ผิดหวัง....

นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ ผู้ฟ้องคดีที่ 3 ร่วมกันนายสุรชัย ตรงงาม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีทั้ง 18 คน ให้สัมภาษณ์สื่อด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย หลังจากทราบผลการพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ยกฟ้องคดีสุสานหอย 13 ล้านปี ให้คงเหลือไว้เพียง 18 ไร่ จาก 52 ไร่ เมื่อวันที่ 13 ก.ย.61

ติดตอไม้......

เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.ลำปาง กู้ภัยปงยางคก และพลเมืองดีได้เร่งกันช่วยชีวิตชายอายุ 30-35 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์แฉลบพุ่งเข้าชนกับรั้วลาดหนามลำคอถูกอัดติดกับตอไม้เจ็บสาหัส บริเวณถนนข้างทัณฑสถานบำบัดพิเศษ บ้านทุ่งกู่ด้าย ต.ปงแสนทอง

โรงเลื่อยเถื่อน.....

พ.ต.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปป.4 กอ.รมน ได้ติดตามขายผลขบวนการค้าไม้ข้ามชาติ กลุ่มเครือข่ายนางมู่หลาน มาในพื้นที่บ้านแม่ปะแพะ ต.แม่ปะ อ.เถิน แต่กลับพบโรงเลื่อยลักไก่แปรรูปไม่มีใบอนุุญาต พร้อมไม้สักเถื่อนขนาดใหญ่กองเกลื่อน จึงอายัดไว้ตรวจสอบ และให้โอกาสเจ้าของนำหลักฐานมาแสดงอย่างละเอียด ก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561

วิทยาลัยพยาบาลฯ เปิดศูนย์เรียนรู้ฯ บริการนวดแผนไทย

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

วิทยาลัยพยาบาลฯ ร่วมกับ สสจ.ลำปาง เปิดศูนย์การเรียนรู้และส่งเสริมสุขภาพแผนไทย พร้อมบริการด้านนวดแผนไทย และคอร์สดูแลคุณแม่หลังคลอดด้วยสมุนไพร เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2561 ณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครลำปาง(วิทยาเขตเขลางค์นคร)

นายแพทย์ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดศูนย์การเรียนรู้และส่งเสริมสุขภาพแผนไทย ซึ่งได้จัดตั้งอยู่ภายในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครลำปาง วิทยาเขตเขลางค์นคร เพื่อเปิดให้บริการประชาชน ได้รับความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร และด้านการนวดแผนไทย รวมทั้งเปิดให้บริการนวดแผนไทย นวดประคบ ห้องอบตัว และคอร์สดูแลสุขภาพของคุณแม่หลังคลอดและลูกน้อย


โดยมีนางจรวยพร ทะแกล้วพันธุ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ให้การต้อนรับและนำเข้าเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และส่งเสริมสุขภาพแผนไทยขึ้น เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ศึกษาค้นหาสำหรับนักศึกษาพยาบาล บุคลากรสุขภาพ ตลอดจนบุคคลทั่วไปในการดูแลสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทยแบบองค์รวม เพื่อให้บริการวิชาการส่งเสริมสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย เนื่องจากที่ผ่านมาทางวิทยาลัยได้มีการเปิดการเรียนการสอนด้านสมุนไพรและแพทย์แผนไทย ซึ่งเดิมต้องพานักศึกษาออกไปดูงานและฝึกปฏิบัติงานด้านนอก พร้อมกันนี้ได้มีนักศึกษาจากประเทศออสเตรเลีย ที่เข้าเรียนหลักสูตรวิชานวดแผนไทยเป็นประจำทุกปี ปีละประมาณ 20 คน จึงได้มีแนวคิดที่จะจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้นมานานแล้ว เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้เป็นสถานที่ฝึกและเรียนรู้

อีกทั้งยังแหล่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยการบริการตรวจรักษาฟื้นฟูและส่งเสริมสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ได้แก่ อาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังออฟฟิศซินโดรม ปวดศีรษะไมเกรน ปวดเข่าข้อเข่าเสื่อม หัวไหล่ติดนิ้วล็อค บรรเทาอาการปวดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท การฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต และการดูแลหญิงหลังคลอด

โดยที่ศูนย์แห่งนี้จะมีแพทย์ที่จบตามหลักสูตรแพทย์แผนไทยจากโรงพยาบาลศิริราชดูแลประจำอยู่ ซึ่งก่อนการใช้บริการนวด จะมีการตรวจสุขภาพของผู้มาใช้บริการทุกครั้ง เพื่อแนะนำว่าควรจะนวดประเภทใด มีโรคประจำตัวหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ ส่วนผู้ช่วยแพทย์แผนไทยนั้น ก็จะต้องจบหลักสูตรการนวดแผนไทยเต็ม 330 ชั่วโมง และมีใบรับรองจาก สสจ.ทุกคน ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าหากมาใช้บริการที่ศูนย์แห่งนี้แล้วจะมีคุณภาพและมาตรฐานอย่างแน่นอน นางจรวยพร กล่าว สำหรับการให้บริการ ในช่วงแรกจะเปิดทำการในวันเวลาราชการก่อน คือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลาทำการจันทร์ถึงศุกร์ 08.00 - 20.00 น. หากมีผู้มาใช้บริการมากขึ้นอาจจะมีการเปิดให้บริการในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ด้วย โดยค่าบริการจะอยู่ที่ การนวดแผนไทยชั่วโมงละ 200 บาท การนวดประคบชั่วโมงละ 250 บาท และห้องอบตัว ครั้งละ 120 บาท โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที สอบถามรายละเอียดที่ศูนย์การเรียนรู้และส่งเสริมสุขภาพแผนไทยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครลำปาง เบอร์โทรศัพท์ 088-275 -8545 หรือ facebook.com /thaimed.bcnlp


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1196 วันที่ 14 - 20 กันยายน 2561)
Share:

เปิดตัวร้านนิวเลเซอร์ 2 ปรับโฉมรุกตลาดพริ้นท์ติ้งครบวงจร

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

ฟูจิฟิล์ม ร่วมกับร้านนิวเลเซอร์ 2 เปิดตัว ฟูจิฟิล์ม โฟโต้ สเตชั่น(FPS) สาขาลำปางร้านพริ้นท์ติ้งครบวงจร
เมื่อวันที่ 8 ก.ย.61 ที่ผ่านมา นายโชโกะ โดอิ ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม(ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำด้านดิจิตอลพริ้นท์ติ้ง อย่างครบวงจร ได้เดินทางมาร่วมเปิด ร้านนิวเลเซอร์ 2 ลำปาง ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน (ติดกับโรงเรียนอรุโณทัย) ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง หลังจากที่ได้ร่วมมือกับฟูจิฟิล์มปรับโฉมร้านใหม่เป็นรูปแบบเป็น ฟูจิฟิล์ม โฟโต้ สเตชั่น” FUJIFILM PHOTO STATION (FPS) ซึ่งเป็นร้าน พริ้นท์ติ้งรูปแบบใหม่ ที่มีมาตรฐานการจัดวางรูปแบบร้านในแนวคิด FPS ที่ทางฟูจิฟิล์มเป็นผู้รับรอง โดยให้บริการงานพริ้นท์ติ้งโซลูชั่นแบบครบวงจร กับงานพริ้นท์ติ้งระดับพรีเมียมที่มีคุณภาพสูง พร้อมจำหน่ายอุปกรณ์ด้านการถ่ายภาพแบบครบวงจร เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในยุคดิจิตอล

โดยภายในงานมี นายอนุรักษ์ นภาวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัท อินทราเซรามิค และนายกสมาคมโรตารีดอยพระบาท เป็นประธาน ร่วมกับนายโชโกะ โดอิ ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม(ประเทศไทย)จำกัด และนายประสิทธิ์ -นางรัชนี ตรียกูล เจ้าของร้านนิวเลเซอร์ 2 ร่วมกันตัดริบบิ้นเปิดร้านอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้ร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง

และในช่วงของการฉลองเปิดร้านนิวเลเซอร์ 2 สาขาลำปาง ได้มีโปรโมชั่น เช่น บริการพริ้นท์ภาพฟรีขนาด 4x6 นิ้ว จำนวน 10 ภาพต่อท่าน รวมถึงการพิมพ์ภาพ Canvas ขนาด 16x16 นิ้ว ในราคาพิเศษ พิเศษสุด กล้องถ่ายรูปด่วน Instax Mini8 ลดราคาสูงถึง 50% และลุ้นรับรางวัลกล้อง Instax Mini8 มูลค่า 2,890 บาท จับรางวัลวันที่ 1 ต.ค.61 พร้อมรับของพรีเมียมสมนาคุณอีกมากมาย

สำหรับร้านนิวเลเซอร์ 2 ได้ดำเนินธุรกิจการถ่ายภาพมายาวนาน ตั้งแต่วิวัฒนาการของแล็บสีจากระบบซิลเวอร์ฮาไลด์ มาสู่ยุคดิจิตอล แต่ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป จึงได้ทำการปรับโฉมให้ดูทันสมัยขึ้น ภายในแนวคิด ฟูจิฟิล์ม โฟโต้ สเตชั่น” FUJIFILM PHOTO STATION (FPS) โดยมีบริการพริ้นท์ติ้งภาพแบบครบวงจร ด้วยเครื่อง Frontier 570 จากฟูจิฟิล์ม และเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ Acuity LED 1600 จากฟูจิฟิล์มที่สามารถพริ้นท์ติ้งภาพขนาดใหญ่และมีคุณภาพสูงระดับพรีเมียม รวมถึงจำหน่ายกล้องและอุปกรณ์เสริมภายใต้แบรนด์ฟูจิฟิล์มด้วย

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1196 วันที่ 14 - 20 กันยายน 2561)
Share:

คณะทำงาน รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมปลูกป่า ที่บ้านนางแล อ.ห้างฉัตร

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

ชมรมแม่วักฯ และมูลนิธิวทัญญู ณ ถลาง ร่วมกับชาวบ้านนางแล อ.ห้างฉัตร กิจกรรมปลูกป่าโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี


วันที่ 8 ก.ย.61 ณ สวนป่าสมุนไพรและสวนป่าชุมชน บ้านนางแลหมู่ที่ 13 บ้านนางแล ต.ปงยางคก อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง พลเอกธนศักดิ์ เก่งถนอมม้า คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานกิจกรรมปลูกป่าโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จัดโดยชมรมแม่วัก (องค์กรสาธารณประโยชน์) และมูลนิธิวทัญญู ณ ถลาง โดยมีนายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชกาจังหวัดลำปาง


นายวาทิต ปัญญาคม นายอำเภอห้างฉัตร นายไพบูลย์ ชุ่มใจ ประธานชมรมแม่วัก นายประหยัด แลสันกลาง ผู้ใหญ่บ้านบ้านนางแล รวมทั้งส่วนราชการ ท้องถิ่น และประชาชนร่วมงานจำนวนมาก สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว นายไพบูลย์ ชุ่มใจ ประธานชมรมแม่วัก กล่าวว่า เดิมพื้นที่นี้เป็นป่าเสื่อมโทรม 63 ไร่ เมื่อมีโครงการชลประทานตัดผ่าน ทำให้เหลือพื้นที่ 57 ไร่เศษ ในปี 2537 ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันฟื้นฟูป่าแห่งนี้ จนทำให้ป่าฟื้นคืนสภาพจนถึงปัจจุบัน จากนั้นได้มีการจัดโครงการค่ายเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อมขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ กระทั่งปี 2559 ได้ต่อยอด ทำโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

จากนั้น ประธานในพิธีได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ในการเซ็น MOU การร่วมมือเป็นเครือข่ายป่าชุมชนระหว่างชมรมแม่วัก กับโรงเรียนชุมชนบ้านแม่ฮาว ในการร่วมกันอนุรักษ์ผืนป่า จากนั้นประธานมอบพันธุ์ปลาให้แก่ผู้นำ 13 หมู่บ้านเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ราษฎร หลังกล่าวเปิดงาน พลเอกธนศักดิ์ ประธานในพิธี ได้ทำการยิงหนังสติ๊กที่มีลูกเม็ดมะค่า และเมล็ดพันธุ์ไม้เสี้ยวป่าอยู่ข้างในเข้าไปในป่า พร้อมกับผู้อาสาร่วมยิงเมล็ดพันธุ์ไม้อีก 50 คน พร้อมกับปล่อยพันธุ์ไก่ป่าจำนวน 9 ตัวเข้าไปในสวนป่า และปลูกต้นไม้ เพื่อเป็นที่ระลึกด้วย


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1196 วันที่ 14 - 20 กันยายน 2561)
Share:

รมว.วธ.เปิดงาน “วัฒนธรรมสัญจร” สู่สถานศึกษา ครั้งที่ 18 ที่ลำปาง

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

รมว.วธ.เปิดงาน วัฒนธรรมสัญจรสู่สถานศึกษา ครั้งที่ 18 ที่ลำปาง ผนึกหน่วยงานรัฐ เอกชน ภาคประชาชน สร้างค่านิยมรักชาติ-ท้องถิ่น ปลูกผังคุณธรรมแก่เด็กและเยาวชน วันที่ 10 กันยายน 2561 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง


นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานวัฒนธรรมสัญจรสู่สถานศึกษา ครั้งที่ 18 ภายใต้ชื่องาน วัฒนธรรม ศาสนา วิทยาศาสตร์ สร้างโอกาสให้เด็กจังหวัดลำปางระหว่างวันที่ 10-13 กันยายน 2561 พร้อมมอบหนังสือเข้าห้องสมุดโรงเรียน 50 แห่ง และมอบถังน้ำ 2,000 ลิตร ให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนถังเก็บน้ำไว้บริโภค 50 โรงเรียน ในพื้นที่ จ.ลำปาง โดยมีนายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ประธานมูลนิธิเผยแผ่ศาสนาและพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชน เข้าร่วม นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม ได้ขับเคลื่อนนโยบาย วิถีถิ่น วิถีไทยของรัฐบาล เพื่อส่งเสริมและเสริมจิตสำนึกความเป็นไทย รวมทั้งนโยบายและยุทธศาสตร์ในการใช้วัฒนธรรมสร้างความดีและสังคมดี


โดยมุ่งเสริมสร้างค่านิยม อัตลักษณ์ไทยและความเป็นไทย เทิดทูนชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รักท้องถิ่นและภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ดังนั้น วธ.ได้ร่วมกับมูลนิธิเผยแผ่ศาสนาและพัฒนาคุณภาพชีวิต กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานรัฐ เอกชนและภาคประชาชนในจังหวัดลำปาง จัดโครงการวัฒนธรรมสัญจรสู่สถานศึกษาครั้งที่ 18 ภายใต้ชื่องาน วัฒนธรรม ศาสนา วิทยาศาสตร์ สร้างโอกาสให้เด็กจังหวัดลำปางระหว่างวันที่ 10-13 กันยายน 2561 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง


รัฐมนตรีว่าการกระทาวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า กิจกรรมภายในงานครั้งนี้มีทั้งนิทรรศการและกิจกรรมที่ให้ความรู้ด้านวัฒนธรรม ศาสนาและวิทยาศาสตร์ โดยกิจกรรมด้านศิลปวัฒธรรมและศาสนา ได้แก่ นิทรรศการประวัติศาสตร์และประเพณีท้องถิ่น นิทรรศการเพลินพยนต์ ชุมชนคุณธรรมน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไทย ตลาดนัดภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ รวมทั้งมีการแนะแนวการศึกษาด้านนาฏศิลป์และดนตรี การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม เช่น การแสดงหุ่นละครเล็ก(โจหลุยส์) และหุ่นไทย การสาธิตเจิงดาบ ศาตราแห่งล้านนา เป็นต้น นอกจากนี้ มีกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมและการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อาทิ นิทรรศการวิทยาศาสตร์แบบสัมผัส ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ สาธิตอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน นวัตกรรมไฟฟ้า สาธิตการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางสูง การระงับอัคคีภัยในครัวเรือน เป็นต้น ทั้งนี้ วธ.ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชนจัดงานนี้มาตั้งแต่ปี 2551 และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง 17 ครั้ง ใน 13 จังหวัด ซึ่งผลการจัดงานช่วงที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 5 แสนคน ภาพ: ปชส.ม.ราชภัฎลำปาง , ชมรมช่างภาพจังหวัดลำปาง


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1196 วันที่ 14 - 20 กันยายน 2561)
Share:

‘กันยา’ ฤดูแห่งเม็ดเงิน

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

 แม้ว่าเดือนกันยายนจะเป็นช่วงหน้าฝน แต่กลับเป็นเดือนที่มีอีเวนท์หรือ กิจกรรม มหกรรม นั่นนี่ชุกชุมมากกกกก.....  อาจเป็นเพราะเดือนกันยายนเป็นห้วงสุดท้ายของการใช้งบประมาณจากภาครัฐ งานใดที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล จังหวัด หรือแม้แต่ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งหลายก็เร่งปิดงานกันกระจุกตัวที่เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ

หากมองมุมบวก ก็ถือว่าเป็นช่วงเงินสะพัด จากรัฐกระจายลงสู่ธุรกิจระดับท้องถิ่น และคนทำมาหากินแบบ พ่อค้าแม่ขายก็มีช่องทางรายได้กันคึกคัก

แต่บางครั้งก็อาจจะมีคนมองมุมมืดเล็กๆในแง่ของการจ้างเหมางานใหญ่บางโครงการ เงินก้อนใหญ่ก็ตกในมือของผู้รับเหมาต่างถิ่น เช่น ออกาไนซ์จัดงานมักจ้างจากข้ออ้างคำว่า “มืออาชีพ” มาจากเชียงใหม่หรือกรุงเทพฯเป็นหลัก ส่วนผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ตกเป็นผู้รับจ้างยิบย่อยในโครงการ ก็ต้องว่ากันไป

เพราะจะว่าไป ผู้รับเหมาจัดงานกิจกรรม หรือที่เรียกกันว่า ออกาไนซ์ท้องถิ่น ก็มีขนาดเล็กเกินไปจะไปต่อกร วิ่งงานโครงการใหญ่ แถมบางทีก็ติดที่ว่าเข้าไม่ถึงข่าวสารการยื่นการประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้ง สินค้า และ บริการ ด้วยการทำรายการประมูลราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-bidding  นั่นเอง

เพราะ งานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของงานที่มี ช่าง ผู้รับเหมา และผู้จำหน่ายสินค้าให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นงานที่มั่นใจได้ว่าทำหรือจำหน่ายสินค้าให้ไปแล้วได้รับค่าตอบแทนแน่นอน เป็นงานที่เชื่อถือได้ และยังเสริมภาพลักษณ์ของ ผู้ที่สามารถเข้าดำเนินงานให้รัฐมีความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจมากขึ้นตาม แต่ปัญหาของผู้รับเหมาที่มาจากวิธีการ e-bidding ก็คือการเชื่อมโยงกับการจ้างงานในท้องถิ่นยังน้อยมาก บางงานก็กดราคาให้เม็ดเงินตัวเองเหลือกำไรมากไปจนกลายเป็นงานจ้างงานที่เอาเปรียบธุรกิจท้องถิ่นมากไปเช่นกัน

ทางออกของเรื่องนี้คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นเจ้างบฯ ต้องดูแลและกำกับการจัดซื้อจัดจ้างในเนื้องานให้มากกว่าแค่ปล่อยให้ผู้รับเหมาทำตาม เอกสารข้อกําหนดของผู้ว่าจ้าง หรือ TOR เท่านั้น เพราะเรื่องของการจ้างงานอย่างยุติธรรม มีคุณธรรมมักจะหายากเต็มทีจากคนนอกพื้นที่ หรือบริษัทใหญ่ ซึ่งหน่วยงานเจ้าของโครงการมักอ้างว่า จ้างออกาไนซ์แล้ว ดูเหมือนจะเป็นการปัดความรับผิดชอบไปเสีย

ฤดูแห่งการปิดงบประมาณเดินกันยายน ขอให้งบประมาณตกถึงคนท้องถิ่นให้ยุติธรรม จะดีต่อการกระจายเม็ดเงินรัฐสู่ประชาชนที่น่าชื่นชม ชูใจ

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1196 วันที่ 14 - 20 กันยายน 2561)

Share:

แก้วโป่งข่าม ความงาม+ความเชื่อ

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจหนืดเหมือนตังเม ทำมาค้าขายฝืด หลายคนจิตตก ก็อยากจะมองหาเครื่องรางของขลังมาติดตัวไว้ เพื่อเสริมกำลังใจ เสริมดวง ซึ่งลำปางก็ แก้วโป่งข่าม ของขึ้นชื่อของลำปางมายาวนาน

แก้วโป่งข่ามของอำเภอเถินนั้น นับว่าเป็นของดีคู่บ้านคู่เมือง เป็นสินค้าโอท็อปสร้างชื่อระดับประเทศเลยทีเดียว แก้วโป่งข่ามคือหินแก้วตระกูลแร่ควอตซ์ ซึ่งมีความแข็งแรงเป็นอันดับที่ 4 ของมาตรวัดความแข็งของแร่

คำว่า โป่ง หมายถึง ลักษณะของสิ่งที่พองด้วยลม หรือแก๊ส ส่วนคำว่า ข่าม หมายถึง การอยู่ยงคงกระพัน

นอกจากความสวยงามในแง่ของเครื่องประดับแล้ว แก้วโป่งข่ามจึงสอดคล้องกับความเชื่อในเรื่องแก้วศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนา ซึ่งแบ่งเป็น 12 ประเภท

1. แก้วเข้าแก้ว
            ลักษณะ : เมื่อยังไม่ได้เจียระไน โดยยังเป็นหน่อแก้วอยู่นั้น จะมองเห็นหน่อแก้วลิ่มเล็ก ๆ อาจจะลิ่มเดียว หรือเป็นกลุ่ม งอกอยู่ภายในหน่อแก้วใหญ่ โดยแทงทะลุจากภายนอกด้านในด้านหนึ่งเข้าไปภายใน หรืออาจเป็นหน่อแก้วซ่อนอยู่ภายในหน่อแก้วใหญ่ เป็นแก้วที่มีค่าหาได้ยาก เป็นที่ต้องการ และมีราคาสูง
ความเชื่อ : มีความโดดเด่นในเรื่องอำนาจ ความสำเร็จด้านการติดต่อค้าขาย ความมีชื่อเสียง เป็นแก้วที่มีพลังสูงจนสามารถเปลี่ยนโชคชะตาของผู้เป็นเจ้าของให้ดีขึ้นได้
2. แก้วพิรุณแสนห่า
            ลักษณะ : มีลวดลายเหมือนสายฝนบาง ๆ อาจเป็นเส้นตรง หรือพลิ้วไหวดังสายฝนต้องลม เป็นแก้วที่หายากอีกชนิดหนึ่ง มีราคาสูง โดยเฉพาะเส้นสายฝนที่เป็นสีฟ้า
            ความเชื่อ : สามารถคุ้มครองผู้เป็นเจ้าของให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง ทำให้ทรัพย์สินงอกเงย อีกทั้งเจริญรุ่งเรือง
3. แก้วขนเหล็ก
            - แก้วขนเหล็กน้ำใส
ลักษณะ : ภายในมีเส้นแร่สีดำขนาดเล็กปรากฏอยู่ เชื่อกันว่าคือเหล็กไหล แต่จริง ๆ แล้วคือแร่รูไทล์ ธาตุไทเทเนียม เป็นแก้วโป่งข่ามที่มีชื่อเสียงมากที่สุด มีราคาสูงและหายากกว่าแก้วขนเหล็กน้ำตัน
ความเชื่อ : ให้คุณในด้านคงกระพัน โชคลาภ และเสริมบารมี
-          แก้วขนเหล็กน้ำตัน
ลักษณะ : เนื้อแก้วขุ่น หรือเป็นสีเทา ภายในมีเส้นแร่สีดำขนาดใหญ่กว่าและหยาบกว่าแบบน้ำใส
ความเชื่อ : ให้คุณด้านโชคลาภ ยศตำแหน่ง แคล้วคลาดปลอดภัย เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางบ่อย ๆ ทหารจะนิยมแก้วชนิดนี้กันมาก
4. แก้วปวก
            ลักษณะ : คำว่า ปวก ภาษาถิ่นเหนือแปลว่าฟองน้ำ คือภายในมีลักษณะฟูขึ้นมา แก้วแต่ละชนิดจะมีชื่อเรียกตามสี เช่น ปวกเขียว ปวกแดง ฯลฯ
            ความเชื่อ : ให้คุณด้านเมตตามหานิยม เหมาะสำหรับผู้ที่ค้าขาย ผู้ที่ต้องติดต่อกับบุคคลอื่น ๆ รวมทั้งทำให้อยู่เย็นเป็นสุข แคล้วคลาด
5. แก้วทราย
            ลักษณะ : ด้านบนของเม็ดแก้วจะใส ส่วนพื้นแก้วด้านล่างมีเม็ดทรายเรียงกันเป็นพื้น มีหลายสี
            ความเชื่อ : สีแดงป้องกันโรคภัย ให้ความมีชีวิตชีวา ส่วนสีทองเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสม ให้คุณด้านความมั่งคั่ง
6. แก้วหมอกมุงเมือง
            ลักษณะ : ภายในเป็นลายสีขาวบาง ๆ อาจขาวขุ่นหนาทึบเหมือนเมฆ หรือเป็นริ้วบาง ๆ แทรกด้วยสีฟ้าอ่อน บางครั้งอาจดูเหมือนควันไฟสีขาว
            ความเชื่อ : คำว่า หมอกมุงเมือง หมายถึง ความร่มเย็น คือมีหมอกมามุงเมืองไว้ไม่ให้มีความเดือดร้อนนั่นเอง นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าเป็นแก้วที่มีเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองอีกด้วย
7. แก้วนางขวัญ
            ลักษณะ : สีพื้นเป็นสีม่วงอ่อนจนถึงสีม่วงเข้ม ดูคล้ายอะเมทิส แต่มีเนื้อแข็งกว่ามาก หาได้ยากมาก
            ความเชื่อ : ดีในด้านจิต (ขวัญ) ซึ่งจะถูกคุ้มครองโดยอานุภาพของแก้ว แคล้วคลาดจากอำนาจมนตร์มายา
8. แก้ววิทูรสีน้ำผึ้ง
            ลักษณะ : สีเหลืองขุ่น โดยจะเป็นสีเหลืองอมส้ม อาจมีสีเดียวทั้งเม็ด หรือมีลายเป็นริ้ว เป็นวง สีเหลือง สีเทา และสีขาว
            ความเชื่อ : ให้คุณด้านโชคลาภ ชื่อเสียง และอำนาจ
9. แก้วแร
            ลักษณะ : เป็นสีฟ้าอมเทา
            ความเชื่อ : เหนี่ยวนำให้เกิดความคิดและภูมิปัญญา อันเป็นที่มาของโภคทรัพย์ และยังก่อให้เกิดจินตนาการเชิงศิลปะ
10. แก้วมังคละจุฬามณี
            ลักษณะ : ภายในเป็นรูปมงคลต่าง ๆ เช่น องค์พระ ใบโพธิ์ เจดีย์ หรือนาค เป็นแก้วที่พบได้ยากมาก และถือว่ามีค่าสูงมาก
            ความเชื่อ : เจริญด้วยสมบัติ แคล้วคลาดจากภัยทั้งปวง ช่วยเสริมบารมี
11. แก้วสามกษัตริย์
            ลักษณะ : มีทั้งที่เกิดจากการรวมของแก้วต่างสกุลกัน หรืออยู่ในสกุลเดียวกัน แต่ต่างวรรณะกัน ปัจจุบันหาได้ยาก เนื่องจากเป็นแก้วที่ไม่มีแหล่งแน่นอน ทั้งยังเป็นที่ต้องการอย่างมาก
            ความเชื่อ : เป็นแก้วที่มีคุณค่าอนันต์ เนื่องจากรวบรวมเอาสิ่งที่เป็นมงคล หรือรวมสกุลแก้วอื่น ๆ ไว้ในแก้วเม็ดเดียว จึงทำให้เชื่อกันว่า มีคุณวิเศษบริบูรณ์
12. แก้วกาบ
            ลักษณะ : มีแก้ว หรือแร่ประกอบอยู่ภายใน ลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ อาจมีสีทอง หรือสีน้ำตาล เรียกว่า กาบทอง หากมีสีขุ่น เรียกว่า กาบเงิน บางครั้งอาจพบว่าเป็นแก้วใส ๆ ประกอบเป็นแผ่นบาง ๆ อยู่ภายใน
            ความเชื่อ : ให้คุณด้านหน้าที่การงาน ยศตำแหน่ง

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1196 วันที่ 14 - 20 กันยายน 2561)
Share:

บุษบกตะลุมบอน !

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

ติสมาชิกสภาเทศบาลนครลำปาง ผ่านงบประมาณเกือบ 10 ล้านบาท เพื่อสร้างรถบุษบก 9 คัน ยังเป็นประเด็นร้อนที่บานปลาย จนไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นอยู่ที่ใด พี่น้องชาวลำปางรู้แต่ว่า เป็นการอนุมัติงบประมาณที่ไม่ได้คำนึงถึงความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ ลำดับก่อนหลังในการดูแลชาวบ้านในเขตเทศบาล และดูเหมือนไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่นายกิตติภูมิ นามวงค์ จะตอบคำถามเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับนางสาวอมลยา เจนตวนิชย์ สมาชิกสภาเทศบาล ที่ตั้งคำถามกับนายกเทศมนตรี ด้วยความใส่ใจ จริงจัง

ก่อนจะหาคำตอบถึงจุดเริ่มต้น ต้องเข้าใจว่า ในระบบการปกครองที่มีผู้แทนมาจากการเลือกตั้ง มีฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน มีผู้บริหารเทศบาล และมีสมาชิกสภาเทศบาล เวทีที่พวกเขาจะถกเถียง ทำหน้าที่ หรือตรวจสอบการบริหารกันนั้น อยู่ในสภา ไม่ว่าประชาชนจะพึงพอใจหรือไม่ เมื่อได้ชี้แจงแสดงเหตุผลกันแล้ว ยังแพ้มติ ก็ต้องยอมรับกติกา ต้องมีน้ำใจนักกีฬา คือรู้แพ้ รู้ชนะ

นักการเมือง ควรเคารพกติกา และถือว่าได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนอย่างดีที่สุดแล้ว หน้าที่จบที่สภา หาไม่แล้ว หากการเมืองระดับชาติ มีการพูดจาถกเถียงกันแล้ว แต่สภากลับลงมติไปในทางตรงกันข้าม มิต้องวุ่นวายกันไปใหญ่หรือ หากแพ้แล้วไม่ยอมแพ้ เล่นบทขี้แพ้ชวนตีต่อ

แต่ทั้งนี้ ยังเป็นสิทธิของประชาชนอย่างเต็มที่ ในการแสดงความเห็นคัดค้าน ตั้งวงวิพากษ์วิจารณ์นายกิตติภูมิ นามวงค์ รวมทั้งสมาชิกสภาเทศบาลที่โหวตให้ผ่านมตินี้  เพราะนี่คือสีสันของประชาธิปไตย เป็นการตรวจสอบการบริหารท้องถิ่นของภาคประชาชน ที่นายกิตติภูมิ นามวงค์ จะเพิกเฉยมิได้

การล่าลายชื่อกันเพื่อนำไปสู่การถอดถอน หรือแขวนงบประมาณนี้ไว้โดยผ่านอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่ผู้นำการเคลื่อนไหว ควรศึกษาข้อกฎหมายให้ถ่องแท้ และพูดความจริงกันว่า ด้วยระเบียบ กฏเกณฑ์ วิธีการ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายทั้งสองนั้น มิใช่เรื่องง่าย แต่อย่างน้อยการได้ลงชื่อกันก็บอกแล้วว่า ชาวบ้านไม่ได้นิ่งดูดาย

ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้วิธีการอย่างมีอารยะ หากต้องการให้บทเรียนกับทีมนายกิตติภูมิ นามวงค์ ด้วยการไม่ไปลงคะแนนเลือกพวกเขากลับมาอีก ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงอีกไม่นานเดือนนี้  ซึ่งเป็นวิธีการตัดสินตามกติกาที่ดีที่สุดในวิถีประชาธิปไตย

บ้านเมืองที่มีอารยะ เช่น เมืองลำปาง หรือลำปางอารยะ แปลว่า เป็นบ้านเมืองที่มีความเจริญเติบโต มีความงดงามในทุกมิติ ทั้งศิลปวัฒนธรรม จิตใจ การพูดการจา การแสดงเหตุผล อย่างคนที่เจริญแล้ว  เมื่อพิจารณาประกอบกับเรื่องราวของมติบุษบก ที่นำมาสู่ความคิดเห็นที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเป็นมติที่ไม่ถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์  นั่นแปลว่า การแสดงความเห็นคัดค้านวิธีการจัดการบริหารของนายกเทศมนตรี ในฐานะเป็นผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ มิใช่การเจ็บแค้น หรือความเกลียดชังที่มีต่อนายกิตติภูมิ นามวงค์ เป็นการส่วนตัว วิธีการแสดงออกจึงเป็นการวิพากษ์ มิใช่ด่าทอตัวบุคคล ด้วยภาษาที่รุนแรง

เราควรสนับสนุนให้มีการเปิดพื้นที่สำหรับที่ประชาชนจะวิพากษ์ วิจารณ์การบริหารงานของเทศบาลอย่างเต็มที่  ไม่ว่าจะในกลุ่ม Lampang City เพจ LANNAPOST  รวมทั้งเพจอื่นๆ หรือพื้นที่สาธารณะออนไลน์ รูปแบบอื่นๆ คือ พื้นที่ในการถกเถียง แสดงเหตุผลที่มีคุณค่า และผู้บริหารเทศบาลต้องเปิดใจกว้างรับฟัง ต้องหนักแน่นอดทน ในฐานะเป็นตัวแทนประชาชน ในขณะเดียวกัน หากผู้บริหารเทศบาล ยังคิดว่าตอบคำถามพวกเขาไม่ครบถ้วน ก็ควรต้องอธิบาย และตอบคำถามให้ชัดเจน

การถกเถียง แสดงเหตุผล ความเป็นจริง มิใช่การนำความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ถ้าความเห็นมีลักษณะของการใส่ความ ใช้ภาษาหยาบคาย ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ก็เป็นหน้าที่ของแอดมินที่จะลบข้อความนั้นเสีย  และต้องทำความเข้าใจว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์นั้น เอาไปฟ้องหมิ่นประมาทไม่ได้

เราถกเถียงกันได้ โต้แย้งกันได้ เพราะนี่คือความงดงาม เป็นสีสันของประชาธิปไตย และเราควรปิดกั้น หรือให้ความรู้กับคนบางกลุ่มที่อาจมีวาระแอบแฝง ว่า นี่คือลำปางอารยะ ที่ผู้คนล้วนมีการศึกษา ฉลาดรู้เท่าทันกัน มิใช่บ้านเมืองที่จะสาดใส่กันด้วยวาทกรรมแห่งความเกลียดชัง ที่เป็นเพียงฉกฉวยสถานการณ์มาเป็นประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1196 วันที่ 14 - 20 กันยายน 2561)
Share:

เกษตรชนเผ่า ชูพืชผลเมืองงาว พลิกผืนดินหว่านพันธุ์ใหม่

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

แม้ประเทศไทยและทั่วโลกก้าวล้ำจะมาถึงยุค 4.0 หากแต่เรื่องของอาหารการกิน พฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้กลับถอยหลังไปสู่ความต้องการอาหารจากธรรมชาติที่อาศัยภูมิปัญญาจากคนท้องถิ่นเป็นตัวแปรด้านเกษตรกรรมทั้งแนวอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย  


ชนเผ่าอาข่ากว่า 80 ครัวเรือน ที่หมู่บ้านแม่คำหล้า ตำบลบ้านร้อง อำเภองาว เป็นเขตภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลราว 900 เมตร แต่ก็จัดได้ว่าเป็นพื้นที่ห่างไกล เข้าถึงยากลำบาก  เพราะถนนหนทางยังไม่ดี แต่ชนเผ่าที่นี่ผ่านการพัฒนาตัวเองจากความยากจนมาสู่วิถีชีวิตที่พอเพียงจากอาชีพเกษตรกรรม และกำลังจะก้าวไปสู่การเป็นชุมชนที่พร้อมจะเป็นชุมชนเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงที่เคยมีรายได้หลักจากการทำไร่ข้าวโพด ข้าวไร่ และปลูกลิ้นจี่สายพันธุ์ “ฮงอวย” มาทดลองปลูกส้มเขียวหวานสายน้ำผึ้ง บ้วย ท้อ พลับ อโวคาโด เงาะ มะม่วงและใบชา กาแฟอาราบิก้า แซมตามพื้นที่ไหล่เขาและในครัวเรือน ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้ผลผลิตคุณภาพดีมีความพร้อมขอให้ทางจังหวัดสนับสนุนต้นพันธุ์ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่มีเป้าหมายตลาดเพียงแค่ขายในจังหวัดลำปางและพะเยาก็เพียงพอแก่การสร้างอาชีพและรายได้ทดแทนการทำพืชไร่


หัสรินทร์  เมทู  เกษตรกรคนรุ่นใหม่ ลูกหลานชาวอาข่า ที่เรียนจบด้านเกษตรมาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมีประสบการณ์จากการทำงานด้านเกษตรในญี่ปุ่นมามาช่วยถ่ายทอดเทคนิคเกษตรอินทรีย์วิถีปลอดสารเคมี ให้แก่พี่น้องอาข่า เล่าว่า แม้พวกเขาจะมีอุปสรรคเรื่องเส้นทางการเข้าออกหมู่บ้าน แต่ก็มีความได้เปรียบเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เพื่อการเกษตรซึ่งควบคุมให้ปลอดสารเคมีได้ง่าย โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิดไปสู่เกษตรอินทรีย์ มีตัวอย่างผลผลิตเชิงคุณภาพเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ ทั้งนี้เขาได้ร่วมกับญาติในครอบครัว ปลูกอโวคาโดปลอดเคมี 100 % และนำผลผลิตไปขอรับรองมาตรฐานเพื่อผลต่อการเชื่อมโยงกับตลาดสากล เช่น ขายเข้าห้างสรรพสินค้า กลุ่มตลาดส่งออก และตลาดออนไลน์ ในยุค 4.0  

ห่างกันไม่ไกลนัก ชุมชนชาวกระเหรี่ยง หรือ “ปกาเกอะญอ” และชาว “อาข่า” เป็นชุมชนเก่าแก่กว่า 113 ปี มีอัตลักษณ์เรื่องวิถีทำกินที่ดูแลรักษาป่า เพราะที่นี่เป็นหมู่บ้านติดป่าสงวน การเกษตรกรรมยังมีความเป็นวิถีชนเผ่าอยู่มาก ชาวบ้านมีรายได้จากไผ่ในป่าเป็นหลัก ที่นี่จึงเป็นแหล่งผลิตหน่อไม้ดองธรรมชาติขายส่งไปยังตลาดพื้นราบที่สำคัญ


สิ่งแปลกใหม่ของการเกษตรบ้านแม่ฮ่าง คือการเรียนรู้และทดลองทำเกษตรอินทรีย์ ตามแนวทาง “สวนเกษตรขั้นบันได” ของ อาจารย์ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ด้วยการปลูกพืชผสมผสานที่สามารถปลูกได้ในสภาพอากาศบนพื้นที่สูง โดยปลูกไม้ผล และพืชเศรษฐกิจ ผักสวนครัว 21 ชนิด โดยทำแปลงปลูกเป็นขั้นบันไดตามไหล่เขา

ติ่งสมุทร  ศิราไพบูรณ์พร หนึ่งในเกษตรกรชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่ฮ่าง บอกว่า หลังจากได้ร่วมโครงการกสิกรรมธรรมชาติ กับ อ.ยักษ์ ตนได้ปรับพื้นที่ไร่ข้าวโพดมาเป็นสวนแบบขั้นบันได ทดลองปลูกพืชผลทุกชนิดในพื้นที่ 2  ไร่ มาเป็นเวลา 4 ปี ขณะนี้เริ่มออกดอกผล เก็บเกี่ยวได้บางส่วนและยังมีความต้องการหาพันธุ์พืชผลเศรษฐกิจมาปลูกขยายผลออกไปให้เต็มพื้นที่ 21 ไร่ ในระยะ 5 ปีข้างหน้า


อรุณ เยละ ผู้ใหญ่บ้านแม่ฮ่าง บอกว่า หลังจากที่ชาวบ้านได้เรียนรู้การทำเกษตรขั้นบันได และการทำเกษตรตามศาสตร์พระราชา ทำให้ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนมีความตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรไปสู่การทำเกษตรผสมผสานและปลูกพืชผลเศรษฐกิจใหม่ๆที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น มีเป้าหมายพัฒนาไปสู่การเป็นหมู่บ้านที่มีผลผลิตเกษตรคุณภาพ เชื่อมโยงกับการพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยว ดึงดูดผู้คนเข้ามา ท่องเที่ยวพักแรงกินอาหารจากธรรมชาติ ชมวิถีชนเผ่า เพราะที่หมู่บ้านแม่ฮ่างยังมีการทอผ้ากระเหรี่ยงจาก “กี่เอว” ให้ชม

“หลังจากที่ท่านผู้ว่าฯมาเยี่ยมเยือนรับฟังปัญหาความต้องการ ชาวบ้านเรามีข้อสรุปในการขอรับการสนับสนุนต้นพันธุ์ไผ่ซางหม่น และพืชผลเมืองหนาว เชื่อว่าในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้านี้ บ้านแม่ฮ่างจะเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของเส้นทางการเรียนรู้วิถีเกษตรธรรมชาติ และการท่องเที่ยวชุมชนที่ดึงดูดผู้คนเฉพาะกลุ่มที่สนใจวิถีชนเผ่า วิถีธรรมชาติ ในอนาคต”  ผู้ใหญ่บ้านแม่ฮ่าง กล่าว


ขณะที่หมู่บ้านบ่อสี่เหลี่ยม ตำบลปงเตา ดินแดนแห่งชาวเผ่าเมี่ยน(เย้า) ที่กำลังพัฒนาตัวเองจากเกษตรพืชไร่ มาปลูกกาแฟ สามารถเก็บเกี่ยวและแปรรูปโดยกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ในหมู่บ้าน รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มกาแฟบ่อสี่เหลี่ยม เพื่อการแปรรูปกาแฟคั่ว เพื่อเป้าหมายขายส่งวงจรธุรกิจเมล็ดกาแฟคั่วในภาคเหนือในปีนี้ ขณะที่ชาวเมี่ยนที่นี่ กำลังปลูกส้มเขียวหวานอินทรีย์ และมีความต้องการปลูกผลไม้ที่เชื่อมโยงกับตลาดเมล็ดกาแฟได้อย่างเช่น แมคคาเดเมีย และใบชาอัสสัม เพื่อขายส่งให้กับโรงงานแปรรูปใบชาที่ แม่ขะจาน จังหวัดเชียงราย

นับเป็นความก้าวหน้าของกลุ่มชนเผ่า พื้นที่อำเภองาว ที่กำลังก้าวไปสู่การเป็นอู่ข้าวอู่น้ำและแหล่งสร้างอาหารสุขภาพจากผลไม้ มาสู่ท้องตลาดในพื้นราบให้เป็นสินค้าช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงเมืองงาวแบบไม่ธรรมดา



(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1196 วันที่ 14 - 20 กันยายน 2561)
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

รวมพลังราชการไทย

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support