วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569

บุกจับใต้สะพาน รวบ 3 หนุ่มมั่วสุมเสพยาบ้า ริมลำน้ำจาง

        ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.สส.ภ.จว.ลำปาง เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจสอบพื้นที่ใต้สะพานริมลำน้ำจาง ในเขต อ.แม่ทะ–แม่เมาะ หลังได้รับแจ้งว่ามีการมั่วสุมเสพยาเสพติดในพื้นที่ดังกล่าว ก่อนสามารถจับกุมชายต้องสงสัยได้ 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้ารวม 16 เม็ด

        การปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ไพโรจน์ ทองขาว ผกก.กก.สส.ภ.จว.ลำปาง พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปรัชญา จำปา รอง ผกก.สส.ฯ พ.ต.ท.ณภัทร แสนชัยชุม สว.กก.สส.ฯ และกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เข้าตรวจสอบบริเวณจุดต้องสงสัย


        จากการตรวจค้น พบผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ ชายอายุ 50 ปี ชาวอำเภอแม่เมาะ พบยาบ้า 3 เม็ด ซุกซ่อนในซองบุหรี่ รายที่สอง ชายอายุ 47 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ พบยาบ้า 9 เม็ด และรายสุดท้าย ชายอายุ 48 ปี ชาวตำบลหัวเสือ อำเภอแม่ทะ พบยาบ้า 4 เม็ด ซุกในกระเป๋ากางเกง

        เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ทะ ดำเนินคดีในข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” 

Share:

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569

​สลดกลางดึก! หนุ่มวัย 26 ซิ่งจยย.ชนท้ายกระบะหน้าปั๊ม เสียชีวิตคาที่

        เมื่อเวลาประมาณ 01.26 น. วันที่ 10 เมษายน 2569 พนักงานสอบสวน สภ.เขลางค์นคร พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลลำปาง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างนครลำปาง เข้าตรวจสอบเหตุอุบัติเหตุ บนถนนสายลำปางแม่ทะ บริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมัน ปตท. การเคหะฯ ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง หลังรับแจ้งมีรถจักรยานยนต์พุ่งชนท้ายรถกระบะ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ


     ที่เกิดเหตุพบร่างชาย 1 ราย ทราบชื่อภายหลังคือ นายศิริวัฒน์ อายุ 26 ปี ชาวตำบลหัวเวียง อำเภอเมืองลำปาง นอนเสียชีวิตอยู่ริมถนน มีบาดแผลรุนแรงบริเวณใบหน้าด้านซ้าย ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ สีแดง ทะเบียนลำปาง สภาพด้านหน้าพังยับเสียหายหนัก  ส่วนรถคู่กรณีเป็นรถกระบะโตโยต้า ไมตี้เอ็กซ์ สีขาว ทะเบียนลำปาง จอดอยู่ไม่ไกล พบความเสียหายบริเวณท้ายรถ โดยเฉพาะไฟท้ายด้านซ้ายแตกจากแรงกระแทก


     จากการสอบถามเพื่อนผู้เสียชีวิต ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์กลับจากร้านอาหารในตัวเมืองรวมกัน 3 คน โดยผู้ตายขี่อยู่คันกลาง ส่วนตนขี่ตามหลัง เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุพบว่าเพื่อนล้มแน่นิ่งอยู่แล้ว จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือแต่พบว่าไม่หายใจ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

     ด้านคนขับรถกระบะให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนจอดรถริมทางเพื่อรับถ่ายลูกชิ้นจากรถอีกคันที่จอดเสียอยู่ เพื่อจะนำไปจำหน่ายต่อที่ตลาด กระทั่งกำลังขับรถออกตัวได้เพียงเล็กน้อย รถจักรยานยนต์ของผู้ตายได้พุ่งชนท้ายอย่างจัง


     เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลลำปางอย่างละเอียด ขณะที่พนักงานสอบสวนได้เชิญตัวคนขับรถกระบะและพยานในที่เกิดเหตุไปสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Share:

ลำปางเปิดตัว "สายตรวจรถม้า" แห่งแรกในไทย! สวมชุดย้อนยุคตรวจเมือง สร้างสีสันรับสงกรานต์ 69

จังหวัดลำปางสร้างความฮือฮา เปิดตัว "สายตรวจรถม้า" นำร่องแห่งแรกของประเทศ นำสารถีตำรวจสวมชุดย้อนยุคออกตรวจตราพื้นที่เศรษฐกิจ หวังสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยควบคู่การอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น และช่วยประหยัดพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569

        เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ณ ลานหน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ นวตระกูลพิสุทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเป็นการรวมพลังระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัคร เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่จังหวัดลำปางเป็นจำนวนมาก

        ไฮไลต์สำคัญของพิธีคือการเปิดตัวโครงการ “สายตรวจรถม้า” ของ สภ.เมืองลำปาง ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของงานตำรวจที่นำเอาสัญลักษณ์ของเมืองลำปางมาประยุกต์ใช้ โดยคัดเลือกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีทักษะ จำนวน 10 นาย มาฝึกอบรมเพิ่มเติมและแต่งกายด้วยชุดตำรวจย้อนยุคที่สง่างาม เพื่อออกปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนรถม้าตรวจตราความเรียบร้อย


        พ.ต.ท.ธานี ตันจันทร์กูล รอง ผกก.ป.สภ.เมืองลำปาง เปิดเผยว่า โครงการสายตรวจรถม้า ได้เริ่มเปิดตัวในงานนี้เป็นครั้งแรก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทำหน้าที่สารถีรถม้าซึ่งเป็นอาชีพเสริมอยู่แล้ว นำรถม้าเข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงานของ สภ.เมืองลำปาง โดยจะเป็นการเสริมการตรวจพื้นที่ จากสายตรวจรถยนต์และรถจักรยานยนต์เดิม 

        โดยเน้นการปฏิบัติงานตั้งแต่ช่วง 9 โมงเช้า  ไปตามเส้นทางย่านเศรษฐกิจการค้าสำคัญใจกลางเมือง เช่นการตรวจร้านทอง  ถนนบุญวาทย์ และถนนทิพย์ช้าง  ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความถี่ในการตรวจตราพื้นที่ที่รถเข้าถึงยากแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงามและเป็นมิตรระหว่างตำรวจกับประชาชน รวมถึงเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณน้ำมันเชื้อเพลิงของทางราชการในสภาวะปัจจุบันอีกด้วย  รอง ผกก. กล่าว

        กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจและเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ที่พบเห็น  มีประชาชนมาขอถ่ายภาพกันจำนวนมาก  ซึ่งหากว่าอยากจะขึ้นรถม้าถ่ายภาพ ก็สามารถถ่ายได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์ในจังหวัดลำปางปีนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความปลอดภัย และคงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

Share:

ประธานหอการค้าลำปาง แนะ 5 กลยุทธ์ "ทางรอด" ผู้ประกอบการยุควิกฤต ย้ำต้องบริหารด้วย "ข้อมูล" เลิกใช้ "อารมณ์" ตัดสินใจ

 

นายพีระรักษ์ พิชญกุล ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง เปิดเผยถึงแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงในระดับประเทศ เพื่อรับมือกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติและการบริหารจัดการภายในองค์กรอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

นายพีระรักษ์ระบุว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจดี ผู้ประกอบการอาจมองข้ามรายละเอียดบางจุดไป แต่ในภาวะเช่นนี้ จำเป็นต้องมี "5 หลัก" ในการบริหารจัดการ ดังนี้:

- คุมเข้มต้นทุน  ต้องหันกลับมาตรวจสอบและบริหารจัดการต้นทุนอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าเดิม เพื่อลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของงบประมาณที่ไม่จำเป็น

- อย่าพึ่งรายได้ทางเดียว  กระจายความเสี่ยงรายได้  ยุคนี้การมีรายได้ทางเดียวคือความเสี่ยงสูงที่สุด ผู้ประกอบการต้องมองหาลู่ทางใหม่ๆ ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อประคองธุรกิจหากช่องทางใดช่องทางหนึ่งเกิดปัญหา

- สร้างมูลค่าเพิ่ม  เลิกเน้นแค่การบวกกำไร แบบเดิมๆ แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้าง "คุณค่า" ให้กับสินค้าและบริการ เพื่อเจาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงกว่า

- รักษาสภาพคล่อง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงและสินค้าคงคลัง ให้กระแสเงินสดและสภาพคล่องอยู่ในแดนบวกเสมอ เพราะนี่คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจไม่สะดุด

บริหารจัดการบนข้อมูลจริง  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการบริหารบน "ข้อมูลจริง" มีการจัดเก็บสถิติและบันทึกอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการวางแผน ไม่ใช่ใช้เพียงอารมณ์หรือความตื่นตระหนกในสภาวะวิกฤต

         "เราต้องเลิกบริหารด้วยความรู้สึกหรือความตกใจ แต่ต้องหันมาใช้ระบบข้อมูลที่ถูกต้องมานำทางธุรกิจ นี่คือทางรอดที่ยั่งยืนสำหรับพี่น้องผู้ประกอบการในขณะนี้" นายพีระรักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

Share:

พลิกนิยาม CSR เมื่อ ‘คาร์บอนเครดิต’ กลายเป็นโฉนดทางอากาศ ลมหายใจใหม่ที่ชุมชนแม่เมาะเป็นเจ้าของ

 

            กฟผ.แม่เมาะ พลิกโฉม CSR รูปแบบใหม่  มอบกรรมสิทธิ์คาร์บอนเครดิตให้ชุมชน  ตั้งเป้า 7 ปีขอรับรองคาร์บอนเครดิต 1,500 ตัน

ภาวะ "โลกร้อน" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เรื่องนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขบคิด เหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เป็นฐานการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งพลังงานสำคัญภาคเหนือและประเทศไทย มีเป้าหมายมุ่งยกระดับสู่เมืองเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการ แม่เมาะเมืองน่าอยู่” (Mae Moh Smart City)

ความน่าสนใจของก้าวย่างครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการติดตั้งเทคโนโลยีทันสมัย แต่คือการเปลี่ยนผ่านจาก ผู้รับบริจาคสู่ หุ้นส่วนความยั่งยืนผ่านกลไกที่เรียกว่า คาร์บอนเครดิต

คาร์บอนเครดิต “โบนัสความดี” ที่จับต้องได้

คาร์บอนเครดิตไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เปรียบเสมือน "โบนัส" หรือรางวัลจากการทำความดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เช่น การปลูกป่า โดย ดร.ปราณี หนูทองแก้ว จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) อธิบายว่า สิ่งนี้คือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เป็นสินค้าที่ไม่มีรูปร่างแม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถนำไปซื้อขายเพื่อหักล้างการปล่อยก๊าซขององค์กรต่างๆ ได้

คาร์บอนเครดิตจะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านกระบวนการ หรือกิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การเปลี่ยนจากการใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาด (Solar Farm , EV) หรือการจัดการขยะ  โดยต้องมีการคำนวณว่ากิจกรรมนั้นๆ ลดก๊าซเรือนกระจกได้กี่ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) และต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้ประเมินภายนอกที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อบก. เพื่อความโปร่งใส



ครั้งแรกของเครือข่ายโรงเรียนและชุมชน

ที่อำเภอแม่เมาะ กฟผ. ได้ใช้โมเดลแบบควบรวม หรือ Bundling Projects รวม 6 แห่ง ประกอบด้วย  

  • อาคารศูนย์ฝึกอบรม กฟผ. แม่เมาะ 60.50 kW 
  • อาคารบล็อกประสาน (The Blocks) 23.8 kW รวมกับ Solar Rooftop 

หน่วยงานในชุมชนอำเภอแม่เมาะ อีก 4 แห่ง ได้แก่  

  • โรงพยาบาลแม่เมาะ 80.9 kW  
  • ที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ 57.6 kW 
  • โรงเรียนแม่เมาะวิทยา 20.9 kW 
  • บริษัทนิคมชุมชนเกษตร จำกัด 125.5 kW 

        รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 369 kW ภายใต้ “โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ ส่งเสริมพลังงานสะอาดในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง”

            การขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาคาร์บอนเครดิตในระดับฐานราก ดร.ปราณี ระบุว่าเป็นโครงการที่มีโรงเรียนและที่ว่าการอำเภอเข้าร่วมเป็นครั้งแรก ที่ดำเนินการในลักษณะนี้  โดย กฟผ.แม่เมาะ สนับสนุนทั้งงบประมาณ ผู้เชี่ยวชาญ และค่าตรวจสอบประเมิน เป็นการทลายกำแพงต้นทุนที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่หน่วยงานเล็กๆ มักเผชิญ

 

คาร์บอนเครดิต CSR รูปแบบใหม่เพื่อชุมชน

นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่อำเภอแม่เมาะว่า กฟผ. มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาแม่เมาะ ให้เป็นเมืองเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยวางหมุดหมายสำคัญภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) พื้นที่แห่งนี้จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่า 30%

จากการดำเนินงานเพียง 10 เดือน ตั้งแต่ปี 2568  โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ ส่งเสริมพลังงานสะอาดในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง  ได้รับการรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกไป 99 tCO2eq (ในวันที่ 27 ม.ค. 2569) โดยตั้งเป้าการรับรองคาร์บอนเครดิตสะสมต่อเนื่องเป็นเวลา 7 ปี ให้ได้รวม 1,500 tCO2eq ภายในปี 2573

โครงการแบบควบรวมทั้ง 6 แห่ง คือการยกระดับงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) จากเดิมที่เป็นเพียงการบริจาค ไปสู่การมอบกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์คาร์บอนให้แก่ชุมชน

กฟผ.แม่เมาะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนโครงการ การจัดหางบประมาณสนับสนุน ไปจนถึงกระบวนการขอรับรองคาร์บอนเครดิต เพื่อให้สิทธิและกรรมสิทธิ์เหล่านั้นเป็นของชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่อย่างแท้จริง

“การเริ่มต้นที่อำเภอแม่เมาะในวันนี้ คือโมเดลสำคัญที่เราจะต่อยอดขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วจังหวัดลำปาง โดยเฉพาะการขอรับรองคาร์บอนเครดิตแบบควบรวม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังสะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายชาวแม่เมาะ ในการสร้างภาพลักษณ์เมืองสะอาดและน่าอยู่ เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมาย 'เมืองเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ' ร่วมกัน  ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในก้าวสำคัญนี้ค่ะ"  นางเกษศิรินทร์กล่าว

 

จุดเริ่มต้นติดตั้ง Solar Roof  โรงเรียนแม่เมาะวิทยา

            ว่าที่ร้อยตรีเฉลิมศักดิ์ นนทมาลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่เมาะวิทยา  เผยว่า เนื่องจากทางโรงเรียนประสบปัญหาภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้เริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 20 กิโลวัตต์ ในระยะแรก พบว่าโรงเรียนสามารถลดค่าไฟฟ้าได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 10,000 บาท หรือคิดเป็นเงินกว่า 120,000 บาทต่อปี ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณด้านพลังงานได้เกือบ 20% ทำให้ประหยัดงบประมาณไปมาก และใช้นำไปต่อยอดพัฒนาด้านการศึกษาอื่นๆได้

 

ภาคภูมิใจ จาก "ผู้ใช้" สู่ "ผู้ผลิตพลังงานสะอาด"

นอกจากนั้น โรงเรียนยังได้ขยายผลสู่การเข้าร่วมโครงการ "คาร์บอนเครดิต" ภายใต้การสนับสนุนของโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องภาวะโลกร้อน ให้กับบุคลากรและนักเรียนกว่า 1,000 คน

โครงการนี้ให้คุณค่ามากกว่าตัวเงิน เพราะเราได้เปลี่ยนบทบาทจาก ผู้ใช้มาเป็น ผู้ผลิตพลังงานสะอาด เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในพื้นที่  จึงใช้โอกาสนี้เป็นพื้นที่การเรียนรู้จริงเรื่องคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ทั้งครูและนักเรียนจะได้ศึกษาไปพร้อมกัน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรและชุมชน”  ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าว

 

ลดค่าไฟจาก 2 หมื่นเหลือ 2 พัน

ด้าน นายพนมพร ตุ้ยกาศ  นายอำเภอแม่เมาะ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า  ที่ว่าการอำเภอแม่เมาะเริ่มต้นจากความต้องการประหยัดค่าไฟฟ้า ซึ่งเดิมที่ว่าการอำเภอมีค่าไฟสูงประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน  จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการและของบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์  โดยมีเป้าหมายเดียวในตอนแรกคือ "การลดค่าใช้จ่าย"

ช่วงแรกค่าไฟลดลงเหลือ 8,000 - 9,000 บาท แต่หลังจากปรับปรุงระบบติดตั้งเซ็นเซอร์ใหม่  ค่าไฟลดลงเหลือเพียงเดือนละ 2,000  บาท หรือสูงสุดประมาณ 6,000 บาทในเดือนที่ใช้ไฟเยอะ ถือว่าคุ้มค่าอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าไฟเดิมที่ต้องจ่าย

“ในตอนแรกไม่ได้คิดถึงเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” เลย เพราะทราบว่าการขอคาร์บอนเครดิตไม่คุ้มทุนสำหรับหน่วยงานขนาดเล็ก มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบสูง  จนโครงการ "แม่เมาะเมืองน่าอยู่" เข้ามาติดต่อชวนเข้าโครงการ และเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้ อำเภอจึงเข้าร่วมจนผ่านการรับรอง ทำให้มีคาร์บอนเครดิตในมือที่สามารถนำไปขายหรือใช้ประโยชน์ต่อได้ในอนาคต”  นายอำเภอแม่เมาะ กล่าว

 

ค่าไฟ-คาร์บอนลด คุณภาพบริการเพิ่ม

            ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลแม่เมาะ เป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีค่าไฟสูง ประมาณ 200,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากต้องเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง  ได้เข้าร่วมโครงการอีก 1 แห่ง ส่งผลให้โรงพยาบาลแม่เมาะ ลดค่าไฟฟ้าลงได้มาก อีกทั้งยังได้รับคาร์บอนเครดิตแล้วจำนวน 38 เครดิต

พญ.สุภาพรรณ ชุณหการกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่เมาะ กล่าวว่า  การจะติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อลดการใช้พลังงานนั้นโรงพยาบาลหลายแห่งยังคงติดปัญหาเรื่องงบประมาณ และขั้นตอนการดำเนินการที่ยุ่งยาก เป็นความโชคดีที่โรงพยาบาลแม่เมาะ ได้รับการสนับสนุนจากโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ และกองทุนพัฒนาไฟฟ้าฯ ที่อุดหนุนงบในการติดตั้ง Solar Rooftop ทั้งหมด 80 กิโลวัตต์ พร้อมระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน สามารถลดค่าไฟได้ทันทีประมาณ 45,000 - 50,000 บาทต่อเดือน  เงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟ จะถูกนำไปสมทบเพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ จัดซื้อครุภัณฑ์การแพทย์ที่จำเป็น และสำรองงบประมาณด้านยา

ผลลัพธ์คือโรงพยาบาลแม่เมาะได้รับคาร์บอนเครดิตแล้วจำนวน 38 เครดิต  ที่สำคัญคือการได้รับความช่วยเหลือด้านขั้นตอนที่ซับซ้อนจากทีมงานแม่เมาะเมืองน่าอยู่  ทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเองเหมือนโรงพยาบาลอื่นๆ

“ปัจจุบันโรงพยาบาลเน้นการลดค่าไฟเป็นหลัก ส่วนเครดิตที่ได้เปรียบเสมือนการ "ฝากธนาคาร" ไว้ เพื่อรอโอกาสในการบริหารจัดการหรือซื้อขายในอนาคตเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมผอ.โรงพยาบาลแม่เมาะ กล่าว

            เห็นได้ชัดเจนว่า การส่งมอบคาร์บอนเครดิตให้กับชุมชน ไม่เพียงแต่เป็นการทำความดีจากการช่วยลดโลกร้อน แต่ยังสร้างคุณค่ามหาศาล ทั้งด้านการศึกษา โดยครูและนักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการผลิตพลังงานสะอาด และการเป็นผู้ลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง  นอกจากนี้ยังช่วยให้หน่วยงาน ทั้งที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ โรงพยาบาลแม่เมาะ มีงบประมาณเหลือจากการลดค่าไฟฟ้า เพื่อไปใช้พัฒนาอาชีพและช่วยเหลือชุมชนในด้านอื่นๆ ต่อไปด้วย

ไม่ได้แค่ "ลดโลกร้อน" แต่คือการสร้างอนาคตใหม่

โครงการ “แม่เมาะเมืองน่าอยู่” ไม่ใช่แค่โครงการที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่วันนี้ กฟผ.แม่เมาะ-ชุมชน ได้สร้างอีกมิติของความยั่งยืน ทำให้ “คาร์บอนเครดิต” เป็น "หุ้นส่วนความยั่งยืน" ที่ชุมชน-หน่วยงาน เป็นเจ้าของสินทรัพย์สีเขียวของตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ CSR ระหว่างองค์กรพลังงานขนาดใหญ่กับชุมชน ที่เคยเป็นเพียง “ผู้ให้ - ผู้รับ”



 

 

 

Share:

ตำรวจ บก.สส.ภ.5 ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.สส.ภ.จว.ลำปาง ไล่ล่าเก๋งซุกยาบ้า 80,000 เม็ด รวบตัว 2 หนุ่มพร้อมของกลางคารถเก๋ง

 

          เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.3 บก.สส.ภ.5 ชุดปราบปรามยาเสพติดกก.สส.ภ.จว.ลำปาง จับกุมตัวนายธนทัต  อายุ 62 ปี  และนายชินวัตร อายุ 31 ปี  ชาว ต.แม่ทะ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง พร้อม ของกลางยาบ้าบรรจุในกระสอบพันด้วยเทปสีดำจำนวน 10 ก้อน จำนวน 80,000 เม็ด ยาบ้าประทับอักษร wy จำนวน 180 เม็ด และ สีเขียวจำนวน 2 เม็ด  รวม 200 เม็ด รถยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีน้ำตาล ป้ายทะเบียน กค 9438 พะเยา 1คัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง มาสอบสวน

          ทั้งนี้ ชุดจับกุม รับแจ้งจากสายลับ ว่าจะมีกลุ่มขบวนการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดโดยใช้รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีน้ำตาล ป้ายทะเบียน กค 9438 พะเยา เป็นยานพาหนะในการลำเลียงและวางยาเสพติดเพื่อส่งต่อให้กับลูกค้า ในพื้นที่ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และเฝ้าติดตามและสังเกตความเคลื่อนไหว






จนกระทั่ง วันที่ 8 เมษายน 69 รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการส่งมอบยาเสพติดบริเวณถนนลำปาง- แม่ทะ จ.ลำปาง  เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์จนกระทั่งเวลา 13.30 น. ได้พบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีน้ำตาล ตรงกับข้อมูลที่สายลับได้แจ้งไว้ ได้ขับเข้ามาในบริเวณหมู่บ้านจว้าก ต.แม่ทะ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามไป พบว่ารถจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่ หมู่ที่ 7 ต.แม่ทะ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เมื่อคนขับรถเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิ่งหลบหนีเข้าไปภายในบ้านที่เกิดเหตุ  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามไป และสามารถควบคุมตัวได้

ต่อมาทราบชื่อคือนายธนทัต และสามารถควบคุมตัว นายชินวัตร ได้อีก 1 คน  ก่อนจะทำการตรวจค้นตัวนายธนทัต  พบยาบ้า 200 เม็ด  ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบภายในรถยนต์เก๋งวีออสคันดังกล่าว  พบกระสอบปุ๋ยสีเหลืองวางอยู่บริเวณที่พักเท้า ใต้เบาะที่นั่งข้างคนขับ จึงนำมาตรวจสอบ เป็นยาบ้าจำนวน 80,000 เม็ด  จึงจับกุมทั้งสองคนและนำตัวไปสอบสวน

นายธนทัต สารภาพการว่า ตนเป็นขับรถเก๋งของกลาง ไปเก็บยาเสพติดร่วมกับนายชินวัตร บริเวณริมถนนเส้นลำปาง-แม่ทะ โดยได้ติดต่อผ่านโทรศัพท์มือถือในแอปพลิเคชันไลน์กับเจ้าของยาบ้า  โดยได้รับค่าจ้างเป็นยาบ้าจำนวน 2,000 เม็ด

ส่วนนายชินวัตร ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ตนได้ถูกนายธนทัตชักชวนให้ไปช่วยเก็บยาเสพติดโดยได้รับค่าจ้างเป็นยาบ้า 20 เม็ด และตนเป็นผู้ลงเก็บยาบ้า ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดังกล่าว จากนั้นได้นำตัวทั้งสองคนส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ทะ จ.ลำปาง ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

Share:

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569

โรงพยาบาลเวชชารักษ์ ลำปาง รับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการ วุฒิ ปวส. เงินเดือน 16,700 บาท

วยโรงพยาบาลเวชชารักษ์ ลำปาง มีความประสงค์รับสมัครบุคคลเพื่อจ้างเป็นพนักงานราชการ ประเภทพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งเจ้าพนักงานเวชสถิติ จำนวน 1 อัตรา อาศัยอำนาจตามประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการ และแบบสัญญาจ้างพนักงานราชการ ลงวันที่ 11 กันยายน 2552 และประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง กำหนดลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะของกลุ่มงาน และการจัดกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ประกอบกับคำสั่งกรมการแพทย์ ที่ 185/2563 เรื่อง มอบอำนาจดำเนินการสรรหา เลือกสรรและลงนามในสัญญาจ้างของพนักงานราชการ จึงประกาศรับสมัครสรรหาและเลือกสรร ดังต่อไปนี้

1. ชื่อกลุ่มงาน ตำแหน่ง และรายละเอียดการจ้างงาน

  • กลุ่มตามลักษณะงาน: เทคนิค

  • ชื่อตำแหน่ง: เจ้าพนักงานเวชสถิติ

  • อัตราว่าง: 1 อัตรา

  • ค่าจ้างที่จะได้รับ: เดือนละ 16,700 บาท
                  การรับสมัคร  ให้ผู้ที่ประสงค์จะสมัครดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร พนักงานราชการ ได้ที่หน้าเว็บไซต์ http://vjlh.go.th โรงพยาบาลเวชชารักษ์ ลำปาง หัวข้อข่าวสาร ข่าวรับสมัครงาน เลือกหัวข้อใบสมัครพนักงานราชการทั่วไป และยื่นใบสมัครด้วยตนเองได้ที่ งานทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 อาคารอำนวยการ โรงพยาบาลเวชชารักษ์ ลำปาง พร้อมส่งใบสมัครและแนบหลักฐานประกอบการสมัคร ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 17 เมษายน 2569 ในวันและเวลาราชการ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมในการสมัคร







Share:

แม่ทะเอาจริง! เดินหน้ากวาดล้างยาเสพติด รวบ "ดิว ป่าม่วง - คม ม่อนแสนศรี"

 

ตามสั่งการของ พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ ผบก.ภ.จว.ลำปาง ,พ.ต.อ.ชูวิทย์ กองแก้ว รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง ให้เร่งรัด จับกุมยาเสพติดในพื้นที่

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 โดยการอำนวยการของ พ.ต.อ.พินิจ เนตรปัญญา ผกก.สภ.แม่ทะ ,พ.ต.ท.อนันต์ คำมี รอง ผกก.สืบสวน สภ.แม่ทะ นำโดย พ.ต.ท.ประสิทธิ์ ยอดเรือน สว.สส.ฯ,ร.ต.อ.เสกสรรค์ สุยะวงค์ รอง สว.สส.ฯ,ร.ต.ท.ประพจน์ สุกทน พร้อมกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.แม่ทะ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมเจ้าหน้าที่ อส.อำเภอแม่ทะ  จับกุมผู้ต้องหาจำหน่ายยาเสพติด, ครอบครองยาเสพติด และ เสพ 2 ราย ดังนี้

รายที่ 1 จับกุมนายคม (ขอสงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 36  ปี  ต.น้ำโจ้ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้าจำนวน  21  เม็ด  โทรศัพท์มือถือ  จำนวน  1  เครื่อง  โดยกล่าวหาว่า  มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย

รายที่ 2  จับกุมนายดิว  ขอสงวนชื่อสกุลจริง  อายุ  29  ปี  บ้านป่าม่วง  ต.น้ำโจ้  อ.แม่ทะ  จ.ลำปาง พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 277  เม็ด โทรศัพท์มือถือจำนวน  1  เครื่อง  โดยกล่าวหาว่า "จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพโดยผิดกฎหมาย

จากการสอบสวนเบื้องต้น ดิว ให้การว่าตนเองเสพยามาตั้งแต่อายุ 15 ปี เคยซื้อแพงสุดเม็ดละ 300 บาท คิดอยากจะเลิกเหมือนกัน แต่มันเลิกยาก ไม่เคยถูกจับมาก่อน 

สภาพห้องดิว



โดยนำผู้ถูกจับทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ทะ  เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เครดิต เซเว่น นัมเบอร์

Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์