วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ม้าสีหมอกปฎิวัติหวานซ่อนเปรี้ยว


คล้ายแผ่นดินไหวที่เชียงราย สะเทือนเลื่อนลั่นมาถึงลำปาง การประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ย่อมส่งแรงเหวี่ยงมาถึงที่นี่อย่างปฎิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะประกาศจัดการวิทยุชุมชนเถื่อน ในนามของกองทัพย่อมมีอานุภาพรุนแรงกว่า การทำงานแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆของ กสทช.หลายเท่า ถึงกระนั้นก็ยังคงมีคำถาม เป็นคำถามว่าอำนาจจากปลายกระบอกปืนนี้จะจีรังยั่งยืนแค่ไหน เมื่อกระแสเสียงคัดค้านดังกระหึ่มขึ้นทุกขณะ
 การประกาศกฎอัยการศึก ลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ครั้งนี้แม้ไม่เรียกว่าการปฎิวัติ แต่ก็มีส่วนคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง และแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมิใช่หัวหน้าคณะปฎิวัติ แต่การให้อำนาจฝ่ายทหารเหนือพลเรือนอย่างเบ็ดเสร็จ ในสถานการณ์ที่ไร้รัฐบาลที่ชอบธรรม พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมมีอำนาจสูงสุดในประเทศยามนี้ มากไปเสียกว่า อำนาจตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร มากกว่าพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเสียอีก
นั่นคืออำนาจครอบจักรวาล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก  ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย มีคำสั่งฉบับหนึ่ง ห้ามการเสนอข่าว แจกจ่าย จำหน่ายสิ่งพิมพ์ ที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ในวันเดียวกับวันที่ประกาศกฎอัยการศึก โดยมีเนื้อหาสำคัญ ห้ามนำเสนอข่าวสาร ทั้งในรูปแบบของเอกสาร ภาพ สื่อสิ่งพิมพ์ การออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียง สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิล สถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุชุมชน ตลอดจนการนำเสนอข่าวผ่านสื่อออนไลน์  ที่มีเจตนาบิดเบือน  ปลุกระดมให้สร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย แตกแยก หรือมีข้อความอันอาจทำให้ประชาชน  เกิดความหวาดกลัว  การเข้าใจผิด จากนั้นได้สั่งห้ามการเผยแพร่ออกอากาศทั้งหมด ของสถานีโทรทัศน์หลายช่อง และวิทยุชุมชนที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย
และยังมีคำสั่งห้ามมิให้สื่อมวลชน เชิญบุคคลที่ทหารไม่พึงประสงค์มาออกรายการด้วย
 คำสั่งเช่นนี้ ไม่แตกต่างจากคำสั่งคณะปฎิวัติที่ต้องประกาศเป็นลำดับต้นๆ หลังยึดอำนาจ คือให้หัวหน้าส่วนราชการรายงานตัว สั่งห้ามสื่อเผยแพร่ข่าวหรือข้อความอันอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคง ยกเว้นยังไม่มีคำสั่งยกเลิกบังคับใช้รัฐธรรมนูญ การยึดหรืออายัดทรัพย์สินนักการเมืองที่ทุจริต คอรัปชั่น

ปฎิบัติการประกาศกฎอัยการศึก ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองใกล้จะถึงจุดสงครามกลางเมืองครั้งนี้  เป็นการ โยนหินถามทางและป้องปรามเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะเมื่อปรากฏข่าวการพบอาวุธสงครามจำนวนมากที่คาดว่าจะเดินทางมายังใจกลางมหานคร  ดังนั้น ในห้วงระยะเวลาสั้นๆนี้ จึงนับว่าเป็นความยินดีของคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกกดดันอยู่ภายใต้ภาวะความไม่แน่นอน และสังคมที่ไร้ระเบียบมายาวนาน ให้พอมีช่องหายใจ ได้คลายความวิตกจริตลงบ้าง

เป้าหมายระยะสั้นของผู้ก่อการประกาศกฎอัยการศึก คือ ความพยายาม “กุมสภาพ” ให้ได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นการตรวจสอบกำลังรบ ตรวจแถวทหาร ประเมินกำลังข้าศึก ก่อนที่จะก้าวข้ามไปขั้นตอนต่อไป นั่นคือจัดการให้รัฐบาลรักษาการขาดๆวิ่นๆนี้ออกไป หาวิธีการที่จะให้มีรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลโดยผ่านวุฒิสภา โดยในระหว่างดำเนินการทั้งหมดนี้ จะต้องให้ปรากฏภาพความเป็นร่างเงา กปปส.ให้น้อยที่สุด หรือไม่มีเลย แน่นอนนี่ย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้

แต่ประเด็นสำคัญ ที่ผมและเพื่อนพ้องในองค์กรวิชาชีพทั้งหลายที่ได้รับเชิญจากกลุ่มผู้ก่อการ ยืนยันคือจะไม่ไปรายงาน  หรือแม้ปรากฎตัวในที่ทำการของคณะผู้ประกาศกฎอัยการศึก คือ เราไม่ยอมรับการละเมิดหลักการพื้นฐานเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน แม้จะอ้างเรื่องความมั่นคง หรือเหตุผลอื่นใดก็ตาม ประการหนึ่งหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น กสทช.หรือตำรวจ มีอำนาจจัดการได้ตามกฎหมายที่มีอยู่ ประการหนึ่ง บริบททางสังคมหรือภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะปิดกั้นอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะทำได้อยู่แล้ว ตรงกันข้าม ยิ่งปิดกั้นก็จะเกิดปฎิกริยาต่อต้านรุนแรงมากขึ้น

รัฐธรรมนูญมาตรา 45 ตราไว้ชัดเจนว่า การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพ จะกระทำมิได้ การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพจะกระทำมิได้

ผมไม่เห็นว่า การปิดกั้น หรือลิดรอนเสรีภาพของสื่อครั้งนี้ จะมีผลในทางปฎิบัติอย่างไร เพราะกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่แบ่งเป็นสองฝ่ายนั้น คือกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มที่มีความเชื่อและมีความภักดีอย่างเหนียวแน่นกับผู้นำของเขาอยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุด นี่เป็นการละเมิดหลักการขั้นพื้นฐานของประเทศประชาธิปไตย ไม่มีเสรีภาพก็ไม่มีประชาธิปไตย ที่จะมีผลก็คงเป็นเพียงไล่ล่าวิทยุชุมชนเถื่อน ที่ก่อนหน้านี้ทำตัวเป็นสังฆราชสั่งสอนผู้คนเขาไปทั่วเท่านั้น

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 979 ประจำวันที่  23 - 29 พฤษภาคม 2557)
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

ขอเชิญร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวย

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว

โรงพยาบาลเขลางค์เวชภัณฑ์

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support