วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

‘ปัญญาชาติรักษ์’ รุกบริหาร สวนปลอดสาร-งานบ้านไผ่

จำนวนผู้เข้าชม good hits

ในระยะสองสามปีมานี้กระแสของเกษตรอินทรีย์จะเริ่มมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคและมีหนทางโลดแล่นในตลาดสดใสขึ้น หากแต่หนทางของการเติบโตของเกษตรวิถีอินทรีย์ ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ ทั้งเรื่องปัจจัยและกำลังการผลิต จนถึงแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่แท้จริงก็มีอยู่น้อยมาก

ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ เพชรล้านนา ต.แม่สุก อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ซึ่งเป็นสวนเกษตรขนาดใหญ่ กว่า 300 ไร่ ของ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ซึ่งถือเป็นแหล่งเกษตรอินทรีย์ที่มีชื่อเสียงของลำปางมาตั้งแต่ยุคที่มีคนรู้จักคำว่าเกษตรอินทรีย์น้อยมาก

เกษตรชีววิถี และเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีที่สวนเพชรล้านนาได้นำ มาแก้ปัญหาการทำไร่ส้มโชกุนเมื่อประมาณปี 2532 (สมัยนั้นมีพื้นที่เกษตรเพียง 30 ไร่)  ทุกวันนี้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรปลอดเคมี เกษตรผสมผสาน ที่ถูกอ้างถึงมากอีกแห่งหนึ่งของภาคเหนือหรือประเทศไทย  ปัจจุบันมีทั้งพืชสวน และปศุสัตว์ มีทั้งโรงฟักไก่ไข่ โรงเรือนเพาะลูกไก่พื้นเมืองพันธุ์ประดู่หางดำ และไก่พันธุ์เบรส นอกจากนี้พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสวนส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา และทองดี ปลูกแบบอินทรีย์คุณภาพ ระดับพรีเมียมขายส่งห้างฯไปแล้ว

แน่นอนว่าการผ่องถ่ายแนวคิดและการต่อยอดงานเกษตรอินทรีย์ ไปสู่การตลาดที่แท้จริงเป็นเรื่องสำคัญ องอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ลูกชาย วัย 34 ปี ของ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ดีกรีปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) และ ปริญญาโทด้านบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) วางมือจากงานประจำกลับมาช่วยงานที่ฟาร์มเต็มตัว เป็นเสมือนตัวเชื่อมโยงต่อยอดการเกษตรไปสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน บอกเล่าว่า

หลังจากจบการศึกษา ก็ทำงานในบริษัทเอกชนอยู่หลายปี แต่ช่วงสองปีที่ผ่านมา ได้แบ่งเวลามาช่วยงานที่ฟาร์มในด้านการบริหารและเชื่อมโยงการตลาด เมื่อทำไปได้ระยะหนึ่งก็พบว่าการเติบโตของเกษตรอินทรีย์ นอกจากการพึ่งพาตนเองในเรื่องศักยภาพการผลิตในเชิงเกษตรกรรมแล้ว ยังต้องได้รับการสนับสนุนและพัฒนา รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการต่อยอดธุรกิจและการตลาดไปสู่ความมั่นคงให้ได้

สินค้าเกษตรจากฟาร์มเพชรล้านนาไปสู่ตลาดที่เน้นจุดขายเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานที่ผ่านการรับรอง สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค ส่งผลให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ "องอาจ" มองว่าการแบ่งปันและเชื่อมโยงไปถึงเกษตรกรเล็กๆ จะเป็นอีกทางหนึ่งของการส่งเสริมและสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ไปสู่ความหลากหลายในท้องตลาด  จึงเกิดโครงการการรับซื้อผลผลิตผักปลอดสารพิษ ของกลุ่มชาวบ้านเกษตรอินทรีย์ที่เข้มแข็ง และมีผลผลิตสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผัก ฮักน้ำจางอ.แม่ทะ และเกษตรกรที่ปลูกสัปปะรดอินทรีย์ ที่บ้านเสด็จ อ.เมือง  ลำปาง มะละกอและผลไม้อินทรีย์จากเกษตรกรรายย่อย ขายส่งเข้าห้างสรรสินค้า ท๊อปซุปเปอร์มาร์เก็ต ลำปาง

 “จุดเปราะบางและเป็นหัวใจสำคัญของการ เชื่อมโยงตลาดเพื่อให้เกษตรกรรายเล็กๆเติบโตไปพร้อมกับเรา คือความซื่อสัตย์ และเห็นอกเห็นใจกัน ความซื้อสัตย์ในที่นี้ผมหมายถึง ความซื้อสัตย์ต่อกันในด้านคุณภาพการผลิต เราขายสินค้าอินทรีย์ที่มีมาตรฐานตรวจสอบได้ เราซื้อสินค้าจากเกษตรกรมาแบบไม่ซับซ้อน ไม่ต้องมีเงื่อนไขมากมาย เงื่อนไขเดียวที่ต้องการความซื้อสัตย์ต่อกัน  เกษตรกรทุกรายต้องรักษามาตรฐานการเพาะปลูกแบบอินทรีย์ 100 % งานบริหารจัดการ ตามมาตรฐานของการขายในห้างสรรพสินค้า เราดูแลซึ่งถ้าชาวบ้านหรือเกษตรกรทำเองอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยาก แค่ปลูกให้ได้คุณภาพก็เหนื่อยแล้ว  การร่วมมือกันเป็นหนทางของความยั่งยืน

"องอาจ" ย้ำว่า แม้การแบ่งปันช่องทาง ให้สินค้าของเกษตรกรรายเล็กๆมีโอกาสได้วางขายในห้างสรรพสินค้าจะไม่เกิดผลกำไรในแง่ของตัวกลางเชื่อมโยงตลาด เพราะการขายผลผลิตเกษตรราคาแพงกว่าท้องตลาดมากเกินไปก็เป็นอุปสรรคต่อการยืนอยู่อย่างมั่นคง  แต่ต้องยอมรับว่ามีต้นทุนเรื่องการขนส่ง และการจัดการ ดังนั้นในระยะแรก ผลกำไรไม่ใช่เป้าหมายหลัก ยกตัวอย่างผักจากกลุ่มฮักน้ำจาง สัปดาห์ละ 2 วัน มียอดขายเฉลี่ยปีละประมาณ 8 หมื่นบาท  สิ่งที่ได้แน่นอนคือ การเพิ่มช่องทางรายได้ ความภาคภูมิใจและเป็นกำลังใจที่จะเดินต่อในเส้นทางเกษตรอินทรีย์ เมื่อเกิดกลไกแบบนี้ และขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ พื้นที่ของตลาดเกษตรอินทรีย์ก็มากขึ้น หนทางที่เกษตรกรจะเป็นผู้ประกอบการในอนาคตก็มีโอกาสมากขึ้นตาม

 “จุดอ่อนของเกษตรอินทรีย์ คือเป็นเกษตรที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆในเรื่องผลผลิต ประกอบแข่งขันตลาดไปเร็วมากต้องก้าวให้ทัน ธุรกิจที่เราทำเองขายเองเป็นเรื่องที่ไม่ยากต่อการบริหารจัดการมากนัก แต่ศักยภาพในการรักษาคุณภาพสินค้าที่ส่งออกไปขายในท้องตลาด มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญ สินค้าที่ฟาร์มจึงไม่เน้นการขายเชิงปริมาณเป็นหลัก แต่เราขายคุณภาพที่ปลอดสารเคมี ปัจจุบันเราขายส่งเข้าห้างสรรพสินค้า ถือว่าเป็นตลาดระดับกลางถึงบน ซึ่งผู้บริโภคมีกำลังซื้อและพอใจจะจ่าย สินค้าเกษตรอินทรีย์จึงยังมีช่องทางในตลาดกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก

การเติบโตของฟาร์มเกษตรอินทรีย์ เพชรล้านนา ที่เกี่ยวก้อยกับเกษตรกรรายเล็กๆเดินร่วมทางไปด้วยกันทุกวันนี้ คล้ายจะเป็นโมเดลใหม่ๆของการสร้างฐานเศรษฐกิจสู่รายเล็กรายน้อยในชุมชน อีกไม่นานการขยายวงเกี่ยวก้อยนี้จะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นขบวน ผลผลิตเกษตรจากชุมชนสู่ตลาดสากลได้จริงๆ

บ้านไผ่รักษ์โลก
อีกมุมหนึ่งด้านหน้าของฟาร์มเกษตรอินทรีย์เพชรล้านนาที่น่าสนใจและสะดุดตาเมื่อเดินเข้ามา คือตัวอย่างบ้านไผ่หลังเล็ก ขนาด 2 ห้องนอน  และอาคารหลังใหญ่ที่ใช้เป็นห้องประชุม และที่พักขนาดใหญ่อีกหนึ่งหลัง

ณัฐนันท์ ปัญญาชาติรักษ์ ผู้ก่อสร้างอาคารสองหลังนี้ เล่าว่า ตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกและขยายพันธุ์ไผ่ รวมถึงการฝึกอบรมการนำไม้ไผ่มาใช้ในงานก่อสร้าง หรืองานตกแต่งอาคารบ้านเรือน  ซึ่งจัดอบรมสองรุ่นแรกผ่านไปแล้วเมื่อปี 2559ประกอบกับที่ฟาร์มฯเพชรล้านนา ถือว่ามีไผ่สายพันธุ์ต่างๆจำนวนมาก ทั้งผมและคุณประพัฒน์ก็สนใจเรื่องไผ่มานานมากแล้ว ดังนั้นเมื่อมีโครงการส่งเสริมเรื่องไผ่ก็ได้เข้าร่วมอบรม และสร้างบ้านไม้ไผ่ขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างและเป็นจุดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในฐานะศูนย์ขยายพันธุ์ไผ่ภาคเหนือ  เพื่อการเชื่อมโยงต่อยอดงานไผ่แก่ผู้สนใจ  แต่เดิมประเทศไทยก็ใช้ไม้ไผ่สร้างบ้านเรือนมาไม่รู้กี่ยุคสมัย แต่ปัจจุบันความเจริญทำให้บ้านไม้ไผ่หายไป และช่างที่สร้างบ้านไม้ไผ่ก็มีน้อยลง ผมก็ได้เรียนรู้จากกลุ่มที่ให้ความสนใจเรื่องไผ่ในประเทศไทย และมีผู้เชี่ยวชาญที่เก่งด้านนี้จากหลายประเทศเข้ามาร่วมกับกลุ่มคนรักไผ่ของไทย ซึ่งมันดูเหมือนง่ายแต่มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความคลาสสิค

 “การทำบ้านไผ่อย่างแรกคือลดการตัดไม้ทำลายป่า ข้อดีอีกอย่างคือบ้านไผ่ถ่ายเทอากาศได้ดี อยู่แล้วไม่ร้อน อารมณ์ของผู้อยู่อาศัยก็จะดี  บ้านหลังขนาดเล็ก 2 ห้องใช้งบก่อสร้างราว 1 แสนบาท บวกลบนิดหน่อยก็ทำได้แล้ว แต่ถ้าจะทำโครงสร้างดี แน่นหนา ใช้วัสดุประกอบโครงสร้างฐานที่ดี และดีไซน์ให้สวยงามก็ใช้งบเต็มที่ 2 แสนบาทก็หรูแล้ว ส่วนอาคารหลังใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบและขนาดที่เราต้องการ แต่ความคลาสสิคไม้ไผ่ทำให้อาคารมีเสน่ห์ ซึ่งปัจจุบันมีเทคนิคในการทำให้ไม้ไผ่ปลอดจากการทำลายของแมลงมอดไม้ หรืออื่นๆได้ 100 %

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของการสร้างอาคารไม้ไผ่หลังใหญ่มากๆทั้งหลังในประเทศไทย ยังไม่มีระเบียบกฎหมายรองรับ ในการอนุมัติการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่สร้างจากไม้ไผ่ล้วนๆในเขตชุมชนเมืองที่ต้องมีเทศบัญญัติอาคารและสิ่งปลูกสร้าง แต่งานไม้ไผ่จะเข้าไปอยู่ในองค์ประกอบของงานตกแต่ง และโครงสร้างอื่นๆที่ไม่ใช่โครงสร้างหลักของตัวอาคาร ดังนั้นโอกาสในเรื่องของการพัฒนางานไม้ไผ่ไปกับอาคารบ้านเรือนก็ยังมี ส่วนเรื่องช่างก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ทำเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงได้ แต่คนก็ให้ความสนใจน้อยในขณะนี้ แต่ผมเชื่อว่า ในอนาคตกระแสของการใช้ศิลปะจากงานไม้ไผ่

จากจุดเริ่มต้นแสดงบ้านตัวอย่างที่หน้าฟาร์ม ล่าสุดได้นำบ้านไผ่ไปสร้าง และแสดงที่งานเกษตรแฟร์ ที่จัดโดยคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ช่วงวันที่ 8-14 มีนาคมที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานมาก เพราะบางคนเกือบจะลืมไปแล้วว่างานบ้านไม้ไผ่ประหยัดงบประมาณ รักษาสิ่งแวดล้อมเพราะลดการตัดไม้เนื้อแข็งในป่า ที่สำคัญไผ่ก็สามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจทำรายได้ดีเช่นกัน ทั้งนี้อยากให้ผู้สนใจอยากเรียนรู้การใช้ไม้ไผ่ในการสร้างอาคารบ้านเรือน และเทคนิคต่างๆ เข้ามาเรียนรู้ได้ที่ศูนย์ฯ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบ้านทางเลือกร่วมกัน 

 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1123 วันที่ 31 มีนาคม - 6 เมษายน 2560)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support