วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เกิดไฟไหม้ วัดม่อนปู่ยักษ์ (สัณฐาน) วัดที่มีศิลปะพม่าที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของลำปาง อายุหลายร้อยปี วอดทั้งหลัง

        เมื่อเวลา 06.30 น.เช้าวันนี้ที่ 2 กุมภาพันธุ์ 2569 ศูนย์วิทยุ191 ลำปางรับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ที่วัดม่อนปู่ยักษ์ หรือ วัดสัณฐาน ชุมชนพระบาท 2 ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง พบว่ารถดับเพลิงมากว่า 10 คัน จอดอยู่บริเวณบันไดทางขึ้นวัดโดยทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทั้งเทศบาลนครลำปาง เทศบาลเมืองเขลางค์นคร องค์กรปกครองท้องถิ่นใกล้เคียง รถดับเพลิงมณฑลทหารบกที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ทางเจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังต่อสายดับเพลิงเป็นระยะๆเพื่อที่จะเร่งฉีดน้ำดับไฟที่ลุกไหม้พระวิหาร ศิลปะพม่า ที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง อย่างรุนแรง เบื้องต้นใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมได้ทั้งหมด

        พบว่าสภาพพระวิหารซึ่งเป็นศิลปะพม่า ไม้สักกึ่งผสมปูน ทรัพย์สินต่างๆโบราณวัตถุหลากหลายชนิด องค์พระประทาน ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด โดยขณะเกิดเหตุทางนายพัชระ สิมะเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายปุณณสิน มณีนันทน์ นายกเทศมนตรีนครลำปาง ได้ลงพื้นที่สั่งการอำนวยการในการดับเพลิงไหม้ครั้งนี้อย่างใกล้ชิดจนสถานการณ์สงบลง โดยขณะเกิดเหตุทราบเพียงว่า วัดแห่งนี้ มีเจ้าอาวาสอาศัยอยู่เพียงรูปเดียว ทางเจ้าหน้าที่และชาวบ้านพื้นที่โดยรอบต่างค้นหาและพยายามโทรศัพท์ เพราะหวั่นอาจจะเกิดอันตรายได้ จนกระทั่งสามารถโทรศัพท์ติดต่อได้ 

        เบื้องต้นทางเจ้าอาวาส ไปกิจนิมนต์ ที่ จังหวัดตาก พอทราบเรื่องว่าวงัดถูกไฟไหม้ทั้งหมด ทางเจ้าอาวาสก็เสียใจและร้องไห้ทันทีเพราะไปทรัพย์สิน ต่างถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดและกำลังเดินทางกลับมายังวัดเพื่อดำเนินการต่อไป

        ส่วนสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ ทางชาวบ้านที่อยู่อาศัยใกล้วัดฯเล่าว่าได้ยิงเสียงระเบิด 2-3 ครั้ง จนกระทั่งเกิดกลุ่มควันไฟโพยพุ่งลุกไหม้อย่างรวดเร็ว จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือ

        ทั้งนี้ จากข้อมูลจากเทศบาลนครลำปาง วัดม่อนสัณฐาน (วัดม่อนปู่ยักษ์) l WAT MON PU YAK เป็นวัดเก่าแก่ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองนครลำปาง ได้รับการแผ้วถางพื้นที่เพื่อสร้างวัดในช่วงราว พ.ศ. 2335 - 2338 โดย 4 พี่น้องพ่อค้าไม้ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา จางนันติ จางวิชชะ จางปัญจุม และจางอินต๊ะ และในปี พ.ศ. 2444 โดยจองนันตาแกง ตามจารึกที่พบเป็นภาษาไทใหญ่ ซึ่งก่อสร้างด้วยช่างชาวพม่า เป็นวัดศิลปะผสมผสานระหว่างพม่าและโปรตุเกส ภายในวัดมีวิหาร โบสถ์ เจดีย์ กำแพงรอบวัด และจองไม้ขนาดใหญ่หลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้น ประดับด้วยไม้เกาะสลัก กระจกสี ประติมากรรมลอยตัว เป็นวัดที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งที่มีอายุหลายร้อยปี แต่หากนับประวัติของวัดจริงคาดว่าจะมีอายุมากว่า 1 พันปีซึ่งชาวบ้านโดยรอบต่างน้ำตาคลอเมื่อเห็นไฟไหม้พระวิหารแห่งนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น