ตกสะพาน...

หนุ่มบุรีรัมย์ ซิ่งกระบะเกิดพลิกตกสะพานเขต อ.เถิน จ.ลำปางกลางดึก ส่งผลให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนเพื่อนสาวที่นั่งมาด้วยเสียชีวิตคารถ คาดอาจจะหลับในหรือไม่ชินกับถนน จึงเกิดเหตุสลดครั้งนี้

ที่ดินหาย...

ชมรมพิทักษ์ครูลำปางโวย สหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯซื้อที่ดินผิดระเบียบ ไม่สอบแนวเขตก่อน ถูกฮุบที่ดินทำถนน นำชี้หลักเขตหายไป 50 ตารางวา ลั่นขอเงิน 252 ล้านคืน ต้องจ่ายดอกปีละ 10 ล้าน รวมตัวทวงถามความคืบหน้าคดีฟ้องกรรมการชุดเก่า ทนายเผยคดีแพ่งเหลือสืบพยานนัดสุดท้าย ส่วนคดีอาญาเรื่องอยู่ที่ ป.ป.ช.

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สังคมดาวแปดแฉก

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

สังคมดาวแปดแฉก ประจำฉบับที่ 1134 วันที่ 23-29  มิถุนายน  2560  ****** ลูกโม่.38 เข้าเวรตามปกติ  *****  กำลังเป็นปัญหาใหญ่อยู่ในขณะนี้กับประชาชนสิทธิ์บัตรทองในร่าง พรบ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับใหม่ ชาวบ้านจะถูกลิดรอนสิทธิให้น้อยลงหรือไม่ติดตามดู*****และรัฐบาล คสช. จะต้องเร่งคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วอย่างไม่มีข้ออ้างใดๆทั้งสิ้น  ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของประเทศมองว่าไทยจะเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ การโกงในหน่วยงานของรัฐยังมีต่อเนื่อง  *****  ประเด็นร้อนการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่กำลังเหม็นหึ่งอยู่ในขณะนี้ถือเป็นมะเร็งร้ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  หากมีจริงประชาชนจะเป็นผู้เดือดร้อนโดยตรงเพราะเงินที่ซื้อตำแหน่งจะต้องได้คืนโดยการเป็นอั้งยี่รับเรียกผลประโยชน์ตามมา  *****  ข่าวการทุบหลักกิโลยักษ์แยกภาคเหนือกลายเป็นสถานที่หาเสียงของนักการเมืองไปเสียแล้ว ถือว่ามีฝีมือเพียงแค่นี้หรือเปล่า  หากเป็นการออกมาเสนอความคิดเห็นก็ไปอีกอย่างแต่นี่แสดงตนยิ่งใหญ่ถึงจะเข้าพบอธิบดีกรมทางหลวงให้ชะลอโครงการทุบเอาไว้ก่อน  ****  วันก่อน พล.ต.ต.อาชวันต์ โชติกเสถียร รอง ผบช.ภาค 5 เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายให้กับข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบก. – สว. ในส่วนของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปางที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายวาระประจำปี 2559 จำนวน 48 นาย ที่ห้องประชุม 1 ภูธรจังหวัดลำปาง ซึ่งสาระสำคัญขอให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ให้ความเป็นธรรมต่อประชาชน  ***** นโยบายหลักคือ  ผู้การลำปาง พล.ต.ต.นิยม ด้วงสี ผบก.ภ.จ.ลำปาง ที่ผ่านมายังอยู่ในระดับพอใช้ได้  อาชญากรรม โจรกรรม ย่องเบายังมีต่อเนื่อง ******  โดยเฉพาะผู้ปกครองของเยาวชนยังข้องใจกับสถานบันเทิงหลายแห่งยังเปิดตามใจฉัน ตี 4 – 5 พระออกมากุมบาตรเพิ่งปิด จึงสงสัยมีการจ่ายรายเดือนให้กับคนรัฐบางหน่วยจึงทำเป็นหูหนวกตาบอดไปตามๆ  กัน ***** ยาเสพติดยังมีการขายอย่างเสรีแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกปราบปรามจับกุมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดฝ่ายปกครองมาร่วมปราบอีกหน่วยโดยการนำของ นายสมเกียรติ ตันตระกูล นายอำเภอเมืองลำปาง และ  นายเมธา โรจน์วิจิตร ปลัดฝ่ายมั่นคง อส.ลำปาง ออกลุยพื้นที่ สภ.บ้านเสด็จ ได้ผู้ต้องหาและของกลางเป็นยาเสพติดและอาวุธปืน พฤติกรรมแฝงเป็นชาวไร่สัปปะรดขายยาบ้ากันอย่างสนุกสนานเหมือนขายลูกอม อย่างนี้ต้องเชียร์หน่อย นายอำเภอคนอื่นเลียนแบบได้ไม่ผิดกฎหมาย  *****  ที่นี่เคยย้ำมาหลายครั้งกรณี ร้านอาหารกึ่งซ่องโสเภณีแต่เหมือนว่าไม่มีฝ่ายไหนเข้ามาตรวจจับเลยทั้งในตัวเมืองลำปางและตามชานเมืองมีสาวมาขายตัวในรูปแบบนั่งรับแขก  บางแห่งมีห้องลึกลับพร้อมจะกลายห้องเป็นบังกะโลได้ทันที ตม.ลำปาง ไม่รู้ว่าสบายดีหรือเปล่าเพราะหญิงขายบริการในร้านอาหารบังหน้ามีทั้งต่างด้าวและสาวไทย อย่าได้เกรงใจร้านพวกนี้มากนัก  *****  ร้านอาหารกึ่งซ่องพวกนี้เหิมเกริมเพราะคิดว่าจ่ายเงินรายเดือนให้กับคนของรัฐแล้วคงไม่มีฝ่ายไหนมาจับ  หากพลเมืองดีพบเห็นร้านไหนมีพฤติกรรมอย่างนี้ แจ้งให้ พล.ต.กิตติศักดิ์ แม้นเหมือน ผบ.มทบ.32ลำปาง หรือแจ้งผ่านศูนย์ดำรงธรรมในแต่ละอำเภอ  ***** ด้าน พ.ต.อ.สุเทพ ฐานปนวรกุล รอง ผบก.ภ.จ.ลำปาง ที่กำกับดูแลงานปราบปรามยาเสพติด เร่งกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติจับกุมผู้ค้าผู้เสพรายย่อย – รายใหญ่ อย่างต่อเนื่องและให้ติดตามหมายจับคดียาเสพติดค้างเก่าด้วยและนอกจากนั้นตำรวจต้องทำงานด้วยตนเอง อย่าพึ่งพาสายตำรวจให้มากนัก หลายคดีที่ผ่านมายอมรับว่าตำรวจปราบยาหากไม่มีสายตำรวจเข้ามาช่วยอีกแรง ก็ไม่สามารถรู้เบาะแสได้  *****  มีประชาชนร้องเรียนมาที่ลูกโม่.38 จำนวนมากว่ามีนายช่าง อปท แห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง ทำถนนลาดยางเข้าไปรีสอร์ทของลูกสาวตัวเองโดยใช้งบของ หน่วยงานตัวเองทั้งหมด ทั้งๆที่ถนนในหมู่บ้านใกล้กับสวนของตัวเองพังเป็นหลุมเป็นบ่อแต่ก็ไม่ซ่อมไม่สร้าง  หากเป็นจริงตามที่ชาวบ้านแจ้งมาถือว่าข้าราชการระดับนายช่างใหญ่ อักษรย่อ “อ” คนนี้ระยำจริง ๆ  *****  งานนี้ต้องขอแรงเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเข้าไปตรวจสอบว่าที่ดินของลูกสาวนายช่างรายนี้ถูกต้องหรือไม่ ใช้งบใช้เงินของหลวงไปสร้างถนนให้ส่วนตัวได้ยังไง  บอกแค่นี้ก็คงจะรู้ว่าเป็นหน่วยงาน อปท. แห่งไหน  หากไม่มีปัญญาแกะรอยตามกลิ่นเหม็นรายนี้ก็ลาออกมาเป็นชาวบ้านดีกว่า  *****  เห็นลือกันว่านายช่าง “อ” รายนี้มีอำนาจพิเศษเหลือหลายทำถนนเข้าไปในไร่อย่างอุกอาจท้าทาย ม.44 อย่างหน้าตาเฉย แถมชาวบ้านคิดผิดนึกว่าเป็นไร่ของอดีตนายกรายหนึ่งแต่พอมารู้ข้อเท็จจริงก็เพียงร้อง “อ๋อ” เท่านั้น  *****เห็นข่าวตำรวจนครบาลเข้าบุกจับกุมสถานที่อาบอบนวดและ....ในกรุงต้องตะลึงล้วนแต่เป็นสาววัยรุ่น อายุตั้งแต่ 17-18 ปี เท่านั้น ใน จ.ลำปาง อย่าคิดว่าไม่มีเพราะร้านอาหารมีสาวมาขายตัวแฝงอยู่หลายแห่ง  ไม่เชื่อลองส่งสายไปล่อซื้อบริการทางเพศดู ล้วนแต่เจ้าของมีหน้าตาทางสังคมหลายคน  *****  หลายวันที่ผ่านมามีมหาวิทยาลัยในซอยของ จ.ลำปาง แห่งหนึ่งเชิญสื่อมวลชนหลายแขนงมาร่วมสัมมนาที่โรงแรมดังกลางเมือง แต่ไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ประสานสื่อมวลชนแบบไหน เมื่อถึงวันงานจริงๆ แว่วว่ามีสื่อไปร่วมงานเพียง 20 กว่าคน เจ้าภาพจัดงานต้องโทรศัพท์แจ้งให้อาจารย์และนักศึกษามากินเพราะสั่งอาหารของโรงแรมเอาไว้แล้ว คราวหลังมีงานอย่างมักง่าย  เชิญสื่อต้องระบุคนและสังกัดด้วย เพราะคนทำสื่อหลักจริงๆ  ไม่รู้เรื่องเลย จัดงานครั้งต่อไปอย่ามักง่ายอย่างนี้  *****  หมดพื้นที่ลูกโม่.38 แล้ว ฉบับหน้าพบกันใหม่ 

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1134 วันที่ 23 - 29 มิถุนายน 2560)
Share:

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หล่มภูเขียว-ถ้ำน้ำบ่อผี หลุมยุบมหัศจรรย์

จำนวนผู้เข้าชม

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา เวลา 14.30 นาฬิกา ช่อง NOW 26 หากใครได้ดูรายการสุดขอบฟ้าท้าเที่ยวไทย ที่นอกจากนำเสนอสารคดีโรยตัวถ้ำน้ำบ่อผี จังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว ยังมีช่วงกลางรายการที่กล่าวถึงหล่มภูเขียว อำเภองาว แหล่งท่องเที่ยวอันซีนของบ้านเราในเชิงเปรียบเทียบลักษณะทางภูมิประเทศ

นักท่องเที่ยวสายผจญภัยคงเคยได้ยินชื่อถ้ำน้ำบ่อผีในเขตหมู่บ้านลุกข้าวหลาม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน นี่คือหลุมยุบขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสามารถลงไปเยือนได้

เราเรียกถ้ำน้ำบ่อผีว่า “ถ้ำ” แต่จริง ๆ แล้วมันคือหลุมยุบ (Sinkhole หรือ Doline) เหตุที่ถูกเรียกว่า ถ้ำ เป็นเพราะด้านล่างมีโถงถ้ำสูงใหญ่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนจากจุดชมวิวในบริเวณปากหลุมยุบ ไม่ไกลจากจุดพักแรม

ความยิ่งใหญ่ของหลุมยุบน้ำบ่อผีนี้ ดูได้จากขนาดที่เทียบเท่ากับสนามฟุตบอล 2 สนาม ทว่าสิ่งที่ชวนตื่นตาตื่นใจมากที่สุดคือ ความลึก ซึ่งจุดที่ลึกที่สุด วัดจากขอบปากหลุมลงไปยังพื้นดินได้ถึง 140 เมตร ห้วงลึกนั้นไม่มีทางเข้า-ออกใด ๆ จากเบื้องล่าง ทำได้เพียงวิธีเดียวคือ อาศัยเชือกยาว ๆ และอุปกรณ์เฉพาะสำหรับการโรยตัวและไต่กลับขึ้นมาเท่านั้น

ด้านหล่มภูเขียว ในทางธรณีวิทยา หล่มภูเขียวเกิดจากการยุบตัวลงมาของหินปูน ซึ่งเคยเป็นเพดานถ้ำมาก่อน แล้วจมลงใต้น้ำ เกิดเป็นแอ่งขนาดใหญ่ที่มีหินปูนโอบรอบ โดยสายน้ำได้พัดพาตะกอนหินปูนลงมา ซึ่งตะกอนหินปูนนี้ไม่ได้ทำให้น้ำขุ่น เพราะมาจับตัวกันเป็นชั้น ส่วนน้ำที่เราเห็นว่าเป็นสีเขียว จนเป็นที่มาของชื่อหล่มภูเขียวนั้น เกิดจากการสะท้อนแสงของตะไคร่น้ำและแพลงก์ตอน

การไปเที่ยวหล่มภูเขียวทำได้เพียงชมความมหัศจรรย์อยู่ห่าง ๆ ขณะที่ถ้ำน้ำบ่อผีมีทริปโรยตัวอย่างเป็นกิจจะลักษณะ จัดโดยกลุ่มนักผจญภัยรุ่นใหม่ ซึ่งเชี่ยวชาญในภูมิประเทศและการใช้อุปกรณ์โรยตัว แต่ยอมรับว่าเห็นภาพหล่มภูเขียวจากโดรนของทางรายการแล้ว ช่างน่าตื่นตา สมเป็นมรกตกลางพงไพรจริง ๆ

ชวนกันรู้จักหลุมยุบ

หลุมยุบ (Sinkhole หรือ Doline) คือลักษณะทางธรณีวิทยาประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ชั้นหินใต้ดินเป็นหินปูน หรือหินที่ละลายได้ดีในน้ำที่มีสภาพเป็นกรด นึกภาพง่าย ๆ คือ ภูเขาที่ด้านในกลวงเป็นโถงถ้ำ แล้ววันหนึ่งเพดานถ้ำถล่มลงไปกองอยู่ที่ด้นถ้ำ เปิดช่องโหว่เป็นวงกลม หรือวงรีไว้ด้านบน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมีตั้งแต่ไม่ถึง 1 เมตร ไปจนถึงหลายกิโลเมตร ทำให้แสงส่องลงไปได้ และมีความลึกได้ตั้งแต่ 1 เมตร จนถึงกว่าร้อยเมตร

การเกิดหลุมยุบมี 4 แบบ คือ

การละลาย เป็นการเกิดที่พบบ่อยที่สุด โดยผิวหินปูนด้านบนถูกละลายโดยน้ำที่มีสภาพเป็นกรด แล้วสึกกร่อนลงไปจนกลายเป็นหลุม มีขอบหลุมเอียงลาด

การถล่ม เกิดจากผิวหินปูนทานน้ำหนักของดินที่ทับถมอยู่ด้านบนไม่ได้ จึงถล่มลงไปกองอยู่เบื้องล่าง หลุมยุบที่เกิดจากการถล่มจะมีขอบหลุมชันดิ่ง คล้ายมีกำแพงหินรายล้อมพื้นที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หล่มภูเขียวและถ้ำน้ำบ่อผีนั่นเอง

การทับถม หลุมยุบแบบนี้เกิดขึ้นเพราะตะกอนที่ทับถมอยู่บนชั้นหินถูกน้ำชะ แล้วแทรกเข้าไปในรอยแยกของชั้นหินด้านล่าง นานวันเข้าก็ทำให้ผิวด้านบนยุบลงไป

การจม เกิดขึ้นเมื่อชั้นหินใต้ดินถูกละลาย ตามมาด้วยการยุบลงของผิวด้านบน เกิดเป็นหลุมยุบขนาดใหญ่ที่ไม่ลาดชัน

ในด้านการท่องเที่ยว หลุมยุบหลายแห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย เช่น ถ้ำมรกต จังหวัดตรัง ทะเลใน หมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ฯลฯ ซึ่งเป็นหลุมยุบที่น้ำทะเลไหลผ่านรอยแยกเบื้องล่างมาขังรวมกันจนกลายเป็นแอ่งใหญ่ ส่วนถ้ำน้ำบ่อผีเป็นหลุมยุบที่นักสำรวจหลายคนเชื่อว่า ลำน้ำลางเคยไหลผ่าน แต่ทุกวันนี้ทางน้ำเปลี่ยนทิศ บริเวณรอบ ๆ ถ้ำน้ำบ่อผีจึงไม่มีแหล่งน้ำบนดิน

 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1134 วันที่ 23 - 29 มิถุนายน 2560)

Share:

คุณใส่เกียร์จอดรถ ถูกต้องแล้วหรือยัง

จำนวนผู้เข้าชม

ใครที่ขับรถเกียร์อัตโนมัติ คงแปลกใจเวลาปลดเกียร์จากตำแหน่ง P ไปยังตำแหน่งอื่นว่าบางครั้งก็ปลดปล่อย บางครั้งก็ฝืด ออกแรงเยอะ สาเหตุเกิดจากพื้นถนนที่ลาดเอียงและพฤติกรรมการใช้เกียร์ที่ไม่ถูกต้อง สัปดาห์นี้ผมขอแนะนำวิธีการจอดรถอย่างถูกต้องสำหรับเกียร์อัตโนมัติ และเกียร์ธรรมดา

 รถเกียร์อัตโนมัติ : เหยียบเบรก ปลดว่าง ดึงเบรกมือ ใส่ P

หลังจากจอดรถ ให้เหยียบเบรก แล้วเลื่อนเกียร์ไปที่เกียร์ว่าง จากนั้นดึงเบรกมือ ปล่อยเท้าออกจากเบรก ช่วงนี้รถอาจขยับอยู่บ้าง จากนั้นใส่เกียร์ P แล้วจึงดับเครื่องยนต์ ถ้าใส่เกียร์ P ก่อนดึงเบรกมือ รถอาจจะไหลจนตัวกระเดื่องจากเฟืองเกียร์ขบกับเฟืองท้ายด้วยน้ำหนักของรถ เวลาปลดเกียร์จะหนักและพังเร็ว ส่วนวิธีปลดให้ทำสวนทางกัน คือ ต้องเหยียบเบรกก่อนปลดเกียร์ P จากนั้นปลดเบรกมือ แล้วออกไปวิ่งได้เลย

 รถเกียร์ธรรมดา : เหยียบเบรก ใส่เกียร์ว่าง ดึงเบรกมือ

รถเกียร์ธรรมดา ไม่มีอะไรมาก เมื่อจอดรถแล้วให้เหยียบเบรก แล้วใส่เกียร์ว่าง จากนั้นดึงเบรกมือขึ้น ถ้ารถยังไหลอยู่จากทางชัน ให้ดึงเบรกมือขึ้นอีกจนกว่ารถจะหยุดสนิทเท่านี้สลักเกียร์ก็ทนทาน ใช้งานได้ยาวละครับ

 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1134 วันที่ 23 - 29 มิถุนายน 2560)

Share:

ตลาดต้องชม ความคิดเชยๆ แบบรัฐราชการไทย

จำนวนผู้เข้าชม

คยสังเกตไหม ความพยายามของตลาดใหม่ ที่สร้างอย่างเริ่ดหรู อลังการ มีการจัดระบบ ระเบียบ เรียบร้อย เพื่อทดแทนตลาดเก่า หรืออย่างน้อยแบ่งส่วนลูกค้าตลาดเก่าดั้งเดิม มาเดินตลาดใหม่ ล้มไม่เป็นท่าเกือบทุกราย

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะความอยู่ยงยาวนานของตลาดเก่าบางแห่ง มาจากความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีสินค้าประเภทที่อาจซื้อหาจากตลาดอื่นๆไม่ได้ มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ต่อเนื่องกันมา มีเสน่ห์ในตัวเอง ที่ผู้คนผู้ผ่านทางต้องหยุดแวะพัก จับจ่ายซื้อของ หาอาหารการกินที่คุ้นเคย

การทำลายเอกลักษณ์ของตลาด ด้วยความพยายามจัดระเบียบต่างๆนานา การเข้ามาช่วงชิง สวมรอยความสำเร็จของตลาดดั้งเดิม ด้วยวิธีคิดแบบรัฐราชการ จ้างออแกไนซ์มาประโคมภาพ ความเป็นตลาดที่รัฐให้การสนับสนุน ทั้งที่ตลาดเดิมเขาก็ทำดีอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นความสูญเปล่า และเป็นการฝืนธรรมชาติของระบบตลาดเสรีอย่างยิ่ง

แนวคิดและนโยบายของ ตลาดต้องชม หรือกลายมาเป็น “กาดต้องชม” เมื่อมาภาคเหนือ ของกระทรวงพาณิชย์ เป็นตัวอย่างความล้มเหลวหนึ่งของรัฐราชการไทย ที่น่าสนใจศึกษา เป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ และเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดเสรี ที่อาจมีปลายทางเช่นเดียวกับสินค้ายี่ห้อสินไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ริจะทำเอง และถึงบทอวสานไปในเวลาไม่นาน

นางอภิรดี  ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  อธิบายแนวคิด ตลาดต้องชมก่อนหน้านี้ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้เริ่มดำเนินโครงการตลาดต้องชมมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 เพื่อเป็นกลไกในการขยายช่องทางการตลาดสร้างรายได้ให้กับชุมชน และเชื่อมโยงภาคการค้ากับการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

เชื่อว่าจะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้    การบริโภคภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น(Local Economy) ได้เป็นอย่างดี สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความเข้มเข็งในทุกมิติ และขับเคลื่อนประเทศชาติตามยุทธศาสตร์ ประชารัฐจนถึงเดือนพฤษภาคม 2559  มีจำนวนตลาดต้องชมเปิดดำเนินการแล้ว 44 จังหวัด แผนเปิดตลาดต้องชมเพิ่มเติมอีก 12 แห่งในเดือนมิถุนายน และจะทยอยเปิดจนครบทุกจังหวัดภายในเดือนกันยายน  2560 นี้

ตลาดต้องชมที่เปิดในเดือนมิถุนายน 2559 เป็นแห่งแรก คือ ตลาดโนนหอมไผ่ล้อมพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ในวันที่ 3 มิถุนายน  ต่อมา  4 มิถุนายน 2559 เปิด ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

จุดเด่นของตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง คือ เป็นตลาดน้ำเพื่อสุขภาพที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ อัตลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นวิถีชีวิตริมน้ำของชาวพระประแดง และกิจกรรม ทั้งในเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยพื้นที่สีเขียวโอบล้อมตลาด มีสวนผลไม้ อาทิ สวนมะม่วง และสวนมะพร้าว มีบริการเรือพายให้ชมทัศนียภาพสองฝั่งคลอง กิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพเที่ยวบางกระเจ้า

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งยังเป็นศูนย์รวมสินค้า OTOP จากชุมชน เช่น ดอกไม้เกล็ดปลา บ้านธูปสมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากทะเล เช่น  กุ้งแห้ง กะปิ หอยดอง ภาพประดิษฐ์จากกะลามะพร้าว ของตกแต่งบ้านที่ทำจากหญ้าหลากสี รวมถึงผลิตภัณฑ์ผักตบชวา ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งคุณลักษณะพิเศษต่างๆ ของตลาดต้องชมสามารถที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เข้ามาใช้บริการและจับจ่ายสินค้า ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกลับมายังชุมชนอย่างต่อเนื่อง

แนวทางการพัฒนาไปสู่การเป็น ตลาดต้องชม ก็คือ การยกระดับตลาดชุมชน ด้วยการคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตลาดชุมชน โดยกระทรวงพาณิชย์จะนำเอกลักษณ์พาณิชย์เข้าไปส่งเสริม เริ่มตั้งแต่ราคาขายที่เป็นธรรมและติดป้ายแสดงราคาชัดเจน น้ำหนักสินค้าเที่ยงตรงความสะอาด ความเป็นระเบียบ ตลอดจนสินค้าคุณภาพดีและมีความหลากหลาย

แนวคิดและนโยบายของตลาดต้องชม ก็ไม่ต่างไปจากสินค้าตราสินไท

คือเอาความเชื่อแบบรัฐราชการไปครอบวิถีทำมาหากินของชาวบ้าน บางคราวยังเอาแนวคิดแบบตลาดต้องชม ไปสวมรอยความสำเร็จที่เขามีอยู่แล้ว เช่น ที่ถนนคนเดินสายวัฒนธรรม บริเวณโบราณสถานกู่เจ้าย่าสุตา หรือกาดทุ่งเกวียน ตลาดเก่าแก่ที่ใครผ่านไป ผ่านมาต้องแวะเวียนอยู่แล้ว

 ปล่อยให้กลไกตลาดเสรีเขาทำหน้าที่กันเอง หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ เพียงดูแลการซื้อ การขายสินค้าให้เป็นธรรม ไม่ต้องไปจัดระบบ ระเบียบให้สิ้นเปลือง เวลา สิ้นเปลืองงบประมาณ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ถูกต้อง เท่านี้ก็เพียงพอ

 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1134 วันที่ 23 - 29 มิถุนายน 2560)
Share:

ฉีกทิ้ง ร่าง ตีนลอย องค์กรสื่อ เขียนใหม่ กฎหมายสื่อ

จำนวนผู้เข้าชม

สั  ปดาห์ก่อน “จอกอ” ติดสอยห้อยตาม บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการสื่อ ไปจับเข่าคุย กับอาจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ดูแลกฎหมายสื่อที่ส่งมาจาก สปท.

รายละเอียดคงบอกไม่ได้ทั้งหมด แต่หลักคือจะต้องทบทวนกฎหมายนี้ใหม่ทั้งฉบับ โดยเฉพาะประเด็นการแทรกแซงการทำงานของสื่อ โดยผ่านตัวแทนรัฐในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ทั้งนี้จะยึดหลักส่งเสริมสนับสนุนให้สื่อกำกับ ดูแลกันเอง

ก่อนหน้านี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ผ่าน ร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ....ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน

แม้ว่าองค์กรวิชาชีพสื่อ รวม 30 องค์กร จะได้ คัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว ว่าเป็นกฎหมายที่มีหลักการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทั้งขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาสำคัญของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้มีการครอบงำ และแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน  สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และจะยังส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวางในอนาคต จะก้าวเดินต่อไปอย่างไร

ตามขั้นตอน  สปท.ให้ความเห็นชอบ และแก้ไขถ้อยคำตามที่มีการตั้งข้อสังเกตแล้ว ก็จะส่งไปยังรัฐบาล โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับ ดูแล ซึ่งนายวิษณุ ได้แสดงท่าทีในการรับฟังความเห็นแย้ง โดยจะเชิญองค์กรสื่อที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความเห็น

อีกด้านหนึ่งอาจส่งร่าง พ.ร.บ.ให้คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย อันมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ พิจารณากลั่นกรอง แล้วส่งให้คณะกรรมการกฤษฏีกา กฤษฏีกาพิจารณาแล้ว ก็ส่งกลับให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ แล้วเสนอสภานิติบัญญัติตราเป็นกฎหมายใช้บังคับต่อไป

ที่ว่ามานี้เป็นขั้นตอนปกติ แต่อาจมีเหตุพิเศษในการใช้วิธีรวบรัดตัดตอน เพื่อให้ออกเป็นกฏหมายโดยเร็ว เนื่องจากเป็นกฎหมาย 3 ดาวของรัฐบาล ซึ่งยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะใช้อำนาจพิเศษแบบใด หรือจะใช้หรือไม่ เมื่อประเมินท่าทีล่าสุดของนายกรัฐมนตรีแล้วพบว่า มีความเข้าใจเรื่องการทำงานของสื่อมากขึ้น

มีบางประเด็นที่ไม่ได้ข้อยุติ และต้องหาทางออก เช่น นิยามคำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นิยามคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลาง เพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดอย่างเป็นปกติธุระ หรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ หรือมีรายได้จากการงานที่กระทำนั้น ไม่ว่าทั้งทางตรงและทางอ้อม

เมื่อพิจารณานิยามคำว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ประกอบกับความเห็นสาธารณะของประธานกรรมาธิการฯ นิยามนี้มุ่งหมายจะครอบคลุมไปถึงผู้ใช้สื่อทุกประเภท ทั้ง “สื่อบุคคล” และ “สื่อวิชาชีพ” ความหมายก็คือ ประชาชนทั่วไป ที่ใช้สื่อโดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะกำกับความรับผิดอยู่แล้ว จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ อันจะมีภาระผูกพันตามกฎหมายซึ่งจะต้องมีใบอนุญาตและอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต ดังจะกล่าวต่อไป

ประเด็นถัดมาคือ การกำหนดให้มีใบรับรองแทนใบอนุญาต ซึ่งก็ยังไม่ชัดว่าคำว่าใบรับรองนั้น คือใบอนุญาตซ่อนรูปหรือไม่ เพราะนี่เป็นหลักการใหญ่ที่กรรมาธิการต้องการ หากระดับความเข้มของใบรับรองไม่ต่างไปจากใบอนุญาต ก็ถือเป็นการกำหนดหลักการที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในหลายมาตรา เช่น มาตรา 26 ว่าด้วยการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล มาตรา 34  และมาตรา 35  ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นของประชาชน และสื่อมวลชน มาตรา 77  ว่าด้วยการที่รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ

นอกจากนั้น มาตรา 77  ยังบัญญัติว่า ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินี้ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการดังกล่าวแต่อย่างใด

มาตรา 77 ยังกล่าวถึง การที่รัฐจะใช้ระบบอนุญาต พึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการในกฏหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น พึงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐและระยะเวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน และพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง

ประเด็นเรื่องการมีตัวแทนรัฐในคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กำหนดให้มีตัวแทนของรัฐ ร่วมเป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่งสองตำแหน่ง คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่ การทำงานของสื่อมวลชน ที่ต้องตรวจสอบอำนาจรัฐ ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบ กลายมาเป็นผู้ตรวจสอบเสียเอง ก็เกิดกรณีที่อาจมีความขัดแย้งในเชิงอำนาจและผลประโยชน์ได้ เป็นอำนาจซ้ำซ้อน ที่ไม่ส่งผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องมีธรรมาภิบาล และมีความโปร่งใส

นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับสภาวิชาชีพอื่นๆ เช่น แพทยสภา สภาทนายความ ก็ไม่ปรากฏว่าสภาวิชาชีพเหล่านั้น มีบุคคลภายนอกหรือตัวแทนภาครัฐเข้าไปเป็นกรรมการแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผลความจำเป็นอย่างใด ที่จะต้องมีตัวแทนภาครัฐในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

ประเด็นเหล่านี้ยังไม่ตกไป และองค์การสื่อยังต้องเคลื่อนไหวคัดค้านจนถึงที่สุด เพราะคนเขียนกฏหมาย “ตีนลอย” ไม่เคยรู้ ไม่เคยสัมผัสเรื่องสื่ออย่างแท้จริงเลย ยิ่งคิด ยิ่งเขียน ยิ่งเตลิดไปไกลสุดกู่

 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1134 วันที่ 23 - 29 มิถุนายน 2560)
Share:

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ขีดเส้นสิ้น ก.ค. หลักเมืองเสร็จ ล่าช้างานปูนปั้น

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

การก่อสร้างศาลหลักเมืองลำปาง ใกล้หมดระยะเวลาที่ผู้รับเหมาขออำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางทำงานต่อได้อีก 4 เดือน ซึ่งตามกำหนดจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ค.60 นี้  ยังคงเหลืองานบางส่วนที่ผู้รับเหมาจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ในขณะที่การก่อสร้างดังกล่าว สิ้นสุดสัญญาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย.59  โดยทางเทศบาลได้มีการสั่งปรับ วันละ 22,450 บาท 

นายกิตติภูมิ นามวงค์ นายกเทศมนตรีนครลำปาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างศาลหลักเมืองว่า ขณะนี้ผู้รับเหมายังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ในขณะนี้ ได้ดำเนินการก่อสร้างในส่วนของโครงสร้างภายนอกเรียบร้อยแล้ว ในภาพรวมถือว่าดำเนินงานไปแล้วกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนที่เหลือเป็นงานตกแต่งด้านบน ซึ่งเป็นงานตกแต่ง สถาปัตยกรรมแบบล้านนา เช่น งานปูนปั้นพญานาคย่อมุมหลังคา 3 ชั้น งานแกะสลักประตูและงานลงรักปิดทอง รวมถึงงานติดทองคำเปลว เสาหลักเมือง 3 หลัก ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการบรรจงตกแต่งโดยช่างฝีมือเพียงชุดเดียว ด้วยความประณีตที่สุด จึงเป็นสาเหตุทำให้งานล่าช้ากว่ากำหนด โดยผู้รับเหมาได้ยืนยันกับเทศบาลนครลำปางว่า จะไม่ละทิ้งงาน ยอมขาดทุน และยินดีที่จะให้เทศบาลนครลำปางปรับตามกฎหมาย ที่ผ่านมาเทศบาลฯ ได้ดำเนินการปรับตามระเบียบ

ด้านนายอรรณพ สิทธิวงศ์ ผอ.สำนักการช่าง เทศบาลนครลำปาง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการก่อสร้างศาลหลักเมือง ผู้รับเหมาได้ดำเนินการด้านตัวอาคารเสร็จแล้ว มีการทาสีเรียบร้อย ตอนนี้เหลือเพียงการปูกระเบื้อง และทำระบบไฟฟ้า บริเวณลานด้านนอก  ติดกระเบื้องโมเสด ฝ้าเพดานด้านใน และติดตั้งบานประตู ซึ่งได้มีการติดวงกบประตูไว้แล้ว ส่วนบานประตูยังไม่ได้มีการตกแต่งหรือแกะสลัก คงจะมีการติดตั้งไปก่อน หากมีงบประมาณเข้ามาก็จะค่อยดำเนินการต่อไป

ผอ.สำนักการช่าง กล่าวว่า  งานส่วนของผู้รับเหมาตอนนี้เหลือไม่มาก แต่ยังติดปัญหา เนื่องจากยังไม่สามารถรื้อนั่งร้านโดยรอบศาลหลักเมืองได้ เพราะช่างฝีมือยังต้องใช้ในการทำงานปั้นด้านบน โดยช่างฝีมือนี้เป็นช่างคนละชุดกับผู้รับเหมาก่อสร้าง  มีการทำสัญญาแยกส่วนกัน ซึ่งงานปูนปั้นจะเป็นงบในส่วนที่ได้รับจากการบริจาคเข้ามา ส่วนงบการก่อสร้างเป็นงบส่วนที่เทศบาลได้มีการตั้งงบประมาณไว้ แต่คิดว่างานก่อสร้างน่าจะทันตามเวลาที่กำหนด  หากไม่เสร็จก็จะต้องยกเลิกสัญญาตามระเบียบ

ศาลหลักเมืองลำปาง เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อเดือน ส.ค.58 เดิมกำหนดก่อสร้างเสร็จในเดือน มิ.ย. 59  แต่ผู้รับเหมาไม่สามารถทำงานได้ทันเวลา จึงขออำนาจจากสภาเทศบาลนครลำปาง และอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ขอดำเนินการต่อให้เสร็จ ผู้ว่าฯจึงให้ดำเนินการต่อ 4 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ค.60 นี้  

สำหรับ การร่วมบริจาคสมทบกองทุนพัฒนาศาลหลักเมืองนครลำปาง ตามกำลังศรัทธา โดยโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาลำปาง ประเภทออมทรัพย์ เลขบัญชี 503 0 66247 2 ชื่อบัญชี   

"กองทุนพัฒนาศาลหลักเมืองนครลำปาง"  และส่งแฟกซ์ใบโอนมาที่เบอร์ 054-237261 หรืออีเมล์ nakhonlampang.fn@gmail.com  พร้อมระบุชื่อ-ชื่อสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ให้ชัดเจน เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ออกใบเสร็จให้ต่อไป  หรือจะติดต่อกับนายกเทศมนตรีโดยตรง ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 089755 9796

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1134 วันที่ 23 - 29 มิถุนายน 2560)
Share:

จนท.บุกยึดป่า เจอสองพี่น้องเสพยาในกรท่อม

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.60  เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ลป.26 (แม่เรียง) ทหาร ชป.ประจำที่ว่าการอำเภอเกาะคา ตำรวจป่าไม้ กก.4 บก.ปทส. สายที่ 1ลำปาง ตำรวจ ชุด ศปทส.ภ.5 สายที่ 1 ลำปาง ตำรวจ ตชด.33 เชียงใหม่ สายตรวจปราบปรามว่าด้วยการกระทำผิดป่าไม้ สายที่ 1 สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 ลำปาง เจ้าหน้าที่สายตรวจส่วนป้องกันและปราบปรามภาคเหนือ กรมป่าไม้ (ลำปาง) ตำรวจ สภ.เกาะคา ผู้ใหญ่บ้าน กำนันในพื้นที่  ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบที่บริเวณพื้นที่ป่า ท้ายหมู่บ้านทุ่งขาม หมู่ 9 ต.ใหม่พัฒนา อ.เกาะคา จ.ลำปาง   โดยทางเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ที่กำลังแผ้วถางป่าและเผาป่าได้ในที่เกิดเหตุ 1 คนคือ  นายสำราญ นันตี อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ 6   บ้านสันกำแพง อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง  พร้อมรถยนต์กระบะโตโยต้า 4 ประตู 1 คัน

 นอกจากนี้ยังพบชายต้องสงสัยที่อยู่ในป่าแปลงพื้นที่เดียวกันอีกสองคน คนแรกเป็นเยาวชนชายอายุ 17 ปี ยืนลับๆล่อๆอยู่หน้ารถ ส่วนอีกคนเป็นเยาวชนชายอายุ 14 ปี เช่นกันแอบซ่อนตัวหลังกระท่อมในพื้นที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวเยาวชนทั้งสองมาสอบสวนเบื้องต้น พบเงินสดกว่า 3   พันบาท พร้อมอุปกรณ์เสพยาบ้าและกระดาษฟอยด์ที่ใช้เสพยาบ้า มีคราบยาบ้าติดอยู่ 2 ชุด  โดยทั้งสองคนให้การรับสารภาพว่า ได้ขับรถมายังจุดเกิดเหตุ เพื่อมาช่วยน้าในการแผ้วถางป่าและเสพยาบ้าไปด้วย โดยเฉพาะเยาวชนอายุ 14 ปี ยังเรียนอยู่ชั้น ม.ต้น โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ ได้โดดเรียนโดยการเอาชุดนักเรียนซ่อนแล้วสวมใส่ชุดธรรมดาหลบหนีโรงเรียนเพื่อมาเสพยาบ้า ทางเจ้าหน้าที่เห็นถึงกับสลดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น  อีกทั้งสองคนยังเป็น พี่น้องกัน ยังชักชวนกันมาเสพยาบ้าและหนีโรงเรียน เจ้าหน้าที่จึงรีบแจ้งส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการเรื่องยาเสพติดทันที ส่วนตัวนายสำราญ ที่ถูกจับกุมได้นั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบพยานหลักฐานในการบุกรุกแผ้วถางป่า นำตัวส่ง ...กันต์กวี มีธรรม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เกาะคา โดยแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้นใน พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ

 นอกจากนั้น คณะเจ้าหน้าที่ ได้เดินสำรวจตรวจยึดพื้นป่าคืนอีก 6 จุด รวม 6 แปลง เนื้อที่กว่า 100 ไร่ ซึ่งป่าทั้งหมดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พบว่ามีการแผ้วถางจากใจกลางป่า แล้วค่อยลุกลามออกมาหาถนนสายหลักเป็นพื้นที่กว้าง แต่ไม่พบตัวผู้กระทำผิดแต่อย่างใด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้นำป้ายต่างๆมาแจ้งเตือนห้ามบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติต่อไป และหากพบก็จะดำเนินคดีทางกฎหมายจนถึงที่สุด


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1134 วันที่ 23 - 29 มิถุนายน 2560)
Share:

หัวหน้าฝ่าย อ.อ.ป.ผูกคอคาบ้านพักป่วยซึมเศร้าโรครุม

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

เมื่อเวลาประมาณ 14.55 น. วันที่ 21 มิ.ย.60   ร.ต.อ.หญิง นิติพร ตั้งตัว  รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองลำปาง ได้รับแจ้งว่ามีคนผูกคอตายภายในบ้านพักองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ถ.พระแก้ว ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง  หลังรับแจ้งจึงประสานแพทย์เวร รพ.ลำปาง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างนคร ร่วมชันสูตรศพ

ในที่เกิดเหตุพบศพชายใช้ผ้าขาวม้าผูกคอกับบันไดบ้านทิ้งตัวลงมาด้านล่าง เจ้าหน้าที่จึงได้นำศพลงมาทำการชันสูตร คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง  ตรวจสอบทราบชื่อต่อมาคือ นายสมบุญ ศัพท์ไพบูลย์วงศ์  อายุ 60 ปี  ภูมิลำเนาอยู่ จ.แพร่  มีตำแหน่งเป็น หัวหน้าฝ่ายประจำสำนัก องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือบน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.60 นี้

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ในวันเดียวกันนายสมบุญไม่ได้ไปทำงาน เพื่อนร่วมงานจึงแปลกใจและได้มาตามหาที่บ้านพัก จนกระทั่งพบว่านายสมบุญผูกคอตายเสียชีวิต  สันนิษฐานว่าเกิดจากความเครียด เนื่องจากมีโรคประจำตัวหลายโรค โดยก่อนหน้านี้ภรรยาของผู้ตายได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง  ส่วนลูกชายก็เสียชีวิตเช่นกัน นายสมบุญจึงอยู่เพียงลำพัง และมีแผนจะลาออกจากงานก่อนจะเกษียณอายุราชการ แต่ขอพักอยู่ที่บ้านพักต่อ เนื่องจากไม่มีครอบครัวแล้ว โดยช่วงหลังเพื่อนร่วมงานเห็นว่านายสมบุญมักจะมีอาการซึมเศร้า แต่ก็ไม่มีท่าทีหรือบ่นเรื่องฆ่าตัวตายมาก่อน  จนมาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองดังกล่าว

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1134 วันที่ 23 - 29 มิถุนายน 2560)
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support