วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

13ปีสลัดน้ำแต้ม เล็งตลาดแฟรนไชน์

จำนวนผู้เข้าชม website counter

ในโลกของคนรักสุขภาพ มักมีธุรกิจเล็กๆแทรกตัวอยู่ในกลไกตลาดเสมอ รุ่งสุริยา ธีรโชติวานิช หรือน้ำแต้มวัย 45 ปี ผันตัวเองจากบัณฑิตสายกฎหมาย มาเป็นเจ้าของร้านสลัดด้วยใจรักมาตั้งแต่ ปี 2546นับเป็นเวลากว่า 13ปีมาแล้วโดยเริ่มจากความชอบส่วนตัวจนศึกษาทดลองทำน้ำสลัดขายร้านเล็กๆ จนเติบโตเป็นธุรกิจร้านสลัดขายปลีก ส่ง ที่ขึ้นชื่อเรียกได้ว่ามีฐานลูกค้าหนาแน่นหนึ่งในลำปางเลยก็ว่าได้
           
น้ำแต้มเล่าว่า สมัยที่ยังเป็นนักศึกษา เธอมักใช้เวลาหลังเลิกเรียนช่วยงานด้านอาหารและขนมที่บ้านเสานัก สถานที่รับจัดเลี้ยงและขันโตกชื่อดังของลำปาง ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแรงบันดาลใจและความชอบงานด้านอาหาร เมื่อเรียนจบจาก คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็อยากเปิดร้านขายของกินเล็กๆเป็นของตัวเอง เริ่มจากขายข้าวผัดอเมริกัน และสลัดที่โรงเรียนกัลยาณีเป็นของตัวเองทำรายได้ดีกว่าทำงานประจำ ขณะนั้นเธอสนใจว่า สลัดเป็นอาหารว่างที่คนไทยเริ่มชอบทานตามแบบวัฒนธรรมฝรั่ง แต่ไม่ค่อยมีขายทั่วไป ยกเว้นร้านอาหารหรือโรงแรมขนาดใหญ่แถมยังมีราคาสูง จึงสนใจอยากทำสลัดที่ดี สด สะอาดมีคุณภาพขายในราคาที่ทุกคนซื้อทานได้ง่ายๆ และเริ่มศึกษาสูตรการทำน้ำสลัดครีมรสชาติแบบคนไทย ขายที่ตลาดสนามบิน อ.เมืองลำปางใช้ชื่อตามชื่อของตัวเองคือ "สลัดน้ำแต้ม"เป็นร้านขายสลัดเจ้าแรกในลำปาง เมื่อประมาณปี 2546
           
และเล่าต่อว่า ตอนทำสลัดขายยุคแรกๆ สมัยนั้นยังไม่มีน้ำสลัดให้เลือกอะไรมากมาย คนไทยก็รู้จักแต่น้ำสลัดครีม ผักก็มีไม่มากชนิด มีแค่ผักสลัด ข้าวโพด แครอท มะเขือเทศ ไข่ต้ม ง่ายๆ จากนั้นกระแสรักสุขภาพก็เริ่มมากขึ้น สลัดน้ำแต้มก็เพิ่มพวกธัญพืช เช่นลูกเดือย ถั่วแดง ถั่ว และมันต่างๆ ขนมปังกรอบ และพัฒนาสูตรน้ำสลัดหลากหลายชนิดมากขึ้น  เรียกได้ว่าเป็นร้านสลัดเจ้าเดียวในลำปางที่ขายสลัดอย่างเดียวอย่างจริงจัง
           
จุดเปลี่ยนสำคัญของสลัดน้ำแต้ม คือช่วงที่มีปัญหาไข้หวัดนกในประเทศไทยคนทานสลัดลดลงเพราะน้ำสลัดส่วนใหญ่มีส่วนผสมของไข่ไก่ ยอดขายลดลง แต่น้ำแต้มก็ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสโดยพัฒนาสูตรน้ำสลัดทั้งหมดเป็นน้ำสลัดสุขภาพ ไม่มีส่วนของของไข่ไก่ ใส่พริกไทยดำเพื่อเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางอาหาร และทุกวันนี้พัฒนาสูตรน้ำสลัดที่ทำจากพืชผลไม้อีกด้วย  ทำให้ลูกค้านิยมและรู้จักสลัดน้ำแต้มมากขึ้น
           
"เมื่อมีใจรักทำให้เรามีความอึดและเกิดการปรับตัวซึ่งสำคัญมาก เมื่อเทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนไทยหันมาให้ความสนใจเรื่องสุขภาพ เราเองก็ต้องปรับไปตามความต้องการตลาดให้เร็ว แม้ไม่เคยเรียนสูตรน้ำสลัดจากเชฟชื่อดัง แต่พี่ก็อาศัยประสบการณ์และทำจากใจรัก ทดลองด้วยตัวเอง จากฐานความคิดเรื่องผักที่ให้สีและรสชาติ ใส่น้ำตาลให้น้อยลง  อาศัยความหวานจากธรรมชาติที่แตกต่างกัน เป็นจุดเด่น และความเป็นสูตรเฉพาะที่ไม่เหมือนใครแน่นอน ลูกค้าก็มีส่วนสำคัญในการปรับสูตรตามคำติชมของลูกค้าจนได้น้ำสลัดที่ถูกปากลูกค้าขณะนี้สลัดน้ำแต้มมีน่ำสลัด 7 ชนิด ได้แก่ น้ำใสพริกไทยดำ น้ำสลัดน้ำข้น น้ำสลัดครีมงา  สตอร์เบอรี่บีทรูท แอปเปิลแครอท และกำลังพัฒนาน้ำสลัดงาญี่ปุ่นอีกด้วย
           
นี่คือจุดเปลี่ยนของการขยายธุรกิจ จากร้านขยายสลัดในตลาดด้วยทุนหลักร้อย มาสร้างโรงเรือนมาตรฐานเล็กๆที่บ้านผลิตขายหน้าร้านที่ตลาดสนามบินและขายส่งให้กับลูกค้าที่สั่งไปขายในร้านอาหาร สหกรณ์ร้านค้า หรือตั้งโต๊ะขายตามชุมชนเล็กๆ หรือจัดเลี้ยงในงานต่างๆรวมถึงลูกค้าที่สั่งซื้อแบบบริการส่งถึงบ้าน รวมแล้ววันหนึ่งไม่น้อยกว่า 500 ชุดและกำลังจะขยายรูปแบบการขายเป็นน้ำสลัดธรรมชาติสำเร็จรูป ให้ลูกค้าซื้อไปทานกับผักที่ตัวเองชอบที่บ้านได้"
           
แม้ว่าร้านสลัดราคาแพงตามห้างจะเกิดขึ้นมากมาย แต่สลัดน้ำแต้ม ยังยืนท่ามกลางการแข่งขันได้อย่างแข็งแรง คือเรื่องของราคา และคุณภาพ โดยสลัดน้ำแต้มยังขายราคา 20-30 บาทมาตลอด 13ปี ตอบโจทย์ของคนที่ชอบทานสลัดเพื่อสุขภาพในราคาที่ใครๆก็ซื้อได้ วัตถุดิบผักสดทุกชนิดซื้อจากเกษตรกรที่ปลูกขายส่งให้กับโครงการหลวง ส่วนธัญพืชต่างๆเลือกซื้อที่มีคุณภาพดี ประกอบกับกรรมวิธีทำที่เน้นความสะอาด สดใหม่เท่านั้น ลูกค้าซื้อความพึงพอใจในคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล
           
นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจในท้องถิ่นเล็กๆที่มีพัฒนาการเติบโตอย่างช้าๆแต่ว่ามั่นคง จากคำบอกเล่าของน้ำแต้มว่า ขณะนี้สลัดน้ำแต้มวางแผนสร้างฝันเล็กๆ เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ให้กับผู้สนใจธุรกิจขายสลัดเล็กๆ หรือจะสั่งไป ตั้งโต๊ะสลัดในร้านอาหาร เป็นร้านสาขา ในอนาคตอันใกล้
           
เป้าหมายของสลัดน้ำแต้มอาจไม่ไกลมากนักหากแต่เจ้าของที่ทำด้วยใจรัก และฐานลูกค้าที่หนาแน่นเป็นกุญแจสำคัญให้ถึงจุดหมายในไม่ช้า

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์  ฉบับที่ 1083  วันที่ 17 - 23 มิถุนายน 2559)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support