วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เสือลำบาก



กุลธิดา สืบหล้า...

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา นอกจากเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ซึ่งย้ำเตือนว่า ประเทศนี้เป็นชาติและมีภาษาของตนเองแล้ว วันนี้ของทุกปียังเป็นวันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก (International Tiger Day)

ปัจจุบันเสือโคร่งคือสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างมาก เนื่องจากสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย ตอนนี้จำนวนเสือโคร่งอยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเหลืออยู่ในป่าทั่วโลกเพียงแค่ 3,500 ตัว และก่อนหน้านั้นโลกก็สูญเสียเสือหลายชนิดไปโดยที่เราไม่ทันได้รู้จักด้วยซ้ำ

เสือทัสมาเนีย สัตว์กินเนื้อมีกระเป๋าหน้าท้อง พบเฉพาะบนเกาะทัสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย ตัวสุดท้ายของโลกตายไปเมื่อปี พ.ศ. 2479 ในสวนสัตว์ Hobart โดยถิ่นอาศัยเดิมของมันก็ได้กลายเป็นเขตชุมชนไปหมดแล้ว

เสือโคร่งสายพันธุ์ชวา สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติเมื่อปี พ.ศ. 2523 นี้เอง โดยที่มนุษย์ยังรู้เรื่องราวของมันน้อยมาก

นอกจากนี้ ยังมีเสือโคร่งเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเสือโคร่งขนาดใหญ่สายพันธุ์หนึ่งของโลกที่มีขนหนาและมีลวดลายสวยงาม มันจึงถูกไล่ล่าจนสูญพันธุ์เพื่อนำขนไปประดับบ้านและใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม แถมยังถูกทำลายที่อยู่อาศัยโดยมนุษย์อีกด้วย

เสือโคร่ง หรือเสือลายพาดกลอนมีชนิดย่อยอยู่ 8 ชนิดในโลก สำหรับชนิดย่อยที่พบในประเทศไทย คือ เสือโคร่งอินโดจีน จัดเป็นชนิดย่อยชนิดหนึ่งที่หายากมากในโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บ้านป่าเหมี้ยง ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน มีข่าวเสือโคร่ง 3 ตัวกินวัวของชาวบ้านที่เลี้ยงแบบปล่อยในป่า ข่าวบอกว่าเป็นเสือโคร่งพ่อแม่ลูก อ่านดูแล้วราวกับว่าเสือโคร่งคือผู้ร้าย โทษของมันคือการถูกไล่ล่าสถานเดียวโดยอาวุธครบมือ !?!?

มีหลายประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้าน หน้าที่นี้ควรเป็นของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน หรือนักวิชาการด้านป่าไม้ ว่าอันที่จริง เสือโคร่งอยู่ในป่านั้นถูกต้องแล้ว ด้วยมุมมองที่เป็นธรรม สิ่งที่ชาวบ้านต้องทำคือเข้าไปไล่วัวของตนเองออกมาจากป่า เพราะป่าคือบ้านของสัตว์ป่า ห้ามนำวัวเข้าไปเลี้ยง และหากมีใครยิงเสือโคร่ง ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย อีกประเด็นหนึ่งก็คือ เสือโคร่งไม่ได้อยู่รวมกันเป็นฝูงแบบพ่อแม่ลูก แต่ที่เจอรอย 3 ตัว อาจเป็นแม่ 1 ตัว และลูก 2 ตัว

เสือโคร่งไม่ใช่ผู้ร้าย เพียงแต่ธรรมชาติมอบหมายให้พวกเขาดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการเป็นผู้ล่า เสือโคร่งจึงอยู่ลำดับสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร พวกเขากลัวคนพอ ๆ กับที่เรากลัวเขา และขอเพียงพื้นที่ป่าที่จะดำรงชีวิตสืบทอดเผ่าพันธุ์ โดยปราศจากการแย่งชิงของมนุษย์

เมื่อวันอนุรักษ์เสือโคร่งโลกที่ผ่านมา ดร. ธีรภัทร ประยูรสิทธิ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่ารวม 132 ล้านไร่ แต่ป่าใหญ่นั้นเหลืออยู่ที่เดียว คือ ผืนป่าตะวันตกขนาด 11.7 ล้านไร่ ซึ่งมีความสำคัญและมีความโดดเด่นเฉพาะตัว ที่สำคัญ เป็นป่าที่มีเสือโคร่งอาศัยอยู่ แสดงถึงความสมบูรณ์อย่างมาก 

ด้าน ดร. อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ อาจารย์คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ป่าตะวันตกเป็นป่าแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเสือโคร่งอาศัยอยู่ ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยเคยให้ปฏิญญาไว้ว่า จะไม่มีโครงการพัฒนาในพื้นที่ที่มีเสือโคร่ง อีกทั้งมีแผนในระดับชาติระหว่างปี พ.ศ. 2553-2565 ว่าจะทำให้มีเสือโคร่งเพิ่มขึ้นอีก 20 ตัว

นอกจากนี้ ดร. โรเบิร์ต สไตน์แมตซ์ นักวิจัยจาก WWF ประเทศไทย ยังเปิดเผยข้อมูลที่น่ายินดีว่า ปัจจุบันพบเสือโคร่งโตเต็มวัยในป่าแม่วงก์-คลองลานถึง 15 ตัว ลูกอีก 3 ตัว เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 2 ปีก่อนที่พบเสือโคร่งโตเต็มวัย 12 ตัว และลูก 2 ตัว ซึ่งการที่มีเสือโคร่งอาศัยอยู่ได้ นั่นแปลว่า แหล่งอาหารของมันอย่างกระทิง เก้ง กวาง ฯลฯ กลับมาแล้ว

แนวโน้มการฟื้นฟูเสือโคร่งในป่าตะวันตกอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีจำนวนไม่มาก ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกันอนุรักษ์ ทั้งนี้จากงานวิจัยของต่างประเทศพบว่า หากไม่มีการคุกคามจากมนุษย์ จะสามารถฟื้นฟูเสือโคร่งให้เพิ่มจำนวนได้ร้อยละ 10 ต่อปี สำหรับประเทศไทยอาจจะฟื้นฟูจำนวนเสือโคร่งได้เร็วกว่านี้ เนื่องจากเสือโคร่งของป่าแม่
วงก์ส่วนหนึ่งย้ายออกมาจากป่าห้วยขาแข้ง เพื่อสร้างอาณาเขตของตนเองและขยายพันธุ์ต่อไปเรื่อย ๆ ในป่าแม่วงก์

ประเทศไทยมีเสือโคร่งเหลืออยู่ในป่าราว 250 ตัว พวกเขาไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ แต่ยังเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า เพราะเสือโคร่งจะอาศัยอยู่ในป่าสมบูรณ์เท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เสือโคร่งอีกไม่น้อยยังคงเผชิญมหันตภัยจากมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ 

หากบ้านคือที่ที่อบอุ่นปลอดภัย นิยามนี้คงใช้ไม่ได้กับเสือ เพราะบ่อยครั้งที่เสือโคร่งถูกไล่ล่าอย่างจนมุมในผืนป่าของตัวเอง

เสือโคร่ง สถานภาพ : IUCN-ใกล้สูญพันธุ์ CITES-Appendix I


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 989 ประจำวันที่ 1 - 7 สิงหาคม 2557)


Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support