เมื่อวันที่
6 ต.ค. 2569 กลุ่มตัวแทนชาวบ้านประมาณ 50 คน จาก 4 หมู่บ้าน ในพื้นที่ ต.แม่ทะ
จ.ลำปาง ได้รวมตัวกันเดินทางมายังเทศบาลตำบลแม่ทะ จ.ลำปาง
เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการก่อสร้างโรงงานผลิตแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ที่จะเข้ามาก่อสร้างใจกลางชุมชน
ใกล้ทั้งโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และโรงพยาบาล
ตัวแทนชาวบ้านระบุถึงสาเหตุการมารวมตัวในครั้งนี้ว่า
ชุมชนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
เนื่องจากโรงงานดังกล่าวมีกระบวนการผลิตที่ใช้ความร้อน บดอัดวัสดุ
ซึ่งอาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ฝุ่น ควัน ความร้อน และกลิ่น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง
และผู้มีโรคประจำตัว นอกจากนี้ พื้นที่ก่อสร้างยังอยู่ใกล้กับโรงเรียน รพ.สต.
และพื้นที่ทำการเกษตร จึงเกรงว่าจะกระทบต่อการทำนา ปลูกพืชผล แหล่งน้ำธรรมชาติ
ชาวบ้านยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น
เนื่องจากผู้นำชุมชนและชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยรับทราบข่าวสารการสร้างโรงงานล่วงหน้า
โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ได้นำประกาศไปติดไว้ ณ สถานที่ตั้งโรงงานใน หมู่ 2
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีชาวบ้านผ่านไปเห็น ทำให้พ้นกำหนดเวลาคัดค้าน 15
วันตามกฎหมายโดยที่ชุมชนไม่ทันได้รับทราบหรือยื่นคัดค้าน
ด้านนายสุรศักดิ์
ต้องสู้ นายกเทศมนตรีตำบลแม่ทะ
ได้เข้าพบและชี้แจงต่อกลุ่มชาวบ้าน โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า ยืนอยู่เคียงข้างประชาชน พร้อมอธิบายขั้นตอนทางกฎหมายว่า
การขออนุญาตแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก
เป็นการขออนุญาตตั้งโรงงาน
ซึ่งผู้ประกอบการได้ยื่นแบบแปลนผ่านวิศวกรของเทศบาล และได้รับการอนุมัติจากอุตสาหกรรมจังหวัดไปแล้ว ส่วนที่สองเป็นขั้นตอนการการขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพกับทางเทศบาล
ซึ่งในขณะนี้ผู้ประกอบการยังไม่ได้มายื่นขอกับทางเทศบาล
นายกเทศมนตรี
ระบุด้วยว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องการติดประกาศของอุตสาหกรรมจังหวัดมาก่อนเช่นกัน
และพร้อมจะรับผิดชอบ โดยการดึงเรื่องจากกองช่างและสาธารณสุขมาตรวจสอบด้วยตนเองทั้งหมด
พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่า ก่อนจะมีการพิจารณาใบอนุญาตในส่วนของเทศบาล
จะต้องจัดประชุมร่วมกันระหว่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประธาน อสม. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข
และชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ หากประชาชนไม่ยินยอม เทศบาลจะไม่อนุมัติอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน
นายพินิจ ทองคำ เลขานุการนายชลธานี เชื้อน้อย
ส.ส.ลำปางเขต 3 ได้ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงทางกฎหมายว่า
ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (จำพวกที่ 3) ดังกล่าว
ได้ถูกอนุมัติออกโดยรองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรุงเทพฯ) รักษาการแทนอธิบดี
เนื่องจากเอกสารทางเทคนิคยื่นครบถ้วน
อีกทั้งกฎหมายและระเบียบโรงงานที่ปรับปรุงในยุค คสช.
กำหนดให้โรงงานประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องจัดทำรายงาน EIA /EHIA หรือทำประชาคมใหญ่
จึงทำให้ผ่านการอนุมัติระดับส่วนกลางมาได้
อย่างไรก็ตาม
เลขาฯ สส. ได้เสนอทางออกให้ชาวบ้านร่วมกันคัดค้านตามช่องทางกฎหมายได้ หากชาวบ้านไม่เห็นด้วยในการก่อสร้างโรงงานดังกล่าว
โดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
(มาตรา 43 วรรค 2 และ 3) รวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อคัดค้านโครงการของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต
สุขภาพ และสิทธิชุมชน
พร้อมกันนี้
จะต้องยื่นหนังสือคัดค้านต่อ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง และอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม
เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการออกใบอนุญาต
และยื่นเรื่องต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
ซึ่งเป็นองค์การอิสระ เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบการละเมิดสิทธิชุมชนอีกทางหนึ่ง





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น