ด้วยปรากฏว่า ในห้วงฤดูแล้งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนของทุกปี มักเกิดไฟป่าขึ้นเป็นประจำ ทั้งในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าชุมชน พื้นที่เขต ส.ป.ก. พื้นที่การเกษตร พื้นที่ริมทาง พื้นที่ราชพัสดุ รวมทั้งในพื้นที่ชุมชน ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า เกิดปัญหาไฟป่า หมอกควันปกคลุมพื้นที่ และเป็นสาเหตุให้ค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินค่ามาตรฐาน ๓๗.๕ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม การคมนาคม และการท่องเที่ยว ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ และสูญเสียงบประมาณในการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ และยานพาหนะในการดับไฟป่าเป็นจำนวนมาก
สาเหตุสำคัญของการเกิดไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ การเผากำจัดวัชพืชและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก โดยไม่มีการทำแนวกันไฟหรือการควบคุม รวมถึงการลักลอบเผาพื้นที่ป่าเพื่อบุกรุกพื้นที่ เก็บหาของป่า และล่าสัตว์ป่า ทำให้เกิดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง
จังหวัดลำปางพิจารณาแล้ว เห็นว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าชุมชน พื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) พื้นที่ ส.ป.ก. พื้นที่การเกษตร พื้นที่ริมทาง และพื้นที่ชุมชน มีกฎหมายควบคุมการเผาของแต่ละหน่วยงานเป็นการเฉพาะ เพื่อป้องกันการเกิดสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวของจังหวัดลำปาง อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ประกอบกับแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๔ – ๒๕๗๐ และแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง พ.ศ. ๒๕๖๔ – ๒๕๗๐ จังหวัดลำปางจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกาศกำหนดให้ทั้ง ๑๓ อำเภอ ในทุกพื้นที่ของจังหวัดลำปาง งดเว้นการเผาป่า การเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การเผาขยะ การเผาเศษไม้ ใบไม้ การเผาวัชพืชสองข้างทาง การเผาในพื้นที่ชุมชน และการเผาในพื้นที่โล่งแจ้งทุกกรณี #ตั้งแต่วันที่๑กุมภาพันธ์๒๕๖๙ถึงวันที่ #๓๐เมษายน๒๕๖๙
ทั้งนี้ ยกเว้นพื้นที่ตามแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการ ซึ่งดำเนินการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ และมาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยต้องมีการจัดทำแนวกันไฟ และได้รับการพิจารณาอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบพื้นที่ก่อนดำเนินการทุกครั้ง หากผู้ใดฝ่าฝืนถือว่ามีความผิดตามเอกสารแนบ
ท้ายประกาศนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ทุกหน่วยงานดำเนินการดังนี้
๑) ให้ทุกหน่วยงานสนธิกำลังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการประชาสัมพันธ์ ลาดตระเวน และป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเผาในพื้นที่ทุกประเภท (ยกเว้นพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่บริหารจัดการเชื้อเพลิงในห้วงเวลาที่กำหนด) หากพบการลักลอบเผา ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด
๒) จัดชุดรณรงค์ประชาสัมพันธ์แบบเคาะประตูบ้าน เพื่อรณรงค์ไม่ให้มีการเผาในพื้นที่โล่งทุกประเภท โดยให้อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ดำเนินการประชาสัมพันธ์และกำกับดูแลราษฎรในเขตปกครองของตน มิให้มีการเผาในพื้นที่โล่งทุกประเภท
๓) การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในเขตพื้นที่ป่า ให้เป็นไปตามหลักวิชาการและแผนงานที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่กำกับดูแลพื้นที่เท่านั้น โดยต้องมีการจัดทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันการลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ภายใต้การควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หากสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มีความรุนแรง ให้หยุดดำเนินการจนกว่าสถานการณ์จะเหมาะสม
๔) สำหรับพื้นที่การเกษตรในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ และพื้นที่ทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ ยังคงถือเป็นพื้นที่ป่าตามกฎหมาย หากมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการเตรียมพื้นที่การเกษตรที่ไม่สามารถดำเนินการโดยวิธีอื่นได้ ให้ดำเนินการขึ้นทะเบียน ณ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (War Room ระดับตำบล) เพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการ โดยต้องจัดทำแนวกันไฟและได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่กำกับดูแลพื้นที่ก่อนดำเนินการ
๕) สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าจากกรมป่าไม้ ให้จัดทำแผนการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันตามกรอบแนวทางที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด และประสานบูรณาการร่วมกับอำเภอ ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่กำกับดูแลพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในเขตปกครองของตน
๖) ตามข้อ ๔ ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและเงื่อนไขการอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำกิน ให้หน่วยงานที่กำกับดูแลพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลพิกัดและบัญชีรายชื่อ เพื่อดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
๗) การดำเนินการตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๖ หากเกิดปัญหาอุปสรรค ให้ศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room ระดับอำเภอ) เร่งรัดแก้ไข หากเกินขีดความสามารถ ให้รายงานศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room ระดับจังหวัด) ทราบโดยด่วน เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาต่อไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น