กฟผ.แม่เมาะ พลิกโฉม CSR รูปแบบใหม่
มอบกรรมสิทธิ์คาร์บอนเครดิตให้ชุมชน ตั้งเป้า 7 ปีขอรับรองคาร์บอนเครดิต
1,500 ตัน
ภาวะ
"โลกร้อน" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เรื่องนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขบคิด
เหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
เป็นฐานการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นแหล่งพลังงานสำคัญภาคเหนือและประเทศไทย มีเป้าหมายมุ่งยกระดับสู่เมืองเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้โครงการ “แม่เมาะเมืองน่าอยู่” (Mae Moh Smart
City)
ความน่าสนใจของก้าวย่างครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการติดตั้งเทคโนโลยีทันสมัย แต่คือการเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้รับบริจาค” สู่ “หุ้นส่วนความยั่งยืน” ผ่านกลไกที่เรียกว่า คาร์บอนเครดิต
คาร์บอนเครดิต
“โบนัสความดี” ที่จับต้องได้
คาร์บอนเครดิตไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ
แต่เปรียบเสมือน "โบนัส" หรือรางวัลจากการทำความดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
หรือการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เช่น การปลูกป่า โดย ดร.ปราณี หนูทองแก้ว
จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) อธิบายว่า
สิ่งนี้คือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เป็นสินค้าที่ไม่มีรูปร่างแม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
แต่สามารถนำไปซื้อขายเพื่อหักล้างการปล่อยก๊าซขององค์กรต่างๆ ได้
คาร์บอนเครดิตจะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านกระบวนการ หรือกิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การเปลี่ยนจากการใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาด (Solar Farm , EV) หรือการจัดการขยะ โดยต้องมีการคำนวณว่ากิจกรรมนั้นๆ ลดก๊าซเรือนกระจกได้กี่ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) และต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้ประเมินภายนอกที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อบก. เพื่อความโปร่งใส
ครั้งแรกของเครือข่ายโรงเรียนและชุมชน
ที่อำเภอแม่เมาะ กฟผ. ได้ใช้โมเดลแบบควบรวม หรือ Bundling Projects รวม 6 แห่ง ประกอบด้วย
- อาคารศูนย์ฝึกอบรม กฟผ. แม่เมาะ 60.50 kW
- อาคารบล็อกประสาน (The Blocks) 23.8 kW รวมกับ Solar Rooftop
หน่วยงานในชุมชนอำเภอแม่เมาะ อีก 4 แห่ง ได้แก่
- โรงพยาบาลแม่เมาะ 80.9 kW
- ที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ 57.6 kW
- โรงเรียนแม่เมาะวิทยา 20.9 kW
- บริษัทนิคมชุมชนเกษตร จำกัด 125.5 kW
รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 369 kW ภายใต้ “โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์
ส่งเสริมพลังงานสะอาดในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง”
การขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ
จังหวัดลำปาง เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาคาร์บอนเครดิตในระดับฐานราก ดร.ปราณี
ระบุว่าเป็นโครงการที่มีโรงเรียนและที่ว่าการอำเภอเข้าร่วมเป็นครั้งแรก
ที่ดำเนินการในลักษณะนี้ โดย กฟผ.แม่เมาะ
สนับสนุนทั้งงบประมาณ ผู้เชี่ยวชาญ และค่าตรวจสอบประเมิน เป็นการทลายกำแพงต้นทุนที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่หน่วยงานเล็กๆ
มักเผชิญ
“คาร์บอนเครดิต”
CSR รูปแบบใหม่เพื่อชุมชน
นางเกษศิรินทร์
แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่
เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่อำเภอแม่เมาะว่า กฟผ.
มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาแม่เมาะ ให้เป็นเมืองเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
โดยวางหมุดหมายสำคัญภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) พื้นที่แห่งนี้จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่า 30%
จากการดำเนินงานเพียง
10 เดือน ตั้งแต่ปี 2568
โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์
ส่งเสริมพลังงานสะอาดในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ได้รับการรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกไป 99 tCO2eq
(ในวันที่ 27 ม.ค. 2569)
โดยตั้งเป้าการรับรองคาร์บอนเครดิตสะสมต่อเนื่องเป็นเวลา 7 ปี ให้ได้รวม 1,500 tCO2eq ภายในปี 2573
โครงการแบบควบรวมทั้ง
6 แห่ง คือการยกระดับงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) จากเดิมที่เป็นเพียงการบริจาค
ไปสู่การมอบกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์คาร์บอนให้แก่ชุมชน
กฟผ.แม่เมาะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง
ตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนโครงการ การจัดหางบประมาณสนับสนุน
ไปจนถึงกระบวนการขอรับรองคาร์บอนเครดิต
เพื่อให้สิทธิและกรรมสิทธิ์เหล่านั้นเป็นของชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่อย่างแท้จริง
“การเริ่มต้นที่อำเภอแม่เมาะในวันนี้
คือโมเดลสำคัญที่เราจะต่อยอดขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วจังหวัดลำปาง
โดยเฉพาะการขอรับรองคาร์บอนเครดิตแบบควบรวม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่าย
แต่ยังสะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายชาวแม่เมาะ
ในการสร้างภาพลักษณ์เมืองสะอาดและน่าอยู่ เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมาย 'เมืองเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ'
ร่วมกัน ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในก้าวสำคัญนี้ค่ะ" นางเกษศิรินทร์กล่าว
จุดเริ่มต้นติดตั้ง
Solar
Roof โรงเรียนแม่เมาะวิทยา
ว่าที่ร้อยตรีเฉลิมศักดิ์ นนทมาลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่เมาะวิทยา เผยว่า
เนื่องจากทางโรงเรียนประสบปัญหาภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้เริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด
20 กิโลวัตต์ ในระยะแรก พบว่าโรงเรียนสามารถลดค่าไฟฟ้าได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ
10,000 บาท หรือคิดเป็นเงินกว่า 120,000 บาทต่อปี
ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณด้านพลังงานได้เกือบ 20% ทำให้ประหยัดงบประมาณไปมาก
และใช้นำไปต่อยอดพัฒนาด้านการศึกษาอื่นๆได้
ภาคภูมิใจ
จาก "ผู้ใช้" สู่ "ผู้ผลิตพลังงานสะอาด"
นอกจากนั้น
โรงเรียนยังได้ขยายผลสู่การเข้าร่วมโครงการ "คาร์บอนเครดิต"
ภายใต้การสนับสนุนของโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่
เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องภาวะโลกร้อน ให้กับบุคลากรและนักเรียนกว่า 1,000 คน
“โครงการนี้ให้คุณค่ามากกว่าตัวเงิน
เพราะเราได้เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ใช้” มาเป็น “ผู้ผลิต”
พลังงานสะอาด เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต
และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในพื้นที่
จึงใช้โอกาสนี้เป็นพื้นที่การเรียนรู้จริงเรื่องคาร์บอนเครดิต
ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ทั้งครูและนักเรียนจะได้ศึกษาไปพร้อมกัน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรและชุมชน” ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าว
ลดค่าไฟจาก
2 หมื่นเหลือ 2 พัน
ด้าน
นายพนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ
หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า ที่ว่าการอำเภอแม่เมาะเริ่มต้นจากความต้องการประหยัดค่าไฟฟ้า
ซึ่งเดิมที่ว่าการอำเภอมีค่าไฟสูงประมาณ 20,000
บาทต่อเดือน จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการและของบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยมีเป้าหมายเดียวในตอนแรกคือ
"การลดค่าใช้จ่าย"
ช่วงแรกค่าไฟลดลงเหลือ
8,000 - 9,000 บาท แต่หลังจากปรับปรุงระบบติดตั้งเซ็นเซอร์ใหม่
ค่าไฟลดลงเหลือเพียงเดือนละ 2,000 บาท หรือสูงสุดประมาณ 6,000
บาทในเดือนที่ใช้ไฟเยอะ ถือว่าคุ้มค่าอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าไฟเดิมที่ต้องจ่าย
“ในตอนแรกไม่ได้คิดถึงเรื่อง
“คาร์บอนเครดิต” เลย เพราะทราบว่าการขอคาร์บอนเครดิตไม่คุ้มทุนสำหรับหน่วยงานขนาดเล็ก
มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบสูง จนโครงการ
"แม่เมาะเมืองน่าอยู่" เข้ามาติดต่อชวนเข้าโครงการ และเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้
อำเภอจึงเข้าร่วมจนผ่านการรับรอง ทำให้มีคาร์บอนเครดิตในมือที่สามารถนำไปขายหรือใช้ประโยชน์ต่อได้ในอนาคต” นายอำเภอแม่เมาะ กล่าว
ค่าไฟ-คาร์บอนลด
คุณภาพบริการเพิ่ม
ขณะเดียวกัน
โรงพยาบาลแม่เมาะ เป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีค่าไฟสูง ประมาณ 200,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากต้องเปิดให้บริการตลอด 24
ชั่วโมง ได้เข้าร่วมโครงการอีก 1 แห่ง ส่งผลให้โรงพยาบาลแม่เมาะ ลดค่าไฟฟ้าลงได้มาก อีกทั้งยังได้รับคาร์บอนเครดิตแล้วจำนวน
38 เครดิต
พญ.สุภาพรรณ
ชุณหการกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่เมาะ กล่าวว่า การจะติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อลดการใช้พลังงานนั้นโรงพยาบาลหลายแห่งยังคงติดปัญหาเรื่องงบประมาณ
และขั้นตอนการดำเนินการที่ยุ่งยาก เป็นความโชคดีที่โรงพยาบาลแม่เมาะ ได้รับการสนับสนุนจากโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่
และกองทุนพัฒนาไฟฟ้าฯ ที่อุดหนุนงบในการติดตั้ง Solar Rooftop ทั้งหมด 80 กิโลวัตต์
พร้อมระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน สามารถลดค่าไฟได้ทันทีประมาณ 45,000 -
50,000 บาทต่อเดือน เงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟ
จะถูกนำไปสมทบเพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ จัดซื้อครุภัณฑ์การแพทย์ที่จำเป็น
และสำรองงบประมาณด้านยา
ผลลัพธ์คือโรงพยาบาลแม่เมาะได้รับคาร์บอนเครดิตแล้วจำนวน
38 เครดิต ที่สำคัญคือการได้รับความช่วยเหลือด้านขั้นตอนที่ซับซ้อนจากทีมงานแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเองเหมือนโรงพยาบาลอื่นๆ
“ปัจจุบันโรงพยาบาลเน้นการลดค่าไฟเป็นหลัก
ส่วนเครดิตที่ได้เปรียบเสมือนการ "ฝากธนาคาร"
ไว้ เพื่อรอโอกาสในการบริหารจัดการหรือซื้อขายในอนาคตเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม” ผอ.โรงพยาบาลแม่เมาะ
กล่าว
เห็นได้ชัดเจนว่า
การส่งมอบคาร์บอนเครดิตให้กับชุมชน ไม่เพียงแต่เป็นการทำความดีจากการช่วยลดโลกร้อน
แต่ยังสร้างคุณค่ามหาศาล ทั้งด้านการศึกษา
โดยครูและนักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการผลิตพลังงานสะอาด
และการเป็นผู้ลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง
นอกจากนี้ยังช่วยให้หน่วยงาน ทั้งที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ โรงพยาบาลแม่เมาะ มีงบประมาณเหลือจากการลดค่าไฟฟ้า
เพื่อไปใช้พัฒนาอาชีพและช่วยเหลือชุมชนในด้านอื่นๆ ต่อไปด้วย
ไม่ได้แค่
"ลดโลกร้อน" แต่คือการสร้างอนาคตใหม่
โครงการ
“แม่เมาะเมืองน่าอยู่” ไม่ใช่แค่โครงการที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน
แต่วันนี้ กฟผ.แม่เมาะ-ชุมชน ได้สร้างอีกมิติของความยั่งยืน ทำให้ “คาร์บอนเครดิต”
เป็น "หุ้นส่วนความยั่งยืน" ที่ชุมชน-หน่วยงาน เป็นเจ้าของสินทรัพย์สีเขียวของตัวเองอย่างแท้จริง
ไม่ใช่ CSR
ระหว่างองค์กรพลังงานขนาดใหญ่กับชุมชน ที่เคยเป็นเพียง “ผู้ให้ -
ผู้รับ”















0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น