ท่ามกลางสายหมอกและขุนเขาของอำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ชุมชนเล็กๆ อย่าง บ้านโป่งน้ำร้อน ยังคงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้อย่างเหนียวแน่น ชาวปกากะญอที่นี่ดำเนินชีวิตกลมกลืนกับผืนป่า ถ่ายทอดรากเหง้าผ่าน "กี่เอว" และเส้นใยทอมือจากรุ่นสู่รุ่น ทว่าในโลกยุคใหม่ มรดกอันล้ำค่านี้กำลังได้รับการเจียระไนให้เปล่งประกายอีกครั้ง ผ่านการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์
- เริ่มต้นจากงานวิจัย สู่การค้นหาอัตลักษณ์ท้องถิ่น
จุดเริ่มต้นของการยกระดับอัตลักษณ์เกิดขึ้นเมื่อ
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ลำปาง ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม (สคสว.)
เข้ามาทำงานร่วมกับชุมชนบ้านโป่งน้ำร้อน โดย ผศ.วรัญญา ธาราเวชรักษ์ รองคณบดีฝ่ายบริหารและแผนยุทธศาสตร์กำกับดูแลพื้นที่ลำปาง ผศ.อนิตา ประดาอินทร์ อาจารย์หลักสูตรบริหารธุรกิจ
(การตลาดและการตลาดด จิทัล) คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ พร้อมทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา
ลำปาง ได้ลงพื้นที่ร่วมกับ พี่พลอย หรือนางพลอย กาวิโร ประธานกลุ่มผ้าทอมือบ้านโป่งน้ำร้อน
นำไปสู่การค้นพบแรงบันดาลใจจาก "ดอกนางแย้มป่า" หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า
"ดอกปิ้ง"
สมุนไพรพื้นบ้านที่ผูกพันกับวิถีชีวิตและการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของชนเผ่า
- ดอกนางแย้มป่า แรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาสมุนไพร
ผศ.อนิตา
ประดาอินทร์ เปิดเผยว่า โครงการวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจาก
สคสว. โดยเลือกบ้านโป่งน้ำร้อนเป็นพื้นที่ดำเนินงาน
เนื่องจากเป็นชุมชนปกากะญอที่มีภูมิปัญญาการทอผ้าดั้งเดิมและทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง
อีกทั้งยังคงวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับป่าอย่างกลมกลืน ทำให้มีเรื่องเล่า ความเชื่อ
และองค์ความรู้ดั้งเดิมที่สามารถนำมาต่อยอดได้
- ดอกนางแย้มป่า แรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาสมุนไพร
แนวคิดสำคัญของการออกแบบคือการนำเรื่องเล่าและวิถีชีวิตของชาวปกากะญอมาสะท้อนลงบนผืนผ้า
เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชน โดยเลือก “ดอกนางแย้มป่า”
หรือดอกปิ้ง
ซึ่งเป็นสมุนไพรท้องถิ่นที่ชาวบ้านนำมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วยในชีวิตประจำวัน
มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบลวดลาย
ทีมวิจัยร่วมกับชาวบ้านใช้เวลาพัฒนาและปรับลวดลายประมาณ
7-8 เดือน เพื่อให้ได้รูปแบบที่สวยงาม สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของชุมชน
และที่สำคัญสามารถนำไปทอได้จริงในกระบวนการผลิตของกลุ่ม โดยถ่ายทอดรูปทรง
ความอ่อนช้อย และคุณค่าของดอกนางแย้มป่าลงบนผืนผ้าผ่านเทคนิคการทอแบบดั้งเดิม
เกิดเป็นลวดลายที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคน ป่า และภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน
- ยื่นจดสิทธิบัตร คุ้มครองลายผ้าเป็นของชุมชน
นอกจากการพัฒนาลวดลายแล้ว
ทีมวิจัยยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
โดยได้ยื่นคำขอจดสิทธิบัตรลายผ้าดังกล่าว เพื่อคุ้มครองสิทธิให้เป็นของชุมชนโดยตรง
ลดปัญหาการเลียนแบบ และสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพช่างทอในท้องถิ่น
- 5 เฉดสีธรรมชาติ ถอดรหัสวิถีชีวิตปกากะญอ
ผ้าทอลายดอกนางแย้มป่า
นอกจากจะแสดงถึงลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ผศ.วรัญญา ธาราเวชรักษ์ ได้นำทีมวิจัยถอดรหัสสภาพแวดล้อมและเรื่องเล่าท้องถิ่นออกมาเป็น
“5 เฉดสีธรรมชาติ” ที่มีมาตรฐานสากล
(PANTONE) สะท้อนวิถีชีวิตและความเชื่ออย่างลึกซึ้ง โดยกล่าวว่า
สีน้ำเงินหรือสีฟ้า:
ตัวแทนความศรัทธาต่อ "พระอินทร์"
, สีเทา: ไอเย็นของ "น้ำแร่ธรรมชาติ" ในหมู่บ้าน , สีดำ:
ความสมบูรณ์ของ "แร่ธาตุ" จากแหล่งน้ำพุร้อน , สีชมพู: ความอบอุ่นอันบริสุทธิ์ของ
"ผ้าห่มแม่" และสีน้ำตาล:
"ลูกสะบ้า" พืชและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อท้องถิ่น
- สีจากธรรมชาติ 100% สู่ผืนผ้ายั่งยืน
ความโดดเด่นของกระบวนการนี้
คือการสกัดสีจากธรรมชาติ 100% เช่น
การสังเกตเปลือกไม้และใบไม้แห้งในป่า เพื่อสกัดให้ได้เฉดสีน้ำตาลเข้มของลูกสะบ้า
พร้อมทั้งใช้เทคนิคการตรึงสี จากธรรมชาติทั้งหมด โดยปราศจากสารเคมีสังเคราะห์
ยึดหลักความยั่งยืนและปลอดภัยเป็นสำคัญ
- เปลี่ยนผ้าพื้นถิ่นสู่แฟชั่นร่วมสมัย
การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้มี พี่พลอย กาวิโร เป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อน
จากเดิมที่ชุมชนทอผ้าและตัดเย็บ "เสื้อกะเหรี่ยง"
ทรงโบราณเพื่อใช้ในพิธีกรรม พี่พลอยได้เปิดรับการพัฒนาโดยร่วมมือกับ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
ปรับดีไซน์เสื้อผ้าให้สวมใส่ง่ายในชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่
แต่ยังคงกลิ่นอายงานฝีมือชนเผ่าไว้อย่างครบถ้วน
พี่พลอย
กล่าวว่า ชุมชนมีภูมิปัญญาการทอผ้าของชาวปกากะญอ ทั้งการทอด้วยกี่เอว การปักผ้า
และการใช้วัสดุจากธรรมชาติ
เดิมกลุ่มเน้นการทอผ้าและทำเสื้อกะเหรี่ยงทรงโบราณสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันและพิธีกรรม
แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการออกแบบและการสร้างมูลค่าเพิ่ม
- ต่อยอดลายดอกนางแย้มป่า สู่ตลาดยุคใหม่
เมื่อได้รับโอกาสร่วมงานกับสถาบันการศึกษา
จึงนำงานวิจัยและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาผ้านุ่งและเสื้อผ้าให้มีรูปแบบร่วมสมัย
สวมใส่ง่าย และเข้ากับชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่
โดยยังคงเอกลักษณ์ของงานฝีมือและวัฒนธรรมปกากะญอไว้
พร้อมให้ความสำคัญกับวัตถุดิบธรรมชาติในพื้นที่
เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตที่เคารพและพึ่งพาธรรมชาติ
“การนำ
"ลายดอกนางแย้มป่า" มาผสมผสานลงบนเสื้อกะเหรี่ยงประยุกต์ นับว่าเป็นการเตรียมต่อยอดสู่ช่องทางการตลาดออนไลน์
และการออกบูธนิทรรศการ หลังการจดสิทธิบัตรเสร็จสิ้น” พี่พลอย กล่าว
ความสำเร็จของผ้าทอบ้านโป่งน้ำร้อน
ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงามบนผืนผ้า หากแต่คือสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญากับนวัตกรรม
ที่เปลี่ยนต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคง
ส่งต่อความภาคภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่น และยืนยันว่า วิถีชีวิตที่เคารพธรรมชาติ
สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในโลกร่วมสมัย








































