วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

ไล่ที่ 'ตาแก้วมูล' วัย 77 ปี เทศบาลฯฟ้อง

จำนวนผู้เข้าชม Hit Web Stats

ชาวบ้านสิงห์ชัยรวมตัวขอความเป็นธรรมให้ลุงแก้วมูล วัย 77 ปี ถูกเทศบาลฯฟ้องไล่ที่ เจ้าตัวเผยขอตายที่บ้านหลังนี้เพราะไม่มีที่อยู่ ส่วนเพื่อนบ้านระบุบ้านพักปัจจุบันก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร  ด้านกิตติภูมิไม่ขอพูดอะไร อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานชี้แจงสังคม

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 ที่บริเวณบ้านเลขที่ 343/1 ถ.เม็งราย ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง ชาวบ้านชุมชนสิงห์ชัย เทศบาลนครลำปาง นำโดยนางจุรีย์ ยิ้มอ่อน  พร้อมด้วยชาวบ้านร่วม 30 คน ได้มารวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือและขอความเป็นธรรมให้กับนายแก้วมูล ศรีสุข อายุ 77 ปี ซึ่งพักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าวมาตลอดชั่วชีวิตตั้งแต่สมัยคุณพ่อรวมแล้วกว่า 70 ปีแล้ว หลังถูกเทศบาลนครลำปางส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องให้ขับไล่ออกจากพื้นที่ ซึ่งเทศบาลนครลำปางระบุว่าเป็นที่สาธารณะ

โดย พ.ต.ท. นิมิตร เอ๋ยานะ พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายแก้วมูล ศรีสุข เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดลำปาง ในคดีหมายเลขดำที่ 1624/2559 ในฐานความผิดเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ก่อสร้าง ต่อเติมและดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น

พนักงานอัยการได้บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 14 ส.ค.57 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจครอบครองที่ดินบริเวณซอยพระธาตุป่าเผ่าข้างโรงแรมทิพย์ช้าง ถ.เม็งราย ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง จำนวนพื้นที่ 19.3 ตารางวา ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน และเป็นที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของเทศบาลนครลำปาง โดยจำเลยได้สร้างบ้านหรืออาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก1ชั้น สำหรับพักอาศัย โดยจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เม.ย.58 เจ้าพนักงานเทศบาลนครลำปางตรวจพบการกระทำผิดจึงมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารที่ดำเนินการดังกล่าวออกภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่ง และเทศบาลนครลำปางได้ออกหนังสืออีกครั้งเมื่อวันที่ 6 ก.ค.58 ให้จำเลยรื้อถอนอาคารดังกล่าวอีกครั้ง แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานเทศบาลนครลำปางจึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง และศาลนัดสั่งคำสั่งในเดือน พ.ย.59 นี้

ด้านนายแก้วมูล  กล่าวว่า บ้านที่ตนเองพักอาศัยปัจจุบันอยู่ในสภาพทรุดโทรม ได้อาศัยมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อ ตั้งแต่กว่า 70 ปีแล้ว เมื่อก่อนที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นป่ารกทึบไม่มีผู้อยู่อาศัย คุณพ่อของตนเองได้มาบุกเบิกและสร้างบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยในที่แห่งนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งตนเองได้ทำงานเป็นลูกจ้างประจำของเทศบาลเมืองลำปางเป็นพนักงานกวาดขยะ ทางนายกเทศมนตรีก็อนุเคราะห์ตนเองและครอบครัวให้อยู่ที่นี้ตามเดิม เพราะตนเองอาศัยอยู่มาตั้งแต่เกิดแล้ว และไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร  ปัจจุบันตนเองก็ไม่ได้ทำงานแล้วเนื่องจากอายุมาก ได้รับเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ700บาท และไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน จึงจะขอตายที่นี่ ขอความเมตตาให้ตนเองอยู่ที่นี่ต่อไป

ขณะที่เพื่อนบ้านที่มาร่วมขอความเป็นธรรมให้กับนายแก้วมูล ระบุว่า ตนเห็นครอบครัวนี้อาศัยอยู่ที่แห่งนี้มาตั้งแต่เด็กๆ คนในชุมชนรักลุงแก้วมูล และลุงก็ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใครเวลามีงานส่วนรวมลุงแก้วมูลจะไปช่วยเหลือเสมอ จนถึงปัจจุบันที่อายุมากขึ้นและทำงานไม่ค่อยได้ จึงอยากขอความเห็นใจให้กับครอบครัวของลุงแก้วมูล เพราะฐานะก็ยากจนบ้านที่พักอาศัยก็ทรุดโทรมรายได้ก็ไม่มากต้องอยู่อาศัยกันตั้ง 5 ชีวิต หากจะบอกว่าเพิ่งมาพบการบุกรุกคงไม่ใช่เพราะที่แห่งนี้ ลุงแก้วมูลก็อาศัยมาตั้งแต่เกิด  คุณลุงแก้วมูลและครอบครัวก็ไม่ได้ต้องการเอกสารสิทธิใดๆเพียงต้องการแค่เป็นที่พักอาศัยเท่านั้น ซึ่งบางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่เพราะความสงสาร

นายกิตติภูมิ นามวงค์ นายกเทศมนตรีนครลำปาง กล่าวว่า  ตนยังไม่ขอพูดถึงรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารที่มาที่ไปของเรื่องดังกล่าว เพื่อจะชี้แจงให้สาธารณชนได้รับทราบ หากเรียบร้อยแล้วจะแจ้งให้ทางผู้สื่อข่าวทราบอย่างแน่นอน

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงในเทศบาลนครลำปาง กล่าวว่า ในเบื้องต้นคงต้องยอมรับข้อเท็จจริงก่อนว่านายแก้วมูลยึดเอาที่ดินที่ตนเองไม่มีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายไปเป็นของตน  ถึงแม้จะครอบครองมาเป็นเวลานานก็ไม่อาจอ้างสิทธิ์ได้ แต่การเยียวยาชั่วคราวเพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม ลดความเดือดร้อนแก่ผู้ยากไร้ในกรณีนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญควรร่วมกันหารือแนวทางการดำเนินการช่วยเหลือ การเดินเข้ามาหาแนวทางช่วยเหลือกันจะเป็นแนวทางที่ดีมากกว่าการร้องเรียนสื่อมวลชน

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์  ฉบับที่ 1098 วันที่  30 กันยายน - 6 ตุลาคม 2559)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support