ถกแผน PDP 2026 ชี้อนาคตพลังงานลำปาง
ฝ่ายการเมืองยื่นข้อเสนอตั้ง "คกก.เปลี่ยนผ่านเป็นธรรม-ดัน
พ.ร.บ.ปลดระวางถ่านหิน" ทุกภาคส่วนเห็นพ้องต้องดึงภาคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจใหม่
เมื่อวันที่ 30 ก.ย.69
ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ "PDP2026 มองเห็นคนเหนือแค่ไหน"
ณ โรงแรมเวียงละคร จังหวัดลำปาง โดย JETinThailand JUSTPOW และ LANNER เพื่อระดมความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP
2026)
ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดรับฟังความคิดเห็นอย่างเร่งรีบเพียงครั้งเดียวในกรุงเทพฯ
และเปิดเผยข้อมูลล่วงหน้าเพียง 7 วัน
เวทีนี้จึงเป็นสะท้อนเสียงจากทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดลำปาง
ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และฝ่ายการเมือง
ต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานในท้องถิ่น
ทั้งนี้ ร่างแผน PDP 2026
และทิศทางพลังงานระดับสากลกำลังนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมถึงการปรับลดกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลง สำหรับจังหวัดลำปาง
เศรษฐกิจจากการพึ่งพิงกิจกรรมของโรงไฟฟ้าแม่เมาะและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(กฟผ.) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 17.5% ของผลิตภัณฑ์จังหวัด
(GPP) การลดกำลังการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินลง
1,200 เมกะวัตต์ ส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ต่อการจ้างงาน ร้านค้า ชุมชน
ตลอดจนงบประมาณรายได้ของท้องถิ่น และกองทุนพัฒนาไฟฟ้าแม่เมาะที่ตอนนี้ลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง
ทำให้พื้นที่ต้องเร่งปรับตัว
-เสียงสะท้อนจากแผนPDP2026 จากตัวแทน 4 ภาคส่วน
นางมะลิวัลย์
นาควิโรจน์
ประธานเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่แม่เมาะมาตั้งแต่ปี
2527 ได้สะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการจัดทำแผนพลังงานของรัฐ
โดยระบุว่า ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าต้องแบกรับผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมานานกว่า 40 ปี แต่แผน PDP ของภาครัฐกลับเน้นย้ำเฉพาะแผนการพัฒนาและการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม โดยไม่มีการระบุ
"แผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน" อย่างเป็นรูปธรรม
หลังจากที่ผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นมามากมาย
สิ่งที่ตอบกลับมา เราให้ความคิดเห็นไป ทุกอย่างถูกบันทึกหมด
แต่มันไม่ถูกปฏิบัติตาม
นั่นคือจุดแห่งความที่ไม่เชื่อถือในเวทีกระบวนการคิดเห็นต่าง ๆ นางมะลิวัลย์ กล่าว
พร้อมกับได้ย้ำเน้นว่า "ก่อนจะเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ให้เปลี่ยนผ่านอคติกันก่อน"
โดยขอให้ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบายก้าวข้ามอคติที่มีต่อภาคประชาชน
ยอมรับข้อเท็จจริงและผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พร้อมเปิดโอกาสให้มี โต๊ะไตรภาคี
ให้ภาคประชาชนได้เข้าร่วมวางแผนนโยบายพลังงานอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้
ยังได้เสนอแนวทางเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนด้วยการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาบ้านเรือน
เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดใช้เองและขายคืนเข้าระบบได้จริง
“ก่อนจะเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ขอให้เปลี่ยนผ่านอคติกันก่อนได้ไหม ทุกวันนี้สิ่งที่เราออกมาพูดความจริง
ออกมาพูดเรื่องผลกระทบ มันกลายเป็นว่าคนที่นั่งบนเก้าอี้หอคอยสูงๆ มองเราแบบมีอคติ”
ด้านนายพีระรักษ์
พิชญกุล ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง ได้แสดงความเห็นในมุมมองจากภาคเอกชนว่า
การปลดระวางถ่านหินและการลดกำลังผลิตไฟฟ้ากระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน
และธุรกิจท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน แผน PDP ฉบับใหม่ที่มุ่งไปสู่
ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation) และแนวคิดการจัดตั้ง
นิคมอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียว ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญของลำปาง
เนื่องจากมีโครงสร้างระบบสายส่งขนาดใหญ่รองรับอยู่แล้ว
ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง
เสนอว่าคนลำปางต้องร่วมกันกำหนดทิศทางเดียวกันในการขับเคลื่อนพื้นที่
โดยขณะนี้ภาคเอกชนลำปางได้ร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ GIZ และ
UNESCAP จัดทำ Master Plan 5 ด้าน
ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีพลังงาน, การดึงการลงทุนขนาดใหญ่,
การพัฒนา SME บนฐานนวัตกรรม, การพัฒนาทักษะคน และการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล
เพื่อหาฐานเศรษฐกิจใหม่มาทดแทนเค้กเศรษฐกิจถ่านหินที่สูญเสียไป
“ลำปางกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจถ่านหินไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนจากพลังงานที่ผลิตด้วยถ่านหิน
ไปเป็นพลังงานหมุนเวียนชนิดอื่น การจ้างแรงงานจะลดลงเยอะมาก
แล้วมันจะกระทบกับการจ้างงาน ลามไปถึงร้านค้า ร้านอาหารในชุมชน แบบเลี่ยงไม่ได้”
ขณะที่นายพินิจ
ทองคำ ผู้ช่วย ส.ส. พรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดทำร่างแผน PDP 2026
ซึ่งรัฐบาลใช้งบประมาณรวมกว่า 73 ล้านบาท
แต่กลับจัดรับฟังความคิดเห็นอย่างจำกัดและไม่มีประชาชนอยู่ในสมการการตัดสินใจ
ทั้งนี้ จากการทำงานติดตามเรื่องดังกล่าวร่วมกับอนุกรรมาธิการการพลังงาน
สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายชลธานี เชื้อน้อย ส.ส. ลำปาง เขต 3
พรรคประชาชน เป็นประธาน
ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างหลักประกันเชิงโครงสร้างและกฎหมาย
"ถ้าหากทุกคนฟังสิ่งที่ภาครัฐพูดถึง
PDP ไม่มีคำว่า 'ประชาชน' เลยแม้แต่คำเดียว มีแต่รัฐและเอกชน งบ 73 ล้านบาทในการจัดทำแผน
PDP ฉบับนี้ แต่กลไกการรับฟังความคิดเห็นกลับจำกัดอยู่เพียงในกรุงเทพฯและห่างไกลประชาชน"
นายพินิจ
ได้นำเสนอข้อเสนอสำคัญ 2 ประการจากการศึกษาของอนุกรรมาธิการฯ ได้แก่
การจัดตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม
เพื่อเป็นกลไกหลักในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน และ การผลักดัน พ.ร.บ.
การปรับลดและปลดระวางถ่านหิน เพื่อกำหนดบทบาท หน้าที่ แผนการฟื้นฟูพื้นที่เหมือง
ตลอดจนสร้างหลักประกันทางกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินและผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ดร.สุธีกานต์
มณีจันทรา ตัวแทนจาก Greenpeace Thailand
ให้ความเห็นว่า เป้าหมายแรกในแผน PDP คือมุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี
2593 แต่เมื่อดูไทม์ไลน์ 12 ปีแรก
แผนกลับมุ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มโรงไฟฟ้าฟอสซิล
ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซและอื่นๆ แล้วช่วง 13
ปีหลังถึงค่อยนำเทคโนโลยีมาดักจับคาร์บอนไดออกไซด์และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
การเพิ่มโรงไฟฟ้าฟอสซิลและก๊าซในช่วง
12 ปีแรก จะทำให้ประเทศติดอยู่กับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกนาน
และทำให้ติดอยู่กับคำว่า คาร์บอนล็อกอิน หรือการติดล็อกอยู่กับโครงสร้างพลังงานเดิมจนไม่สามารถก้าวผ่านไปสู่เชื้อเพลิงทางเลือกได้
"จริงๆ แล้วทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน รัฐ
และเอกชน ต่างมีจุดร่วมเดียวกัน คืออยากเห็นสิ่งแวดล้อมดีขึ้น
และอยากเห็นบ้านเกิดของเราดีขึ้น เพียงแต่มีวิธีมองต่างกัน
ดังนั้นทุกฝ่ายต้องมาพูดคุยกันบนพื้นฐานความจริง ลดอคติต่อกัน
และเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามาร่วมออกแบบนโยบายพลังงานอย่างแท้จริง"
อย่างไรก็ตาม ในเวทีเสวนาได้มีข้อสรุปตรงกันว่า
การจัดทำแผน PDP
2026 จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการสั่งการจากบนลงล่าง มาเป็นการขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน โดยการผสานพลังระหว่างภาคประชาชน ภาคธุรกิจ
และฝ่ายการเมือง
เพื่อร่วมกันวางแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
พร้อมทั้งกำหนดอนาคตเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัดลำปางให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น