วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

‘ขออนุญาตชนะ’ เมื่อการเมืองกินได้ ปักธงกล้าธรรมลำปาง

         

   มีใครคิดว่าบ้านใหญ่ที่ลำปาง อย่าง “โล่ห์สุนทร” จะแพ้ยกจังหวัด เช่นนี้ เพราะไม่เพียง ธนาธร โล่ห์สุนทร จะไม่สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้เท่านั้น พรรคประชาชน ของคนรุ่นใหม่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันที่จะเก็บแต้มที่เหลือ ให้เป็นส้มยกจังหวัดด้วย

            “ขออนุญาตชนะ” ดาชัย เอกปฐพี กับถ้อยคำที่ดูนอบน้อมถ่อมตัว แต่แฝงไว้ด้วยความองอาจ ของผู้พิชิต และสามารถปักธง “กล้าธรรม” ไว้บนพื้นที่ลำปางได้สำเร็จ ตามความปรารถนาของธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ทุ่มสุดตัวชนิด “ไม่อนุญาตให้แพ้” ควงคู่มากับ เพ็ญภัค รัตนคำฟู ม้านอกสายตา ทำให้ธงเขียวโบกสะบัดเป็นครั้งแรกในลำปาง

            ถึงแม้ ทิพา ปวีณาเสถียร และ ชลธานี เชื้อน้อย พรรคประชาชน จะคงรักษาเก้าอี้ไว้ได้ แต่ก็คงถึงเวลาทบทวนว่า หากรอไปอีก 4 ปี สภาพของพรรคยังเป็นเช่นนี้ ผู้นำพรรคยังไม่สามารถนำความศรัทธากลับคืนมาได้ สุดท้ายพรรคประชาชนก็จะจบแบบเดียวกับพรรคเพื่อไทย

            ต้องเรียกว่า ปิดฉากพรรคเพื่อไทยสำหรับลำปางเฉพาะในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

            โดยไม่อาจนับจำนวน 1 ที่นั่งบัญชีรายชื่อของ ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร มาเป็นตัวแทน ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย เพราะเป็นการเลือกพรรค มาจากคะแนนนิยมของพรรค ไม่ใช่ตัวบุคคล

            จากนี้ จึงมีคำถามว่า ปัจจัยแห่งชัยชนะของพรรคกล้าธรรม ซึ่งครั้งต่อไปอาจมีเป้าหมาย เขียวยกจังหวัด มาจากอะไร และเหตุแห่งความปราชัยของพรรคเพื่อไทย คืออะไร

            หากจะไม่เรียกว่า เป็นความปราชัยของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นความพยายามที่ยังไม่มากพอที่จะเข้าไปนั่งในหัวใจของคนลำปาง และคงต้องมุ่งหน้าทำพื้นที่ต่อไปอย่างไม่ท้อถอย โล่ห์สุนทร ยังเป็นความหวังอย่างแน่นอน ด้วยความเป็นนักการเมืองในแบบอนุรักษ์นิยม ใจถึงพึ่งได้ อีกทั้งศรัทธาบารมีของ ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ชัยชนะของพรรคการเมืองใหม่ๆ อาจวูบวาบตามสถานการณ์ ยังมีจังหวะเวลาที่บ้านใหญ่จกลับมาได้

            กระแสพรรคอาจเป็นส่วนหนึ่ง นโยบาย กระเป๋าเงินดิจิทัล นโยบายประชานิยมที่เคยประกาศไว้เมื่อคราวเลือกตั้งปี 2566 ความล้มเหลวของนโยบายเหล่านี้ ทำให้ นโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน เป็นความเพ้อฝัน แม้กระแส เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จะดีวันดีคืนในช่วงท้ายๆ แต่ก็ไม่เพียงพอ ที่จะกอบกู้ความศรัทธา และความเชื่อมั่นกลับมาได้

            ตรงกันข้าม โอกาสทองของ ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ได้เข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ช่วงสั้นๆ บนเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้เขาสามารถเก็บเกี่ยวคะแนนเสียง ได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการที่ดินทำกิน อันเป็นหัวใจสำคัญของคนรากหญ้าในชนบท การเปลี่ยน สปก. เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกรรม การลงพื้นที่มอบโฉนดที่ดินให้กับประชาชนหลายจังหวัด รวมทั้งจังหวัดลำปาง การปราบสินค้าเกษตรเถื่อน เช่น เนื้อหมู ยางพารา การยกระดับรายได้และสินค้าเกษตร สิ่งเหล่านี้ธรรมนัสทำให้เห็น และจับต้องได้

            เขาเข้าถึงหัวใจเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่สามารถต้านทานเสียง “นักการเมืองสีเทา” จากคนในเมืองใหญ่ได้

            จะเรียกว่าเป็นนักยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง หรือนักเลือกตั้งที่ตีโจทย์แตก หรืออะไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่า ชัยชนะของกล้าธรรม มีผลงาน มีเหตุมีผล ไม่ต้องขออนุญาตก็ชนะได้



Share:

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กฟผ.แม่เมาะ เดินหน้าต่อเนื่องปีที่ 19 ค่ายวิชาการเหมืองแร่ ต่อยอดสร้างโครงข่ายงานเชื่อมโยง ด้านเหมืองแร่ในอนาคต

เป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เหมืองแม่เมาะ จัดกิจกรรมค่ายวิชาการเหมืองแร่ (Mining Camp) เพื่อให้นักศึกษาจาก 4 สถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านเหมืองแร่ ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้เรียนรู้ เสริมทักษะประสบการณ์จากการสัมผัสกระบวนการทำเหมือง และแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

โดยปีนี้นับเป็นครั้งที่ 19 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2569 นักศึกษาจำนวน 24 คน ได้ร่วมกิจกรรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเหมืองแม่เมาะและโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ทั้งการขุดขนดินและถ่าน ระบบการลำเลียงและการจัดการถ่านในลานกอง งานเจาะระเบิดและเหมืองหินปูน งานวางแผนการทำเหมือง งานธรณีวิทยา งานวิศวกรรมธรณี โครงการสำรวจและศึกษาการทำเหมืองใต้ดินบริเวณกลางแอ่งเหมืองแม่เมาะ การใช้เทคโนโลยีต่างๆ การตรวจวัดสิ่งแวดล้อม รวมถึง การฟื้นฟูสภาพพื้นที่หลัง การทำเหมือง

 จุดเริ่มต้นค่ายวิชาการเหมืองแร่

นายสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ (ชชม.) เปิดเผยว่า ค่ายวิชาการเหมืองแร่ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2549 จากการศึกษาดูงานของคณะอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนเกิดแนวคิดร่วมกันจัดกิจกรรมในรูปแบบค่ายวิชาการขึ้นอย่างเป็นทางการกระทั่งวันที่ 19 สิงหาคม 2552 ไดเลงนามบันทึกความเข้าใจด้านวิชาการเหมืองแร่ ระหว่าง กฟผ.แม่เมาะ กับ 3 สถาบันการศึกษา ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี จากนั้นได้ขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2566 และมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ ได้ร่วมลงนามเพิ่มเติมรวมเป็น 4 มหาวิทยาลัย

โดยค่ายวิชาการเหมืองแร่ เป็นหนึ่งในกิจกรรมตามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้และเสริมทักษะประสบการณ์จากการได้สัมผัสกระบวนการทำเหมือง และแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ของนักศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษาให้แน่นแฟ้น

ขณะเดียวกัน ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์รุ่นพี่และรุ่นน้องระหว่างผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. กับคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันเป็นโครงข่ายงานด้านเหมืองแร่ในอนาคตอีกด้วย

 มากกว่าความรู้และประสบการณ์ต่อยอดสร้างเครือข่ายด้านเหมืองแร่

            ตลอดระยะเวลาเข้าร่วมกิจกรรมทั้งภาคทฤกษฎีและปฏิบัติที่เกี่ยวข้องด้านการทำเหมือง ทั้งเหมืองถ่านหินลิกไนต์ เหมืองหินปูน การดูแลสิ่งแวดล้อม รวมถึงการฟื้นฟูสภาพหลังการทำเหมือง นักศึกษาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ค่ายวิชาการเหมืองแร่ ได้รับมากกว่าความรู้ ยังสามารถต่อยอดสร้างความสัมพันธ์อันดีทั้งจากเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย คณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ และที่สำคัญพี่ๆ จาก กฟผ.เหมืองแม่เมาะ

            นางสาวเครือวัน ธีระวงศ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ กล่าวว่า ขอบคุณทาง กฟผ. ที่สนับสนุนทั้งในด้านสถานที่และการถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์การทำงานจริง รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากกับการดูแลที่อบอุ่น และความเป็นกันเองของพี่ๆ ทุกคน บรรยากาศในการเรียนรู้เต็มไปด้วย  ความสนุกสนาน และได้รับประโยชน์อย่างครบถ้วน อยากให้มีการจัดกิจกรรมนี้ทุกปี เพื่อส่งต่อโอกาส  การเรียนรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมในรุ่นน้องต่อไปด้วย

            ด้าน นายนาวินเเสน ธรรมมา นักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประทับใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม ตลอดระยะเวลา 5 วัน ขอบคุณวิทยากรที่ถ่ายทอดความรู้และให้คำปรึกษาแก่เหล่านักศึกษาอย่างเป็นกันเองและครบถ้วน นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้ว ขอชื่นชมการดูแลที่ดีทั้งในเรื่องอาหารและที่พักสะดวกสบาย กิจกรรมนี้ยังช่วยสร้างมิตรภาพและความสามัคคีระหว่างนักศึกษาต่างสถาบันในสายงานวิศวกรรมเหมืองแร่ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สร้างความสุขและความทรงจำที่ดีให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคน

            ขณะที่ นายเบญจมินทร์ เจ๋าพรอนันต์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ประทับใจพี่ๆ ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้รับมิตรภาพที่ดีจากเพื่อนร่วมค่ายและพี่เลี้ยงทุกคน ได้การเรียนรู้นอกห้องเรียนและการแบ่งปันประสบการณ์การทำงานจริงจากผู้เชี่ยวชาญในสถานที่ปฏิบัติงาน ชื่นชมบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้อนุญาตให้ซักถามข้อสงสัยได้อย่างเต็มที่ จะจดจำความทรงจำและมิตรภาพที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ไว้ตลอดไป

            นายสุรเกียรติ์ แซ่เขา นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า โชคดีที่ได้รับโอกาสเข้ามาศึกษาดูงานเหมืองถ่านหินลิกไนต์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งในประเทศไทย ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นและการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากรุ่นพี่ ตลอดระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมา นอกเหนือจากการได้รับความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังได้รับความสะดวกสบายทั้งในด้านอาหารและที่พักจนรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก

            วันสุดท้ายของ ค่ายวิชการเหมืองแร่ นักศึกษาแต่ละกลุ่มได้นำเสนอภาพรวมองค์ความรู้และประสบการณ์ตามหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งคณะผู้บริหารนำโดย นายเกษม มงคลเกียรติชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและบริหารเหมืองแม่เมาะ (อบม.) และพี่ๆ ผู้ปฏิบัติงานเหมืองแม่เมาะ ได้ร่วมรับฟัง ซักถาม และให้ข้อเสนอแนะ

พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวปิดกิจกรรมโดยระบุว่า ค่ายวิชาการเหมืองแร่ ครั้งที่ 19 ได้แบ่งกลุ่มให้นักศึกษาแต่ละสถาบันได้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสถาบัน และทำ Workshop ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ระหว่างกัน โดยมีทีมพี่เลี้ยง กฟผ.เหมืองแม่เมาะ อยู่ประจำกลุ่ม คาดหวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้นักศึกษาทุกคนจะได้รับความรู้ความเข้าใจในภารกิจของ กฟผ. สามารถนำสิ่งที่ได้รับไปถ่ายทอดต่อ  

            แม้ว่าขณะนี้ กฟผ.เหมืองแม่เมาะ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการเร่งฟื้นฟูระบบสายพานลำเลียงดินให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบกับความมั่นคงทางพลังงาน ในเวลาเดียวกัน ยังคงเดินหน้าวางแผน เตรียมความพร้อมพัฒนาพื้นที่ภายหลังการทำเหมืองยุติลงในปี 2585 ไปพร้อมกัน เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของพื้นที่และชุมชน 

lข่าวจาก : แผนกประชาสัมพันธ์เหมืองแม่เมาะ

Share:

ชาวลำปางบางกลุ่ม ยังติดใจบัตรเสีย เขต 2 และเขต 4 สูงผิดปกติ เดินทางเข้าพบ ผอ.กกต.ลำปาง เพื่อขอคำชี้แจ้งและแนวทางที่จะขอนับคะแนนเสียงใหม่ ทั้ง 2 เขตเลือกตั้ง อีกครั้ง

      

             วันที่ 10 ก.พ.69 ที่สำนักงาน กกต.จ.ลำปาง ตัวแทนประชาชน นำโดย นายอรรถเทพ สมัครรันกิจ น.ส.ปิยวดี ทวีกิจจินดา เข้าพบนายทองเนตร ดูใจ ผอ.กกต.ลำปาง กรณีบัตรเสียในการเลือกตั้ง ส.ส.ลำปาง เขต 2 และเขต 4 มีจำนวนมากผิดปกติ จึงสอบถามข้อเท็จจริง และขอข้อมูลการยื่นร้องเรียนให้นับคะแนนใหม่


        โดยทางประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า ติดใจบัตรเสียในเขตเลือกตั้งที่ 2 มากถึง 7,364 บัตร และเขตเลือกตั้งที่ 4 มากถึง 6,329 บัตร ขณะที่บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ มีบัตรเสียน้อย เมื่อหารือกับทาง กกต.จึงทราบว่า สาเหตุอาจเป็นเพราะ บัตรเลือกตั้งของบัญชีรายชื่อ มีชื่อพรรคการเมืองระบุชัดเจนแต่บัตรเขต มีเพียงหมายเลขเท่านั้น พร้อมได้เสนอแนะว่าหากสามารถทำบัตรให้มีรายชื่อผู้สมัครชัดเจน อาจลดอัตราของการเกิดบัตรเสียได้
            

            ด้าน ผอ.กกต.ลำปาง กล่าวว่า ขณะนี้นับคะแนนของ จ.ลำปาง เสร็จสิ้นแล้ว การยื่นทักท้วงจะต้องยื่นตั้งแต่การนับคะแนนไปยังคณะกรรมการหน่วยเลือกตั้งนั้น เมื่อเห็นความผิดปกติและถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เมื่อคณะกรรมการรับเรื่องจะต้องทำการบันทึกแบบสมุดรายงาน ที่หน่วยเลือกตั้ง ส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งนั้น จึงจะนำหลักฐานตรงนี้มายื่น กกต.จังหวัด เพื่อขอทำการนับคะแนนใหม่ได้


            ทั้งนี้เมื่อย้อนไปดูการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ทั้งสองเขตมีบัตรเสียประมาณ 7,000 ใบเช่นกัน ถ้าเทียบกับปี 69 ไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบัตรเสียที่พบนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการกากบาททับตัวเลข หรือ กากบาทในช่องหมายเลขที่ไม่มีผู้สมัคร ต่อไปจะหาวิธีการต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนผู้มาใช้สิทธิทำให้มีบัตรเสียให้น้อยมากที่สุด



        ในเรื่องที่จะให้มีการรนับคะแนนใหม่ ทั้ง 2 เขต โดยไม่มีเหตุข้อมูลบ่งชัดและการพิจารณาพร้อมหลักฐานว่ามีการกระทำผิด ทาง กกต.จังหวัดลำปาง ไม่มีอำนาจสั่งการให้นับคะแนนใหม่ได้ ดังนั้นคงต้องไปหาพยานหลักฐานต่างๆ มาร้องเพิ่มเพื่อพิจารณาต่อไป
Share:

ตำรวจ สภ.ร่องเคาะ สนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมาย พบหนุ่ม 28 ไหวตัวโยนกระเป๋าทิ้งก่อนวิ่งหนีเข้าป่าหลังบ้าน ของกลางยาบ้า 240 เม็ด เร่งติดตามตัวดำเนินคดี

 

        เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ร่องเคาะ  อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.ธีระศักดิ์ ธัญธราดล สว.สภ.ร่องเคาะ นำกำลังชุดจับกุมโดย ร.ต.อ.พีรภาส ใยสำลี รอง สว.สส.สภ.ร่องเคาะ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 1 ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง

        การเข้าตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า นายนำพา อายุ 28 ปี มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติด และมียาบ้าไว้ในครอบครองจำนวนมากเพื่อรอจำหน่าย

        เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงบ้าน พบผู้ต้องหาอยู่บริเวณห้องครัวหลังบ้าน และมีกระเป๋าคาดเอวลายพรางคาดอยู่ที่เอว เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้น แต่ผู้ต้องหาได้ถอดกระเป๋าคาดเอวโยนทิ้งลงพื้น ก่อนวิ่งหลบหนีออกทางหลังบ้าน เข้าทุ่งนาและป่าหลังบ้าน หลบหนีไปได้อย่างรวดเร็ว

        จากการตรวจค้นกระเป๋าคาดเอวต่อหน้าแม่ของผู้ต้องหา พบ ยาบ้า จำนวน 240 เม็ด แบ่งบรรจุในถุงพลาสติกชนิดกดรูด 2 ถุง (ถุงสีน้ำเงิน 200 เม็ด และถุงสีดำ 40 เม็ด) พร้อมโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน สีขาว 1 เครื่อง นอกจากนี้ยังตรวจยึดรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮา 1 คัน ที่จอดอยู่บริเวณบ้าน

        เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ร่องเคาะ เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐาน จำหน่าย โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) เพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยผิดกฎหมายพร้อมเร่งติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Share:

กฟภ.ลำปาง แจ้งพื้นที่ดับไฟฟ้า อ.เมืองลำปาง วันที่ 13-20 กุมภาพันธ์ 2569

 


วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

  • ตัดต้นไม้ใกล้แนวสายไฟ บริเวณปากซอยจามเทวี 3  เวลา 09.00-12.00 น. พื้นที่ไฟฟ้าดับ  บ้านจามเทวี ซอย 3


วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

  • ย้ายเสาไฟฟ้าแรงสูงเข้าพื้นที่ส่วนบุคคล เวลา  09.00-13.00 น.  พื้นที่ไฟฟ้าดับ บ้านทุ่งฮั้ว  รพ.สต.บ้านทุ่งกล้วย  บ้านทุ่งกล้วย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.บ้านเอื้อม และแม่ต๋ำการ์เด้นท์ฮิลล์ 


วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

  • ปรับปรุงระบบจำหน่ายแรงสูง ตัดจ่ายระบบจำหน่ายและย้ายวงจรการรับไฟใหม่  เวลา 13.00-14.00 น.  พื้นที่ไฟฟ้าดับ  บ้านหนองห้า (ฝั่งโทกหัวช้าง)  บ้านหนองวัวเฒ่า บ้านโทกหัวช้าง จัดสรรศรีแสงทอง และบ้านหัวทุ่ง


วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

  • ตัดต้นไม้ใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง และแก้ไขจุดเสี่ยงไฟฟ้าขัดข้อง  เวลา 09.00-15.00 น. พื้นที่ไฟฟ้าดับ  บ้านไร่พัฒนา  ลำปางยูไนเต็ด  จัดสรรลำปางรีสอร์ทแกรนด์วิลเลจ  ร้านอาหารเสือป่า  จัดสรรลำปางรีสอร์ท ALIVE  วนอุทยานม่อนพระยาแช่ โรสอินน์2  และวัดม่อนพระยาแช่ 

 


         ทั้งนี้ หากพื้นที่บริเวณที่ดับกระแสไฟฟ้าปฏิบัติงาน มีผู้ป่วยติดเตียงต้องการใช้กระแสไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือทางการแพทย์ โปรดแจ้ง PEA ลำปาง ก่อนล่วงหน้า เพื่อติดตั้งเครื่องสำรองไฟฟ้า หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์ 054-251102

 

Share:

เส้นทางวิบาก "ดาชัย เอกปฐพี" นักสู้สนามเลือกตั้งท้องถิ่น-ระดับชาติ สู่บทใหม่ "ส.ส. ลำปาง" โค่นล้ม "โล่ห์สุนทร"

บนกระดานการเมืองเมืองรถม้า ชื่อของ ดาชัย เอกปฐพี” (หรือชื่อเดิม ดาชัย อุชุโกศลการ) ไม่ใช่ชื่อใหม่ แต่เป็นชื่อที่ถูกจารึกไว้ในฐานะ นักสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ผ่านสมรภูมิเลือกตั้งมานับสิบปี จนกระทั่งผลการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดหักเหสำคัญที่ทำให้เขาก้าวข้ามบทบาท ผู้สมัครสู่การเป็น ผู้แทนได้สำเร็จ

  • จากแกนนำมวลชน สู่สนามเลือกตั้ง

จุดเริ่มต้นของดาชัยบนเส้นทางการเมืองมาจากการเป็นแกนนำภาคประชาชน เขาเคยดำรงตำแหน่งประธานสมาพันธ์พลังมวลชนจังหวัดลำปาง และมีบทบาทโดดเด่นในฐานะแกนนำคนเสื้อแดงในพื้นที่ การคลุกคลีกับชาวบ้านและกลุ่มเป้าหมายในระดับรากหญ้ากลายเป็นฐานทุนสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจลงสู่สนามเลือกตั้ง ทั้งในระดับท้องถิ่น (ส.จ. และ นายก อบจ.)

ก่อนปี 2555 ดาชัยเริ่มสร้างฐานการเมืองจากการเป็น สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ลำปาง ในพื้นที่อำเภอเมืองลำปาง (เขตตำบลพิชัย) ซึ่งเป็นฐานเสียงที่เหนียวแน่นที่สุดของเขา โดยในช่วงนั้นเขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองคนรุ่นใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่นในการประสานงานมวลชน 

เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ. 2563

  • การก้าวขึ้นสู่สนาม "นายก อบจ.ลำปาง"

หลังจากสั่งสมบารมีในฐานะ ส.อบจ. เขาได้ตัดสินใจขยับขึ้นมาชิงตำแหน่งนายก อบจ.ลำปาง   ในปี 2555  โดยได้รับคะแนนเสียงถึง 111,448 คะแนน แม้จะพ่ายแพ้ให้กับแชมป์เก่าอย่าง นางสุนี สมมี แต่คะแนนในครั้งนั้นถือเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เขากลายเป็นที่จับตามองในระดับจังหวัด

  • มรสุมกฎหมายและการพิสูจน์ตัวตน

ต่อมา เมื่อปี 2555 ดาชัย ถูกจับกุม ในข้อหาฉ้อโกง เอี่ยวคดีโกงสอบตำรวจ จ.นครราชสีมา  โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดนครราชสีมา นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม ขณะที่นายดาชัยกำลังหาเสียงการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง บริเวณตลาดสดบ้านฟ่อน   ก่อนจะได้ประกันตัวออกมาแถลงข่าวว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งและไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว  ต่อมานายดาชัยได้ถูกควบคุมตัวเข้าไปยังเรือนจำจังหวัดนครราชสีมา  และถูกคัดค้านการประกันตัวมาตลอด 13 ครั้ง จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำนานถึง 17 เดือน  5 วัน  กระทั่งศาลยกฟ้องคดี ดังกล่าวเมื่อปี 2562

 ปี 2563  ดาชัย ลงนายก อบจ.ลำปาง ชิงเก้าอี้กับ ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร  โดย ตวงรัตน์ ชนะขาดลอย ได้คะแนน 220,284 คะแนน  ส่วนดาชัย ได้  176,410 คะแนน  ทิ้งห่าง ไป 43,874 คะแนน  

ดาชัยแถลงข่าวทั้งน้ำตาไม่เกี่ยวข้องกับคดีโกงสอบ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย 55 (แฟ้มภาพ)

  • วิบากกรรมรอบที่ 2 กองปราบบุกจับปี 66

เส้นทางของดาชัยไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงปี 2566 เมื่อถูกเจ้าหน้าที่กองปราบฯ เข้าควบคุมตัวในคดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบนายสิบตำรวจ ขณะลงเลือกตั้ง ส.ส.ลำปาง เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ  เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ไปทั่วประเทศ และถูกฝ่ายตรงข้ามนำมาใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม ดาชัยเลือกที่จะสู้ด้วยการยืนยันความบริสุทธิ์ เขาได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ให้ความเชื่อมั่นในคุณสมบัติและโอกาสในการทำงาน จนได้รับโอกาสให้กลับมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสนามเลือกตั้ง

 


  • กลับสู่สนามเลือกตั้ง นายก อบจ.

กุมภาพันธ์ ปี 2568 ดาชัยกลับมาลงสมัคร นายก อบจ.ลำปาง อีกครั้งในนาม "กลุ่มพลังลำปาง" (เบอร์ 1) เพื่อท้าชิงกับ น.ส.ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร จากพรรคเพื่อไทย  ครั้งได้คะแนน 103,064 คะแนน  ขณะที่ น.ส.ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร จากพรรคเพื่อไทย  ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 196,842  คะแนน


  • เลือกตั้ง69 ล้มบ้านใหญ่ "เพื่อไทย"

ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดาชัยในนาม พรรคกล้าธรรม ตัดสินใจลงชิงพื้นที่เขต 2 ลำปาง ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงเดิมที่แข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย การหาเสียงในรอบนี้ ดาชัยชูนโยบายการเมืองแบบ "คนทำงาน" และการเข้าถึงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นการล้มยักษ์อย่างแท้จริง เมื่อเขาสามารถเอาชนะทั้ง "กระแสส้ม" จากพรรคประชาชน และ "บ้านใหญ่โล่ห์สุนทร" จากพรรคเพื่อไทยไปได้ แม้จะถูกตามมาด้วยการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่จาก มิ้วส์ สุวิภา กุศลจูง พรรคประชาชนที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 2  เนื่องจากจำนวนบัตรเสียที่สูงผิดปกติ แต่ในเบื้องต้น ชื่อของดาชัย เอกปฐพี ก็ได้ขยับขึ้นมาเป็น "ส.ส.ลำปาง" ผู้สร้างปรากฏการณ์พลิกโฉมการเมืองจังหวัดลำปางไปตลอดกาล

เส้นทางของดาชัยคือบทเรียนของความอดทน  แม้จะผ่านคดีความและคำครหา แต่การรักษาฐานเสียงในพื้นที่และการเลือกสังกัดพรรคกล้าธรรมที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส่งผลให้เขากลายเป็นหนึ่งในขุนพลหลักของพรรคกล้าธรรมที่ปักธงในลำปางได้สำเร็จ

Share:

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“มิ้วส์ สุวิภา” พรรคประชาชน ยื่นกกต.ลำปาง จี้สอบปมบัตรเสียพุ่ง 7,000 ใบ หวั่นกระทบผลคะแนนเขต 2

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวสุวิภา กุศลจูง หรือ "มิ้วส์" ผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง เขต 2 พรรคประชาชน พร้อมทีมงาน เดินทางเข้าพบนายทองเนตร ดูใจ  ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดลำปาง (กกต.ลำปาง) เพื่อติดตามและขอตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังพบความผิดปกติของจำนวน บัตรเสียในเขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งสูงถึงประมาณ 7,000 ใบ

นางสาวสุวิภา เปิดเผยว่า ทางทีมงานและประชาชนในพื้นที่มีความกังวลอย่างมากต่อความโปร่งใสในกระบวนการนับคะแนน เนื่องจากจำนวนบัตรเสียที่พุ่งสูงถึง 7,000 ใบนั้น ถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ และสามารถส่งผลโดยตรงต่อผลแพ้-ชนะของการเลือกตั้งในครั้งนี้

ด้าน กกต.ลำปาง ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ พร้อมให้คำแนะนำแก่ผู้สมัครและตัวแทนพรรค ให้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชัดเจนซึ่งบ่งชี้ถึงความไม่โปร่งใส หรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการยื่นคำร้องคัดค้านอย่างเป็นทางการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ขณะเดียวกัน คณะทำงานพรรคประชาชนจังหวัดลำปาง ได้ประกาศขอแรงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขต 2 หากใครพบเห็นเหตุการณ์หรือมีหลักฐานความไม่ชอบมาพากลระหว่างการลงคะแนนหรือการนับคะแนน โดยเฉพาะการคัดแยกบัตรเสียอย่างไม่เป็นธรรม สามารถส่งข้อมูลและหลักฐานได้ที่เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน ลำปาง - People Party Lampang” เพื่อร่วมกันรักษาสิทธิและคะแนนเสียงของประชาชนให้โปร่งใสที่สุด


ด้านนายทองเนตร ดูใจ ผอ.กกต.ลำปาง  กล่าวว่า  เบื้องต้นทางผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน เขต 2 ได้มาปรึกษาหารือว่าอยากจะยื่นขอนับคะแนนใหม่ ยังไม่ได้นำเอกสารหลักฐานมายื่นแต่อย่างใด  โดยเฉพาะการยื่นทักท้วงคณะกรรมการนับคะแนนประจำหน่วยเลือกตั้ง ตามกฎหมายจะต้องมีเอกสารประกอบเป็น หนังสือคำร้องยื่นทักท้วงที่หน่วยเลือกตั้ง และแบบรายงานรับเรื่องทักท้วงของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง    เช่น เมื่ออาสาสมัครของพรรคการเมืองต่างๆที่ประจำอยู่ที่หน่วยเลือกตั้งนั้นๆ เห็นความผิดปกติ จะต้องยื่นทักท้วงการนับคะแนนไปยังคณะกรรมการหน่วยเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการรับเรื่องจะต้องทำการบันทึกแบบสมุดรายงานทักท้วง  ณ หน่วยเลือกตั้ง ส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งนั้น  จึงจะนำหลักฐานตรงนี้มายื่น กกต.จังหวัดเพื่อขอทำการนับคะแนนใหม่ได้   ดังนั้น จึงแนะนำทางผู้สมัครไปว่าหากมีอาสาสมัครของพรรคยื่นทักท้วงที่หน่วยไว้ ให้นำหลักฐานมายื่นให้ทาง กกต.อีกครั้งหนึ่ง  

ผอ.กกต.ลำปาง กล่าวว่า สำหรับบัตรเสียที่ปรากฏของเขต 2 จำนวน 7,000 กว่าใบนั้น หากนำมาหารกับจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขตแล้ว จะพบว่าเฉลี่ยอยู่หน่วยละ 21 ใบต่อหน่วย  ถ้าหน่วยเลือกตั้งนั้นมีผู้มีสิทธิ 500 คน ก็อาจจะดูว่ามีบัตรเสียไม่มาก  แต่ถ้าหน่วยนั้นผู้มีสิทธิ 100 กว่าคน ก็อาจเป็นข้อสังเกตว่ามีบัตรเสียมากผิดปกติ  แต่อย่างไรก็ตาม หากพบความผิดปกติ ก็สามารถยื่นร้องเรียนมายัง กกต.ได้  

Share:

เปิดชื่อ 5 ว่าที่ ส.ส.ลำปาง 'โล่ห์สุนทร' รั้งที่นั่งเดียวในบัญชีรายชื่อ ส่วนประชาชน 'ทิพา-ชลธานี' จับมือรักษาเก้าอี้ ด้าน 'ดาชัย-เพ็ญภัค' คว้าชัยในนามกล้าธรรม

 


            การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา  ทราบผลอย่างไม่เป็นทางการมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ของ จ.ลำปาง นับว่าเป็นการพลิกเกมการเมืองเลยก็ว่าได้ เมื่อพรรคเพื่อไทยหลุดเก้าอี้ ส.ส.เขตทั้งหมด  โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นางทิพา ปวีณาเสถียร  พรรคประชาชน   เขต 2 นายดาชัย เอกปฐพี พรรคกล้าธรรม   เขต 3 นายชลธานี  เชื้อน้อย  พรรคประชาชน   และเขต 4  น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู  พรรคกล้าธรรม   

        ขณะเดียวกัน แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ได้ที่นั่ง ส.ส.เขต  แต่ตระกูล “โล่ห์สุนทร” ยังคงอยู่กับ จ.ลำปาง  เนื่องจาก นายไพโรจน์  โล่ห์สุนทร  ยังได้รับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 4

  • 5 ว่าที่ ส.ส.ลำปาง 

        นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ว่าที่ ส.ส.ลำปาง สมัยที่ 10  ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ตั้งแต่ปี 2531  ในนามพรรคเอกภาพ   และในปี 2544 ได้สังกัดพรรคไทยรักไทย  และได้รับเลือกตั้งอีกสมัย กระทั่งถูกตัดสิทธิทางการเมืองเนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรค  และได้กลับมาลงเลือกตั้งอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2562  ซึ่งได้รับเลือกตั้ง เป็น ส.ส.เขต 2 สมัยที่ 8  ในสังกัดพรรคเพื่อไทย  ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยในปี 2566  นับว่า “ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร” เป็น ส.ส. ที่อายุมากที่สุด  90 ปี


          นางทิพา ปวีณาเสถียร  ว่าที่ ส.ส.ลำปางเขต 1 สมัยที่สอง จากพรรคประชาชน  เป็นคนลำปางโดยกำเนิด จบการศึกษา จบปริญญาโทจากสาขารัฐศาสตร์มหาบัณฑิต การเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคอนาคตใหม่ เมื่อปี 62 และได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 รองจากกิตติกร โล่ห์สุนทร พรรคเพื่อไทย   เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 สามารถล้มกิตติกรได้ไม่เห็นฝุ่น จากแรงสนับสนุนคนรุ่นใหม่ และกระแสจากพรรคก้าวไกล  และครั้งนี้ กลับมารับชัยชนะอีกครั้ง

        นายดาชัย เอกปฐพี ว่าที่ ส.ส.ลำปาง เขต 2 พรรคกล้าธรรม  นับว่าเป็นบุคคลที่เอาการเอางาน มุ่งมั่นและจริงจังอย่างยิ่งในงานการเมือง เคยลงสมัครชิงตำแหน่งนายก อบจ.ลำปาง ซึ่งดาชัยมักจะได้ลำดับที่ 2 มาครองทุกครั้งด้วยคะแนนที่ไม่ได้ขี้เหร่   ดาชัยเคยจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อว่า พรรคพลังประเทศไทย โดยตนเองเป็นหัวหน้าพรรค และลงสมัคร ส.ส.ลำปางเขต 2 แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับพรรคเพื่อไทยทุกครั้งไป   

        การต่อสู้ของดาชัยไม่หยุดนิ่ง ปี 2566  ดาชัย ลงชิงเก้าอี้ ส.ส.ลำปาง แต่ครั้งนี้ย้ายไปลงเขต 3 ในนามพรรคพลังประชารัฐ  โดยได้คะแนนลำดับที่ 3 รองจาก ชลธานี เชื้อน้อย และจรัสฤทธิ์ จันทร์สุรินทร์   ปี 2567 ดาชัยกลับมาลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.ลำปาง แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับ ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร   จนกระทั่งล่าสุด ปี 2569  ดาชัยลงเลือกตั้ง ส.ส.ลำปางเขต 2 กับพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นเขตบ้านเกิดของตัวเอง และครั้งนี้เขาทำสำเร็จ สามารถคว้าคะแนนจากประชาชนในเขต 2 ได้อย่างท่วมท้น ได้ตำแหน่งว่าที่ ส.ส.ลำปาง ไปครอบครอง


        นายชลธานี เชื้อน้อย ว่าที่ ส.ส.เขต 3 พรรคประชาชน  ประสบความสำเร็จในการลงสมัครเลือกตั้งอีกครั้ง หลังจากที่ เพียวเคยลงสมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ในปี 62  ได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ 2  พ่ายให้กับจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ในปี 2566 เพียวกลับมาลง ส.ส.อีกครั้งในนามพรรคก้าวไกล และได้ใจชาวบ้านเขต 3  และล้มช้างอย่าง จรัสฤทธิ์ ไปได้อย่างขาดรอย   ครั้งนี้ก็เช่นกันเพียวยังคงรักษาเก้าอี้ ส.ส.ลำปางไว้ได้  


        น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู  ว่าที่ ส.ส.เขต 4 พรรคกล้าธรรม    น.ส.เพ็ญภัค ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ด้วยการดำรงตำแหน่งเทศมนตรีตำบลเกาะคา ตั้งแต่ปี 2543-2545  ต่อมา ปี 2547  ได้ลงเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลเกาะคา และชนะการเลือกตั้ง ได้ครองตำแหน่งนายกเทศมนตรีจนครบวาระในปี 2551 จากนั้นสมัยที่ 2 และ 3 ก็ยังได้รับตำแหน่งนายกเทศมนตรีจนครบวาระ  กระทั่งเข้าสู่ยุค คสช. เพ็ญภัคได้นั่งรักษาการในตำแหน่งจนถึงปี 2563  และนั่งเก้าอี้นายกต่อสมัยที่ 4 ในการเลือกตั้งปี 2564  กระทั่ง ปี 2568 ได้พ่ายแพ้ให้กับนายคมสันต์ ขวัญวงค์ ไปเพียง 25 คะแนน 

        ต่อมาได้เปิดตัวลงสมัคร ส.ส.ลำปางเขต 4 ในนามของพรรคกล้าธรรม โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกฯ ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงอย่างหนัก ทั้งในพื้นที่ อ.เถิน อ.เสริมงาม อ.เกาะคา  ทำให้เพ็ญภัคได้รับเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยคะแนนท่วมท้น

Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์