคนไม่ได้”


บนเส้นทางเลียบคลอง คลองหลวง ปทุมธานี ระยะเวลาเดินทางจากกรุงเทพราวชั่วโมงเศษๆ ก็ถึง กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 สถานที่อันหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กำหนดไว้ให้เป็นที่ควบคุมผู้ต้องสงสัย รั้วลวดหนามกั้นทางเป็นระยะๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังเข้ม สถานที่นี้ คือที่จองจำภายใต้เงื่อนไขว่า จะต้องไม่ใช่สถานที่ที่เป็นสถานีตำรวจ ที่คุมขัง เรือนจำ และจะปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมเหมือนผู้กระทำความผิดไม่ได้ และนี่คือที่พำนักล่าสุดของ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม 1 ใน 9 แกนนำ กปปส. ที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

            วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และผม ฝ่าแนวรั้วลวดหนามหลายชั้น เข้าไปพบเขา ยามตะวันโพล้เพล้วันนี้
            “ เจ้าหน้าที่ตำรวจให้การดูแลดี  ตอนนี้ผมยังเป็นผู้ต้องสงสัย มีสิทธิคัดค้านการควบคุมตัวเจ้าพนักงานได้ 7 วัน ซึ่งจะครบวันอาทิตย์นี้ แต่ทราบว่าพนักงานสอบสวนจะนำตัวไปขออำนาจจากศาลอาญาควบคุมต่อในวันพรุ่งนี้  ดังนั้นจะส่งทนายความไปคัดค้านควบคุมตัวและขอให้ศาลปล่อยในวันพรุ่งนี้เช่นเดียวกัน

            สนธิญาณในใบหน้าที่อิดโรยเล็กน้อย สวมเสื้อยืด คลุมทับด้วยสูทลำลองสีน้ำตาลบางๆ เล่าให้ผู้มาเยือนฟังด้วยน้ำเสียงที่เนิบช้า ชัดถ้อยชัดคำ

            เขาพูดกรณีนายจตุพร พรหมพันธ์ และพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์เป็นตุเป็นตะ ว่าสาเหตุที่โดนจับเนื่องจากมีความแตกแยกกับแกนนำ กปปส.

            ขอปฏิเสธไม่เป็นความจริง กปปส.เป็นเพียงนามสมมุติ ทุกคนเข้ามาร่วมต่อสู้กับระบอบทักษิณ ที่ทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเผด็จการรัฐสภา ทุกคนมีความรักกลมเกลียว สำหรับผมแล้ว เพียงกำนันสุเทพ ประกาศบนเวทีว่าเป็นเพื่อนรักของเขา ผมก็ประทับใจแล้ว ชีวิตกับชีวิตจึงแลกกันได้

            สนธิญาณ เล่าว่า เขาเป็นนักธุรกิจ แต่ละวันต้องเซ็นเอกสารเป็นร้อยฉบับจาก 7 บริษัท ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆตลอดเวลา นอนในม็อบน้อยมาก ครั้งหนึ่งนอนกับนายสุเทพที่กระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ  ทุกคนรู้ว่าเขาไม่มีการ์ด ไม่กลัวตาย เติบโตท่ามกลางดินปืน ไปไหนมาไหนคนเดียวตามปกติ  รับผิดชอบเวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกับนายถาวร เสนเนียม ก็กลับไปนอนบ้านหรือไปนอนโรงแรมแถวอนุสาวรีย์ชัย หลังจากยุบไปรวมกับเวทีลุมพินี  ก็ไปนอนบ้านและนอนโรงแรม สุดท้ายก็นอนที่โรงแรมแถวรัชดา โดยออกจากอโศกไปให้กำลังใจชุมพล  และพุฒิพงษ์ ปุณกัณฑ์  คืนนั้นมีคนโทรแจ้งว่า มีตำรวจไปล้อมโรงแรม ซึ่งรู้ทีหลังมีการดักฟังโทรศัพท์ จึงตัดสินใจย้ายโรงแรมหนี  เช้าวันจันทร์ให้พนักงานบริษัทนำเอกสารมาให้เซ็นที่โรงแรมเซ็นทรัล ไปเผลอเปิดโทรศัพท์เล่นไลน์ จาก 11 โมงถึงบ่ายโมง ตำรวจก็ควบคุมตัวไป

            สนธิญาณบอกว่าที่เล่าทั้งหมดจึงไม่ใช่ความขัดแย้งตามที่กล่าวหา และว่าเมื่อถูกควบคุมตัวมาที่ตชด. มีตำรวจสันติบาลมาสอบสวนมาถามเกือบทุกวัน เริ่มตั้งแต่คำถาม ทำไมต้องมาร่วมกับ กปปส. ได้อธิบายว่า เข้าร่วมมาต่อสู้ระบอบทักษิณ เขาถามอีกว่า ระบอบทักษิณเป็นอย่างไร จึงอธิบายคุณลักษณะระบอบทักษิณ 3  ประเด็นด้วยกัน 1. ตั้งพรรคการเมืองโดยนายทุน เพียงคนเดียวที่มีอำนาจตัดสินใจทุกอย่างในพรรคการเมือง ใช้อำนาจในพรรคการเมืองยึดกุมอำนาจรัฐ เป็นระบบเผด็จการผ่านนิติบัญญัติ ผ่านบริหารเพียงคนเดียว  2. ระบอบทักษิณยังออกนโยบายเอื้อต่อการคอร์รัปชั่น  3. พ.ต.ท.ทักษิณ ให้การสนับสนุนคนที่ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ยกตัวอย่างเช่น  นายสุรชัย แซ่ด่าน อยู่ในคุกสบายออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ  จ่ายเงินดูแลทุกเดือน  ทำให้ต้องต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้

            สนธิญาณ ตอบคำถามพนักงานสอบสวนว่า พนักงานสอบสวนถามว่าทำไมจึงจงรักภักดี  ได้อธิบายว่า ปี 2519  เคยเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ตอนนั้นคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ปี 2530  ได้หันกลับมาศึกษาพระพุทธศาสนา ศึกษาความเป็นจริงบทบาทพระมหากษัตริย์กับประเทศไทยทำให้รู้ว่าเข้าใจผิดมาตลอด การต่อสู่เพื่อมหากษัตริย์เป็นการไถ่บาปของตนเมื่อมาทำสื่อก็เพื่อปกป้อง ไปบรรยายก็บรรยายเรื่องของสถาบันซึ่งพนักงานสอบสวนไม่ได้ซักอะไรต่อ

            เขาเล่าต่อว่า หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนถามทำไมเข้าร่วม กปปส.ก็บอกไปว่า ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ  เขาถามอีกว่าเห็นด้วยกับชัตดาวน์กรุงเทพหรือไม่ ตอบว่าเห็นด้วยเพราะอาจทำให้ข้าราชการไม่เห็นด้วยกับระบอบทักษิณออกมาชุมนุม แต่อาจทำให้การบริการประชาชนช้าไปบ้าง แต่ไม่ได้มีส่วนทำให้เศรษฐกิจเสียหาย เศรษฐกิจพังเพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พนักงานสอบสวนถาม ชัตดาวน์จะเลิกเมื่อไหร่ จึงตอบว่าจะเลิกเมื่อยิ่งลักษณ์ลาออก และมีการปฏิรูปประเทศเกิดขึ้น

             “ผมยืนยันเราต่อสู้จนกว่าพวกเราได้ชนะ  ศาลไม่ปล่อยไม่เป็นไรเพราะคุกขังใจคนไม่ได้ ถ้าศาลปล่อย ผมยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล แต่ผมก็จะสู้กับระบอบทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต่อไปตามวิธีการที่มีอยู่

            แม้จะถูกจองจำภายใต้ถ้อยคำว่าควบคุมตัว แม้การสิ้นอิสรภาพของมนุษย์แม้เพียงนาทีหนึ่งจะเป็นเรื่องใหญ่หลวงมากสำหรับชีวิตหนึ่ง ที่มิได้ไปก่อกรรมทำเข็ญกับใคร แต่สีหน้า แววตาของสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ยังคงแข็งกร้าวและมุ่งมั่นสู่ชัยชนะ นั่นคือการขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณออกไปให้สิ้นแผ่นดินไทย



(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 965  ประจำวันที่ 14-20 กุมภาพันธ์ 2557) 
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

รวมพลังราชการไทย

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support