วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สรุปมาตรการใช้รถใช้ถนน แบบไม่งงเด้...ไม่งงเด้ (2)

จำนวนผู้เข้าชม Hit Web Stats

คสช. ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย และความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ผมสรุปสาระสำคัญของมาตรการดังกล่าวมาให้เข้าใจกันง่ายๆ ดังต่อไปนี้ครับ

* ได้ใบสั่ง แต่ไม่จ่ายค่าปรับ งดต่อภาษี

เป็นที่ถกเถียงกันมานาน สำหรับกรณีที่โดนใบสั่ง แล้วไม่ได้ชำระ จะต่อทะเบียน เสียภาษีประจำปีได้หรือไม่ วันนี้มีความชัดเจนขึ้นแล้ว หากใบสั่งออกให้หลังจากวันที่ 21 มีนาคม 2560 ต้องเสียค่าปรับให้ครบถ้วน ไม่เช่นนั้น จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และงดออกป้ายการเสียภาษี   ขั้นตอนการออกใบแจ้งเตือน เมื่อผู้ขับขี่ได้รับใบสั่ง แล้วไม่ชำระค่าปรับหรือชำระไม่ครบถ้วน พนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป จะออกหนังสือแจ้งการไม่ปฏิบัติตามใบสั่งไปให้ผู้ขับขี่ทราบไปก่อน ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระค่าปรับตามที่ระบุในใบสั่ง และให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถชำระค่าปรับที่ค้างชำระ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง  

หากเจ้าของรถไม่ชำระค่าปรับภายใน 15 วัน พนักงานเจ้าหน้าที่จะแจ้งจำนวนค่าปรับที่ค้างชำระพร้อมหลักฐาน ไปยังนายทะเบียน ให้ตรวจสอบข้อมูลและแจ้งให้ผู้มาติดต่อชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นทราบอีกครั้ง เพื่อไปชำระค่าปรับที่ค้างชำระภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง   ถ้าเจ้าของรถยังไม่ชำระค่าปรับหรือชำระไม่ครบถ้วนภายใน 30 วันอีก พนักงานเจ้าหน้าที่จะแจ้งต่อนายทะเบียนให้งดการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถคันดังกล่าว และให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป   อย่างไรก็ตามหากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ เห็นว่าตนไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา สามารถทำหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหาได้ภายใน 15 วัน  

สรุป ถ้าได้รับใบสั่งตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2560 ต้องจ่ายค่าปรับสถานเดียว และถ้าไม่จ่าย จะต่อภาษีไม่ได้ แต่ถ้าเห็นว่าได้รับใบสั่งไม่ถูกต้อง สามารถทำหนังสือโต้แย้งภายใน 15 วัน

รื้อเบาะรถตู้ให้เหลือ 13 ที่นั่ง และพกสมุดประจำรถตลอดเวลา

มาตรการนี้ออกมาเพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ที่โดยสารรถตู้โดยเฉพาะ ให้ผู้โดยสารมีความคล่องตัวมากขึ้นในการเปิดประตูด้านข้างและด้านหลัง สามารถออกจากตัวรถได้อย่างรวดเร็ว ขณะเกิดอุบัติเหตุรุนแรง   โดยปกติแล้วรถตู้โดยสารที่ขับในพื้นที่ กทม. จะมี 15 ที่นั่ง และรถตู้ขับระหว่างจังหวัดมี 14 ที่นั่ง ตามมาตรการเดิมที่เคยระบุไว้ โดยมาตรการล่าสุดสั่งให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของรถต้องนำเบาะท้ายสุดของรถตู้ออกไป 1 ที่นั่ง รวมทั้งเบาะกลางระหว่างคนขับกับผู้โดยสารตอนหน้าอีก 1 ที่นั่ง รวมแล้ว 2 ที่นั่ง โดยมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา แต่ยังอนุโลมให้ใช้รถได้ ต้องนำเบาะออกภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ออกประกาศ โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ประกอบการรถตู้จำนวนมาก ที่ได้กำไรน้อยลงต่อการวิ่งรถหนึ่งเที่ยว เพราะผู้โดยสารหายไป 1-2 คน   นอกจากนี้รถโดยสารสาธารณะต้องจัดทำสมุดประจำรถ (มีประวัติคนขับ พร้อมตรวจสอบสภาพรถและความพร้อมคนขับ) หากขับรถเร็ว ประมาท บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด ทิ้งผู้โดยสารกลางทาง เก็บค่าโดยสารเกินกำหนด ผู้ประกอบถูกระงับ หรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบการขนส่งไม่เกิน 6 เดือน  

สรุป รถตู้ทุกคันต้องปรับที่นั่งให้เหลือ 13 ตำแหน่ง โดยเอาเบาะแถวหลังสุดออก และเบาะด้านหน้ารถที่อยู่ติดกับคนขับออก อย่างละ 1 รวม 2 ที่นั่ง และต้องมีสมุดประจำรถ ถ้าบรรทุกเกิน ขับเร็ว ทิ้งผู้โดยสาร จะถูกระงับใบอนุญาตทันที

* ห้ามนั่งท้ายกระบะ รวมถึงแค็บ

ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกฎหมายห้ามนั่งบริเวณท้ายกระบะ รวมถึงแคบหลังของรถกระบะแบบ 2 ประตู ซึ่งหากฝ่าฝืน มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่า วัตถุประสงค์ของแค็บ คือ มีไว้เพื่อตั้งวางสิ่งของเท่านั้น ที่ผ่านมากลับมีการใช้บรรทุกคนจนเคยชิน ซึ่งแค็บนั้นไม่มีอุปกรณ์สำหรับความปลอดภัยของผู้ที่นั่งอยู่ในแค็บ และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนนั่ง และใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้  

โดยช่วงระยะแรกจะผ่อนปรนการบรรทุกผู้โดยสารภายในแคบเป็นกรณีไป โดยหากพิจารณาว่ามีความจำเป็นและเดินทางไม่ไกลจะใช้การตักเตือน แต่หากพบการบรรทุกในเชิงรับจ้างขนส่ง เช่น รถที่ดัดแปลงให้คนนั่ง 2 ชั้นตรงกระบะท้าย เช่นนี้เจตนาขนคนชัดเจน ก็จะถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย   ทั้งนี้กรณีที่เจ้าของรถไปติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่แค็บหลังนั้น ต้องผ่านการตรวจรับรองประเภทรถจากกรมขนส่งทางบกก่อน ถ้าได้รับการรับรองว่าสามารถให้คนโดยสารได้ตามกฎหมายก็สามารถนั่งได้ 
  
สรุป ห้ามนั่งบริเวณท้ายกระบะ รวมถึงแค็บหลังของรถกระบะแบบ 2 ประตู ฝ่าฝืน มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่ช่วงที่เริ่มบังคับใช้จะผ่อนปรน ตักเตือนไปก่อน ส่วนกรณีที่เจ้าของรถไปติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่แคบหลังนั้น ต้องผ่านการตรวจรับรองประเภทรถจากกรมขนส่งทางบกก่อนเท่านั้น

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1127 วันที่ 5 -11 พฤษภาคม 2560)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support