วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วิหารน้ำแต้ม วัดพระธาตุลำปางหลวง แหล่งรวมศิลปะชั้นยอด


หากลายปูรณฆฏะ หรือลายหม้อน้ำในวิหารจามเทวีของวัดปงยางคก คือต้นแบบความงามแห่งลวดลายหม้อปูรณฆฏะ ลวดลายโพธิพฤกษ์ในวิหารน้ำแต้มของวัดพระธาตุลำปางหลวง ก็คือที่สุดความงามของลวดลายต้นโพธิ์ ที่กลายเป็นต้นแบบให้ภาพต้นโพธิ์ ซึ่งเราอาจจะเคยเห็นตามสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงแรม ร้านอาหาร หรือแม้แต่บ้านเรือน

วิหารน้ำแต้มเป็นวิหารโถง ได้รับยกย่องว่าเป็นงานสร้างสรรค์ที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่งของสถาปัตยกรรมล้านนา วิหารขนาดเล็กหลังนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือขององค์พระธาตุ เยื้องมาทางด้านหลังของวิหารหลวง คำว่า น้ำแต้ม แปลว่า ภาพเขียน ชื่อของวิหารน้ำแต้มมาจากลักษณะการประดับตกแต่งวิหารที่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บริเวณคอสอง ซึ่งได้มีผู้ศึกษาภาพจิตรกรรมดังกล่าวและลงความเห็นว่า จิตรกรรมนี้ควรจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 สอดคล้องกับการกำหนดอายุของวิหารน้ำแต้ม เพราะจากข้อความที่ปรากฏในตำนานและศิลาจารึกทำให้นักวิชาการเชื่อว่า วิหารหลังนี้น่าจะมีการสร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 22 เพื่อประดิษฐานพระประธาน คือ พระเจ้าสามหมื่นทอง พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ลงรักปิดทอง ขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก 1 คืบ สูง 2 ศอก 1 คืบ

สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของวิหารน้ำแต้มอยู่ที่ลายคำด้านหลังพระประธาน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นลายคำลวดลายโพธิพฤกษ์ที่งดงามมากแห่งหนึ่ง และเป็นลวดลายที่สร้างแรงบันดาลใจให้ใคร ๆ หยิบยืมไปต่อยอดสร้างสรรค์

ลายคำนั้น เป็นภาพโพธิพฤกษ์ 3 ต้น ที่แตกกิ่งก้านอย่างงดงาม ตอนบนด้านซ้ายมีภาพดวงจันทร์ ซึ่งทำสัญลักษณ์เป็นรูปกระต่ายในดวงจันทร์ และด้านขวาเป็นภาพดวงอาทิตย์ ทำสัญลักษณ์เป็นรูปหงส์ในดวงอาทิตย์ อันเป็นสัญลักษณ์ของจักรวาล สอดแทรกด้วยภาพนกแก้วและหงส์บิน และมีเทวดากระทำอัญชลีพร้อมช่อดอกไม้ประกอบอยู่ทั้งสองข้าง ทั้งนี้ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่คนละฝั่งของต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อสื่อความหมายว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของจักรวาล จึงมีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์โคจรอยู่โดยรอบ นอกจากนี้ บริเวณฝาผนังด้านข้างของห้องที่ 5 ตกแต่งด้วยรูปปูรณฆฏะ ทำเป็นรูปดอกไม้เลื้อยตั้งเรียงไปตามแนวนอน

อาจารย์วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงเทคนิคการทำลายคำในวิหารน้ำแต้มไว้ในหนังสือ วิหารล้านนา ว่า เทคนิคที่ทำนั้น เป็นการปรุกระดาษให้เป็นตัวภาพ แล้วจึงนำไปทาบกับผนังที่เตรียมพื้นไว้แล้ว และลงรักเช็ดตามรอยปรุ หลังจากนั้นจึงปิดทองคำเปลวตามลายที่ลงรักเช็ดไว้ เสร็จแล้วจะปรากฏภาพลายทองสุกอร่ามอยู่บนพื้นสีแดงชาด ซึ่งพื้นสีแดงนี้ มักจะเป็นพื้นรักที่ผสม หาง ซึ่งเป็นแร่ชนิดหนึ่งที่บดให้ละเอียด และมีคุณสมบัติที่ผสมกับรักแล้วไม่จมในน้ำรัก อันเป็นเทคนิคเดียวกับการทำเครื่องเขินในล้านนา

การประดับตกแต่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของวิหารน้ำแต้มอยู่ที่เสาสี่เหลี่ยมระหว่างผนัง ที่มีการประดับด้วยเทอควอยซ์บดเขียนเป็นภาพหงส์

วิหารน้ำแต้มยังมีลักษณะพิเศษ นั่นก็คือ มีรูปสัตว์ต่าง ๆ ประดับอยู่ตามหลังคา หรือเหนือเสา ไม่ว่าจะเป็นตัวมอม และสัตว์จำพวกหงส์ นกฮูก นกหัสดีลิงค์ ตกแต่งบริเวณเหนือป้านลมและสันหลังคา นอกจากนั้น ที่ฐานชุกชียังมีงานปูนปั้นเป็นรูปสิงห์ทูนหม้อน้ำปูรณฆฏะ นกแก้ว และเสือ ประดับไว้ด้วย

เรื่องสัตว์ที่นำมาประดับวิหารน้ำแต้มก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจไม่น้อย สำหรับนกแก้ว นกฮูก และเสือ เป็นสัตว์ที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ นกแก้ว แสดงถึงสัตว์ที่มีค่าและใช้เป็นสัตว์บรรณาการของราชสำนักจีน นกฮูกนั้น นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าประดับอยู่ในตำแหน่งที่นกฮูกจริง ๆ สามารถเกาะได้ และในช่วงเวลานั้น นกฮูกคงเป็นสัตว์ป่าที่พบเห็นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ส่วนเสือ แน่นอนว่านำมาประดับเพื่อแสดงถึงพละกำลังและอำนาจ จากคติโบราณของจีนเชื่อว่า เสือเป็น 1 ใน 4 จตุรทิศสัตว์เทพ ประจำทิศตะวันออก อีกทั้งยังเชื่อว่า เสือช่วยป้องกันภูตผีปีศาจและคุ้มครองชีวิต

ส่วนมอม สิงห์ หงส์ และนกหัสดีลิงค์ เป็นสัตว์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากจินตนาการ หรือสัตว์หิมพานต์ ซึ่งมีภาวะระหว่างสัตว์ตามธรรมชาติและสัตว์สวรรค์

มอม คือ สัตว์ครึ่งลิงครึ่งเสือ มีขนยาว ตัวดำ บางท่านว่าลำตัวคล้ายสุนัขพันธุ์ปักกิ่ง บางแห่งแปลว่าเสือดำ

สิงห์ เป็นสัตว์ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวในพระพุทธศาสนามากที่สุด ทำหน้าที่ปกปักรักษาสิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนา

หงส์ ราชาแห่งสัตว์ปีกทั้งมวล นับเป็นสัตว์มงคล เชื่อกันว่าทำหน้าที่ปกป้องภัยจากทางเบื้องบน และสามารถล่วงรู้ความวุ่นวายบนโลกมนุษย์ได้ หงส์นี้มีขนงามตลอดตัว มีเสียงร้องคล้ายขลุ่ย ไม่กินแมลงมีชีวิต ไม่จิกต้นไม้ที่ยังเขียวสด ไม่อยู่เป็นฝูง ไม่บินเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ ในภาพจิตรกรรมหากมีรูปหงส์แสดงให้เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่บนสวรรค์

นกหัสดีลิงค์ มีความสัมพันธ์กับชาวล้านนามาอย่างยาวนาน นกชนิดนี้มีความใหญ่โตและทรงพละกำลังมาก

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น คือความงามระดับสุดยอดของวิหารน้ำแต้มก่อนการบูรณะครั้งล่าสุด ซึ่งนักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นในทำนองว่า ไม่กล้าที่จะกลับไปเยี่ยมชมวิหารแห่งนี้อีกแล้ว ???


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 979 ประจำวันที่  23 - 29 พฤษภาคม 2557)
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

รวมพลังราชการไทย

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support