วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ฮือล้อม จนท. บุกยึดสักท่อน ผวจ.สั่งเก็บให้หมด



เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานสนธิกำลังตรวจยึดไม้สักเถื่อนที่ตัดมากองรวมกันไว้มากว่า 300 ท่อนในพื้นที่บ้านที่กำลังจะก่อสร้าง แต่ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังจะเตรียมขนย้ายไม้ของกลางออก ผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายระดมลูกบ้านมากดดันปิดทางเข้าออกไม่ให้เจ้าหน้าที่ผ่าน พร้อมกดดันทุกรูปแบบเพื่อไม่ให้เอาของกลาง ล่าสุดจนต้องมีการเจรจาหาทางออกร่วมกัน

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 17 ก.พ.59  ที่ท้ายบ้านไม่มีเลขที่ อยู่ห่างจากถนนสายเสริมงาม-ลี้ประมาณ 100 เมตร เขตบ้านนาสันติสุข หมู่ 8 ต.เสริมซ้าย อ.เสริมงาม จ.ลำปาง กำลังเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย สายตรวจปราบปรามว่าด้วยการกระทำผิดป่าไม้ สายที่ 1  เจ้าหน้าที่ ส่วนป้องกันและปราบปรามภาคเหนือ กรมป่าไม้  เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ลำปาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปทส.ภ5 ลำปาง ตำรวจ กกก.4 บก.ปทส.ตำรวจ ปทส.นปพ.ภ.จว.ลำปาง ตำรวจ สภ.เสริมงาม กำลังหน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ในพื้น ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ประมาณ 40 นาย โดยการสั่งการของ นายจเรศักษ์  นันตะวงษ์ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง)  และนายสุเทพ  พุทชา ผอ.ส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าฯ   นายนนุศักดิ์ หมื่นโฮ้ง หน.สายตรวจปราบปรามว่าด้วยการกระทำผิดป่าไม้ สายที่ 1 เข้าตรวจสอบกองไม้สักที่มีมากว่า 100 ท่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 20-40 ซ.ม. ที่กองรวมกันโดยมีการเอาเศษฟางปกคลุมเพื่ออำพราง กระจัดกระจายไปทั่ว พร้อมทั้งมีการตั้งแท่นเลื่อน 1 แท่น อุปกรณ์การแปรรูปไม้จำนวนหนึ่ง ซึ่งในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ไม่พบตัวผู้กระทำผิด แต่ใกล้กันพบมีการปลูกสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ 1 หลัง พบมีการนำไม้แปรรูปจำนวนหนึ่งมาเก็บไว้

ในเบื้องต้น มีคนแสดงตัวเป็นเจ้าของพื้นที่และบ้านหลังดังกล่าว และอ้างว่าไม้สักทั้งหมดนั้น ได้ไปตัดมาโดยการขออนุญาตจากผู้นำชุมชนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไม้ท้ายป่าหัวไร่ปลายนา คิดว่าไม่ผิดกฎหมายจึงตัดเอามากองรวมกันเพื่อที่จะสร้างบ้านพักอาศัย ไม่ได้มีการเอาไปส่งขายแต่อย่างใด แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้เอาหลักฐานต่างๆมาแสดง เพราะว่าไม้สักไม่ว่าจะตัดมาจากที่ไหนต้องมีหลักฐานแสดงยืนยันชัดเจน แต่ทางเจ้าของบ้าน ไม่หลักฐานดังกล่าวมีเพียงแผ่นกระดาษที่อ้างว่าเขียนขึ้นมาโดยมีการขออนุญาตทางชุมชนเรียบร้อย  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้เอาหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยัน ที่หน่วยป่าไม้ จากนั้นได้เข้าตรวจวัดไม้สักและได้ลำเลียงขึ้นรถเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพื่อที่จะนำไม้ของกลางทั้งหมดไปเก็บรักษาที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ลป.35 แม่ต๋ำ

ระหว่างนั้นได้มีผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่นำลูกบ้านมากดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ยอมให้เอาไม้ของกลางออกไป แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ขนย้ายไปแล้วจำนวนหนึ่ง กลุ่มแกนนำชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านไม่พอใจได้ประกาศเสียงตามสายระดมชาวบ้านกว่า 300 คนเข้ามาปิดล้อมเจ้าหน้าที่ โดยนำโต๊ะเก้าอี้รถยนต์รถจักรยานยนต์ ตอไม้ และผู้หญิงมาขวางถนนไม่ให้เจ้าหน้าที่ขนย้ายไม้ดังกล่าวออก พร้อมไม่ให้ดำเนินคดีกับเจ้าของบ้าน ซึ่งก็ได้มีเจ้าหน้าที่แต่ละฝ่ายมาเจรจา  ฝ่ายเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ไม่ยอมเพราะเป็นการกระผิดที่ชัดเจนอีกทั้งไม้ของกลางมีมากกว่า 100 ท่อน จึงทำให้บรรยากาศตรึงเครียด ผ่านไปกว่า 3 ชั่วโมง  ล่าสุดนายอำเภอเสริมงามได้เข้ามาพูดคุยและเจราจากับผู้ใหญ่กลุ่มแกนนำชาวบ้าน ซึ่งทางกลุ่มชาวบ้านต่างยืนยันว่าไม้สักดังกล่าวนั้น  ทางกลุ่มชาวบ้านได้มีการร้องขอในกลุ่มชาวบ้านด้วยกันและทำหนังสือเป็นหลักฐานแล้ว โดยเอาไม้มาก่อสร้างบ้าน แต่ทางเจ้าหน้าที่ ป่าไม้ก็ยืนยันว่าเป็นการกระผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ ต้องมีการดำเนินคดี ในที่สุดมีการหาทางออกโดยการให้ทางเจ้าหน้าที่ ยึดไม้ที่ยึดไปแล้วจำนวนหนึ่งเพื่อส่งดำเนินคดีกับเจ้าของบ้าน ส่วนไม้ที่เหลือทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปล่อยไป เพราะชาวบ้านจำนวนมากมาปิดล้อมกดดัน  และเป็นหนทางที่จะเปิดทางให้เจ้าหน้าที่กว่า 40 ชีวิตออกมาจากจุดเกิดเหตุได้เมื่อเวลา 17.50 น. ซึ่งหากมืดค่ำกว่านี้อาจเกิดอันตรายได้

ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ ยึดไม้สักท่อน จำนวน 61 ท่อน ปริมาตร 5.03 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเงินค่าเสียหายของรัฐ 125,750 บาท โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.48 ฐานมีไม้สักยังมิได้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ทั้งนี้ ไม้สักดังกล่าว กลุ่มชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปตัดไม้ในป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่เสริม ในเขตศูนย์ศิลปาชีพแม่ต๋ำ จำนวน 85 ต้น ประมาณ 200 กว่าท่อน ก่อนที่พลเมืองดีจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและมีการปิดล้อมเกิดขึ้น
  
หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นายสามารถ ลอยฟ้า ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า ไม้ของกลางที่ยังเหลือในที่เกิดเหตุ จะต้องตรวจยึดมาได้ทั้งหมดโดยได้หมอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ฝ่ายปกครองอำเภอเสริมงาม ตำรวจ ป่าไม้อำเภอเสริมงาม เรียกชาวบ้านและแกนนำทั้งหมดมาประชุมที่ว่าการอำเภอเสริมงาม เพื่อทำความเข้าใจก่อนที่จะนำกำลังเข้าไปอายัดยึดไม้ของกลางทั้งหมดมาให้ได้ ส่วนผู้ใหญ่บ้านที่ได้ปลุกระดมก็จะให้ทางอำเภอดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เพราะเป็นถึงเจ้าหน้าที่รัฐแต่ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกัน

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์  ฉบับที่ 1067 วันที่ 19 - 25 กุมภาพันธ์ 2559)
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support