วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เหมืองแม่เมาะคว้ารางวัลชนะเลิศ EGAT Safety Together 2026 ด้วยนวัตกรรมผสานข้อมูลอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัย


ผลงาน Smart Data Fusion for Smart Mining Safety : นวัตกรรมกระบวนการผสานข้อมูลอัจฉริยะจากอากาศยานไร้คนขับและเครื่องเลเซอร์สแกน เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการสำรวจเหมือง ของทีมผู้ปฏิบัติงานกองวางแผนปฏิบัติการ (กวป-ช.) ฝ่ายบริหารเหมืองแม่เมาะ (อบม.) ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทนวัตกรรมกระบวนการ จาก 21 ทีมที่เข้าร่วมประกวดในงานส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และรักษาความปลอดภัย ประจำปี 2569 (EGAT Safety Together 2026) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 ตุลาคม 2569 ที่หอประชุมเกษม จาติกวณิช กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี โดยฝ่ายความปลอดภัย (อปภ.) ซึ่งนางพัชรินทร์ รพีพรพงศ์ รองผู้ว่าการบริหาร (รวห.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานเปิดงาน



นายธเนศพล บุญประกอบ หัวหน้าแผนกรังวัดเหมือง (หรม-ช.) กองวางแผนปฏิบัติการ (กวป-ช.) เปิดเผยว่า ผลงาน Smart Data Fusion for Smart Mining Safety เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้แก้ไขปัญหา การทำงาน ทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงานที่เดิมทีต้องหยุดเครื่องจักรกลหนัก เพื่อเข้าสำรวจพื้นที่เฉลี่ย 60 ชั่วโมงต่อเดือน ทำให้สูญเสียโอกาสในการขุดขนดินและผลิตถ่านหิน รวมถึง ปัญหาด้านความปลอดภัย ความเสี่ยงต่อการอุบัติเหตุขั้นรุนแรง ความเสี่ยงทางอาชีวอนามัยจากฝุ่นละออง ความเสี่ยงจากมลภาวะทางเสียง และความเสี่ยงจากกลิ่นถ่านติดไฟ

เดิมทีงานรังวัดปริมาณขุดขนดินและถ่านหินจะใช้วิธีการรังวัดด้วยเครื่องเลเซอร์สแกนภาคพื้นดิน (Terrestrial Laser Scanning: TLS) ทำให้ได้ข้อมูลกลุ่มจัด (Point cloud) จำนวนมากบนพื้นผิวภูมิประเทศ ซึ่งแม้เป็นวิธีการรังวัดมาตรฐานที่ให้ความถูกต้องสูง แต่ยังมีข้อจำกัดจากสภาพภูมิประเทศหน้างานขุดขนที่อาจบดบังแนวสแกนของอุปกรณ์ ทำให้ต้องย้ายตำแหน่งสแกนหลายครั้ง และต้องสแกนใกล้กับพื้นที่ การทำงานของเครื่องจักร จึงมีแนวคิดนำอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) มาใช้งานซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้รวดเร็วและไม่ถูกบดบังจากสภาพภูมิประเทศมาใช้งานแทน แต่ยังพบข้อจำกัด เนื่องจาก UAV ต้องวางจุดควบคุมภาคพื้นดิน (Ground Control Point: GCP) ปริมาณมาก เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มีความถูกต้อง ดีพอจะนำมาใช้ในงานรังวัดปริมาณขุดขน ซึ่งใช้ระยะเวลาเตรียมการค่อนข้างมาก จึงไม่สามารถแก้ไขข้อจำกัดจาก TLS ได้


โดยผลงานชิ้นนี้ได้นำ Point cloud จาก TLS มาใช้เสมือนเป็นจุดควบคุมภาคพื้นดิน หรือเรียกว่า จุดควบคุมภาคพื้นดินจากจุดเลเซอร์สแกนภาคพื้นดิน (TLS-Derived Cloud Ground Control Points: CGCP) ทำให้สามารถใช้งาน UAV ได้โดยไม่ต้องวาง GCP ในพื้นที่จริง ซึ่งหลักการทำงาน คือการใช้ TLS สแกนพื้นที่ขุดขนให้ได้ CGCP ครอบคุลมพื้นที่พอประมาณ แล้วบิน UAV เก็บข้อมูลภาพถ่าย จากนั้น แปลงภาพเป็น Point cloud แล้วปรับตรึงข้อมูลเข้าหา CGCP ทำให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องสูง ท้ายสุดนำข้อมูลทั้ง 2 ส่วนมาประสานรอยต่อ เติมเต็มส่วนที่สแกนไม่ถึง ทำให้ได้โมเดลภูมิประเทศที่สมบูรณ์ ใช้เวลาปฏิบัติงานภาคสนามน้อยกว่า ไม่รบกวนการทำงานของเครื่องจักร และมีความปลอดภัยมากกว่า

ปัจจุบัน ผลงานนี้ได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว และได้ขยายผลการใช้งาน ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก กฟผ. ไม่ว่าจะเป็นงานปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะ Unit 12-13 ฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ (อฟม.) รองผู้ว่าผลิตไฟฟ้า (รวฟ.) , งานปรับปรุงระบบสายพานยิปซัม ฝ่ายวิศวกรรมโรงไฟฟ้า (อวร.) รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน (รวพ.) , งานบำรุงรักษาหอสูงเก็บน้ำและถังน้ำ ฝ่ายบำรุงรักษาโยธา (อบย.) รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (รวธ.) และขยายผลการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยให้บริการงานวิศวกรรมรังวัดกับ บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสา สปป.ลาว


นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลในเวทีประกวดระดับนานาชาติ 2 รางวัล ประกอบด้วย Semi Grand Prix และเหรียญทอง ในงาน The 5th Silicon Valley International Inventions Festival (SVIIF) 2026 ณ Santa Clara Convention Center รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และได้รับคัดเลือกให้นำเสนอในเวที Geospatial World Forum 2026 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ อีกด้วย



Share:

0 comments:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์