วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

'สุวัฒน์' การันตรี กองทุนไฟฟ้าโปร่งใสจ่ายจริง

จำนวนผู้เข้าชม http://www.hitwebcounter.com/

ลานนาโพสต์ยังคงติดตามประเด็นการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2555-2560 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเงินมากมายถึงปีละ 300 กว่าล้านหายไปไหน และใช้จ่ายอะไรไปบ้าง เหตุใดวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน อ.แม่เมาะ ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร

·         ผลการอนุมัติเงินกองทุน 6 ปี
ข้อมูลจากเว็บไซด์ของสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้สรุปแผนงานประจำปีของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่ กกพ.อนุมัติ ตั้งแต่ปี 2555-2560   ในปี 2555  มีการอนุมัติงบประมาณกองทุนพัฒนาไฟฟ้า 204,313,947 บาท  จำนวน 423 โครงการ , ปี 2556 อนุมัติงบประมาณ 275,612,753 บาท จำนวน 629 โครงการ , ปี 2557 อนุมัติงบประมาณ 343,084,233 บาท จำนวน 723 โครงการ , ปี 2558 จำนวน 774 โครงการ  342,148,958 บาท  , ปี 2559  โครงการไม่เกิน 3 แสนบาท 536 โครงการ เป็นเงิน 118,655,831 บาท โครงการเกิน 3 แสนบาท 198 โครงการ เป็นเงิน 233,016,373 บาท  และ ปี 2560  โครงการไม่เกิน 3 แสนบาท จำนวน 426 โครงการ งบประมาณ 73,664,430 บาท  โครงการเกิน 3 แสนบาท 97 โครงการ งบประมาณ 117,985,506 บาท

·         ตรวจสอบโครงการพบไม่มีการใช้ประโยชน์
ลานนาโพสต์ได้ลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ พบว่ามีหลายแห่งที่ถูกปล่อยให้ทิ้งรกร้างว่างเปล่าโดยไม่ได้ใช้งานจริง ทั้งที่มีการใช้จ่ายงบประมาณในการก่อสร้างมากถึง 700,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท  เช่น โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์พร้อมก่อสร้างเวทีมาตรฐานข้างสระน้ำ บ้านใหม่มงคล ปี 2556  งบประมาณ 1,000,000 บาท   ซึ่งได้มีการปล่อยให้รกร้างและมีการนำกองฟางมากองตากไว้บนเวที  เมื่อสอบถามชาวบ้านในละแวกดังกล่าว ได้คำตอบว่า ตั้งแต่ก่อสร้างมายังไม่เคยเห็นมีการใช้ประโยชน์จากเวทีดังกล่าวแต่อย่างใด อีกโครงการคือ การก่อสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ บ้านเมาะหลวง หมู่ 8  ปี 2557 งบประมาณ 700,500 บาท  สภาพปัจจุบันมีการขึงเชือกโดยรอบภายในหลังคา มีการผูกเปลนอน และมีการตากเสื้อผ้าระเกะระกะเต็มไปหมด ส่วนอาคารด้านข้างได้ปิดประตูไว้  ส่วนโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล ต.แม่เมาะ  ปี 2558 งบประมาณ 5,990,000 บาท  พบว่ามีการใช้งานจริงและยังมีการใช้งานอยู่ในปัจจุบัน  ขณะเดียวกันจากการประเมินราคาของวิศวกรตามภาพถ่ายสนามจริง ประเมินว่างบประมาณการก่อสร้างดังกล่าวไม่น่าจะเกิน 4 ล้านบาท

·         เชื่อว่าชาวบ้านรับรู้
นายพร้อมพงษ์ วงศ์มณีนิล เลขานุการคณะกรรมการกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า (คพรฟ.) กล่าวว่า การทำกองทุนเป็นระบบที่การมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะเริ่มทำจากล่างขึ้นบน  ซึ่งการที่มีคนบางกลุ่มบอกว่าไม่ทราบเรื่องการทำประชาคม ไม่ได้รับงบประมาณต่างๆ ก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร  ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าชาวบ้านรับรู้ว่าจะมีการทำประชาคม เนื่องจากมีการปิดประกาศ แจ้งประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง  แต่การเข้าถึงชาวบ้านบางกลุ่มอาจเข้าไม่ถึงเวทีประชาคม เช่น มีการเสนอโครงการไป แต่เป็นกลุ่มคนส่วนน้อย โครงการจึงตกไป เป็นต้น

·         ทุกโครงการมาจากชุมชน
 บอกได้ว่าโครงการต่างๆมาจากพื้นที่จริงไม่มีใครเอาโครงการไปยัดได้  การที่บอกว่าไม่รับรู้ เข้าไปถึงเงินต่างๆ  ต้องลองดูโครงการจะเห็นว่าเงิน 300 ล้านบาทหมดไปกับอะไร   การทำโครงการแต่ละโครงการถ้าถามว่าได้ประสิทธิผลที่ชัดเจนไหม ตอบได้เลยว่ายังได้ไม่เต็มที่  แต่ถามว่าเงินลงถึงชุมชนไหม ตอบว่าถึงชุมชนจริงๆ

นายพร้อมพงษ์ กล่าวว่า  กองทุนแม่เมาะมีข้อดีคือ เราดึงเรื่องการศึกษาและสาธารณสุขออกมาต่างหากเลยด้านละ 10 เปอร์เซ็นต์  มีทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนทุกคนมา 5 ปีแล้ว และเริ่มมีการพัฒนาสนับสนุนทุนให้เรียนปริญญาตรีต่อเนื่อง โดยมีการคัดเกรดอาจจะไม่สูงมากนัก  ปีหนึ่งงบประมาณทุนการศึกษา 12 ล้านบาท และมีภาระค่าครูอัตราจ้างของโรงเรียนในอ.แม่เมาะ ที่ครูไม่เพียงพอ ปีละ 9 ล้านบาท  และให้โรงเรียนใน อ.แม่เมาะทุกโรงเรียน ระดมความคิดเห็นกันในรูปของคณะอนุกรรมการ เพื่อพัฒนาด้านการศึกษา เพราะฉะนั้นปีหนึ่งจะสนับสนุนด้านการศึกษาประมาณ 30 กว่าล้านบาท  ส่วนด้านสาธารณสุขก็จะใช้ปีละประมาณ 30 กว่าล้านเช่นกัน

·         เรื่องร้องเรียนมาก  
เมื่อสอบถามถึงเรื่องร้องเรียน  เลขานุการกองทุนฯ กล่าวว่า  มีมาโดยตลอด ผ่านทางศูนย์ดำรงธรรม  สตง.  ป.ป.ช. เกี่ยวกับเรื่องโครงการไม่ผ่านทั้งๆที่ผ่านเวทีประชาคมแล้ว  และเรื่องการรับเงินไปแล้วไม่ทำ  เช่น ก่อนหน้านี้ได้มีการทำสัญญาโครงการแล้ว และมีหนังสือขอเบิกเงินมาก่อนที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ไม่ทำโครงการจริง ต้องตามไปตรวจสอบและตั้งกรรมการสอบมากมาย  จึงได้ปรับใหม่คือ ต้องทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างก่อนจึงจะโอนเงินให้ ในขณะที่บางกองทุนก็ยังเป็นในรูปแบบเดิมอยู่คือจ่ายขาดเงินไปเลย  ในส่วนของทางราชการก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน คือเอาเงินไปกอดไว้แล้วไม่ทำโครงการ สุดท้ายมาโอนเงินคืนข้ามปี จึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเช่นกัน

นายพร้อมพงษ์ แสดงความเห็นเรื่องจัดทำสิ่งปลูกสร้างแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จริงว่า โครงการปีหนึ่งเฉลี่ยประมาณ 800 โครงการ แต่ละโครงการจะมาจากระดับ หมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ  ระดับอำเภอยังพอควบคุมได้เพราะเป็นงบประมาณก้อนใหญ่  ส่วนโครงการที่เกิดในระดับหมู่บ้าน ตำบล ยอมรับว่าควบคุมยาก เพราะชาวบ้านมีการประชาคมและเห็นชอบที่จะทำ  กรรมการทุกคนไม่มีใครอยากตัดโครงการของชาวบ้านออก  เมื่อเป็นความต้องการของประชาชน  ซึ่งตามจริงในระเบียบมีคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผล มีหน่วยงานของ สตง.เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ แต่ด้วยจำนวนโครงการ 3,000 กว่าโครงการที่ลงไปแล้ว ไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด และบางพื้นที่เมื่อไปสอบถามชาวบ้านต่างบอกว่าได้ประโยชน์ ขัดกับสภาพจริงที่เห็น
เลขานุการกองทุฯ ย้ำว่า กองทุนฯมีการเปิดเผยการใช้งบประมาณโครงการ ทางกองทุนได้จัดแถลงผลการดำเนินการทุกปี ไม่ได้มีความลับหรือปิดบังข้อมูลใดๆ และยังสามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซด์ของสำนักงานกำกับกิจการพลังงานได้อีกทางหนึ่งด้วย

·         อย่าจินตนาการเอง
ด้านนายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ  เปิดเผยว่า  หลายคนคิดและจินตนาการไปเองว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  จึงอยากให้ได้รับทราบกันว่า งบประมาณก้อนนี้ไม่ได้มีการใช้เงินตามอำเภอใจ ตัวงบประมาณเกิดจากคณะกรรมการกองทุนที่อยู่ส่วนกลางเป็นคนกำหนด รวมทั้งกำหนดกฎเกณฑ์และเงื่อนไขทั้งหมดให้กับคณะกรรมการกองทุนระดับจังหวัดปฏิบัติ ระเบียบก็จะเป็นตัวกำหนดให้คณะกรรมการปฏิบัติงานภายในเงื่อนต่างๆ 

·         ผู้ว่าฯชี้ขาดเองไม่ได้
การก่อโครงการ ไม่สามารถตั้งโครงการได้ตามอำเภอใจ จะต้องอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ของกองทุนพัฒนาแม่เมาะ ซึ่งแผนพัฒนานี้เกิดจากภาคประชาสังคม คือ ตัวแทนชาวบ้าน อ.แม่เมาะ โดยมีนักวิชาการเข้าไปช่วยเสริมในการจัดทำแผนดังกล่าว  โดยโครงการต่างๆล้วนเกิดจากความต้องการของภาคประชาชน  โดยบทบาทของประธานคณะกรรมการกองทุนฯ ผู้ว่าฯเองก็ไม่สามารถจะไปชี้ขาดได้ว่าจะต้องเอาโครงการนี้ ถ้าทำแบบนั้นผู้ว่าฯก็คงอยู่ไม่ได้ ต้องเกิดปัญหาร้องเรียนตามมาแน่นอน
 
·         เงินไม่ได้หายไปไหน
ผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวอีกว่า การจัดสรรงบประมาณ จังหวัดไม่ได้เข้าไปบังคับ ทางกองทุนได้มีการกันงบประมาณให้จังหวัดให้ผู้ว่าฯส่วนหนึ่ง เพื่อให้ช่วยเหลือภาคส่วนอื่นๆที่ต้องการให้นำเสนอโครงการเข้ามา และนำมาพิจารณาร่วมกัน  ซึ่งคณะกรรมการในส่วนของภาคราชการก็มีอยู่ 3 คนเท่านั้น  นอกนั้นก็เป็นส่วนของภาคประชาชนทั้งหมด  นอกจากกรรมการเหล่านี้จะตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าฯแล้ว ก็ยังต้องตรวจสอบกันเองด้วย  เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าเอาเงินหายไปไหนหมด เงินส่วนใหญ่ก็มาจากความต้องการของประชาชนทั้งหมด  ชาวบ้านต้องการหมู ต้องการไก่   ต้องการสาธารณูปโภค ดูแลเรื่องสุขภาพ และอื่นๆ  เมื่อผ่านประชาคมหมู่บ้านก็ต้องทำตามความต้องการของเขา

ส่วนขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ก็มีระเบียบรองรับอยู่ว่า โครงการที่ไม่เกิน 3 แสนบาท คณะกรรมการระดับหมู่บ้านจัดซื้อจัดจ้างเองได้ แต่จะต้องมีกรรมการตรวจการจ้าง มีการตรวจรับตามระเบียบ นอกจากนั้นก็จะมีกรรมการกองทุนเข้ามาร่วมตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง ไม่ได้ปล่อยให้มีการทำงานอิสระมากเกินไป  เช่น การจะซื้อหมู ก็จะมีปศุสัตว์เข้ามาดูแลในเรื่องของราคา ไม่ใช่ว่าซื้อได้ทันทีเลย  โครงการต่างๆต้องเสนอมาตามขั้นตอน ก่อนจะมาถึงผู้ว่าฯก็จะมีหน่วยงานตรวจสอบภายในของผู้ว่าฯเอง เป็นผู้กลั่นกรองโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดความรัดกุมและถูกต้อง และจะมีเสมียนตราช่วยตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง  ผู้ว่าฯไม่เคยเซ็นเอกสารที่ไม่มีที่มาที่ไป  ยืนยันได้ว่าเงินไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เป็นการจินตนาการของบุคคลนั้น

·         ไม่เสี่ยงทำผิด
นายสุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เห็นได้ชัดหากเกิดความผิดพลาดก็คือ ผู้ว่าฯก็ต้องโดนดำเนินคดี  นายอำเภอก็ต้องถูกปลดออกจากราชการ ซึ่งเป็นบทเรียนให้กับผู้ว่าฯยุคหลัง จ.ลำปางเป็นกรณีศึกษาให้กับผู้ว่าฯ 76 จังหวัด ในการอนุมัติอนุญาตโครงการต่างๆ  วันหนึ่งผู้ว่าฯขุดน้ำให้ประชาชนแต่ขุดในพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรมแล้ว ณ วันนั้นไม่มีใครขัดข้อง แต่ผ่านไปหลายปีกลับมาร้องเรียนเรื่องการขอใช้พื้นที่ป่า ทำให้ถูกออกจากราชการ เมื่อทำให้ประชาชนแล้วต้องมาโดนแบบนี้  เพราะฉะนั้นจะเสี่ยงทำผิดไปเพื่ออะไร ไม่คุ้มเลย ทุกวันนี้จึงต้องทำให้รอบคอบและรัดกุมที่สุด

ถ้าถามว่าทุกโครงการถูกต้องหมดหรือไม่ ผู้ว่าฯคงการันตีไม่ได้ แต่คนที่จะบอกได้คือคณะกรรมการตรวจการจ้าง ซึ่งในหมู่บ้านก็มี ในระดับไม่ใช่หมู่บ้านก็มี  ถ้าผิดขึ้นมาก็ต้องรับผิดชอบทั้งในเรื่องของคดีอาญา คดีแพ่ง เมื่อมีเรื่องมาถึงผู้ว่าฯก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน  ถ้าผู้ว่าฯเป็นผู้ตรวจรับเอง แล้วพบมูลความผิดส่วนกลางก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ว่าฯ ซึ่งจะเป็นขั้นตอนเดียวกันหมด  และในระยะนี้ถ้าผู้ว่าฯทำผิดนิดเดียวมีมาตรา 44 รออยู่แล้ว มีคนรอขึ้นเป็นผู้ว่าฯมากมาย  แล้วจะเสี่ยงทำความผิดไปทำไม กว่าจะมาเป็นผู้ว่าฯได้ไม่ใช่เรื่องง่าย

ถามว่าต้องการความเจริญแบบไหนอยู่ที่ชุมชนเขา ถ้าบอกว่าเงิน 300 ล้านแม่เมาะทำไมไม่เจริญ ต้องลองไปดูอัตราการจดทะเบียนพาณิชย์ การซื้อรถยนต์เพิ่ม การเกิดขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ รายได้ของแม่เมาะเปรียบเทียบอดีตและปัจจุบัน เพราะฉะนั้น  อย่าพูดด้วยกันจินตนาการ ต้องอ้างอิงด้วยตัวเลขที่ชัดเจน  แต่เดิมแม่เมาะย่ำแย่กว่า อ.แม่พริก อ.เสริมงาม แต่ปัจจุบัน อ.แม่เมาะแซงหน้าขึ้นมาแล้ว

ถ้ามองถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ก็อาจเป็นเพราะชุมชน ชาวบ้านยังต้องการโครงการลักษณะเช่นนี้อยู่ ผู้ว่าฯก็ไม่สามารถขัดได้ ถ้าวันใดวันหนึ่งชาวบ้านรู้สึกอิ่มตัวและมองเห็นว่าไม่มีรูปธรรมส่งไปถึงลูกหลานได้ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนต่อไป

·         พร้อมเปิดข้อมูล
ผู้ว่าฯไม่เคยมีเรื่องปิดบังเกี่ยวกับเรื่องกองทุน สามารถเปิดเผยได้หมด แต่ด้วยความที่เรามีวุฒิภาวะ จะให้ไปนั่งถกเถียงตอบคำถามทางสื่อสังคมออนไลน์ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม หากต้องการสอบถามหรืออยากรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องกองทุน สามารถให้รายละเอียดได้

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1129 วันที่ 19-25 พฤษภาคม 2560)
           

            
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support