วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

กฟผ.แม่เมาะ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกป้องกันไฟป่าและหมอกควันปี 69


        กฟผ.แม่เมาะ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกป้องกันไฟป่าและหมอกควัน ประจำปี 2569 โดยบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่ พร้อมจัดกิจกรรม Kick off เปิดแผนการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ณ สวนพฤกษชาติ กฟผ.แม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

        การดำเนินงานในปีนี้มุ่งเน้นการป้องกันไฟป่าตั้งแต่ต้นทาง โดยเร่งจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่รับผิดชอบของ กฟผ.แม่เมาะ รวมระยะทางกว่า 291 กิโลเมตร ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคน เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควันสูง



        กฟผ.แม่เมาะ ซึ่งดูแลพื้นที่กว่า 90,000 ไร่ ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่ภายในและพื้นที่โดยรอบเหมืองแม่เมาะ โดยสนับสนุนการทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการ อาสาสมัคร และชุมชนในอำเภอแม่เมาะและจังหวัดลำปาง เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างเป็นระบบ

        นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีมาเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การใช้แอปพลิเคชัน “LAMPANG HOTSPOT” ในการติดตามสถานการณ์ไฟป่า รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มควบคุมไฟป่าผ่าน Line OA “ZER0 FIRE” เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถสื่อสารและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงการลุกลามของไฟป่า และลดผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตของประชาชน


        การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กฟผ.แม่เมาะ ในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างจริงจัง และย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน 



Share:

เสียงสะท้อนจากเชียงใหม่ ถึงลำปาง “ณัฐพงษ์” เฉือน”ยศชนัน”

 

            หากวัดจากการทำโพลเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ในห้วงระยะเวลาปลายปี 2568  เปรียบเทียบกับต้นปี 2569  จะพบว่า มีนัยสำคัญที่น่าสนใจ คือ จากกลุ่มคนอันดับหนึ่งที่บอกว่า ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี กลับมีความชัดเจนมากขึ้น คือมีการระบุเจาะจงตัวบุคคลที่พวกเขาเห็นว่าควรสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี

          นั่นหมายถึงว่า ประชาชนมีข้อมูลมากขึ้น มีความชัดเจนมากขึ้น จากภาพบทบาท ลีลา ความน่าเชื่อถือของบรรดาแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ในช่วงการหาเสียง และการประชันวิสัยทัศน์บนเวทีต่างๆ ที่ประชาชนสามารถหาดูเมื่อไหร่ก็ได้ทางยูทูป โซเชียลมีเดียทั้งหลาย

            จึงสรุปมาเป็นอันดับ 1 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน 31.40 % อันดับ 2 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย 19.40 % โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย เป็นอันดับ 3 15.65 % (นิด้าโพล สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนเชียงใหม่”สำรวจระหว่างวันที่ 9-14 มกราคม 2569)

            เสียงสะท้อนจากเชียงใหม่ จะดังถึงลำปางหรือไม่ คงไม่สามารถบอกได้ เพราะคนละพื้นที่ คนละกลุ่มประชากร แต่ภาพความเคลื่อนไหว และการหยั่งเสียงจากกระแสที่สัมผัส รับรู้ได้  ของ “ม้าสีหมอก” น่าจะพยากรณ์ได้ว่า คู่ชิงส.ส.เขตนาทีนี้ ก็คงมีเพียงพรรคประชาชน กับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

            แต่นั่นจะหมายถึงการสนับสนุนให้ผู้นำพรรคทั้งสองเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่นั้น คงต้องวิเคราะห์บทบาท การยอมรับ สไตล์หาเสียง การเข้าถึงผู้คนว่าระหว่าง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีจุดแข็ง จุดอ่อนต่างกันอย่างไร

          เริ่มที่ เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อายุ 38 ปี มีประสบการณ์ในฐานะผู้นำพรรค 1 ปี จบปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุดอ่อนของณัฐพงษ์ ที่ตกเป็นเป้าโจมตีมาอย่างต่อเนื่องคือการนำพรรคประชาชนไปสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาได้ถูกนายอนุทิน ฉีก MOA หรือข้อตกลงความร่วมมือที่เคยทำไว้กับพรรคประชาชน ในประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้เขาถูกมองว่าเป็นละอ่อนทางการเมือง โดยเฉพาะการวิพากษ์ของชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ว่า เป็น “การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ” และเขาจะทำสงครามสั่งสอนพรรคประชาชน ที่มีดีลลับกับพรรคภูมิใจไทย

            ในห้วงระยะเวลาที่ณัฐพงษ์ ยังไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะหัวหน้าพรรค เขามีบทบาทสำคัญในการวางยุทธศาสตร์พรรค และต้องถือว่า การรับไม้ต่อจากชัยธวัช ตุลาธน ณัฐพงษ์ยังคงรักษาสถานะความเป็นพรรคคุณภาพของคนรุ่นใหม่ไว้ได้ รวมทั้งในหลายครั้งบนเวทีดีเบต ณัฐพงษ์ได้แสดงให้เห็นความเป็นนักการเมืองที่มีหลักการ ไม่อ่อนไหวไปตามกระแส เช่น การแสดงจุดยืน และคำอธิบายที่ชัดเจน ในคำถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 – 2 บนเวที NATION ELECTION 2569

            อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มี แต่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่มี คือสีสัน ลีลา บุคลิกของนักการเมืองที่จะเข้าถึงประชาชนได้ คุณสมบัติสำคัญที่ภาพหัวหน้าพรรคอาจไม่ได้มีส่วนช่วยมากนักสำหรับผู้สมัครพรรคประชาชน

          ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อายุ 47 ปี บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อันดับ 1 และเป็นบุคคลที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ยศชนัน จบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทและเอกสาขาเดียวกันจากมหาวิทยาลัยเทกซัส อาร์ลิงตัน สหรัฐอเมริกา งานวิชาการที่โดดเด่นที่สุดของยศชนัน คือดุษฎีนิพนธ์เรื่องการใช้สัญญาณสมองมาช่วยเหลือผู้พิการ ก่อนมาทำงานการเมือง เขาคือศาสตราจารย์ สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

            จุดอ่อนสำคัญของยศชนัน คือภาพของทายาทอสูร คือการเป็นเครือญาติของทักษิณ ชินวัตร ยศชนัน เป็นลูกชายของสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 และเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวทักษิณ ชินวัตร เขาจึงเป็นหลานของทักษิณ ชินวัตร เรียกว่าเป็นญาติใกล้ชิด พอจะตั้งข้อกล่าวหาได้ว่า คือตัวแทนทักษิณ หรืออย่างน้อย หากยศชนัน ได้เข้าสู่อำนาจ ข้อระแวงสงสัยเรื่อง The Man Behind หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจเป็นภาพหลอนติดตามมา เช่นเดียวกันช่วงที่แพรทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

          ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งนับว่าได้เปรียบณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิอยู่เล็กน้อย ตรงที่เขายังไม่มีบาดแผลทางการเมือง แต่ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองหนักหน่วง แม้ความเป็นยศชนัน จะเป็นดาวฤกษ์ ที่มีแสงสว่างในตัวเองอยู่แล้ว เขายิ่งต้องพยายามมากขึ้น เพื่อขับเน้นให้เห็นว่า หากวันหนึ่งประเทศไทย จะต้องขานชื่อนายกรัฐมนตรีชื่อยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็เป็นเพราะความเป็นยศชนันนั่นเอง ไม่ใช่ใครอื่น

#ม้าสีหมอก #เจาะสนามเลือกตั้งลำปาง #Lannapost #ลานนาโพสต์ #ข่าวลำปาง







Share:

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

ตำรวจน่านสกัดรถสิบล้อทะเบียนลำปาง ซุกยาบ้า 10 ล้านเม็ด อำพรางขนขิงสด ส่งภาคกลาง

 


ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ร่วมกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดน่าน นำของกลางยาเสพติดรายใหญ่กว่า 10 ล้านเม็ด มาแถลงผลการตรวจยึด ณ ลานหน้าอาคารกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน หลังสามารถสกัดจับ รถบรรทุกสิบล้อทะเบียนจังหวัดลำปาง ซึ่งถูกใช้เป็นพาหนะลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญ

การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. วันที่ 18 มกราคม 2569 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.สืบสวน ภ.จว.น่าน นำโดย พ.ต.อ.ยุทธพงษ์ เมฆคะ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.น่าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองน่าน ปฏิบัติการสกัดจับขบวนการลำเลียงยาเสพติดที่มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ภาคกลาง


จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลการข่าวว่าจะมีการใช้ รถบรรทุกพืชผลทางการเกษตรเป็นฉากบังหน้า จึงเฝ้าติดตามรถบรรทุกสิบล้อยี่ห้อฮีโน ทะเบียน 81-7856 จังหวัดลำปาง ซึ่งขับออกจากพื้นที่บ้านปางเป๋ย ตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน ก่อนจะเข้ามาจอดพักภายในบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดน่าน โดยมีพฤติการณ์ต้องสงสัย

เมื่อเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จับกุม นายชน อายุ 47 ปี ชาว อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง  ตรวจค้นพบยาบ้า 4 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในตัวผู้ต้องหา โดยอ้างว่ามีไว้เสพ และอ้างว่ารถบรรทุกคันดังกล่าวบรรทุก ขิงสด เพื่อเตรียมนำไปจำหน่ายในจังหวัดชัยนาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ จึงควบคุมตัวพร้อมรถบรรทุกเข้าตรวจค้นอย่างละเอียด


หลังใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ในการขนขิงสดออกจากรถ พบกระสอบสายรุ้งต้องสงสัยจำนวน 40 กระสอบ เมื่อตรวจสอบพบเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ชนิดเม็ดสีส้ม จำนวน 10,000,000 เม็ด รวมของกลางทั้งสิ้น 10,000,004 เม็ด

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่จังหวัดน่าน โดยใช้รถบรรทุกทะเบียนจังหวัดลำปางเป็นพาหนะ เพื่อส่งไปยังจังหวัดชัยนาท ได้ค่าจ้างครั้งละ 400,000 บาท และเคยลักลอบขนมาแล้ว 2 ครั้ง


ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่าขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายาเสพติดที่เคยถูกจับกุมก่อนหน้านี้ในพื้นที่อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ซึ่งตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 10 ล้านเม็ดเช่นกัน โดยใช้รูปแบบอำพรางด้วยพืชผลทางการเกษตรตามฤดูกาล

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา  จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้า  เป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1  และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย  ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองน่าน ดำเนินคดีตามกฎหมาย


          ที่มา  ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน

Share:

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังจับรถกระบะลอบขนไม้ชิงชัน จากเชียงใหม่ปลายทางอีสาน ผู้ต้องหา 2 ราย

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังตรวจสอบรถยนต์กระบะบรรทุกเสริมคอกเหล็ก คลุมผ้าใบมิดชิด อำพรางขนย้ายไม้เถื่อนไม้จากพื้นที่ทางภาคเหนือไปยังพื้นที่ชายแดนภาคอีสาน จับกุมผู้ต้องหา 2 รายของกลางเพียบคุมตัวดำเนินคดีทันทีพร้อมเร่งขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ
              เมื่อวันที่ 17 ม.ค.69  ภายใต้การอำนวยการของ นายกรัณย์พล  แสงทอง ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 ลำปาง นายกมล ร่างมณี ผู้อำนวยการส่วน ป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สั่งการให้ ชุดปฏิบัติการพิเศษชุดที่ 1 สจป 3 (ลำปาง) เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ 19 (แม่มอกตอนขุน) ,ประสานนายเมธี ศาสตร์ศรี ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 3 ภาคเหนือ (กรมป่าไม้),นายเจษฎา เอนกคณา หน.สายตรวจศูนย์ป้องกันปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ), ประสาน พล.ต.ต.เอนก  เตาสุภาพ ผบก.ปทส.,พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง รอง ผบก.ปคม.รรท.รอง ผบก.ปทส.,พ.ต.อ.ณัทกฤช น้อยคำปัน ผกก.4 บก.ปทส., พ.ต.ท.เกียรติพันธ์ เจริญชนิกานต์ รอง ผกก.4 บก.ปทส., ร.ต.ท.วสุอนันต์ สารีพันธ์ รอง สว. (ป) กก.4 บก.ปทส.,พร้อมชุดปฎิบัติการ  กก.4 บก.ปทส. จ.ลำปาง ตำรวจ สภ.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่ สปป.3 ภาคเหนือ และส่วนที่เกี่ยวข้องออกตรวจสอบการลักลอบการกระทำผิดกฏหมายในพื้นที่ และเข้าประจำ จุดตรวจยาเสพติดสะเลียมหวาน ถ.เถิน ทุ่งเสลี่ยม บ.สะเลียมหวาน ม.3 ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง

            หลังจากได้รับการร้องเรียนจากพลเมืองดี ว่า กลุ่มมอดไม้ ลักลอบขนย้ายไม้เถื่อน ไม้แปรรูป ชิงชัน ประดู่ มะค่าโมง จากพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ปลายทาง ส่งโกดังแห่งหนึ่งพื้นที่ จังหวัดชายแดนทางภาคอีสาน คาดว่าจะเป็นกลุ่มเครือข่ายแก๊งค้าไม้ข้ามชาติ ได้ลำเลียงไม้เถื่อน อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยจะใช้รถยนต์กระบะบรรทุก เสริมโครงเหล็กคลุมผ้าใบอย่างมิดชิดเหมือนกับรถยนต์กระบะบรรทุกผัก พืชผลทางการเกษตร เพื่ออำพรางหลีกเลี่ยงด่านตรวจจุดสกัดของเจ้าหน้าที่ 

           จนกระทั่งเวลา 23.45 น.พบรถยนต์กระบะ ตรงตามที่รับแจ้ง ขับเข้ามายังจุดตรวจฯเจ้าหน้าที่ จึงให้สัญญาณหยุดรถและขอตรวจสอบสิ่งของที่บรรทุกมากับรถยนต์คันดังกล่าว เป็นรถยนต์กระบะ สีขาว ป้ายทะเบียน มหาสารคาม ท้ายกระบะเสริมคอกเหล็ก คลุมปิดผ้าใบมิดชิด ทราบชื่อคนขับคือนายสุมิตร อายุ 50 ปี ชาว จ.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่จึงนำขอตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ท้ายกระบะใต้ใบ้ปิดคลุม เมื่อเปิดดูพบกับไม้แปรรูปจำนวนมากเต็มกระบะท้ายรถ 
          เมื่อสอบถามคนขับไม่มีเอกสาร ควบคุมครอบครองที่มาที่ไปของไม้ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ จึงได้ควบคุมตัวคนขับแลถรถยนต์กระบะของกลาง มาตรวจสอบอย่างละเอียด เบื้องพบไม้แปรรูปของกล่าง เป็นไม้ชิงชัน จำนวน 45 แผ่นเหลี่ยม ปริมาตร 3.11 ลบ.ม.มูลค่าความเสียภายภาครัฐมากถึง 933,000 บาท 

           นายสุมิตร ให้การรับสารภาพว่า ได้ขับรถยนต์กระบะไปรับไม้ชิงชันชุดนี้ ในพื้นที่ อำเภอแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ โดยมีชายคนหนึ่งเป็นชาว จ.เชียงใหม่ ว่าจ้างจุดหมายปลายทาง ส่งที่ จ.มุกดาหาร รับค่าจ้างเที่ยวละ 20,000 บาท ทำมาแล้ว 2 เที่ยว โดยการอำพรางเหมือนรถยนต์กระบะ บรรทุกพืชผักผลไม้เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่แต่ครั้งนี้ไม่รอดถูกจับกุมคาด่านตรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้คุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายทันที
 
          ขณะเดียวกัน กำลังเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวยังได้กระจายออกตรวจสอบตามเส้นทาง จนกระทั่งเวลา 01.30 น.เจ้าหน้าที่ได้ขับรถผ่านมาถึงบริเวณหน้าโรงเรียนเวียงมอกวิทยา ถ.เถิน ทุ่งเสลี่ยม บ.เด่นไม้ซุง ม. 14 ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง พบรถยนต์ต้องสงสัย ขับผ่านเจ้าหน้าที่และพบว่ามีลักษณะเหมือนกับรถยนต์คันที่ตรวจยึดคันแรก จึงเร่งติดตามและประกบให้จอดข้างถนน พบเป็นรถยนต์กระบะสีเทา บรรทุกเสริมคอกเหล็ก ป้ายทะเบียน จ.ชลบุรี ท้ายกระบะคลุมผ้าใบปิดมิดชิด คนขับชื่อนายศราวุฒิ อายุ 43 ปี ชาว จ.สุรินทร์  เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบสิ่งที่บรรทุกมา เมื่อเปิดดูพบเป็นไม้แปรรูปอีก เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวคนขับ และรุยนต์คันดังกล่าวมาตรวจสอบอย่างละเอียด 

          เบื้องต้นพบเป็นไม้ชิงชันแปรรูป จำนวน 49 แผ่นเหลี่ยม ปริมาตร 3.22 ลบ.ม.มูลค่าความเสียภายภาครัฐมากถึง 966,000 บาท ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตนเองขับรถยนต์กระบะไปบรรทุกไม้ชุดนี้ จากพื้นที่ อำเภอแห่งหนึ่ง ใน จ.เชียงใหม่ ค่าจ้างเที่ยวละ 20,000 บาท จุดหมายปลายทาง ส่งที่ จ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมดำเนินคดีตามกฎหมายทันพร้อมทั้งประสานหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยว ติดตาม หาพื้นที่ต้นทางและปลายทางผู้ที่เกี่ยวข้องกับไม้หวงห้ามเหล่านี้ เพื่อขยายผลหาตัวการต่อไปเพราะคาดว่าน่าจะเป็นขบวนการค้าไม้ข้ามชาติที่มีนายทุนสีเทาเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

Share:

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

พบศพชายวัย 63 ปี ช่างเครื่องสูบน้ำ อบต. เสียชีวิตในพุ่มไม้ข้างทาง หน้าสุสานบ้านแม่เชียงรายลุ่ม หลังหายออกจากบ้านหลายวัน ญาติติดใจสาเหตุ

เมื่อเวลา 10.15 น. ของวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่พริก รับแจ้งเหตุพบคนเสียชีวิต บริเวณหน้าสุสานบ้านแม่เชียงรายลุ่ม หมู่ 3 ต.แม่พริก อ.แม่พริก จ.ลำปาง จึงประสานร้อยเวรสอบสวน สภ.แม่พริก พร้อมแพทย์นิติเวช รพ.แม่พริก เจ้าหน้าที่ สมาคมกู้ภัยลำปาง จุดแม่พริก ร่วมตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุเป็นปริเวณพุ่มไม้ข้างทางด้านหน้าสุสาน พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ในสภาพนอนหงายอยู่ในพุ่มไม้  ต่อมาทราบว่าเป็นผู้สูญหายที่ญาติเคยแจ้งความไว้ที่ สภ.แม่พริก  ทราบชื่อ นายมานพ บุญมาก อายุ 63 ปี ชาวบ้านแม่เชียงรายลุ่ม ม.3 ต.แม่พริก อ.แม่พริก จ.ลำปาง  ทำงานเป็นช่างเครื่องสูบน้ำอยู่ที่ อบต.แม่พริก


จากการสอบถามญาติทราบว่า ผู้เสียชีวิตได้หายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนวันที่ 15 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 21.00 น.  ต่อมาทางญาติได้แจ้งความคนหายไว้ และได้พยายามออกตามหาร่วมกับ  เจ้าหน้าที่กู้ภัยลำปาง จุดแม่พริก กู้ภัยแม่พริก เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอแม่พริก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านในพื้นที่  จนกระทั่งพบร่างผู้เสียชีวิตดังกล่าว

          เบื้องต้นทางญาติได้ติดใจในการเสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงได้ดำเนินการ ส่งร่างผู้เสียชีวิตไปชันสูตรที่ โรงพยาบาลลำปาง เพื่อให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป


ภาพ  สมาคมกู้ภัยลำปาง จุดแม่พริก



Share:

ผอ.กกต.ลำปาง ยันพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์! เลือกตั้งใหญ่ควบประชามติ 8 ก.พ. นี้ ย้ำเข้าคูหารับบัตร 3 ใบ

          วันที่ 16 มกราคม 2569   นายทองเนตร ดูใจ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจำจังหวัดลำปาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้


-บรรยากาศเรียบร้อย ไร้เรื่องร้องเรียน

นายทองเนตร เปิดเผยว่า  ภาพรวมการหาเสียงในพื้นที่จังหวัดลำปางขณะนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้บรรยากาศจะเริ่มคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง อบต. เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา โดยผู้สมัคร ส.ส. แต่ละเขตได้เร่งลงพื้นที่แนะนำตัวและติดตั้งป้ายหาเสียงตามจุดต่างๆ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการปฏิบัติตามกฎกติกาเป็นอย่างดี และในขณะนี้ยังไม่มีรายงานเรื่องการร้องเรียนหรือการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเข้ามาแต่อย่างใด


-ย้ำผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รับบัตร 3 ใบ 3 สี

ผอ.กกต.ลำปาง ได้ให้เน้นย้ำขั้นตอนสำคัญแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษคือประชาชนจะต้องลงคะแนนรวมทั้งหมด 3 ส่วนในคราวเดียวกัน โดยจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 3 สี ดังนี้  บัตรสีเขียว สำหรับเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต   บัตรสีชมพูสำหรับเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ  และบัตรสีเหลือง สำหรับการออกเสียงประชามติ (เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ)


-แจงขั้นตอนเข้าใช้สิทธิ

ขั้นตอนคือ อันดับแรกผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะต้องยื่นบัตรประชาชน หรือใบขับขี่ หรือหากลืมบัตรประชาชน สามารถใช้แอพ THAI ID แสดงเลข 13 หลักได้ จากนั้นรับบัตรเลือกตั้งสีเขียว สำหรับเลือก ส.ส.แบ่งเขต  และบัตรสีชมพู สำหรับเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ  ก่อนจะเข้าคูหาและกาเบอร์ผู้สมัครและพรรคที่ชื่นชอบ  และทำการหยอดบัตรลงกล่องให้ถูกต้อง  ขั้นตอนต่อไป จะต้องแสดงบัตรประชาชน เพื่อรับบัตรสีเหลือง เพื่อการออกเสียงประชามติ อีก 1 ใบ และหยอดบัตรลงกล่องเป็นอันเสร็จขั้นตอน  โดยทุกหน่วยเลือกตั้งจะจัดรูปแบบเดียวกัน คือให้เดินวนออกทางเดียว

"การลงคะแนนพร้อมกันทั้งเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติ อาจทำให้ประชาชนต้องใช้เวลาในคูหาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงขอให้เตรียมตัวมาให้พร้อมและตรวจสอบลำดับรายชื่อผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote หรือเอกสารแจ้งจากทางราชการเพื่อความรวดเร็ว" นายทองเนตร กล่าว


-ตั้งเป้าผู้ใช้สิทธิ 80%

นอกจากนี้ กกต.ลำปาง ยังตั้งเป้าหมายจำนวนผู้มาใช้สิทธิไว้ที่ร้อยละ 80 ของจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด โดยจะประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งท้องที่ ท้องถิ่น และสื่อมวลชน เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนชาวลำปางตื่นตัวและออกมาใช้สิทธิครั้งสำคัญนี้เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศชาติต่อไป




Share:

ลำปางยกระดับคุมเข้ม! ติดตั้ง CCTV อัจฉริยะกว่า 50 จุด รอบดอยพระบาท สกัดไฟป่า-ปราบมือเผา ตลอด 24 ชม.


ผู้ว่าฯ ลำปาง ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เปิดยุทธการเชิงรุกติดตั้งกล้องวงจรปิดไฮเทคกว่า 50 จุด รอบพื้นที่ดอยพระบาท ครอบคลุม 3 อำเภอ หวังใช้เทคโนโลยีตรวจจับกลุ่มควันและคนจุดไฟ สกัดปัญหาหมอกควันและ PM2.5 อย่างยั่งยืน

นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า จังหวัดลำปางได้บูรณาการความร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายภาคประชาชน อาทิ กลุ่มเครือข่ายป่าเปียกลำปาง, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.), สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), อุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต และที่ว่าการอำเภอเมืองลำปาง แม่เมาะ และแม่ทะ เพื่อยกระดับมาตรการเฝ้าระวังไฟป่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด



  •  ปูพรมติดตั้ง CCTV อัจฉริยะ ครอบคลุมจุดเสี่ยง

ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ประสิทธิภาพสูงจำนวนกว่า 50 จุด รอบบริเวณดอยพระบาท ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเน้นจุดเสี่ยงที่มักเกิดไฟป่าบ่อยครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ 6 ตำบล และ 37 หมู่บ้าน

ล่าสุด (16 ม.ค. 69) สามารถติดตั้งได้แล้วจำนวน 20 จุด และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จครบทุกจุดภายใน 15 วัน เพื่อให้ระบบพร้อมทำงานอย่างเต็มรูปแบบในช่วงฤดูไฟป่า



  •  เทคโนโลยีตรวจจับกลุ่มควัน แม่นยำ-รวดเร็ว

ระบบกล้องวงจรปิดดังกล่าวมีคุณสมบัติพิเศษในการสอดส่องดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถตรวจจับความผิดปกติได้ 2 รูปแบบหลัก คือ  ตรวจจับกลุ่มควัน: เมื่อพบกลุ่มควันในป่า ระบบจะแจ้งเตือนทันทีเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ก่อนลุกลาม

         ตรวจจับความเคลื่อนไหว: สอดส่องบุคคลที่ลักลอบเข้าพื้นที่ป่าเพื่อกระทำผิดกฎหมายหรือจุดไฟเผาป่า เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด



  •  วาระจังหวัด เพื่อคุณภาพชีวิตชาวลำปาง

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เน้นย้ำว่าการดำเนินงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการติดตั้งอุปกรณ์ทั่วไป แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ว่าการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันคือ "วาระสำคัญ" ของจังหวัด เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่พี่น้องประชาชน


ทั้งนี้ จังหวัดลำปางขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ 37 หมู่บ้าน ช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลพื้นที่ หากพบเห็นเบาะแสการเผาป่า หรือความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ สามารถแจ้งเหตุได้ทันทีที่ ศูนย์รับแจ้งเหตุไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดลำปาง หมายเลขโทรศัพท์ 0 5426 5072-4



Share:

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

Voice of Voters: ถามแทนใจ ว่าที่ผู้แทน "ไก่ ทิพา ปวีณาเสถียร" ผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง เขต 1 พรรคประชาชน

บนเส้นทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการแข่งขันสูงในเขต 1 ลำปาง "ไก่ ทิพา ปวีณาเสถียร" อดีตผู้แทนราษฎรหญิงที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานแบบ "ตรงไปตรงมา" ขอกลับมาอาสาทำงานต่อด้วยหัวใจที่ยึดโยงกับประชาชน 

ลานนาโพสต์: ในการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเจอกับคู่แข่งจากทั้งพรรคใหญ่และพรรคที่กำลังถูกจับตามอง คิดว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการเอาชนะหรือไม่?

ไก่ ทิพา: ดิฉันไม่มองว่าใครเป็นคู่แข่งค่ะ แต่ทุกคนคือผู้เสียสละที่อุทิศตนมาทำงานเพื่อประชาชน โดยมีประชาชนเป็นผู้ตัดสิน สิ่งสำคัญคือการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ ยุติธรรม ปราศจากอิทธิพลและการซื้อเสียง ส่วนจุดแข็งของพรรคประชาชนคือความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ และทำงานตรงไปตรงมา  

 ตลอด 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา ดิฉันมุ่งมั่นทำงานเต็มที่ กล้าชนทุกปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้คนในพื้นที่มาโดยตลอด  จากการทำงานช่วงเวลาที่ผ่านมาในคณะกรรมาธิการการตำรวจสภาผู้แทนราษฎร ได้แก้ไขปัญหาเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหด การทวงหนี้โหด และปัญหาแก๊งสแกมเมอร์รวมไปถึงปัญหาล่าสุดที่จะต้องแก้ไข คือปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากสังคมลำปาง


ลานนาโพสต์: จากประสบการณ์ที่เป็น ส.ส. มาแล้ว 1 สมัย ปัญหาใดในเขต 1 ที่มองว่าต้องแก้ไขเร่งด่วน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว?

ไก่ ทิพา: ปัญหาเร่งด่วนคือ "อุทกภัย" ทั้งในเขตเทศบาลนครลำปางและพื้นที่ห่างไกลอย่าง อ.ห้างฉัตร รวมถึงปัญหา "ยาเสพติดและเงินกู้นอกระบบ" ที่ยังคงรุนแรง ในเรื่องน้ำ ดิฉันได้นำเรื่องเข้าหารือกับคณะอนุกรรมาธิการน้ำฯ เพื่อวางแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำวังทั้งระบบให้แก้ได้ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างยั่งยืน ส่วนเรื่องยาเสพติดและหนี้นอกระบบ ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งในเชิงนโยบาย กฎหมาย และการกำกับตรวจสอบที่เข้มงวดค่ะ

 


ลานนาโพสต์: ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ลำปางต้องเจอหนักทุกปี คุณมีแผนการที่ "จับต้องได้" และ "ทำได้จริง" อย่างไร?

ไก่ ทิพา: เราต้องจัดการ 3 ด้านควบคู่กันค่ะ

ปลุกจิตสำนึก: ให้ประชาชนตระหนักถึงภัยจากการเผาป่าและการเกษตรตามแนวทางของพรรคประชาชน

บังคับใช้กฎหมาย: ต้องห้ามเผาอย่างจริงจังและเด็ดขาด

ผลักดันกฎหมาย: ขับเคลื่อน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดลำปางเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

 


ลานนาโพสต์: หากต้องตัดสินใจในเรื่องที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนตนหรือพรรค แต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน คุณมีหลักการอย่างไร?

ไก่ ทิพา: ดิฉันจะเลือกประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก แม้จะขัดกับผลประโยชน์ส่วนตนหรือพรรคก็ตาม โดยยึดหลักความถูกต้องตามกฎหมาย ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นเครื่องนำทางในการตัดสินใจค่ะ

"ลำปางจะก้าวไปข้างหน้าได้ ต้องอาศัยเสียงของประชาชนทุกคน เพราะการเลือกตั้งคือโอกาสเดียวที่เราจะได้บอกว่า เราอยากเห็นบ้านเราเปลี่ยนไปในทิศทางไหน เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่ออนาคตของลำปางที่เราอยากเห็นร่วมกัน"



Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์