วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569

ลำปาง เขต 1 ลุกเป็นไฟ! ประชาชนส่ง 'ทิพา' แชมป์เก่าชน 'กิตติกร' ทวงบัลลังก์เพื่อไทย ขณะที่ 'ตระกูลจันทร์สุรินทร์' ส่งทายาทชิงพื้นที่ ศึกนี้ใครคือตัวจริง?

 

สนามเลือกตั้งลำปาง เขตเลือกตั้งที่ 1  ครอบคลุมพื้นที่ อำเภอเมืองลำปาง (ยกเว้นตำบลบ้านแลง ตำบลบ้านเสด็จ เทศบาลเมืองเขลางค์นคร และตำบลพิชัยนอกเขตเทศบาลนครลำปาง) และอำเภอห้างฉัตร   เขตนี้ มีผู้สมัคร ส.ส.เข้าช่วงชิงเก้าอี้กัน  9 คน จาก 9 พรรคการเมือง       

อดีต ส.ส.เจ้าของพื้นที่เดิม  “ทิพา ปวีณาเสถียร”  เบอร์ 8 จากพรรคประชาชน กลับมาช่วงชิงตำแหน่งอีกครั้ง ด้วยกระแสพรรคที่ดี รวมถึงแกนนำพรรค ไม่ว่าจะเป็น เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ  กุ้ง ศิริกัญญา ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต่างทยอยลงพื้นที่ช่วยหาเสียงอย่างต่อเนื่อง  คู่แข่งจะประมาทไม่ได้

ทิพา ปวีณาเสถียร

ขณะที่ กิตติกร โล่ห์สุนทรเบอร์ 4  พรรคเพื่อไทย  ที่เคยสอบตกในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา งัดกลยุทธการหาเสียงต่างๆ พ่วงด้วยการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างหนัก กลับมาสู้ศึกหวังจะทวงเก้าอี้ ส.ส.ลำปางคืน ซึ่งพ่อไพโรจน์ โล่ห์สุนทร และ ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร  นายก อบจ.ลำปาง พี่สาวยังเป็นแรงหนุนสำคัญ ฐานคะแนนที่เป็นทุนเดิมของเพื่อไทย คาดว่ายังคงมีพอสมควร

กิตติกร โล่ห์สุนทร

          ส่วนพรรคที่ท้าชนท้าชิงอื่นๆที่น่าจับตามอง ไม่พ้น พรรคภูมิใจไทย ที่ครั้งนี้ ส่ง “ชวนิต จันทร์สุรินทร์” เบอร์ 3  ลูกชายคนโตของ พินิจ จันทร์สุรินทร์ ลงสู้ในเขต 1  ซึ่งเดิม ชวนิต เคยได้รับตำแหน่ง ส.อบจ.ลำปาง เขต อ.เกาะคา ก่อนลาออกมาลงสมัคร ส.ส. และเคยเป็นนายก อบต.นาแส่ง อ.เกาะคา ทำให้ชื่อของ ชวนิต เป็นที่รู้จักอยู่บ้างในพื้นที่ของเขต 4   แต่การมาลงสมัครในเขต 1 ชวนิต จะช่วงชิงคะแนนได้หรือไม่ ต้องติดตาม

ชวนิต จันทรสุรินทร์

อีกพรรคก็คือ พรรคกล้าธรรม  ส่ง “ต่อ อธิวัฒน์ ศรีไชยยานุพันธ์” เบอร์ 1  มาเสนอตัวเป็นผู้แทนให้กับประชาชน โดยเน้นความเป็นลำปางต้องไม่ใช่เมืองผ่านอีกต่อไป  ซึ่งชื่อของต่อ อธิวัฒน์ ก็คุ้นหูอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเคยลงสมัครชิงเก้าอี้ นายก อบจ.ลำปาง เมื่อสมัยที่ผ่านมาด้วย

อธิวัฒน์ ศรีไชยยานุพันธ์


          ด้านพรรคเก่าแก่ อย่างประชาธิปัตย์  ส่ง  อมลยา เจนตวานิช เบอร์ 7  อดีต สท.นครลำปางหลายสมัย โดยมี นายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา ,อดีตนายกรัฐมนตรี  ลงมาช่วยหาเสียง ชูความเป็นพรรคเก่าแก่ 

อมลยา เจนตวานิช

ส่วนพรรคอื่นๆ ผู้สมัครก็อาจจะมีสลับสับเปลี่ยนพรรคกันไปบ้าง  แต่ยังคุ้นหน้าคุ้นตากันไม่ว่าจะเป็น  เบอร์ 2 นายบุญเชิด พรหมศร จากพรรคโอกาสใหม่    เบอร์ 5  นายนริศ แสงบุญเรือง พรรคไทยก้าวใหม่   เบอร์ 6 ร.ต.อ.ประสิทธิ์ ทิวงศ์ษา พรรคเศรษฐกิจ  และเบอร์ 9 นายก้องเกียรติ มาทา พรรครวมไทยสร้างชาติ  จะได้คะแนนมากหรือน้อย  อยู่ที่ความขยันลงพื้นที่ต้องพบปะประชาชนมากที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสร้างศรัทธา และการยอมรับของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียง

บุญเชิด พรหมศร


นริศ แสงบุญเรือง

เลือกตั้งครั้งนี้  ผลงานพรรคใดจะเข้าตากรรมการ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมากันบ้าง  ทั้งพลังชาวลำปางจะเป็นผู้ชี้ขาด


ประสิทธิ์ ธิวงษา

ก้องเกียรติ มาทา

Share:

เจาะปราการเหล็ก! ลำปางเขต 2 เพื่อไทยหวังรักษาเก้าอี้หนึ่งเดียวในลำปาง ประชาชนส่ง 'มิ้วส์ สุวิภา' ท้าชน ขณะที่ 'ดาชัย' กลับถิ่นลุ้นเสียบเก้าอี้


สนามเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.ลำปาง ประกอบด้วย อ.เมืองลำปาง  เฉพาะ ต.บ้านแลง และต.บ้านเสด็จ  อ.งาว อ.แจ้ห่ม อ.วังเหนือ และ อ.เมืองปาน  ในครั้งนี้ เป็นการสู้ศึกกันชัดเจน ระหว่าง  “เพื่อไทย” เจ้าของพื้นที่เดิม และ “ประชาชน” ที่จะมาช่วงชิงเก้าอี้ ส.ส. จากพรรคเพื่อไทยที่ยังเหนียวแน่นอยู่เขตเดียวของ จ.ลำปางได้หรือไม่  และยังมีผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม และภูมิใจไทย เป็นตัวแปรสำคัญ  ในเขตนี้ก็มีผู้สมัคร ส.ส. 7 คน จาก 7  พรรคการเมือง

แน่นอนว่าเจ้าของพื้นที่เดิมอย่าง พรรคเพื่อไทย ส่ง น๊อต "ธนาธร โล่ห์สุนทร " เบอร์ 6  ลงสมัครเช่นเดิม  ซึ่งเขต 2 เป็นพื้นที่เดียวที่เพื่อไทยยังคงรักษาเก้าอี้ไว้ได้   เนื่องจากพ่อไพโรจน์  เคยเป็น ส.ส.ในพื้นที่เขต 2  และวางรากฐานไว้อย่างแน่นหนา ในเขตนี้ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยจึงยังคงรักษาพื้นที่ไว้ได้

ธนาธร โล่ห์สุนทร


แต่ขณะเดียวกัน ผู้สมัครจากพรรคประชาชน  “มิ้วส์ สุวิภา กุศลจูง” เบอร์ 2  นับว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว แม้จะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ มิ้วส์ เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมน้ำและภัยพิบัติ และยังเป็นอดีตผู้ช่วย สส. ศิริกัญญา ตันสกุล ที่ช่วยผลักดันเรื่องน้ำมาก่อน  พรรคเพื่อไทยประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย

สุวิภา กุศลจูง

และเขตนี้ยังมีตัวแปรสำคัญอย่าง “ดาชัย เอกปฐพี” เบอร์ 5 จากพรรคกล้าธรรม กลับมาลงสมัครในเขต 2 ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของดาชัยอีกครั้ง  หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ดาชัยได้เปลี่ยนไปลงสมัครเขต 3 แต่คะแนนของเขาก็ทำไว้ได้ดี ได้มาเป็นอันดับ 3 กวาดไปกว่า 2.7 หมื่นคะแนน  จึงเป็นที่น่าจับตาว่าการกลับมาลงเขต 2 ของดาชัย เขาอาจจะกวาดคะแนนจากคนในพื้นที่ไปได้ไม่น้อย 

ดาชัย เอกปฐพี


ด้านพรรคภูมิใจไทย เขตนี้ได้ส่ง “ศรีพรหม หอมยก” เบอร์ 3  ลงสมัคร  ดีกรีเป็นอดีตข้าราชการ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด  และเคยเป็นอดีตปลัดจังหวัดลำปาง นายอำเภอเกาะคา นายอำเภอเมืองลำปาง อีกด้วย ชื่อของ ศรีพรหมอาจจะติดหูชาวลำปางบ้างไม่มากก็น้อย แต่สุดท้ายก็คงต้องดูที่กระแสพรรคว่าภูมิใจไทย จะทำคะแนนในเขตนี้ได้หรือไม่

ศรีพรหม หอมยก

นอกจากนั้นยังมี "วิชุดา ว่องวัฒนวิโรจน์" เบอร์ 1 พรรคประชาธิปัตย์  ที่ขายความเป็นคนชาติพันธุ์ เกิดและโต อีกทั้งยังคลุกคลีกับคนในพื้นที่เป็นอย่างดี  โดยใช้ความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ซื้อเสียง และเน้นการเดินเท้าเข้าหาพี่น้องในพื้นที่ห่างไกลที่มักถูกมองข้ามเป็นจุดแข็งในการหาเสียง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถและความขยันลงพื้นที่  แต่ไม่ง่ายสำหรับผู้สมัครมือใหม่ 

วิชุดา ว่องวัฒนวิโรจน์


สำหรับพรรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น  เบอร์ 4 นายสมบูรณ์ รูปสะอาด พรรคโอกาสใหม่  และเบอร์ 7  พ.อ.สันทัด ภัทรกิตตินนท์ พรรคพลังประชารัฐ  ต้องขยันขันแข็งลงพื้นที่ให้ประชาชนเห็นหน้าเห็นตากันถี่ๆ และมีความพยายามอย่างหนัก  อาจจะมีโอกาสทำคะแนนในพื้นที่ได้ 

สมบูรณ์ รูปสะอาด (ซ้าย)

สันทัด ภัทรกิตตินนท์ 

บทสรุปของสนามเลือกตั้งลำปาง เขต 2 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การรักษาพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยที่มีฐานเสียงแน่นหนามาอย่างยาวนานเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์พลังของคนรุ่นใหม่และความเชื่อมั่นในตัวบุคคลที่ขยันลงพื้นที่ ทั้ง 'ผู้สมัครหน้าใหม่' ที่ชูนโยบายแก้ปัญหาจริงจัง และ 'คนคุ้นเคย' ที่ขอกลับมาแก้ตัวในถิ่นเก่า

สุดท้ายแล้ว พลังบริสุทธิ์ของชาวลำปางในเขต 2 จะตัดสินใจเลือก 'ความเปลี่ยนแปลง' หรือ 'ความต่อเนื่อง' อีกไม่นานเกินรอคงได้รู้กัน"

Share:

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569

วุ่นปมเสื้อคนละสี! ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเศรษฐกิจแจ้งความถูก "หมวกฟาด" ด้านพรรคประชาชนโต้แค่หยอกล้อ -จ่อปกป้องสิทธิ์

 


เมื่อวันที่ 23 มกราคม 69 เวลาประมาณ 10.30 น. ที่ สภ.เมืองลำปาง ได้มี น.ส.จิตลดา อายุ 45 ปี ที่อยู่ หมู่ 15 ต.พิชัย อ.เมืองลำปาง  เดินทางมาพร้อมกับนายประยูร แก้วเดียว ผู้สมัครเขต 3 พรรคเศรษฐกิจ   เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.หญิง นันทวัน ไพฑูรย์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองลำปาง ว่าตนเองถูกทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บมีรอยแผลชัดเจนบริเวณด้านหลัง  โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.วันที่ 22 ม.ค. ที่ร้านสมเกียรติมินิมาร์ท ต.พิชัย อ.เมืองลำปาง


น.ส.จิตรลดา  ระบุในใบแจ้งความว่า ขณะที่กำลังนั่งอยู่ในร้าน ได้มีนางพรชนก พร้อมด้วยนางน้อย ขับรถยนต์มาจอด และลงจากรถ โดยทั้งสองได้สวมเสื้อของพรรคการเมืองสีส้ม  น.ส.จิตรลดาได้พูดคุยกับนางน้อย แต่นางพรชนกมีท่าทางเหมือนจะไม่พอใจ จะใช้หมวกที่ถืออยู่พาดใส่ตนเอง  ซึ่งน.ส.จิตรลดาก็ได้ห้ามปราบไว้ว่าอย่าทำ  แต่ทางนางพรชนกไม่ฟังได้ใช้หมวกฟาดเข้าที่บ่าขวาทำให้สายคาดคางของหมวกฟาดโดนที่แผ่นหลังของตนเองจนได้รับบาดเจ็บเป็นรอยแดง   


สาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากที่ คู่กรณีทั้งสองเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรคการเมือง จึงเกิดการไม่พอใจกับขึ้น หลังเกิดเหตุ น.ส.จิตรลดา จึงเข้าแจ้งความต่อ พงส.สภ.เมืองลำปาง ดังกล่าว


          ต่อมาช่วงบ่ายเวลาประมาณ 15.00 น. นายชลธานี เชื้อน้อย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน เขต 3  พร้อมคณะทำงานผู้สมัคร สส. ลำปาง เขต 3 พรรคประชาชน  ได้เดินทางมายัง สภ.เมืองลำปาง พร้อมกับนางพรชนก ผู้ช่วยแจกใบปลิวของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นคู่กรณีของ น.ส.จิตรลดา เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวน ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว พร้อมกับลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานทางฝ่ายของตนเองด้วย 


นางพรชนก  ระบุรายละเอียดในบันทึกประจำวัน ว่าในคืนเกิดเหตุ ได้เข้าไปทักทายคนรู้จักที่นั่งอยู่หน้าร้านมินิมาร์ท และพูดคุยกัน แต่ น.ส.จิตรลดา คู่กรณีที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว พูดจาในลักษณะห้ามไม่ให้สีส้มมานั่ง ตนจึงได้ตอบกลับไปว่า  “อย่าพูดอย่างนั้นลูก เราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน อย่าพูดว่าคนละสีคนละพรรค อยากกินอะไรแม่ก็ซื้อให้กินตลอด เดี๋ยวตีซะเลย"

นางพรชนกยอมรับว่าได้ใช้หมวกฟาดไปที่ไหล่ของคู่กรณี ในลักษณะหยอกล้อ ซึ่งทางสามีและลูกของคู่กรณีก็ได้ยกมือไหว้ขอโทษตนเอง  แต่สถานการณ์ได้ตึงเครียดขึ้นอีก เมื่อคู่กรณีพยายามลุกขึ้นเข้ามาหาตนเอง  จนสามีและลูก รวมถึงกำนันตำบลพิชัย ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เข้ามาห้ามปราม  คู่กรณีได้พยายามจะขว้างกระป๋องเครื่องดื่มใส่  นางพรชนกจึงได้ยกมือไหว้ขอโทษ  อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของเหตุการณ์ สามีและลูกของคู่กรณี ก็ได้พาตัวขึ้นรถกลับไป และได้กล่าวขอโทษอีกครั้งก่อนจะขึ้นรถและกลับออกจากร้าน


หลังจากนี้ ทีมงานกำลังรอผลการตรวจร่างกายของบุคคลที่อ้างว่าถูกทำร้ายร่างกาย เพื่อยืนยันถึงที่มาของร่องรอยดังกล่าวว่ามาจากการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่อย่างไร  เพื่อปกป้องสิทธิและพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุดต่อไป เนื่องจากการแจ้งความดำเนินคดีของผู้ที่กล่าวอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกาย ได้ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายจากพื้นที่สื่อออนไลน์ที่ได้แสดงความคิดเห็นเชิงลบ ดูหมิ่นและสร้างความเกลียดชังต่อผู้ถูกกล่าวหาและคณะทำงานผู้สมัคร สส. ลำปาง เขต 3 พรรคประชาชน เป็นอย่างมาก

Share:

กฟภ.ลำปาง แจ้งพื้นที่ดับไฟฟ้า อ.เมืองลำปาง วันที่ 28-30 มกราคม 2569

 


วันที่ 28 มกราคม 2569

  • ปรับปรุงระบบจำหน่ายแรงสูง แก้ไขสายแรงสูงและโคมไฟถนน  เวลา 09.00-13.00 น. พื้นที่ไฟฟ้าดับ บ้านม่วงแงว


วันที่ 29 มกราคม 2569

  • ปรับปรุงระบบจำหน่ายแรงสูง แก้ไขจุดเสี่ยงและตัดต้นไม้ใกล้แนวระบบจำหน่ายแรงสูง เวลา 09.00-16.00 น. พื้นที่ไฟฟ้าดับ  บ้านแสงตะวัน  บ้านสบก๋ง บ้านทรายทอง บ้านท่าล้อ บ้านใหม่ (บางส่วน ซอยสนามไก่ชน) บ้านเหล่า และบ้านฮ่องกอก

  • ปรับปรุงระบบจำหน่ายแรงสูง แก้ไขจุดเสี่ยงและตัดต้นไม้ใกล้แนวระบบจำหน่ายแรงสูง เวลา 08.30-09.00 น. และเวลา 15.00-16.00 น. พื้นที่ไฟฟ้าดับ  บ้านหัวทุ่ง บ้านแค่ บ้านบ่อหิน บ้านทุ่งมานเหนือ-ใต้ บ้านสบไพร บ้านเป้า บ้านใหม่ และบ้านหนองร่อง

 


วันที่ 30 มกราคม 2569

  • แก้ไขจุดเสี่ยงระบบจำหน่ายแรงสูง เวลา 09.00-13.00 น. พื้นที่ไฟฟ้าดับ  บ้านฟ่อน บ้านชมพู และบ้านจอมเมือง 

           ทั้งนี้ หากพื้นที่บริเวณที่ดับกระแสไฟฟ้าปฏิบัติงาน มีผู้ป่วยติดเตียงต้องการใช้กระแสไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือทางการแพทย์ โปรดแจ้ง PEA ลำปาง ก่อนล่วงหน้า เพื่อติดตั้งเครื่องสำรองไฟฟ้า หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์ 054-251102


Share:

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

กฟผ.แม่เมาะ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกป้องกันไฟป่าและหมอกควันปี 69


        กฟผ.แม่เมาะ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกป้องกันไฟป่าและหมอกควัน ประจำปี 2569 โดยบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่ พร้อมจัดกิจกรรม Kick off เปิดแผนการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ณ สวนพฤกษชาติ กฟผ.แม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

        การดำเนินงานในปีนี้มุ่งเน้นการป้องกันไฟป่าตั้งแต่ต้นทาง โดยเร่งจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่รับผิดชอบของ กฟผ.แม่เมาะ รวมระยะทางกว่า 291 กิโลเมตร ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคน เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควันสูง



        กฟผ.แม่เมาะ ซึ่งดูแลพื้นที่กว่า 90,000 ไร่ ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่ภายในและพื้นที่โดยรอบเหมืองแม่เมาะ โดยสนับสนุนการทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการ อาสาสมัคร และชุมชนในอำเภอแม่เมาะและจังหวัดลำปาง เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างเป็นระบบ

        นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีมาเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การใช้แอปพลิเคชัน “LAMPANG HOTSPOT” ในการติดตามสถานการณ์ไฟป่า รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มควบคุมไฟป่าผ่าน Line OA “ZER0 FIRE” เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถสื่อสารและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงการลุกลามของไฟป่า และลดผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตของประชาชน


        การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กฟผ.แม่เมาะ ในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างจริงจัง และย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน 



Share:

เสียงสะท้อนจากเชียงใหม่ ถึงลำปาง “ณัฐพงษ์” เฉือน”ยศชนัน”

 

            หากวัดจากการทำโพลเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ในห้วงระยะเวลาปลายปี 2568  เปรียบเทียบกับต้นปี 2569  จะพบว่า มีนัยสำคัญที่น่าสนใจ คือ จากกลุ่มคนอันดับหนึ่งที่บอกว่า ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี กลับมีความชัดเจนมากขึ้น คือมีการระบุเจาะจงตัวบุคคลที่พวกเขาเห็นว่าควรสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี

          นั่นหมายถึงว่า ประชาชนมีข้อมูลมากขึ้น มีความชัดเจนมากขึ้น จากภาพบทบาท ลีลา ความน่าเชื่อถือของบรรดาแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ในช่วงการหาเสียง และการประชันวิสัยทัศน์บนเวทีต่างๆ ที่ประชาชนสามารถหาดูเมื่อไหร่ก็ได้ทางยูทูป โซเชียลมีเดียทั้งหลาย

            จึงสรุปมาเป็นอันดับ 1 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน 31.40 % อันดับ 2 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย 19.40 % โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย เป็นอันดับ 3 15.65 % (นิด้าโพล สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนเชียงใหม่”สำรวจระหว่างวันที่ 9-14 มกราคม 2569)

            เสียงสะท้อนจากเชียงใหม่ จะดังถึงลำปางหรือไม่ คงไม่สามารถบอกได้ เพราะคนละพื้นที่ คนละกลุ่มประชากร แต่ภาพความเคลื่อนไหว และการหยั่งเสียงจากกระแสที่สัมผัส รับรู้ได้  ของ “ม้าสีหมอก” น่าจะพยากรณ์ได้ว่า คู่ชิงส.ส.เขตนาทีนี้ ก็คงมีเพียงพรรคประชาชน กับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

            แต่นั่นจะหมายถึงการสนับสนุนให้ผู้นำพรรคทั้งสองเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่นั้น คงต้องวิเคราะห์บทบาท การยอมรับ สไตล์หาเสียง การเข้าถึงผู้คนว่าระหว่าง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีจุดแข็ง จุดอ่อนต่างกันอย่างไร

          เริ่มที่ เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อายุ 38 ปี มีประสบการณ์ในฐานะผู้นำพรรค 1 ปี จบปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุดอ่อนของณัฐพงษ์ ที่ตกเป็นเป้าโจมตีมาอย่างต่อเนื่องคือการนำพรรคประชาชนไปสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาได้ถูกนายอนุทิน ฉีก MOA หรือข้อตกลงความร่วมมือที่เคยทำไว้กับพรรคประชาชน ในประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้เขาถูกมองว่าเป็นละอ่อนทางการเมือง โดยเฉพาะการวิพากษ์ของชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ว่า เป็น “การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ” และเขาจะทำสงครามสั่งสอนพรรคประชาชน ที่มีดีลลับกับพรรคภูมิใจไทย

            ในห้วงระยะเวลาที่ณัฐพงษ์ ยังไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะหัวหน้าพรรค เขามีบทบาทสำคัญในการวางยุทธศาสตร์พรรค และต้องถือว่า การรับไม้ต่อจากชัยธวัช ตุลาธน ณัฐพงษ์ยังคงรักษาสถานะความเป็นพรรคคุณภาพของคนรุ่นใหม่ไว้ได้ รวมทั้งในหลายครั้งบนเวทีดีเบต ณัฐพงษ์ได้แสดงให้เห็นความเป็นนักการเมืองที่มีหลักการ ไม่อ่อนไหวไปตามกระแส เช่น การแสดงจุดยืน และคำอธิบายที่ชัดเจน ในคำถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 – 2 บนเวที NATION ELECTION 2569

            อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มี แต่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่มี คือสีสัน ลีลา บุคลิกของนักการเมืองที่จะเข้าถึงประชาชนได้ คุณสมบัติสำคัญที่ภาพหัวหน้าพรรคอาจไม่ได้มีส่วนช่วยมากนักสำหรับผู้สมัครพรรคประชาชน

          ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อายุ 47 ปี บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อันดับ 1 และเป็นบุคคลที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ยศชนัน จบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทและเอกสาขาเดียวกันจากมหาวิทยาลัยเทกซัส อาร์ลิงตัน สหรัฐอเมริกา งานวิชาการที่โดดเด่นที่สุดของยศชนัน คือดุษฎีนิพนธ์เรื่องการใช้สัญญาณสมองมาช่วยเหลือผู้พิการ ก่อนมาทำงานการเมือง เขาคือศาสตราจารย์ สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

            จุดอ่อนสำคัญของยศชนัน คือภาพของทายาทอสูร คือการเป็นเครือญาติของทักษิณ ชินวัตร ยศชนัน เป็นลูกชายของสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 และเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวทักษิณ ชินวัตร เขาจึงเป็นหลานของทักษิณ ชินวัตร เรียกว่าเป็นญาติใกล้ชิด พอจะตั้งข้อกล่าวหาได้ว่า คือตัวแทนทักษิณ หรืออย่างน้อย หากยศชนัน ได้เข้าสู่อำนาจ ข้อระแวงสงสัยเรื่อง The Man Behind หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจเป็นภาพหลอนติดตามมา เช่นเดียวกันช่วงที่แพรทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

          ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งนับว่าได้เปรียบณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิอยู่เล็กน้อย ตรงที่เขายังไม่มีบาดแผลทางการเมือง แต่ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองหนักหน่วง แม้ความเป็นยศชนัน จะเป็นดาวฤกษ์ ที่มีแสงสว่างในตัวเองอยู่แล้ว เขายิ่งต้องพยายามมากขึ้น เพื่อขับเน้นให้เห็นว่า หากวันหนึ่งประเทศไทย จะต้องขานชื่อนายกรัฐมนตรีชื่อยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็เป็นเพราะความเป็นยศชนันนั่นเอง ไม่ใช่ใครอื่น

#ม้าสีหมอก #เจาะสนามเลือกตั้งลำปาง #Lannapost #ลานนาโพสต์ #ข่าวลำปาง







Share:

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

ตำรวจน่านสกัดรถสิบล้อทะเบียนลำปาง ซุกยาบ้า 10 ล้านเม็ด อำพรางขนขิงสด ส่งภาคกลาง

 


ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ร่วมกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดน่าน นำของกลางยาเสพติดรายใหญ่กว่า 10 ล้านเม็ด มาแถลงผลการตรวจยึด ณ ลานหน้าอาคารกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน หลังสามารถสกัดจับ รถบรรทุกสิบล้อทะเบียนจังหวัดลำปาง ซึ่งถูกใช้เป็นพาหนะลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญ

การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. วันที่ 18 มกราคม 2569 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.สืบสวน ภ.จว.น่าน นำโดย พ.ต.อ.ยุทธพงษ์ เมฆคะ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.น่าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองน่าน ปฏิบัติการสกัดจับขบวนการลำเลียงยาเสพติดที่มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ภาคกลาง


จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลการข่าวว่าจะมีการใช้ รถบรรทุกพืชผลทางการเกษตรเป็นฉากบังหน้า จึงเฝ้าติดตามรถบรรทุกสิบล้อยี่ห้อฮีโน ทะเบียน 81-7856 จังหวัดลำปาง ซึ่งขับออกจากพื้นที่บ้านปางเป๋ย ตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน ก่อนจะเข้ามาจอดพักภายในบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดน่าน โดยมีพฤติการณ์ต้องสงสัย

เมื่อเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จับกุม นายชน อายุ 47 ปี ชาว อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง  ตรวจค้นพบยาบ้า 4 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในตัวผู้ต้องหา โดยอ้างว่ามีไว้เสพ และอ้างว่ารถบรรทุกคันดังกล่าวบรรทุก ขิงสด เพื่อเตรียมนำไปจำหน่ายในจังหวัดชัยนาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ จึงควบคุมตัวพร้อมรถบรรทุกเข้าตรวจค้นอย่างละเอียด


หลังใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ในการขนขิงสดออกจากรถ พบกระสอบสายรุ้งต้องสงสัยจำนวน 40 กระสอบ เมื่อตรวจสอบพบเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ชนิดเม็ดสีส้ม จำนวน 10,000,000 เม็ด รวมของกลางทั้งสิ้น 10,000,004 เม็ด

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่จังหวัดน่าน โดยใช้รถบรรทุกทะเบียนจังหวัดลำปางเป็นพาหนะ เพื่อส่งไปยังจังหวัดชัยนาท ได้ค่าจ้างครั้งละ 400,000 บาท และเคยลักลอบขนมาแล้ว 2 ครั้ง


ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่าขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายาเสพติดที่เคยถูกจับกุมก่อนหน้านี้ในพื้นที่อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ซึ่งตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 10 ล้านเม็ดเช่นกัน โดยใช้รูปแบบอำพรางด้วยพืชผลทางการเกษตรตามฤดูกาล

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา  จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้า  เป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1  และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย  ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองน่าน ดำเนินคดีตามกฎหมาย


          ที่มา  ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน

Share:

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังจับรถกระบะลอบขนไม้ชิงชัน จากเชียงใหม่ปลายทางอีสาน ผู้ต้องหา 2 ราย

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังตรวจสอบรถยนต์กระบะบรรทุกเสริมคอกเหล็ก คลุมผ้าใบมิดชิด อำพรางขนย้ายไม้เถื่อนไม้จากพื้นที่ทางภาคเหนือไปยังพื้นที่ชายแดนภาคอีสาน จับกุมผู้ต้องหา 2 รายของกลางเพียบคุมตัวดำเนินคดีทันทีพร้อมเร่งขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ
              เมื่อวันที่ 17 ม.ค.69  ภายใต้การอำนวยการของ นายกรัณย์พล  แสงทอง ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 ลำปาง นายกมล ร่างมณี ผู้อำนวยการส่วน ป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สั่งการให้ ชุดปฏิบัติการพิเศษชุดที่ 1 สจป 3 (ลำปาง) เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ 19 (แม่มอกตอนขุน) ,ประสานนายเมธี ศาสตร์ศรี ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 3 ภาคเหนือ (กรมป่าไม้),นายเจษฎา เอนกคณา หน.สายตรวจศูนย์ป้องกันปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ), ประสาน พล.ต.ต.เอนก  เตาสุภาพ ผบก.ปทส.,พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง รอง ผบก.ปคม.รรท.รอง ผบก.ปทส.,พ.ต.อ.ณัทกฤช น้อยคำปัน ผกก.4 บก.ปทส., พ.ต.ท.เกียรติพันธ์ เจริญชนิกานต์ รอง ผกก.4 บก.ปทส., ร.ต.ท.วสุอนันต์ สารีพันธ์ รอง สว. (ป) กก.4 บก.ปทส.,พร้อมชุดปฎิบัติการ  กก.4 บก.ปทส. จ.ลำปาง ตำรวจ สภ.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่ สปป.3 ภาคเหนือ และส่วนที่เกี่ยวข้องออกตรวจสอบการลักลอบการกระทำผิดกฏหมายในพื้นที่ และเข้าประจำ จุดตรวจยาเสพติดสะเลียมหวาน ถ.เถิน ทุ่งเสลี่ยม บ.สะเลียมหวาน ม.3 ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง

            หลังจากได้รับการร้องเรียนจากพลเมืองดี ว่า กลุ่มมอดไม้ ลักลอบขนย้ายไม้เถื่อน ไม้แปรรูป ชิงชัน ประดู่ มะค่าโมง จากพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ปลายทาง ส่งโกดังแห่งหนึ่งพื้นที่ จังหวัดชายแดนทางภาคอีสาน คาดว่าจะเป็นกลุ่มเครือข่ายแก๊งค้าไม้ข้ามชาติ ได้ลำเลียงไม้เถื่อน อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยจะใช้รถยนต์กระบะบรรทุก เสริมโครงเหล็กคลุมผ้าใบอย่างมิดชิดเหมือนกับรถยนต์กระบะบรรทุกผัก พืชผลทางการเกษตร เพื่ออำพรางหลีกเลี่ยงด่านตรวจจุดสกัดของเจ้าหน้าที่ 

           จนกระทั่งเวลา 23.45 น.พบรถยนต์กระบะ ตรงตามที่รับแจ้ง ขับเข้ามายังจุดตรวจฯเจ้าหน้าที่ จึงให้สัญญาณหยุดรถและขอตรวจสอบสิ่งของที่บรรทุกมากับรถยนต์คันดังกล่าว เป็นรถยนต์กระบะ สีขาว ป้ายทะเบียน มหาสารคาม ท้ายกระบะเสริมคอกเหล็ก คลุมปิดผ้าใบมิดชิด ทราบชื่อคนขับคือนายสุมิตร อายุ 50 ปี ชาว จ.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่จึงนำขอตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ท้ายกระบะใต้ใบ้ปิดคลุม เมื่อเปิดดูพบกับไม้แปรรูปจำนวนมากเต็มกระบะท้ายรถ 
          เมื่อสอบถามคนขับไม่มีเอกสาร ควบคุมครอบครองที่มาที่ไปของไม้ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ จึงได้ควบคุมตัวคนขับแลถรถยนต์กระบะของกลาง มาตรวจสอบอย่างละเอียด เบื้องพบไม้แปรรูปของกล่าง เป็นไม้ชิงชัน จำนวน 45 แผ่นเหลี่ยม ปริมาตร 3.11 ลบ.ม.มูลค่าความเสียภายภาครัฐมากถึง 933,000 บาท 

           นายสุมิตร ให้การรับสารภาพว่า ได้ขับรถยนต์กระบะไปรับไม้ชิงชันชุดนี้ ในพื้นที่ อำเภอแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ โดยมีชายคนหนึ่งเป็นชาว จ.เชียงใหม่ ว่าจ้างจุดหมายปลายทาง ส่งที่ จ.มุกดาหาร รับค่าจ้างเที่ยวละ 20,000 บาท ทำมาแล้ว 2 เที่ยว โดยการอำพรางเหมือนรถยนต์กระบะ บรรทุกพืชผักผลไม้เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่แต่ครั้งนี้ไม่รอดถูกจับกุมคาด่านตรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้คุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายทันที
 
          ขณะเดียวกัน กำลังเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวยังได้กระจายออกตรวจสอบตามเส้นทาง จนกระทั่งเวลา 01.30 น.เจ้าหน้าที่ได้ขับรถผ่านมาถึงบริเวณหน้าโรงเรียนเวียงมอกวิทยา ถ.เถิน ทุ่งเสลี่ยม บ.เด่นไม้ซุง ม. 14 ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง พบรถยนต์ต้องสงสัย ขับผ่านเจ้าหน้าที่และพบว่ามีลักษณะเหมือนกับรถยนต์คันที่ตรวจยึดคันแรก จึงเร่งติดตามและประกบให้จอดข้างถนน พบเป็นรถยนต์กระบะสีเทา บรรทุกเสริมคอกเหล็ก ป้ายทะเบียน จ.ชลบุรี ท้ายกระบะคลุมผ้าใบปิดมิดชิด คนขับชื่อนายศราวุฒิ อายุ 43 ปี ชาว จ.สุรินทร์  เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบสิ่งที่บรรทุกมา เมื่อเปิดดูพบเป็นไม้แปรรูปอีก เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวคนขับ และรุยนต์คันดังกล่าวมาตรวจสอบอย่างละเอียด 

          เบื้องต้นพบเป็นไม้ชิงชันแปรรูป จำนวน 49 แผ่นเหลี่ยม ปริมาตร 3.22 ลบ.ม.มูลค่าความเสียภายภาครัฐมากถึง 966,000 บาท ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตนเองขับรถยนต์กระบะไปบรรทุกไม้ชุดนี้ จากพื้นที่ อำเภอแห่งหนึ่ง ใน จ.เชียงใหม่ ค่าจ้างเที่ยวละ 20,000 บาท จุดหมายปลายทาง ส่งที่ จ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมดำเนินคดีตามกฎหมายทันพร้อมทั้งประสานหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยว ติดตาม หาพื้นที่ต้นทางและปลายทางผู้ที่เกี่ยวข้องกับไม้หวงห้ามเหล่านี้ เพื่อขยายผลหาตัวการต่อไปเพราะคาดว่าน่าจะเป็นขบวนการค้าไม้ข้ามชาติที่มีนายทุนสีเทาเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์