วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วายร้ายไซเบอร์ ละเมิดสิทธิบุคคล

จำนวนผู้เข้าชม Hit Web Stats

ม้ว่าภาพ หรือเรื่องราวอันเป็นส่วนตัวของบุคคลจะปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าบุคคลอื่น มีสิทธิจะสามารถนำภาพของเขาไปส่งต่อ หรือเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ ในขณะเดียวกันภาพบุคคล ที่มิใช่บุคคลสาธารณะ บุคคลอื่นก็ไม่มีสิทธิที่จะใช้ภาพของเขาไปโพสต์ต่อ หรือจินตนาการเอาว่าเขากำลังกระทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง
           
การทำเช่นนั้น คือการรบกวนสิทธิส่วนบุคคล คือสิทธิที่เขาจะอยู่โดยลำพัง หรือ Right to be let alone เป็นความผิดฐานละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
           
เราอยู่ในยุคสมัยใครๆก็มีกล้องอยู่ในมือ เชื่อมโยงตัวเองเข้าโลกอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีอิสรเสรีในการที่จะ แอบถ่ายรูปใครๆแล้วอัพขึ้นเฟสบุ๊ค อินสตราแกรมโดยที่มโนเรื่องราวมั่วๆก็ได้ 
           
ดูเหมือนว่าในโลกไซเบอร์เมืองไทยทุกวันนี้ จะมีการประทุษร้ายหรือทำให้ผู้อื่นอับอายผ่านทางการใช้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็น อีเมล์  เว็บไซต์ โดยเฉพาะเฟสบุ๊ค อินสตราแกรม แอปพลิเคชั่นไลน์ ที่มีเรื่องราวที่เป็นเท็จอยู่มากมาย  สิ่งที่นักเลงไซเบอร์ทำคือ จริงไม่จริงไม่รู้ก็แชร์พร้อมด้วยคำด่า โดยที่ไม่ฉุกใจคิดแต่เชื่อในสิ่งที่ คนต้นทาง” อัพรูปที่ไม่มีความจริงมีแต่เพียงคำบรรยายที่มาจากจิตที่คิดไปเองล้วนๆ
           
พฤติกรรมเหล่านี้ เราเรียกว่า Cyberbullying
           
คือ การกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์อาจรวมถึงสิ่งพิมพ์หรือการส่งผ่านข้อมูลที่เป็นเรื่องส่วนตัวของคนหนึ่งไปยังสถานที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ เช่น การเซฟภาพเจ้านายใส่ชุดบิกินี่ในวันพักผ่อนจากเฟสบุ๊คของเจ้านายไปเผยแพร่ต่อ หรือโพสหน้าเว็บไซต์ให้คนอื่นดูด้วยกัน เป็นต้น
           
นอกจากนั้นนักเลงไซเบอร์อาจจะส่งข้อความให้ร้ายไปยังผู้อื่น หรือเขียนคอมเมนต์ที่เป็นการต่อว่า การประทุษร้ายซ้ำๆ หลายครั้งแม้จะดูเป็นบาดแผลที่ห่างไกลหัวใจจนไม่น่าใส่ใจสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กหรือวัยรุ่นถือเป็นการทำร้ายที่รุนแรงมาก ส่งผลให้รู้สึกซึมเศร้า  หงุดหงิดอาละวาด  และทำร้ายตัวเองจากอารมณ์หุนหันพลันแล่นได้
           
หลายปีที่ผ่านมาเราได้เจอกรณีศึกษาจากเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็น
           
ผู้กองบี ตำรวจหญิงแห่ง สภ.เมืองเพชรบุรี แต่อยู่ๆกลับถูกมือดีแต่งรูปให้เครื่องแบบที่สวมใส่ดูรัดเรือนร่างพร้อมด้วยคำบรรยายว่าการแต่งกายแบบนี้ทำให้ตำรวจใต้บังคับบัญชาถึงไม่มีใครมาสาย เพราะอยากชมเรือนร่าง
           
มโนบันลือโลก ที่ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพชายคนหนึ่งสวมรองเท้าขาดวิ่น โดยผู้โพสต์ภาพอ้างว่าชายคนดังกล่าว ติดกล้องแอบถ่ายไว้ที่รองเท้า” เพื่อสอดใต้กระโปรงผู้หญิงบนบีทีเอส ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงแค่รองเท้าเป็นรูตามสไตล์หนุ่มเซอร์
           
อีกทั้ง กรณีภาพถ่ายของชายคนหนึ่งนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสโดยนั่งคนเดียวแต่ควบสองที่นั่ง คือมีคนไปแอบถ่ายรูปชายคนนี้แล้วก็อัพขึ้นเฟสบุ๊คพร้อมบรรยายจากสิ่งที่เห็นโดยที่ไม่รู้ความจริง และตามระเบียบชาวเน็ตไทย ก็วิจารณ์อย่างรุนแรง แต่ความจริงกลับเป็นว่าชายคนดังกล่าวนั้นเป็นโรคออทิสติก
           
หรือกรณีเหยียดเพศ ที่มีการโพสต์คู่เกย์หนุ่มไทย(ที่ชาวเน็ตบอกหน้าตาบ้านๆ)กับฝรั่งรูปหล่อ(หล่อเข้มแบบชายในฝัน)ที่ถูกแอบถ่ายภาพและนำมาโพสต์ในเพจแห่งหนึ่ง จนกลายเป็นกระแสแชร์กันสะพัด ที่โดยมากวิจารณ์อย่างเสียหายไปที่ฝ่ายหนุ่มคนไทย กระทั่งต่อมามีการเปิดตัวตนของทั้งสองฝ่ายรายการทีวีออนไลน์ด้วยบทสัมภาษณ์สั้นๆ
           
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิและการแสดงความเห็นอย่างรุนแรงถึงขั้นสร้างความเสียหายโดยที่ทั้งหมดเกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติ
           
สังคมไทยไม่เคยมีการเรียนรู้จริงหรือ ?!
           
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีเรื่องเดิมๆวนเวียนมาอีก และดูเหมือนจะหนักข้อขึ้น เพราะทั้งหมดเกิดในวันเดียวกัน
           
มีผู้ชายคนนึงแชร์ภาพเด็กวัยอนุบาล2คนจุ๊บกัน โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กคู่นั้นเค้าเป็นพี่น้องกัน แต่ก็ตามมาด้วยบรรยายเชิงชู้สาว ซึ่งภาพนั้นเป็นภาพแอบถ่ายลูกชาวบ้านที่โรงเรียน เมื่อพ่อแม่เด็กมาเห็นภาพนั้นก็แชร์ไปทั่วแล้ว
           
ยังไม่พอในวันเดียวกันมีผู้หญิงคนนึงแอบถ่ายภาพผู้หญิงคนหนึ่งที่กรีดตาตามสไตล์ที่เธอชอบ บนBTSแล้วเอามาโพสต์ต่อว่าเสียๆหายๆโดยอ้างว่าเห็นคนอื่นแอบถ่ายกัน เลยถ่ายมาลงบ้าง?!!
           
ยังไม่จบเพียงเท่านั้นเมื่อมีเพจนึงแชร์ภาพแอบถ่ายน้องผู้หญิงในชุดนักเรียนแต่งกายเรียบร้อย ซึ่งจุดประสงค์คือน้องคนนั้นห้อยพวงกุญแจตุ๊กตาตัวใหญ่มาก แต่! คอมเม้นท์ในเพจนั้นของลูกเพจส่อไปในทางคุกคามทางเพศอย่างรุนแรง ด้วยถ้อยคำหยาบคาย
           
ทั้งสามกรณีนี้คือการแอบถ่ายภาพทั้งสิ้น! โดยที่เจ้าตัวเค้าไม่รู้เรื่อง แต่กลับต้องเป็นฝ่ายมารับเสียงก่นด่า คำดูถูก ล้อเลียนด้วยถ้อยคำที่หยาบคายสารพัด ฯลฯ
           
หลายกรณีก็ขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะการกระทำเช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง และบุคคลเหล่านั้นไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณะ เมื่อถึงเวลาที่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำ คำว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์คงใช้มาอ้างไม่ได้อีกต่อไป

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์  ฉบับที่ 1082 วันที่ 10 - 16 มิถุนายน 2559)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support