วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มึงรู้ไหม กูลูกใคร ..!



จำนวนผู้เข้าชม website counter
   
อกจากลูกเฉลิม อยู่บำรุง ที่มักจะถามคนอื่นๆเสมอ ในยามที่อยู่ในช่วงวัยห่าม ว่า “มึงรู้ไหม กูลูกใคร” ก่อนที่จะทำร้ายคนอื่น ยังมีลูกตำรวจเลวๆอีกหลายคนในประเทศนี้ ที่ชอบถามคำถามนี้ และสำคัญผิดว่าลูกตำรวจจะทำร้ายข่มเหงใครก็ได้ โดยไม่มีความผิด
           
เพราะพ่อกูเป็นตำรวจ
           
นี่คือลักษณะพิเศษ ที่น่าภาคภูมิใจสำหรับสยามเมืองยิ้ม
           
เมืองไทย เมืองยิ้ม สยามเมืองยิ้ม คำนิยามที่มาจากความมีจิตใจโอบอ้อมอารี ยิ้มง่ายของคนไทยที่คอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง จนกลายเป็นคำพูดของต่างชาติว่า Thailand Land of Smile
           
แต่มาวันนี้ดูเหมือนว่าพฤติกรรมของวัยรุ่นที่ระยะหลังดูเหมือนว่าจะเกินเลยจนเกินกว่าเหตุจะบ่อยครั้งเกินไป จนรู้สึกได้ว่า เด็กวัยรุ่นทั้งรุ่นเล็กที่ยังเรียกได้ว่าเป็นผู้เยาว์ วัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะ จะก่อเหตุที่สะเทือนใจจนถึงแก่ความตายของคนบริสุทธิ์มาหลายครั้ง โดยที่กฎหมายดูจะให้ความเป็นธรรมที่ช้า....เสียเหลือเกิน
           
ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม
           
วลีนี้ดูจะชัดเจนที่เหมาะสมกับประเทศไทยในยามนี้เสียเหลือเกิน เพราะหลายต่อหลายครั้งที่ผู้ก่อเหตุเป็นทายาทเศรษฐี เป็นผู้มีฐานะ มักจะรอดคุกรอดตะรางด้วยช่องว่างของกฎหมายไปเสียทุกครั้ง และแต่ละครั้งมักจะมาจากการทำงานที่ล่าช้าจะทำให้ “หมดอายุความ”
           
กรณีที่เกิดขึ้นไม่กี่วันที่ผ่านมา คดีวัยรุ่น 6 คน รุมทำร้ายชายพิการจนตาย คดีนี้ว่าเป็นเรื่องที่ เลวร้ายมาก เพราะดูผู้กระทำผิดดูจะมีความ “ตั้งใจ” มากกว่าที่จะเป็นการ “ป้องกันตัว” อย่างที่กล่าวอ้าง แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีที่มีภาพวงจรปิดและคลิปบันทึกเหตุการณ์ที่เป็นหลักฐานโดยไม่มีการบิดเบือนความจริงได้เหมือนอย่างถ้อยแถลงของผู้ต้องหา และยังมีพยานที่เห็นในเหตุการณ์ที่ “กล้า” มาเป็นพยานโดยไม่เกรงเกรงต่อ “ความเป็นนักเลง” ที่กระทำการอุกอาจในยามเช้าโดยที่ 4 ใน 6 ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็น “กูเป็นลูกตำรวจ” และทำให้ตอนนี้หลายคนไม่กล้ามาเป็นพยาน
           
แต่ ทนายอนันตชัย ไชยเดช ที่มีสำนักงานทนายความในจุดเกิดเหตุ ให้ข้อมูลในฐานะพยาน ซึ่งน่าชื่นชมกับทนายความที่ยืนอยู่เคียงข้างความยุติธรรมและผู้ถูกกระทำโดยไม่หวั่นต่ออิทธิพล  เพราะเมื่อหลายปีก่อนทนายอนันตชัยก็เคยถูกขู่ฆ่าและทำร้ายร่างกายเมื่อครั้งที่ทำคดีให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาแล้ว และในคดีที่น่าสะเทือนขวัญกลางกรุงครั้งนี้นอกจากจะเป็นพยานที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว ยังเป็นทนายความผู้ตายอีกด้วย
           
แต่ที่น่าเป็นห่วงและเป็นกังวลต่อเหตุการณ์นี้ คือเรื่องอิทธิพลมือ ที่หลายต่อหลายครั้งประเทศไทยเหมือนเป็น “บ้านเมืองไร้กฎหมาย” เพราะถึงแม้จะมีหลักฐานชัดเจน แต่ความยืดยาด ล่าช้า ดูจะทำให้ไม่สามารถทำให้ผู้กระทำความความผิดมาชดใช้กรรมที่ก่อไว้ แต่หากผู้ทำผิดเป็นคนทั่วไป เด็กแว้นไร้เส้นสายคดีจะรวดเร็วชนิดตดยังไม่ทันหายเหม็นกันเลยทีเดียว
           
เพราะในกรณีนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นก็ยังเข้าไปแทงคอชายพิการจนถึงแก่ความตายอย่างไม่เกรงกลัวแม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาถึงจุดเกิดเหตุก็ตาม อีกทั้งในคลิปยังมีเสียงที่สร้างคำถามแก่สังคมว่าที่นายตำรวจคนนั้นบอกให้ “ไปโรงพยาบาล” นั้นบอกกับผู้กระทำความผิดหรือบอกใคร และ ทำไมยังไม่จับกุมผู้กระทำความผิดทันที ทำไมถึงปล่อยให้หนีไปได้อย่างต่อหน้าต่อตา !!!
           
นับตั้งแต่ก้าวข้ามปี 2559 มา ดูเหมือนว่าหลายคดีที่โด่งดัง ถ้าไม่มาจากกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุ ก็มาจากการทำงานของตำรวจที่ไม่ตรงไปตรงมา
           
ไม่ว่าจะเป็น กรณีเสี่ยเบนซ์ชนรถฟอร์ดเป็นเหตุนักศึกษา ป.โท 2 คน เสียชีวิต เมื่อกลางเดือนมีนาที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์นี้มีหลายจุดที่ผิดปกติและล่าช้าในกระบวนการสืบสวนจนในที่สุดคณะกรรมการสอบระบุ ผกก.สภ.พระอินทร์ราชา ผิดวินัยแต่มาร้ายแรง  ถัดมาไม่กี่วันในเดือนเดียวกันนั้นเอง มีคลิป 3 ตำรวจ ทำร้ายนักศึกษาที่จังหวัดพิษณุโลก ถึงขั้นใช้ปืนยิง ซึ่งมาถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน
           
หรือกรณีที่ กลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายครอบครัวนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มาเที่ยวสงกรานต์ที่หัวหิน แต่เดินชนกันและไม่พอใจจนทำร้ายนักท่องเที่ยว 3 คนแม้ว่าจะเป็นผู้หญิงและคนชราก็ตาม
           
ภาพของประเทศไทยที่เคยเป็นเมืองสงบสุข ตอนนี้ดูจะสั่นคลอนความรู้สึก เพราะเราไม่รู้ว่าถ้าเผลอไปเดินเหยียบเท้าใครโดยไม่เจตนาจะถูกฆ่าได้แม้กล่าวคำขอโทษ และเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า คนในเครื่องแบบ หรือลูกหลานของคนในเครื่องแบบจะเป็นผู้ร้ายเองหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ก็ก็แทบจะยืนปล้นกลางแดดกันอยู่แล้ว เพิ่งโดนมากับตัวเอง
           
แต่ที่หนักที่สุดคือการที่กฎหมายเมืองไทยไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ กว่าจะลากตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษก็กินเวลาไปหลายปีจนคนไทยลืม เมื่อไหร่เราจะมีกฎหมายแก้เกรียนที่คนทำผิดต้องมารับโทษอย่างรวดเร็วเสียที

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์  ฉบับที่ 1077 วันที่ 6 - 12 พฤษภาคม 2559)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support