วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

เจ้าหน้าที่ช่วย 3 ลูกหมาจิ้งจอกรอดตายกลางกองเถ้าถ่าน หลังเข้าดับไฟป่าป่าแจ้ซ้อน ถูกเผาวอด 30 ไร่

       เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่า จซ.8 (แม่กา) ร่วมกับเจ้าหน้าที่จุดเฝ้าระวังไฟป่า จซ.20 บ้านใหม่สันติสุข และ จซ.21 บ้านใหม่พัฒนา รวมถึงเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าแจ้ซ้อน รวมกำลังทั้งหมด 11 นาย ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่รับผิดชอบ เขต ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง

         จากการตรวจสอบพบเกิดไฟป่าจริง บริเวณป่าสันเขา ห้วยแม่สอย พื้นที่บ้านใหม่สันติสุข หมู่ 14 เจ้าหน้าที่จึงเร่งเข้าดำเนินการดับไฟและทำแนวกันไฟ โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เวลา 09.40 น. และสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลา 17.00 น.

         เบื้องต้นพบพื้นที่ป่าเสียหายประมาณ 30 ไร่ เป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ในเขตป่าอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน สาเหตุคาดว่าเกิดจากการลักลอบเข้าไปหาของป่า ขณะที่การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสภาพพื้นที่สูงชัน เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

        อย่างไรก็ตาม ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้พบลูกหมาจิ้งจอกจำนวน 3 ตัว อยู่ท่ามกลางกองเถ้าถ่านในสภาพหวาดกลัว จึงช่วยนำออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยใกล้เคียง เพื่อรอแม่หมาจิ้งจอกกลับมารับต่อไป 

Share:

สืบแม่ทะรวบค้ายาบ้าตามหมายจับ 1 ราย อีกรายทิ้งปืนหนีเข้าป่า

         


   เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 เวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ทะ จ.ลำปาง ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.พินิจ เนตรปัญญา ผกก.สภ.แม่ทะ สั่งการให้ชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.อนันต์ คำมี รอง ผกก.สส. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ร่วมบูรณาการกับฝ่ายปกครองอำเภอแม่ทะ เข้าปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่

        ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมได้ 1 ราย คือ ชายอายุ 30 ปี ชาวบ้านกิ่ว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง (ขอสงวนชื่อ-สกุล) ตามหมายจับศาลจังหวัดลำปาง ในข้อหาเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

        ขณะเดียวกันอีก 1 เป้าหมาย เป็นชายในพื้นที่ตำบลหัวเสือ ไหวตัวทัน วิ่งหลบหนีเข้าป่า ทิ้งของกลางไว้ในที่เกิดเหตุ ประกอบด้วย อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน รถจักรยานยนต์ และโทรศัพท์มือถือ

        เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐาน เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งติดตามตัวผู้หลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป

ที่มา เซเว่นนัมเบอร์



Share:

ลำปางน้ำมันวิกฤต! “ดาชัย” ส.ส.ลำปาง ซัดกลางสภา – รัฐบาลบอกมีพอ แต่ประชาชนเติมไม่ได้ แล้วสงกรานต์ประชาชนจะกลับบ้านได้อย่างไร

 

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ที่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายดาชัย เอกปฐพี ส.ส.ลำปาง เขต 2 ลุกขึ้นอภิปรายสะท้อนปัญหาวิกฤตน้ำมันขาดแคลนในพื้นที่จังหวัดลำปางและภาคเหนือ โดยชี้ว่าประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ภาครัฐกลับให้ข้อมูลว่าน้ำมันยังมีเพียงพอ

นายดาชัย ระบุว่า จากการลงพื้นที่ในหลายอำเภอ ทั้งงาว แจ้ห่ม วังเหนือ และเมืองปาน พบว่าสถานการณ์น้ำมันยังคงขาดแคลน ประชาชนต้องเข้าคิวรอเติมน้ำมัน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นมานานกว่า 10 วันแล้ว ทั้งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่ามีน้ำมันเพียงพอ  แต่ทำไมประชาชนยังหาซื้อน้ำมันไม่ได้  


นอกจากนี้ นายดาชัยยังยกกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี การรณรงค์ให้ประชาชนใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แก้ปัญหาน้ำมัน โดยนายกฯ ได้ถอยรถยนต์ EV ป้ายแดงคันใหม่ ราคากว่า 1.3 ล้านบาท   จึงตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแนวทางที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะชาวลำปางที่ยังจำเป็นต้องใช้รถกระบะดีเซลในการประกอบอาชีพ

“เห็นนายกฯ อนุทิน ซื้อรถไฟฟ้าใหม่ป้ายแดง ราคา 1.3 ล้าน  พร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้คนไทยรณรงค์ใช้รถไฟฟ้าเพื่อแก้ไขวิกฤตน้ำมัน   รถไฟฟ้าคนรวยซื้อได้ครับ  แต่พี่น้องชาวลำปางบ้านผม ยังใช้รถกระบะดีเซลทำมาหากินอยู่เลย”   

พร้อมเล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ขับรถกลับ จ.ลำปาง  พบว่าตั้งแต่จ.นครสวรรค์ ถึง จ.ลำปาง ไม่สามารถเติมน้ำมันได้ตลอดเส้นทาง สะท้อนวิกฤตที่เกิดขึ้นจริง

อีกหนึ่งปัญหาที่ถูกหยิบยก คือวิกฤต ส้วมเต็มในอำเภอแจ้ห่ม เนื่องจากไม่มีรถดูดส้วมเข้าไปให้บริการ อันเป็นผลมาจากทั้งปัญหาข้อกฎหมาย และการขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นกระทบทั้งอำเภอ จนต้องมีการเรียกประชุมหน่วยงานเร่งแก้ไข

นายดาชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤตน้ำมันเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ ที่ประชาชนต่างจังหวัดต้องเดินทางกลับบ้าน แต่ยังไม่สามารถวางแผนได้ เพราะแม้แต่การใช้น้ำมันในพื้นที่ตัวเองยังเป็นเรื่องยาก ทั้งที่ลำปางมีคลังน้ำมันหลายแห่ง

"ทุกวันนี้ พี่น้องต่างจังหวัดที่จะกลับบ้านเกิดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็ยังวางแผนกันไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร   แล้วสงกรานต์นี้ พี่น้องชาวลำปางจะกลับบ้านอย่างไร? "  ดาชัยกล่าวทิ้งท้าย

Share:

กกพ. เปิด 3 แนวทางค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค. 69 แบกต้นทุนก๊าซโลกพุ่ง จ่อขยับขึ้น 3.95 – 4.59 บาท/หน่วย

กรุงเทพฯ (25 มีนาคม 2569) – สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ยอมรับปัจจัยลบจากราคาก๊าซธรรมชาติและค่าเงินบาทกดดันต้นทุนพุ่ง เตรียมเสนอ 3 ทางเลือกบรรเทาผลกระทบประชาชน พร้อมกางแผนช่วยกลุ่มเปราะบางหากรัฐต้องการตรึงราคาที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการฯ ว่า ที่ประชุมมีมติให้เร่งรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่อการพิจารณาค่าเอฟที (Ft) สำหรับการเรียกเก็บในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2569 โดยสถานการณ์พลังงานในปัจจุบันยังคงเผชิญกับความท้าทายจากราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกและราคา LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป

อย่างไรก็ตาม กกพ. ยืนยันว่าได้ใช้เครื่องมือและกลไกที่มีอยู่บริหารจัดการอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการดูแลภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยมีการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) มาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของรัฐวิสาหกิจหลักอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบพลังงานในภาพรวม

เปิดรายละเอียด 3 แนวทางปรับค่าเอฟที (Ft)

จากการคำนวณเบื้องต้น กกพ. ได้แบ่งแนวทางการปรับค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (รวมค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย) ออกเป็น 3 กรณี ดังนี้:

  • กรณีที่ 1: สะท้อนต้นทุนจริงและชำระหนี้ทั้งหมด เป็นการเรียกเก็บตามสูตรการคำนวณที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนจริง (29.66 สตางค์) และชำระคืนภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ให้กับ กฟผ. ทั้งหมดจำนวน 35,928 ล้านบาท (50.94 สตางค์) ส่งผลให้ค่า Ft ขายปลีกอยู่ที่ 80.60 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 18% จากงวดปัจจุบัน

  • กรณีที่ 2: จ่ายตามต้นทุนปัจจุบัน (กฟผ. แบกภาระหนี้ต่อ) เรียกเก็บค่า Ft เฉพาะในส่วนที่สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงงวดปัจจุบันที่ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้ กฟผ. รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม 35,928 ล้านบาทไว้แทนประชาชนก่อน ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 5% จากงวดปัจจุบัน

  • กรณีที่ 3: ใช้กลไกพิเศษลดภาระ (แนวทางแนะนำ) เรียกเก็บค่า Ft ตามต้นทุนงวดปัจจุบัน แต่มีการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (13.43 สตางค์) มาช่วยลดภาระทั้งหมด ส่งผลให้ค่า Ft เหลือเพียง 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2% จากงวดปัจจุบัน

สถานะหนี้สะสมและการบริหารจัดการ

โฆษก กกพ. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กกพ. ได้พยายามทยอยชำระคืนหนี้ให้แก่ กฟผ. และ ปตท. อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายปี 2568 ได้มีการนำเงินเรียกคืนส่วนเกินรายได้มาช่วยลดภาระไปแล้วกว่า 2,640 ล้านบาท และมีการทยอยคืนค่า AF Gas อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ยอดคงค้าง ณ สิ้นปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 35,928 ล้านบาท และต้นทุนก๊าซคงค้างของรัฐวิสาหกิจลดลงเหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยอดหนี้เหล่านี้ยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่ต้องทยอยบริหารจัดการให้หมดสิ้นไปเพื่อความยั่งยืน

ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลในการ "ตรึงราคา"

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวด้วยความกังวลว่า "ยอมรับว่าครั้งนี้เป็นการแถลงข่าวที่ลำบากใจ แต่เราพยายามอย่างยิ่งที่จะชะลอและผ่อนปรนให้อัตราค่าไฟกระทบประชาชนน้อยที่สุด" เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเขาก๊าซมาผลิตไฟฟ้าสูงถึง 54% ซึ่งในจำนวนนี้เป็น LNG ถึง 40%

ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีนโยบายต้องการตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย เท่าเดิม กกพ. ประเมินว่าอาจสามารถทำได้โดยมุ่งเน้นไปที่ "กลุ่มเปราะบาง" 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:

  1. กลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน: ประมาณ 14 ล้านครัวเรือน (งบประมาณ 333 ล้านบาท)

  2. กลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน: ประมาณ 17 ล้านครัวเรือน (งบประมาณ 545 ล้านบาท)

รวมทั้งสองกลุ่มนี้คิดเป็น 80% ของผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ ซึ่งหากต้องการดึงค่าไฟฟ้าจากกรณีที่ต่ำที่สุด (3.95 บาท) ลงมาให้เหลือ 3.88 บาท (ลดลง 7 สตางค์) จะต้องใช้เงินอุดหนุนรวมประมาณ 4,600 - 5,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาล

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและประกาศค่าไฟฟ้าอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยยืนยันจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ในการหาแนวทางที่สมดุลและช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด

Share:

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

“ห้องลดฝุ่นแรงดันบวก” สู้ฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 แก่กลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ อ.แม่เมาะ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ โรงเรียนอนุบาลแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ โดย นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการ “ห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์สำหรับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ จ.ลำปาง และ อ.แม่เมาะ โดยมี ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล หัวหน้าโครงการ พร้อมด้วยผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประกอบด้วย นายประลอง ดำรงค์ไทย และ ศาสตราจารย์ ฉัตรชัย เหมือนประสาท ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. พร้อมด้วย นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม นำคณะทำงานลงพื้นที่จังหวัดลำปาง เพื่อติดตามการใช้งานจริงและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวก โดยมีนายมณฑล อินเจือจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลแม่เมาะ พร้อมคณะครูให้การต้อนรับ

สำหรับนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่นแรงดันบวก” (Positive Pressure Room) สร้าง“พื้นที่สะอาดปลอดภัย” (Safe Zone) ให้แก่กลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ดำเนินการ 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน โดยระบบจะทำการเติมอากาศที่ผ่านการกรองฝุ่น PM2.5 จนสะอาดแล้วนำเข้าสู่ภายในอาคาร พร้อมสร้างแรงดันอากาศที่สูงกว่าภายนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นควันและมลพิษเล็ดลอดเข้ามาได้แม้มีการเปิด-ปิดประตูนอกจากนี้ยังทำงานควบคู่กับระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะที่รายงานผลคุณภาพอากาศแบบ Real-time ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถบริหารจัดการความปลอดภัยทางสุขภาพได้อย่างแม่นยำ ซึ่งถือเป็นแนวทางในการปกป้องสุขภาพของเด็กเล็กและผู้สูงอายุจากโรคระบบทางเดินหายใจอย่างยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีเป้าหมายลดจำนวนผู้ป่วย COPD ที่แอดมิทครั้งแรกจากสาเหตุฝุ่นไม่ให้เกิน 1,000 คน ต่อปี ของพื้นที่เป้าหมาย

โครงการดังกล่าวมีโรงเรียนในพื้นที่ อ.แม่เมาะ เข้าร่วม จำนวน 5 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนแม่เมาะวิทยา, โรงเรียนอนุบาลแม่เมาะ, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลนาสัก, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลสบป้าด และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลจางเหนือ ทั้งนี้ในส่วนพื้นที่ อ.แม่เมาะ มีโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ โดยจะร่วมติดตามและเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน “ห้องลดฝุ่นแรงดันบวก” (Positive Pressure Room) ที่ติดตั้งในพื้นที่ อ.แม่เมาะ

Share:

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลำปาง รับสมัครพนักงานราชการทั่วไป จำนวน 2 ตำแหน่ง 4 อัตรา เงินเดือน 21,780 บาท


สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลำปาง ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป จำนวน 4 อัตรา เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง

ตำแหน่งที่รับสมัคร

- ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน  ประจำ ศศช. จำนวน 3 อัตรา เงินเดือน 21,780 บาท

- ครูศูนย์การเรียนรู้ จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 21,780 บาท

ผู้ที่สนใจและมีความประสงค์จะสมัครเข้ารับการสรรหาให้ติดต่อขอรับใบสมัครและสมัครผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://lpa.nfe.go.th/jobapply หรือทางเว็บไซต์ http://lpa.nfe.go.th ตั้งแต่วันที่ 1 - 7 เมษายน 2569 (เฉพาะวันที่ 7 เมษายน 2569 ภายในเวลา 16.30 น.) ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

สอบถามรายละเอียดได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 054-218666 ต่อ 102

Share:

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569

ลำปางสกัดขบวนการยาเสพติด ยึดไอซ์ 320 กก.-ยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด ใช้รถนำ-รถตามตบตาด่าน

ตำรวจภูธรภาค 5 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ร่วมกับหน่วยทหาร นบ.ยส.35 ฝ่ายปกครอง และสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ 5 คดี ผู้ต้องหา 10 คน ของกลางยาบ้ารวมกว่า 21 ล้านเม็ด และไอซ์ 320 กิโลกรัม โดยพื้นที่จังหวัดลำปางสามารถสกัดจับได้ 2 คดีสำคัญ

คดีแรกเกิดขึ้นในพื้นที่ สภ.สบปราบ จ.ลำปาง ระหว่างวันที่ 20–21 มีนาคม 2569 หลังศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 5 ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลจากกล้องอ่านป้ายทะเบียน พบรถต้องสงสัย 3 คัน เชื่อมโยงขบวนการลำเลียงยาเสพติดจาก จ.เชียงราย ผ่าน จ.พะเยา เข้าสู่ จ.ลำปาง จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนและด่านตรวจในพื้นที่เฝ้าระวัง

ต่อมาเวลา 02.30 น. วันที่ 20 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ด่านตรวจ สภ.สบปราบ พบรถยนต์ 2 คันลักษณะเป็นรถนำขับผ่านด่าน โดยมีท่าทีพิรุธ ขณะที่รถอีกคันไม่ยอมเข้าด่าน เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังติดตามค้นหา กระทั่งเวลา 06.00 น. พบรถต้องสงสัยจอดอยู่ภายในรีสอร์ทแห่งหนึ่งในพื้นที่บ้านวัฒนา ต.สบปราบ อ.สบปราบ ตรวจสอบพบผู้ต้องหาพักอยู่ภายในห้อง ก่อนแสดงตัวเข้าตรวจค้นและรับสารภาพว่าเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าว เมื่อตรวจค้นภายในรถพบไอซ์บรรจุ 10 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 320 กิโลกรัม จึงควบคุมตัวผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมของกลางส่งดำเนินคดี โดยผู้ต้องหารับว่าใช้รถอีก 2 คันทำหน้าที่เป็นรถนำ คอยสำรวจเส้นทางและแจ้งเตือนด่านตรวจ


อีกคดีเกิดขึ้นในพื้นที่ สภ.แม่พริก จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 16.30 น. หลังเจ้าหน้าที่ใช้ระบบ AI ตรวจพบรถต้องสงสัย 2 คัน ลำเลียงยาเสพติดผ่านพื้นที่ จึงตั้งจุดสกัดบริเวณถนนสายรองใน ต.แม่พริก อ.แม่พริก เมื่อรถทั้งสองคันมาถึงจุดสกัดกลับเร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตาม พร้อมตั้งจุดสกัดซ้อนบริเวณถนนหน้าฌาปนสถานบ้านแม่เชียงรายลุ่ม กระทั่งสามารถสกัดรถไว้ได้ ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายพยายามวิ่งหลบหนีแต่ถูกจับกุมตัวไว้ได้ ตรวจค้นภายในรถกระบะพบยาบ้าบรรจุ 16 กระสอบ รวมประมาณ 2.5 ล้านเม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในรถ

จากการสืบสวนพบว่าขบวนการลำเลียงยาเสพติดยังคงใช้พื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเส้นทางผ่านจังหวัดลำปาง เป็นทางผ่านเข้าสู่ตอนในของประเทศ และใช้วิธีจัดรถนำ-รถตามเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ระบุจะเพิ่มความเข้มงวดทั้งการตั้งด่านตรวจและการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์เส้นทาง เพื่อสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดอย่างต่อเนื่องและตัดวงจรเครือข่ายในพื้นที่ต่อไป

Share:

วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

สลด!! จยย.ตกหลุมก่อสร้าง ถนนเลียบทางรถไฟ บ้านทุ่งโค้ง ต.บ่อแฮ้ว ชายวัย 55 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

​เมื่อเวลา 09:05 น. ของวันที่ 21 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองลำปาง ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักตกลงไปในหลุมก่อสร้างบริเวณถนนเลียบทางรถไฟ บ้านทุ่งโค้ง ต.บ่อแฮ้ว อ.เมือง จ.ลำปาง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในจุดเกิดเหตุ

​​ในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างถนนวงแหวนและทางยกระดับ พบรถจักรยานยนต์สภาพด้านหน้าพังยับเยิน ตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่ที่ขุดไว้สำหรับปักเสาเข็ม ใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อคือ นายสมภพ (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ชาวบ้านนาก่วม ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง


​​จากการชันสูตรเบื้องต้นโดยแพทย์เวรและเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยลำปาง  คาดว่าน่าจะประสบอุบัติเหตุมาแล้วหลายชั่วโมงในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา

​โดยผู้ตายขับขี่มาตามเส้นทาง แต่อาจไม่เห็นทางเบี่ยงหรือไม่ได้เลี้ยวตามทาง ทำให้รถพุ่งตกหลุมก่อสร้างและศีรษะกระแทกกับตอม่ออย่างรุนแรงจนเสียชีวิตทันที

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตส่งไปยังแผนกนิติเวช โรงพยาบาลลำปาง เพื่อชันสูตรอย่างละเอียดและติดต่อญาติให้มารับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป


ข่าว - สมาคมกู้ภัยลำปาง

Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์