วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เทศบาลนครลำปาง เตรียมเดินหน้าซ่อม “สะพานรัษฎาภิเศก” ปรับแผนใช้งบ เน้นความแข็งแรง-ติดตั้งระบบอัจฉริยะป้องกันรถชนสะพาน

 

        นายสุวัตน์ ตรีมานะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนครลำปาง เปิดเผยความคืบหน้าการซ่อมแซม สะพานรัษฎาภิเศก ว่า ขณะนี้เทศบาลนครลำปางได้เตรียมความพร้อมสำหรับการซ่อมแซมสะพานไว้แล้ว โดยตั้งงบประมาณไว้จำนวน 15 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 เพื่อดำเนินการปรับปรุงและซ่อมแซมสะพานให้มีความมั่นคงแข็งแรง พร้อมเตรียมเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแบบ E-Bidding ภายในปีงบประมาณ 2569

        ทั้งนี้ ในส่วนของการอนุญาตดำเนินการซ่อมแซม กรมศิลปากรได้มอบหมายให้เทศบาลนครลำปางเป็นผู้รับผิดชอบดูแลสะพานรัษฎาภิเศกแล้ว

        อย่างไรก็ตาม ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดงบประมาณก่อนเปิดประมูล พบข้อสังเกตเกี่ยวกับสัดส่วนการใช้งบประมาณ โดยเนื้องานซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างสะพานจริงมีมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท ขณะที่งบสำหรับงานตกแต่ง แสงสี และระบบไฟฟ้าประดับสะพาน มีมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาทเช่นกัน

        จากเหตุผลดังกล่าว เทศบาลจึงตัดสินใจปรับแผนและทบทวนการใช้งบประมาณใหม่ โดยเน้นการซ่อมแซมโครงสร้างที่จำเป็นเป็นหลัก ใช้งบประมาณราว 7 ล้านบาท ส่วนงานระบบไฟฟ้าและแสงสว่างจะปรับให้เหมาะสม ลดงบประมาณเหลือไม่เกิน 2 ล้านบาท



        นายสุวัตน์ กล่าวว่า ช่วงเวลาที่มีการปรับแก้แบบและทบทวนงบประมาณ เป็นช่วงเดียวกับที่ต้องเตรียมเปิดประมูล E-Bidding เพื่อให้ผู้รับจ้างสามารถเข้าดำเนินงานในฤดูแล้ง แต่เมื่อแก้ไขแบบแล้วเสร็จ กลับเข้าสู่ช่วงก่อนฤดูฝน ทำให้การก่อสร้างอาจมีอุปสรรค เนื่องจากจำเป็นต้องใช้นั่งร้านบริเวณแม่น้ำวัง เพื่อซ่อมแซมพื้นด้านล่างของสะพานทั้งหมด

        นอกจากนี้ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ยังเกิดสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น เทศบาลจึงจำเป็นต้องรอการประกาศราคากลางใหม่จากพาณิชย์จังหวัดในเดือนพฤษภาคม เพื่อใช้กำหนดราคากลางในการประมูล ส่งผลให้ต้องเลื่อนการเปิดประมูล E-Bidding ออกไป

        สำหรับมาตรการป้องกันรถบรรทุกชนโครงสร้างสะพาน ในแบบก่อสร้างเดิมได้กำหนดติดตั้งคานกั้นความสูงสำหรับรถที่สูงเกิน 3.40 เมตร ทั้งสองฝั่งของสะพาน แต่พบข้อจำกัดเรื่องตำแหน่งติดตั้ง เนื่องจากบริเวณหัวสะพานทั้งสองฝั่งมีถนนเชื่อมต่อหลายสายที่รถบรรทุกสามารถใช้สัญจรได้ เช่น ถนนเจริญประเทศ ฝั่งตำบลเวียงเหนือ และถนนราชบุตร รวมถึงถนนตลาดเก่า ฝั่งตำบลหัวเวียง

        เทศบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาติดตั้งคานกั้นบริเวณหัวสะพานทั้งสองด้านเช่นเดียวกับป้ายห้ามรถบรรทุกขึ้นสะพาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพและความสวยงามของสะพานรัษฎาภิเศก

        ล่าสุด เทศบาลนครลำปางได้หาทางเลือกใหม่ โดยประสานผู้เชี่ยวชาญออกแบบระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดความสูงรถก่อนขึ้นสะพาน หรือ Over-height Detection System พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดและสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพื่อป้องกันรถบรรทุกที่มีความสูงเกินกำหนดชนโครงสร้างสะพาน ถือเป็นการยกระดับมาตรการความปลอดภัยด้วยระบบอัจฉริยะ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทัศนียภาพของสะพานประวัติศาสตร์แห่งเมืองลำปางแห่งนี้





Share:

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อนกลางเมืองลำปาง ลอบใช้ไฟหลวง เสียหายกว่า 3 ล้าน

        วันที่ 16 พ.ค.69  เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดลำปาง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขลางค์นคร นำหมายค้นศาลจังหวัดลำปาง เข้าตรวจสอบอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง บริเวณย่านป่าขาม ถนนคู่ขนานสายลำปาง–งาว ใกล้สี่แยกสนามบิน ในพื้นที่ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง หลังได้รับแจ้งว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า


        การเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากอาคารข้างเคียงพบว่าสายไฟเกิดความร้อนสูงจนละลาย จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเข้าตรวจสอบ ก่อนพบว่ามีการลักลอบเชื่อมต่อสายเมนไฟฟ้าเพื่อนำกระแสไฟไปใช้อย่างผิดกฎหมาย ภายในอาคารดังกล่าว

        จากข้อมูลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จ.ลำปาง พบว่า อาคารแห่งนี้มีค่าไฟฟ้าที่ชำระต่อเดือนเพียงประมาณ 400 บาทเท่านั้น แต่เมื่อตรวจสอบปริมาณการใช้ไฟจริง พบว่ามีการใช้กระแสไฟจำนวนมหาศาล คาดว่าทำให้รัฐเสียหายมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท



        เจ้าหน้าที่เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบภายในอาคารได้ จึงวางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ตลอดทั้งคืน กระทั่งเช้าวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 หลังได้รับหมายค้นจากศาล จึงเข้าตรวจค้นอย่างละเอียด

        ผลการตรวจค้นพบว่า อาคารพาณิชย์ดังกล่าวมีทั้งหมด 4 ชั้น โดยบริเวณชั้น 4 พบเครื่องขุดเหรียญดิจิทัล หรือบิตคอยน์ จำนวนมาก พร้อมระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ครบชุด ขณะเดียวกันเครื่องหลายตัวยังอยู่ในสภาพเปิดทำงาน

        เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประเมินมูลค่าความเสียหายย้อนหลัง พร้อมเร่งสืบสวนติดตามผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

        ด้านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จ.ลำปาง ฝากเตือนไปยังเจ้าของอาคารและผู้ให้เช่า ควรตรวจสอบพฤติกรรมของผู้เช่าอย่างใกล้ชิด หากพบสิ่งผิดปกติหรือการใช้ไฟฟ้าที่น่าสงสัย ควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

Share:

ฝ่ายปกครอง-ตำรวจสบปราบ บุกจับยาบ้ากว่า 7 พันเม็ด ยึดเงินสดเกือบแสน

         ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอสบปราบ (ศป.ปส.อ.สบปราบ) ภายใต้การอำนวยการของ นายกองโท ปิยะวุฒิ พิทักษ์บริบาล นายอำเภอสบปราบ และ พ.ต.อ.จรูญ ถิ่นอ่วน ผกก. สภ.สบปราบ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจบูรณาการกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดในพื้นที่อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา 



        โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณกระท่อมไม่มีเลขที่ บ้านน้ำหลง หมู่ 2 ตำบลสมัย อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) จำนวนประมาณ 7,368 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในกระท่อม นอกจากนี้ยังตรวจพบเงินสดจำนวน 89,100 บาท เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

        เบื้องต้นได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาชาย 1 ราย อายุ 35 ปี  พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สบปราบ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



        ทั้งนี้ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานในพื้นที่ ตามปฏิบัติการ “Quick Big Win” เพื่อเร่งขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ที่มา สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำปาง

Share:

สลดกลางดึก! สาววัย 43 ขี่จยย.แฉลบล้ม กู้ภัยปั๊มหัวใจยื้อชีวิต ก่อนเสียชีวิต รพ.


 

        วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 01.38 น. ศูนย์สั่งการกู้ชีพ 1669 จังหวัดลำปาง รับแจ้งอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์แฉลบล้มเอง บริเวณถนนในหมู่บ้านต้นมื่น ก่อนถึงปากทางบ้านโป่ง อำเภองาว จังหวัดลำปาง

        เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยอำเภองาว พร้อมรถกู้ชีพ เร่งเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บเป็นหญิง 1 ราย ทราบชื่อภายหลังคือ นางกชมนต์ จันต๊ะคาด อายุ 43 ปี ชาว อ.แม่สาย จ.เชียงราย นอนคว่ำหน้าอยู่ข้างทาง ใกล้รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ทะเบียน จ.ลำปาง 

 


        จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้บาดเจ็บไม่มีชีพจร เจ้าหน้าที่จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลงาว พร้อมทำ CPR ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ก่อนนำส่งโรงพยาบาลงาว แต่ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป

ภาพ สมาคมกู้ภัยอำเภองาว

Share:

สืบสวนแม่ทะผนึกฝ่ายปกครองกวาดล้างยาเสพติด-พนัน-อาวุธปืน จับ 4 รายรวด รวบลุงวัย 70 พร้อมยาบ้า 45 เม็ด

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 พฤษภาคม 2569เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.แม่ทะ ร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอแม่ทะ เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมและยาเสพติดในพื้นที่ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 4 ราย พร้อมของกลางยาบ้า อาวุธปืน และคดีพนันออนไลน์

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.พินิจ เนตรปัญญา ผกก.สภ.แม่ทะ และ พ.ต.ท.อนันต์ คำมี รอง ผกก.สส.สภ.แม่ทะ โดยมอบหมายให้ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ ยอดเรือน สว.สส.ฯ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่สืบสวน ร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอแม่ทะ นำโดย นายชวิช วงค์คำ ปลัดอำเภอแม่ทะ และเจ้าหน้าที่ อส. ออกปฏิบัติการตรวจค้นในพื้นที่

รายแรกจับกุมชายอายุ 70 ปี ชาว ต.บ้านกิ่ว อ.แม่ทะ พร้อมของกลางยาบ้า 45 เม็ด และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ภายในบ้านพักไม่มีเลขที่ บ้านกิ่วพัฒนา หมู่ 10 ต.บ้านกิ่ว โดยแจ้งข้อหาครอบครองยาเสพติดและเสพยาเสพติด

นอกจากนี้ยังจับกุมชายอายุ 38 ปี ในพื้นที่ ต.สันดอนแก้ว หลังตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย, จับชายอายุ 63 ปี ชาว อ.สบปราบ พร้อมอาวุธปืนไทยประดิษฐและเครื่องกระสุนปืน และจับชายอายุ 34 ปี ในข้อหาเล่นพนันออนไลน์และเสพยาเสพติด

หลังจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ทะ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Share:

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ลำปางเปิดตัวรถพุ่มพวงอำเภอเมืองลำปางเข้าร่วม 10 คัน ลุยขายของถูกถึงหน้าบ้าน ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน

จังหวัดลำปางเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” เปิดตลาดเคลื่อนที่นำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดตระเวนจำหน่ายตามชุมชน เพื่อช่วยประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาถูกกว่าท้องตลาด

        วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายพัชระ สิมะเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick-off การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก



        สำหรับโครงการดังกล่าว อำเภอเมืองลำปางพร้อมด้วยทุกอำเภอในจังหวัด ได้ร่วมกันนำรถพุ่มพวงออกจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ไข่ไก่ น้ำมันพืช ข้าวสาร อาหารแห้ง สินค้าเกษตร และอาหารพื้นบ้าน ไปยังหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ถึงหน้าบ้าน ในราคาประหยัด

        โดยอำเภอเมืองลำปาง มีเครือข่ายรถพุ่มพวงเข้าร่วมโครงการจำนวน 10 คัน ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าราคาถูกให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

        นอกจากนี้ รถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการในช่วงแรก จะได้รับการสนับสนุนสินค้าสำหรับนำไปจำหน่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และในครั้งต่อไป หากมีการสั่งซื้อสินค้าตามวงเงินที่กำหนด จะได้รับการช่วยเหลือค่าน้ำมันเพิ่มเติม โดยรถยนต์จะได้รับสนับสนุนค่าน้ำมันสัปดาห์ละ 750 บาท ส่วนรถจักรยานยนต์จะได้รับสัปดาห์ละ 250 บาท เพื่อลดภาระต้นทุนและช่วยให้สามารถออกตระเวนจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง

        โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” เป็นนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาประหยัด ผ่านความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และไปรษณีย์ไทย โดยเริ่มดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

Share:

คณะผู้ตรวจสอบ กพร. ไฟเขียว กฟผ. เดินหน้าแผนจัดการเปลือกดินฯ หลังลงพื้นที่ตรวจสอบ

คณะผู้ตรวจสอบ กพร. ร่วมกับ สรข.3 เชียงใหม่ และ สอจ.ลำปาง ลงพื้นที่เหมืองแม่เมาะ ตรวจสอบแผนการจัดการเปลือกดินฯ เห็นชอบให้ กฟผ. ดำเนินการตามแผน ระบุมีความเหมาะสม เป็นไปตามหลักวิชาการ มีวิศวกรควบคุมรับรอง และมีอาจารย์ที่ปรึกษาด้านวิศกรรมปฐพีเป็นผู้ศึกษาเสถียรภาพของการเก็บกองเปลือกดิน พร้อมวาง 10 เงื่อนไขปฏิบัติตามเคร่งครัดป้องกันเกิดเหตุซ้ำ 

นายสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ (ชชม.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้อง นำคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 3 เชียงใหม่ (สรข.3 เชียงใหม่) นำโดย นายจิโรจน์ รัมมนต์ ผอ.สรข.3 เชียงใหม่ , เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ ธรณีวิทยาและด้านสิ่งแวดล้อม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) นำโดย นายณัฏฐพงษ์ จุลาเกตุโพธิชัย ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการวัตถุดิบอุตสาหกรรม (กบว.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง (สอจ.ลำปาง) ลงพื้นที่ตรวจสอบแผนการจัดการเปลือกดินในบริเวณจุดทิ้งดินนอกบ่อเหมือง ระหว่างวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2569 

โดยคณะได้ฟังสรุปแนวทางการแก้ปัญหาทั้งที่มาและความสำคัญ ข้อกำหนดทางด้านวิศวกรรมพื้นที่กองเปลือกดิน การวิเคราะห์เสถียรภาพตามความเห็นที่ปรึกษา แนวทางการกู้คืนและติดตั้งสายพานลำเลียงดินบนพื้นที่ดินสไลด์ รวมถึง แนวทางการเก็บกองเปลือกดิน จากนั้น ได้ลงพื้นที่จุดปรับพื้นที่บริเวณดินสไลด์    จุดติดตั้งระบบสายพานลำเลียง จุดติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดการเคลื่อนตัวและเครื่องวัดระดับแรงดันน้ำใต้ดิน พื้นที่เก็บกองเปลือกดินบริเวณจุดที่ 1 ตามผลการศึกษา และพื้นที่ส่วนขยายการเก็บกองเปลือกดินบริเวณจุดที่ 2 ตามผลการศึกษา 

นายจิโรจน์ รัมมนต์ ผอ.สรข.3 เชียงใหม่ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อตรวจสอบให้ความเห็นชอบตามหลักวิศวกรรม หลังจากที่ กฟผ. ได้เสนอแผนการจัดการเปลือกดินในบริเวณจุดทิ้งดินนอกบ่อเหมืองให้มีความปลอดภัยมากขึ้น พร้อมแบบแปลนการเดินหน้าเหมืองและการทิ้งดิน รวมถึง แผนระบบระบายน้ำซึ่งวิศวกรควบคุมได้ลงนามรับรองเรียบร้อยแล้ว โดยได้ใช้ผลการศึกษาจากที่ปรึกษา รศ.ดร.ฐิรวัตร บุญญะฐี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมปฐพีในคณะกรรมการวิชาการสาขาวิศวกรรมโยธา สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) ประกอบการจัดทำแผนการจัดการเปลือกดิน ทั้งนี้ สอจ.ลำปาง ได้ส่งแผนการจัดการเปลือกดินและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ สรข.3 เชียงใหม่ 

ทั้งนี้ ภายหลังการตรวจสอบ มีทำบันทึกตรวจสอบ ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบได้พิจารณาแผนการจัดการเปลือกดินในบริเวณจุดทิ้งดินนอกบ่อเหมืองแม่เมาะและฉบับเพิ่มเติมแล้ว มีความเห็นร่วมกันว่า มีความเหมาะสมเป็นไปตามหลักวิชาการ มีวิศวกรควบคุมรับรอง และมีอาจารย์ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมปฐพี             เป็นผู้ศึกษาเสถียรภาพของการเก็บกองเปลือกดิน จึงเห็นชอบแผนการจัดการดังกล่าว 

โดยให้ กฟผ. ดำเนินการเก็บกองเปลือกดินเฉพาะบริเวณจุดที่ 1 ตามที่ได้เสนอมา และจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไข ดังนี้ 1. ให้เก็บกองเปลือกดิน โดยมีความหนาของชั้นการโปรยดินเป็น Low Dump 10 เมตร และ High Dump 10 เมตร รวมประมาณ 20 เมตรต่อรอบ โดยเริ่มจากระดับ 480 เมตร รทก.             เป็นต้นไป และให้มี Overall slope ไม่ชันกว่า 1 : 8.64  

2. ให้ส่งรายงานข้อมูลการรังวัดภูมิประเทศพื้นที่ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่ทิ้งหรือเก็บมูลดินทรายนอกเขตประทานบัตร ด้วยอากาศยานไร้คนขับ ปีละ 2 ครั้ง พร้อมข้อมูลการรังวัดภูมิประเทศพื้นที่ประทานบัตร

3.  ให้ส่งรายงานข้อมูลปริมาณการเก็บกองดิน โดยให้รวบรวมรายงานข้อมูลปริมาณดินรายเดือน      ส่งทุกๆ 3 เดือน (ภายในเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม) 

4. ให้ส่งรายงานข้อมูลการวัดระดับแรงดันน้ำใต้ดิน ทุกจุดของหลุมตรวจวัดระดับแรงดันน้ำใต้ดิน (Piezometer) ให้รวบรวมรายงานข้อมูลระดับแรงดันน้ำใต้ดินรายเดือน ส่งทุกๆ 3 เดือน (ภายในเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม) 

5. ให้ส่งรายงานข้อมูลการเคลื่อนตัวของมวลดิน (RTK - LandMos) โดยให้รวบรวมรายงานข้อมูลการเคลื่อนตัวของมวลดินรายเดือน ส่งทุกๆ 3 เดือน (ภายในเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม) กรณีพบโซนการเคลื่อนตัวมีแนวโน้มแผ่ออกไปมากกว่า 300 เมตร หรือพบข้อมูลการเคลื่อนตัวจากเครื่องมือที่ติดตั้งต่างระดับกันมากกว่า 20 เมตร ต้องรายงานเจ้าหน้าที่ สรข.3 และ สอจ.ลำปาง โดยทันที พร้อมวิเคราะห์สาเหตุการเคลื่อนตัวเพิ่มเติม 

6. ให้ส่งรายงานข้อมูลการเคลื่อนตัวของมวลดิน (RTK - LandMos) บริเวณพื้นที่ดินสไลด์ โดยให้รวบรวมรายงานข้อมูลการเคลื่อนตัวของมวลดินรายเดือน ส่งทุกๆ 3 เดือน (ภายในเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม) กรณีเกิดการเคลื่อนตัวของมวลดิน ที่มีอัตราเร็วของการเคลื่อนตัวมากกว่า 1.5 เซนติเมตรต่อวัน ต่อเนื่องกัน 3 วัน ต้องรายงานเจ้าหน้าที่ สรข.3 และ สอจ.ลำปาง โดยทันที พร้อมวิเคราะห์สาเหตุการเคลื่อนตัวเพิ่มเติม 

7. ให้ส่งรายงานข้อมูล ผลการวิเคราะห์และประเมินเสถียรภาพของกองดิน โดยให้ส่งตามรอบที่มีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะพื้นที่ (เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นชั้นความสูงในการโปรยดิน หรือเมื่อขึ้นไปโปรยดินในชั้นถัดไป) โดยให้รวบรวมผลการวิเคราะห์ส่งทุกๆ 3 เดือน (ภายในเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม) และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของค่า Factor of safety ที่มีค่าต่ำกว่า 1.25 ให้รายงานผลการวิเคราะห์และประเมินเสถียรภาพของกองดินแก่เจ้าหน้าที่ สรข.3 และ สอจ.ลำปาง โดยทันที 

8. ให้ส่งรายงานผลการดำเนินการตามแผนการจัดการน้ำผิวดินบริเวณพื้นที่ดินสไลด์ โดยส่งรายงานในรูปแบบภาพถ่ายทางอากาศ (บินโดรน) พร้อมกับระบุตำแหน่งของร่องระบายน้ำภายในพื้นที่เพิ่มเติม โดยให้รวบรวมรายงานผลการดำเนินการตามแผนการจัดการน้ำผิวดินรายเดือน ในระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน ของทุกปี โดยให้รวบรวมส่งทุกๆ 3 เดือน (ภายในเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม) 

9. ให้ปรับการส่งรายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ ได้แก่ บริเวณอ่างตกตะกอนห้วยทราย สะพานหางฮุง และอ่างเก็บน้ำแม่เมาะ ประจำเดือน โดยให้รวบรวมส่งทุกๆ 3 เดือน (ภายในเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม) 

และ 10. ให้ปฏิบัติตามแผนผังโครงการทำเหมืองและมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเคร่งครัด 

สำหรับพื้นที่เก็บกองเปลือกดินบริเวณจุดที่ 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนขยาย กฟผ. จะเริ่มดำเนินการทิ้งดินได้หลังจากได้รับอนุญาตจาก กพร. ในการขอเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมืองบางส่วนเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

ด้าน นายสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ (ชชม.) กล่าวว่า กฟผ. ได้ปรับพื้นที่ดินสไลด์ โดยการปรับแต่งลาดดินและเสริมความมั่นคง ลดความชัน เสริมฐาน (Toe Buttress) ทำชั้นพักลาด มีระบบการจัดการน้ำผิวดิน และมีการเฝ้าระวังการเคลื่อนตัวต่อเนื่องด้วยการติดตั้งเครื่องวัดการเคลื่อนตัวของดินหรือลาดดินด้วยระบบดาวเทียม (GNSS/LandMos) จำนวน 32 จุด และยังเจาะติดตั้งเครื่องวัดแรงดันน้ำใต้ดิน (Piezometer) 15 จุด เพื่อศึกษาประเมินเสถียรภาพหลังการพังทลาย 

โดยมีผลการศึกษาจากที่ปรึกษา รศ.ดร.ฐิรวัตร บุญญะฐี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมปฐพีในคณะกรรมการวิชาการสาขาวิศวกรรมโยธา สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) พบว่า บริเวณที่เกิดเหตุดินสไลด์ ปัจจุบันมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะเข้าไปดำเนินการกู้คืนและติดตั้งระบบสายพานลำเลียงดิน ซึ่งผู้รับจ้างของ กฟผ. สัญญาที่ 8 และสัญญาที่ 9 ติดตั้งสายพานสำหรับลำเลียงดินไปยังที่เก็บกองเปลือกดินบริเวณจุดที่ 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

พร้อมกันนี้ ยังได้กำหนดเพิ่มเติมเกณฑ์ความปลอดภัย การดำเนินการควบคุมเสถียรภาพจุดทิ้งดินนอกบ่อเหมือง ระดับการเตือน (Alert Level) และระดับหยุดดำเนินการ (Stop Work Level) พร้อมแผนฉุกเฉินรองรับกรณีเกิดการเคลื่อนตัวหรือการสไลด์ของกองดิน ทั้งนี้ มีวิศวกรควบคุมและที่ปรึกษา ลงนามรับรองผลการศึกษาการวิเคราะห์เสถียรภาพ ความปลอดภัยของแนวสายพานลำเลียงดินและการเก็บกองเปลือกดิน ว่ามีความแข็งแรงและปลอดภัย ตามหลักวิศวกรรม ข่าวจาก : แผนกประชาสัมพันธ์เหมืองแม่เมาะ



Share:

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ระทึก! รถบรรทุกตู้ทึบชนคานสะพานรัษฎาภิเศก ปูนแตกคานงอ หวั่นกระทบสะพานเก่าแก่ร้อยปีคู่เมืองลำปาง


        ช่วงเช้าวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุรถบรรทุกตู้ทึบความสูงเกินกำหนด ขับชนเข้ากับคานสะพานรัษฎาภิเศก จังหวัดลำปาง ส่งผลให้ปูนบริเวณคานสะพานแตกร้าวและหัก เศษปูนตกกระจายเต็มพื้น ขณะที่คานปูนมีลักษณะโค้งงอ สร้างความตกใจให้กับประชาชนและผู้ใช้เส้นทางเป็นอย่างมาก



        หลังเกิดเหตุ นายวิวัฒน์ อินไทยวงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วย โยธาธิการและผังเมืองลำปาง  ตัวแทน นายปุณณสิน มณีนันทน์ นายกเทศมนตรีนครลำปาง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายทันที พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประเมินโครงสร้างสะพาน เพื่อป้องกันผลกระทบด้านความปลอดภัย


       สำหรับสะพานรัษฎาภิเศก ถือเป็นสะพานประวัติศาสตร์สำคัญของจังหวัดลำปาง มีอายุกว่า 109 ปี และเป็นสะพานสีขาว 4 โค้ง อันเป็นแลนด์มาร์กชื่อดังของเมืองลำปาง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสะพานแห่งนี้เคยเกิดเหตุรถชนคานหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกจากต่างจังหวัดที่ไม่ชำนาญเส้นทาง

รถบรรทุกที่คาดว่าเป็นคันที่ชนคานสะพาน 

        ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 รถเครนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดตาก เคยขับชนคานป้ายสะพานฝั่งตลาดเทศบาล 3 อย่างรุนแรง จนทำให้คานเกิดการโค้งงอมาแล้ว โดยทางเทศบาลนครลำปางได้แจ้งความดำเนินคดี พร้อมวางแผนซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงของคานสะพาน เพื่อป้องกันเหตุซ้ำอีกครั้ง

ภาพ  อำนาจ ดวงใย , นิเวศน์ อินติ๊บ 

Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์