ฝุ่นตลบ...ชาวบ้านสองฝั่งถนนบุญวาทย์ อ.เมืองลำปาง ได้รับความเดือดร้อนหนักจากโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้ดิน เนื่องจากมีฝุ่นคละคลุ้งจำนวนมาก โดยมีการนำป้ายมาติดขอให้เทศบาลรับผิดชอบ ขณะที่บ้านเรือนต่างๆต้องทำน้ำมาฉีดรดหน้าบ้านของตนเองเพื่อลดฝุ่น ด้านเทศบาลได้กำชับผู้รับเหมาให้เร่งแก้ปัญหาแล้ว

หายทั้งแถบ...สภาพบ้านเรือนราษฏร ที่หมู่บ้านลุ่มกลาง ต.แม่สันอ.ห้างฉัตร ถกพายุพัดพาหลังคาบ้านหายไปกว่า 20 แผ่น โดยในพื้นที่ยังได้มีลูกเห็บตกด้วยนอกจากนั้นยังมีอีกหลายอำเภอ ที่ได้รับผลกระทบเช่น อ.วังเหนือ อ.เถิน อ.แม่เมาะ รวมความเสียหายประมาณ 100หลังคาเรือนอยู่ระหว่างการช่วยเหลือ

คิดตื้น...เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวนายสุรสิทธิ์ มังคลาด ชาวจ.พะเยา มาทำการสอบสวน หลังก่อเหตุจี้ชิงทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ สาขาฉัตรไชยอ.เมืองลำปาง โดยนายสุรสิทธิ์มีท่าทีเครียดอย่ตลอดเวลา อ้างว่าทำไปเพราะตกงานจึงอยากได้เงิน

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562

ดอนไชยฮือ ทม.ล้อมแรดฮุบที่วัด 25 ไร่ ร้องศาลขอคืน สมภารไม่ถอย

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

ชาวบ้านดอนไชยร้องศาลปกครอง ขอคืนที่ดินวัด 25 ไร่  หลังเทศบาลตำบลล้อมแรดสั่งให้รื้อถอนร้านค้าชุมชนที่ชาวบ้านระดมทุนสร้าง  อ้างเป็นที่สาธารณะให้ใช้ร่วมกัน  ขณะที่เจ้าอาวาสลั่น หากทวงคืนที่วัด ต้องทวงที่ดินที่นำไปออกเอกสารสิทธิบางส่วนคืนด้วย

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 62 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีพิพาทที่ดินวัดดอนไชย  ต.เถินบุรี อ.เถิน จ.ลำปาง หลังจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าเทศบาลเมืองล้อมแรด  เมื่อครั้งยังไม่ได้รับการยกฐานะ ยังเป็นเทศบาลตำบลล้อมแรด ได้มีหนังสือคำสั่งให้รื้อถอนร้านค้าชุมชน ซึ่งชาวบ้านใช้ประโยชน์อยู่ บนที่ดินของวัดดอนไชย จำนวน 25 ไร่ 2 งาน  และมีหนังสือประกาศให้ที่ดินดังกล่าว เป็นที่ดินสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน โดยไม่ได้มีการประชาคมชาวบ้าน และชาวบ้านไม่ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

นางเพ็ญประภา ซื่อวัฒนะ หนึ่งในผู้ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินวัดดอนไชย ตำบลเถินบุรี อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์ที่ดินวัดดอนไชย  ตำบลล้อมแรด จำนวน 67 ราย  ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อพิจารณาขอความเป็นธรรมกรณีข้อพิพาท ระหว่างที่ดินของวัดดอนไชย กับหน่วยงานราชการ  หลังเทศบาลตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง มีคำสั่งรื้ออาคารร้านชุมชน ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 3 ก.พ.59  อธิบดีกรมที่ดินได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ลป.1747 (อาศัยอำนาจของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2515) เพื่อแสดงเขตของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยให้ที่ดินบริเวณตลาดดังกล่าว 25 ไร่ 2 งาน เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งการออกหนังสือ น.ส.ล.ดังกล่าว ชาวบ้านผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินของวัดดอนไชยไม่มีส่วนร่วมรับข้อมูลข่าวสาร และไม่มีการทำประชาคมเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นธรรม

นางเพ็ญประภา กล่าวอีกว่า  เดิมที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นป่าช้าวัดดอนไชย เป็นที่รกร้าง  ชาวบ้านสองหมู่บ้านคือ บ้านดอนไชย และบ้านหนองเชียงราน อ.เถิน  ใช้เป็นป่าช้าของวัดดอนไชย จำนวน 70 ไร่ โดยได้ขึ้นทะเบียนเป็นป่าช้าวัดดอนไชยในปี 2491  จากนั้นชาวบ้านได้ขอใช้ที่ดินดังกล่าว โดยชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านได้ทำประชาคม เสนอให้แบ่งพื้นที่ของวัดบางส่วนทำตลาดนัด  ร้านค้าชุมชน ประมาณ 25 ไร่ ซึ่งมีการระดมทุนจากชาวบ้านบางส่วนที่สมัครใจลงทุนสร้างร้านค้า เป็นอาคารโครงเหล็ก จำนวน 55 คูหา และได้สร้างศูนย์แสดงสินค้าวิสาหกิจชุมชน บริเวณกลางตลาด เป็นพื้นที่ส่วนกลางและตั้งชื่อว่าตลาดเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ร้านค้าชุมชนอำเภอเถิน  ซึ่งขณะที่สร้างตลาดนั้น ยังไม่มีไม่ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลล้อมแรด แต่เป็นสำนักงานสุขาภิบาลตำบลล้อมแรด  ต่อมาเมื่อยกระดับเป็นเทศบาลตำบลล้อมแรดก็มีเจ้าหน้าที่ ออกประกาศให้ผู้ประกอบการร้านค้าทั้งหมดย้ายออกจากพื้นที่ และสั่งให้รื้อถอนร้านค้า โดยอ้างว่า ก่อสร้างผิดระเบียบ ซึ่งเป็นข้อพิพาทถกเถียงกันเรื่อยมา จนปัจจุบันเทศบาลได้ยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองล้อมแรด แต่ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ

ล่าสุดมีหนังสือจากเทศบาลเมืองล้อมแรด เชิญให้เจ้าอาวาสวัดดอนไชยไปชี้แนวเขตที่ดิน ในวันที่ 18 มี.ค. 62 แต่ไม่ได้ระบุว่าที่ดินส่วนไหน เวลาไหน สุดท้ายก็ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาประสานงาน หรือนำไปสู่การชี้แนวเขต ซึ่งเกรงว่าจะเป็นหนังสืออ้างแต่ไม่มีการไปชี้แนวเขตจริง ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการของทางหน่วยงานรัฐไม่ชัดเจนจริงจัง

ด้าน พระครูศรีนวล อินทวังโส เจ้าอาวาสวัดดอนไชย เปิดเผยว่า ที่ดินของวัดดังกล่าว เป็นศูนย์รวมจิตใจและกิจกรรมของชุมชนสองหมู่บ้าน ที่ใช้เป็นป่าช้าและเป็นตลาดของชุมชน ใช้เป็นที่จัดกิจกรรม ทางศาสนาวัฒนธรรมที่เรียกว่าเข้ารุกมูลทุกปี มีชาวบ้านมาร่วมกันทำความสะอาดป่าช้า เทศกาลกินข้าวใหม่ และกิจกรรมอื่นๆของชุมชน ซึ่งทางเทศบาลหรือหน่วยงานรัฐไม่เคยมาช่วยดูแลทำความสะอาดอะไรในที่ดินของวัด แต่กลับมามีประกาศราชการหลายอย่าง ทั้งประกาศ น.ส.ล. ก็ไม่เคยมีการสอบถาม ข้อมูลใดๆจากทางวัด ไม่มีการประชุมมติร่วมกัน

ส่วนการต่อสู้ของชาวบ้านนั้น เจ้าอาวาสวัดดอนไชย กล่าวว่า ทางวัดก็เห็นด้วยกับชาวบ้าน ที่เรียกร้องความเป็นธรรม เพราะหากจะให้ถูกต้อง ต้องถามทวงคืนที่ดินที่ถูกเอาไปออกเอกสารแล้วบางส่วน กลับมาเป็นที่สาธารณะด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ชาวบ้านได้ยื่นขอให้ศาลปกครองพิจารณาให้ ประกาศ น.ส.ล. ฉบับดังกล่าวเป็นโมฆะ และหากต้องมีการย้าย ออกจากพื้นที่ ขอให้มีการออกค่าชดเชยเวนคืนอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็ยังยืนยันต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม หากเทศบาลจะเอาพื้นที่ 25 ไร่ที่ประกาศ (น.ส.ล.) เป็นที่หลวง และขับไล่ผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินในตลาด ก็สมควรต้องทวงคืนที่ดินของวัดดอนไชยในบริเวณ 70 ไร่ ที่มีการออกโฉนดที่ดินไปบางส่วนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เชื่อว่าการต่อสู้เป็นไปตามขั้นตอนและขอให้ศาลปกครองให้ความเป็นธรรมถึงที่สุด

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1222 วันที่ 22 มีนาคม 2562) 
Share:

สายไฟใต้ดินฝุ่นตลบ ชาวบ้านครวญ ขายของไม่ได้

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

โครงการสายไฟใต้ดินทำเดือดร้อนหนัก ชาวบ้านสองฝั่งถนนบุญวาทย์ครวญ ปัญหาฝุ่นทำขายของไม่ได้ ยอดตกฮวบ มือมืดขึ้นป้ายจี้เทศบาลแก้ปัญหา ขอรถน้ำวันละ 3 เวลา  ด้านนายกฯ สั่งประชุมด่วน กำชับผู้รับเหมาให้เน้นทำงานกลางคืน และล้างถนนให้ถี่ขึ้น

หลังจากที่เทศบาลนครลำปาง ได้จับมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค kick off โครงการก่อสร้างปรับปรุง ระบบไฟฟ้าเคเบิ้ลใต้ดิน ถนนบุญวาทย์ ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.62 ที่ผ่านมา ตั้งแต่บริเวณข่วงนคร ถึงแยกถนนช้างเผือก ความยาวประมาณ 1.46  กิโลเมตร เพื่อเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองบริเวณเส้นทางดังกล่าวให้เกิดความเรียบร้อย สวยงาม และเป็นการนำร่องโครงการในเขตเทศบาลนครลำปาง

โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ออกแบบวิธีการวางท่อร้อยสาย สำหรับงานด้านระบบไฟฟ้าแรงสูง เป็นแบบดันท่อลอด และวิธีการก่อสร้างวางท่อร้อยสาย สำหรับงานด้านระบบไฟฟ้าแรงต่ำเป็นแบบขุดเปิดผิวจราจร โดยมีแนวท่อร้อยสายระบบแรงต่ำอยู่ด้านริมฟุตบาทของทั้งสองฝั่งถนน เพื่อจ่ายไฟผ่านบ่อพักสายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟ  ซึ่งระยะเวลาการทำงานของโครงการรวมทั้งสิ้น 360 วัน กำหนดเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2562  ในส่วนการขุดเจาะถนนนั้น จะดำเนินการจุดละ 10-15 วัน เพื่อจะให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด



แต่ปรากฎว่าหลังจากที่ผู้รับจ้างได้เริ่มดำเนินโครงการมาจนถึงปัจจุบันเกือบจะ 2 เดือนแล้ว ได้เกิดการร้องเรียนจากประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง กรณีได้รับความเดือดร้อนจากโครงการดังกล่าว เช่น ปัญหาการจราจรติดขัด และปัญหามลพิษฝุ่นควัน  กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่  20  มี.ค.62 ที่ผ่านมา  ได้มีบุคคลนิรนามนำป้ายผ้ามาติดริมถนนบุญวาทย์ จำนวน 2 ป้าย โดยมีข้อความว่า “เทศบาล ต้องรับผิดชอบความเดือดร้อนของประชาชนบนถนนบุญวาทย์ได้แล้ว” และ “ขอรถดับเพลิงเทศบาล ฉีดน้ำถนนบุญวาทย์ตลอดสาย วันละ 3 รอบได้ไหม ชาวบ้านร้านค้าทนสูดฝุ่นไม่ไหวแล้ว” นอกจากนั้นยังได้นำรูปภาพของป้ายดังกล่าวมาลงโพสต์ในกลุ่มลำปางซิตี้ ทำให้มีบรรดาชาวโซเชียลทั้งหลายเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันจำนวนมาก  โดยส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความคิดเห็น เห็นด้วยกับข้อความดังกล่าว  ร้านค้าได้รับความเดือดร้อนขายของไม่ได้ เพราะฝุ่นต่างไปจับเกาะภายในร้านและภาชนะต่างๆ ทำให้ต้องปิดร้านไปโดยปริยาย

ลานนาโพสต์จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามถนนบุญวาทย์ พบว่ามีการปิดถนนเป็นช่วงให้เครื่องจักรเข้าดำเนินการขุดเจาะ  โดยระหว่างทางพบว่ามีชาวบ้านร้านค้าที่อยู่ริมถนนสายดังกล่าว บ้างก็นำน้ำใส่ถังมาสาดไปยังถนน บางหลังได้มีการต่อสายยางฉีดน้ำลงไปบนพื้นถนนเพื่อลดฝุ่นที่คละคลุ้งอยู่ตลอดสาย  ซึ่งไม่ค่อยมีรถสัญจรผ่านถนนสายดังกล่าวมากนัก เนื่องจากทราบว่ามีการก่อสร้างไม่สะดวกในการใช้เส้นทางนี้

จากการสอบถามนางปราณี เอื้อเฟื้อ แม่ค้าขายส้มตำที่เช่าค้าขายอยู่ริมถนนบุญวาทย์ กล่าวว่า  บรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องฝุ่น ค้าขายมา 30 ปี ไม่เคยเจอยอดตกฮวบแบบนี้มาก่อน วันหนึ่งขายได้เพียงร้อยกว่าบาท  ลูกค้าก็ไม่เข้ามาถนนเส้นที่เพราะสัญจรลำบาก เป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้ขาดรายได้ไปมาก   เท่าที่ทราบคือโครงการกำหนดเสร็จในเดือนกรกฎาคม  จะต้องทนต่อไปอีกหลายเดือน และหากขุดวางสายไฟเสร็จแล้ว ก็คงจะต้องมีการเข้ามาซ่อมแซมถนนอีก ไม่รู้ว่าจะต้องขุดเจาะไปอีกนานเท่าไร

แม่ค้าส้มตำ ยังบอกอีกว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ใกล้ๆกัน ก็ต้องปิดร้านไปเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว เพราะขายของไม่ได้ ลูกค้าไม่เข้า เปิดร้านก็มีแต่ฝุ่นเข้ามา เลยต้องปิดร้านไปเลย  ตอนนี้จะให้แก้ไขอะไรก็คงจะไม่ได้แล้ว  แต่ขอให้เทศบาลได้สั่งการให้ชัดเจนให้ผู้รับเหมาเข้ามารดน้ำให้ฝุ่นหายไปบ้าง ที่ผ่านมาก็มีมารดน้ำบางแต่นานๆจะมาครั้งหนึ่ง พอรดน้ำแล้วอากาศร้อนเดี๋ยวพื้นก็แห้ง ขอให้เข้ามารดน้ำหลายๆรอบเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นให้ได้มากที่สุด

เช่นเดียวกับเจ้าของร้านขายแป๊ะก๋วย เปิดเผยว่า  ลูกค้าลดลงไปมากเพราะไม่อยากเข้ามาถนนเส้นนี้ จากเดิมที่ปิดร้านสี่ทุ่ม ตอนนี้สองทุ่มคนก็เงียบแล้ว ตนมีอาชีพค้าขายจะให้ปิดไปก็ไม่ได้ ต้องเปิดร้านทุกวัน ถึงแม้ว่าจะแก้ไขอะไรไม่ได้แต่ก็ขอให้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านบ้าง ขอนำน้ำมาฉีดแก้ปัญหาฝุ่นให้บ่อยขึ้น

ทั้งนี้ หลังจากเกิดปัญหาดังกล่าว เทศบาลนครลำปาง เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหา ในช่วงบ่ายของวันที่ 20 มี.ค.62 โดยมีนายชาตรี  สุขารมย์ ปลัดเทศบาลนครลำปาง เป็นประธาน โดยได้เรียกผู้แทน กฟภ. ผู้รับจ้าง เข้าร่วมรับฟังปัญหาและผลกระทบจากการดำเนินโครงการที่ปรากฏทางสื่อออนไลน์



โดยได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการปรับแผนการดำเนินงานใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบในทุกๆ ด้าน  โดยเฉพาะ 4 เรื่องสำคัญ คือ ให้เร่งคืนสภาพพื้นผิวจราจรชั่วคราวให้เร็วที่สุด เน้นให้เข้าทำงานในช่วงเวลากลางคืนให้มากขึ้น  ให้มีการล้างถนนและเพิ่มรอบการรดน้ำบนพื้นผิวถนนให้มากขึ้น  เน้นระบบความปลอดภัยในทุกจุดทั้งกลางวัน และกลางคืน เช่น มีป้ายแจ้งเตือนที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล มีการตรวจสอบระบบก่อนเข้าทำงานทุกครั้ง และกำหนดให้มีการประชุมติดตามงานทุกสัปดาห์

 จากนั้น ปลัดเทศบาลนครลำปางได้นำคณะลงพื้นที่การก่อสร้าง และพูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วประชาชนเข้าใจในขั้นตอนของการทำงานว่าอาจจะมีผลกระทบบ้าง และยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ ทางผู้รับจ้างก็ได้ยืนยันกับเทศบาลนครลำปาง และประชาชนว่าจะลดผลกระทบจากการทำงานตามข้อสั่งการของเทศบาล และจะเร่งดำเนินงานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว.

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1222 วันที่ 22 มีนาคม 2562) 
Share:

พายุกระหน่ำ 4 อำเภอ บ้านหลังคาปลิวนับร้อย

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

พายุฤดูร้อนกระหน่ำ 4 อำเภอลำปาง  ที่ อ.เถิน แรงลมซัดรถไอติมปลิวตกร่องกลางถนน  รูปปั้นส้มเกลี้ยงขนาดใหญ่หน้าอำเภอเถินล้มคว่ำ  หลังคาบ้านเรือนราษฎรปลิวเสียหายหลายร้อยหลัง  ขณะที่ อ.ห้างฉัตร แม่เฒ่าเล่าเหตุการณ์ลมแรง ก่อนมีฝนและลูกเห็บตก

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุลูกเห็บฝนฟ้าคะนองและลมกรรโชกแรงพัดกระหน่ำ ในหลายพื้นที่ของ จ.ลำปาง โดยเฉพาะ ต.แม่สัน ต.เมืองยาว อ.ห้างฉัตร   ทำให้บ้านเรือนราษฎร และสถานที่ราชการบางแห่ง เกิดความเสียหาย ซึ่งพายุลมกรรโชกแรง และลูกเห็บตก ได้เกิดขึ้นประมาณ 30 นาที ก่อนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นางเล็ก เขื่อนขวา อายุ 78 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 10 ต.เมืองยาว เล่าว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 20.00 ของวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา จู่ๆ ในพื้นที่หมู่บ้านก็ได้เกิดลมพัดแรงแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งลมที่พัดมีลักษณะคล้ายกับพายุหมุนมีทั้งลม ฝน และลูกเห็บ พัดเทกระหน่ำลงมาพร้อมกันทั่วบริเวณพื้นที่หมู่บ้านเป็นเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้นบ้านเรือนหลายหลังก็ถูกลมพัด และลูกเห็บถล่มจนหลังคาบ้านเรือนแตกหักเสียหาย บางส่วนก็ปลิวหลุดลอยไปกับสายลม ทำให้ข้าวของที่อยู่ภายในบ้านถูกทั้งฝนและกระเบื้องหลังคาที่แตกหักตกหล่นใส่ได้รับความเสียหาย



ซึ่งจากการสำรวจในเบื้องต้นพบบ้านเรือนราษฎร จำนวนกว่า 30 หลังคาเรือน กระเบื้องมุงหลังคาได้ถูกพายุลูกเห็บพัดถล่มแตกหักเสียหาย และบางบ้านได้ถูกลมพัดจนกระเบื้องมุงคาหลุดปลิวหายไปทั้งแถบ ต้นไม้หักโค่น นอกจากนี้ยังพบว่าซุ้มป้ายหมู่บ้านก็ได้ถูกลมพัดจนเอนเอียงกระเบื้องหลังคาหลุดแตกหักเสียหายเช่นเดียวกัน หลังเกิดเหตุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมระดมกำลังพลเข้าพื้นที่ เพื่อทำการสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนประชาชน พร้อมกับให้การช่วยเหลือแก่ครัวเรือนราษฎรที่ได้รับผลกระทบทันที  

ต่อมา นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้เดินทางลงพื้นที่ออกเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านในพื้นที่ประสบภัย พร้อมกับติดตามผลความคืบหน้าการดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยพบว่าทางหน่วยงานในเขตท้องที่รับผิดชอบทั้งที่ว่าการอำเภอห้างฉัตร เทศบาลตำบลเมืองยาว อบต.แม่สัน  ได้เข้าทำการช่วยเหลือจัดหากระเบื้องมุงหลังคาใหม่ มอบให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบทุกครัวเรือนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งก็ได้มีราษฎรมารับความช่วยเหลือนำกระเบื้องมุงหลังคาไปซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายแล้ว

 ทางด้าน อ.วังเหนือ  สำนักงาน ปภ.สาขาวังเหนือ ได้รายงานผลความเสียหายจากพายุลมกรรโชกแรง จำนวน 2 ตำบล คือ   ตำบลวังทอง ที่บ้านแม่เย็น หมู่ที่4  กระเบื้องเสียหาย จำนวน 2 หลัง และ ตำบลวังเหนือ
ที่บ้านขันหอม หมู่ 9 กระเบื้องเสียหายบางส่วน จำนวน 3 หลัง   โดยทาง  อบต.วังทอง และเทศบาลตำบลวังเหนือ ดำเนินการให้ความช่วยเหลือ

ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2562   เวลาประมาณ  15.45 น. ได้เกิดเหตุพายุฝนฟ้าคะนอง โดยเฉพาะ อ.เถิน เกิดพายุฝนตกหนักพัดพาหลังคาบ้านเรือน และทรัพย์สินได้รับความเสียหายหลายหลัง  ซึ่งที่โรงพยาบาลอำเภอเถิน พายุได้พัดโรงจอดรถล้มพัง 2 หลัง  ส่วนที่หน้าที่ว่าการอำเภอเถิน พายุได้พัดรูปปั้นส้มเกลี้ยงขนาดใหญ่ล้ม และป้ายพังเสียหาย นอกจากนั้นยังมีอาคารหอประชุมที่ว่าการอำเภอเถิน หลังคาปลิวหาย และบางจุดเกิดอุบัติเหตุขึ้น เช่นที่ถนนพหลโยธิน  ด้านหน้า สภ.เถิน ชายสูงอายุขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างขายไอศรีมแบบมีหลังคา ระหว่างทางเกิดพายุลมแรง หลังคารถได้ต้านลม  ทำให้รถปลิวเสียหลักตกร่องข้างทาง โชคดีที่คนขับไม่ได้รับบาดเจ็บ

หลังเหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว นายยรรยง กุนาคำ นายอำเภอเถิน ได้สั่งการให้นายธวัชชัย จริตงาม ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง และ นายนรินทร์ หวงไธสงค์ ปลัดเทศบาลเมืองล้อมแรด พร้อม จนท.สมาชิกกองร้อย อส. อ.เถิน  จนท. ป้องกัน ฯ ทม.ล้อมแรด  ลงสำรวจความเสียหายจากเหตุดังกล่าว  เบื้องต้นมีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย รวมประมาณ 50 หลัง คือ ที่ ต.ล้อมแรด มีหมู่ 1 บ้านอุมลอง  ,หมู่ 7 บ้านดอนไชย  ,หมู่ 8 บ้านหนองเตา ,  หมู่ 12 บ้านหนองเชียงราน  และ หมู่ 13 บ้านดอนทราย  ส่วน ต.แม่ปะ  หมู่ 2 บ้านแม่ปะแพะ 

ทั้งนี้ ปภ.ลำปาง ได้สรุปความเสียหายจากเหตุการณ์พายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง ฝนฟ้าคะนอง ลูกเห็บตก ในเบื้องต้น มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ  4 อำเภอ 8 ตำบล 25 หมู่บ้าน และมีประชาชนได้รับผลกระทบ 179 ครัวเรือน   โดยที่อำเภอห้างฉัตร ได้รับความเสียงหาย 3 ตำบล 16 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนเสียบางส่วน 140 หลัง อำเภอวังเหนือ ได้รับความเสียหาย 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 5 หลัง  อำเภอแม่ทะ ได้รับความเสียหาย 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 5 หลัง และอำเภอเถิน ได้รับความเสียหาย 2 ตำบล 6 หมู่บ้าน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 29 หลัง

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง ได้มอบหมายให้ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสาขา อำเภอห้างฉัตร อำเภอวังเหนือ อำเภอแม่ทะ และ อำเภอเถิน สำรวจความเสียหายอย่างละเอียด และให้หน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบในพื้นที่ให้การช่วยเหลือแล้ว

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1222 วันที่ 22 มีนาคม 2562) 



Share:

เลือกตั้งล่วงหน้านับหมื่น ยอดใช้สิทธิทะลุเป้า

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์นับหมื่นคน ทะลุเป้าร้อยละ 89   โค้งสุดท้าเลือกตั้ง ลำปางจัด Big Day เดินรณรงค์เลือกตั้ง  เคาะประตูบ้าน เชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิ์ ขณะที่ผู้สมัครแต่ละพรรคลงพื้นที่หนักหน่วงหวังคะแนนเสียง



เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขตและนอกเขต  โดยตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิกันไม่ขาดสาย ซึ่งบรรยากาศที่สถานที่เลือกตั้งกลางนอกเขต  ของเขตเลือกตั้งที่  3 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง  โดยมีผู้ลงทะเบียนไว้จำนวน 6,103 คน  ประชาชนต่างทยอยเดินทางมาตรวจสอบรายชื่อและรอคิวลงคะแนนอย่างต่อเนื่อง โดยมีการต่อแถวยาวเหยียดตั้งแต่ช่วงสายไปจนถึงช่วงบ่าย ทำให้ต้องนำร่มมากางบรรเทาความร้อน แต่บรรดาผู้มาใช้สิทธิต่างไม่ย่อท้อ ได้ยืนรอเข้าคิวไปจนถึงคิวของตัวเองได้ลงคะแนนเลือกตั้ง  อาจเนื่องมากจากห่างหายการเลือกตั้งไปนาน ประชาชนจึงตื่นตัวในการออกมาใช้สิทธิอย่างมาก  เช่นเดียวกับสถานที่เลือกตั้งกลางนอกเขต เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่อาคารหอประชุมศูนย์การเรียนรู้ตามปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเขลางค์นคร ต.บ่อแฮ้ว อ.เมืองลำปาง  มีประชาชนมาเข้าคิวรอใช้สิทธิจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งในเขตนี้ได้มีผู้ลงทะเบียนไว้จำนวน 4,368 คน ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องอากาศร้อนจัดบ้าง แต่การเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งนอกเขต และในเขต ได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยจนกระทั่งปิดหีบในเวลา
17.00  น.


ต่อมา สำนักงาน กกต.ลำปาง ได้สรุปรายงานจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง(ล่วงหน้า)  ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง วันที่ 17 มี.ค.62 รวมทั้ง 4 เขต  โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมือง และอำเภอห้างฉัตร มีผู้ลงทะเบียน 4,368 คน มาใช้สิทธิ 3,914 คน คิดเป็นร้อยละ 89.61  ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภองาว อำเภอแจ้ห่ม อำเภอเมืองปาน อำเภอวังเหนือ มีผู้ลงทะเบียน 352 คน มาใช้สิทธิ 327 คน คิดเป็นร้อยละ 92.90   สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 3 อำเภอแม่เมาะ อำเภอแม่ทะ และอำเภอเมืองลำปาง(บางส่วน) มีผู้ลงทะเบียน 6,109 คน มาใช้สิทธิ 5,448 คน คิดเป็นร้อยละ 89.18 และเขตเลือกตั้งที่ 4 อำเภอเถิน อำเภอแม่พริก อำเภอเสริมงาม อำเภอสบปราบ อำเภอเกาะคา มีผู้ลงทะเบียน 465 คน มาใช้สิทธิ 418 คน คิดเป็นร้อยละ 89.89   สรุปรวมผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขต ทั้ง 4 เขต 11,294 คน มาใช้สิทธิ 10,107 คน คิดเป็นร้อยละ 89.49

สำหรับจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้า ในเขตเลือกตั้งทั้ง 4 เขต  ซึ่งใช้สถานที่ลงคะแนน ที่หอประชุมอำเภอทุกอำเภอ มีผู้ลงทะเบียน 1,096 คน มาใช้สิทธิ์ 1,041 คน คิดเป็นร้อยละ 94.98

ด้านสำนักงาน กกต.ลำปาง ได้จัดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนไปเลือกตั้ง  เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 20 มีนาคม 2562 ที่บริเวณข่วงนคร ห้าแยกหอนาฬิกา เทศบาลนครลำปาง อำเภอเมืองลำปาง โดยมีนายสมเกียรติ ตันตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง  นายพินิจ แก้วจิตคงทอง ปลัดจังหวัดลำปาง นายฐิติพล ทศรฐ ผอ.กกต.ลำปาง ได้นำส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ บุคลากรจากทุกหน่วยงาน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป แต่งกายด้วยเสื้อสีขาว ประมาณ 1,000 คน เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์กระตุ้นให้ผู้มีสิทธิออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  โดยได้จัดเตรียมป้าย แผ่นพับ การรณรงค์ไปใช้สิทธิ์และความรู้การเตรียมตัวก่อนไปคูหาลงคะแนน เพื่อเดินรณรงค์ แบบดาวกระจายแบ่งออกเป็น 5 สาย ตามถนนสายต่างๆที่สำคัญในใจกลางเทศบาลนครลำปาง ประกอบด้วย เส้นทางที่ 1 ถนนบ้านเชียงราย-ถนนทิพย์ช้าง เส้นทางที่ 2 ถนนบุญวาทย์ เส้นทางที่ 3 ถนนรอบเวียง เส้นทางที่ 4 ถนนฉัตรไชย และเส้นทางที่ 5 ถนนท่าคราวน้อย ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นและเชิญชวนให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ให้ได้มากกว่าร้อยละ 80  และเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยอิสระปราศจากการซื้อสิทธิขายเสียง



และในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.62  ผู้สมัคร ส.ส.ของแต่ละพรรค ต่างลงพื้นที่กันอย่างเข้มข้นมากขึ้น  พร้อมกับได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นด้วย  โดยนายเอกสิทธิ์ มานะรุ่งโรจน์ หรือทนายโจ้ ผู้สมัคร เบอร์ 3 เขต 1จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ลงทุนแต่งกายเป็นนักรบ ขี่ม้าออกศึก เดินตลาดอัศวินอ้อนขอคะแนนเสียงประชาชน สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย  ขณะที่นางขนิษฐา นิภาเกษม ผู้สมัคร เบอร์ 2 เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์  ออกเดินหาเสียง ลุยในย่านถนนบุญวาทย์ตัวเมืองลำปาง จนสุดสาย เพื่ออ้อนขอคะแนนเสียงจากชาวบ้านใน เขต 1 ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัดก็ไม่มีหวาดหวั่น 

ในส่วนของเขต 2  นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร  เบอร์ 7 พรรคเพื่อไทย ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเหน็ดเหนื่อยในการลงพื้นที่ชุมชนที่ห่างไกล เพื่อขอโอกาสเป็นผู้แทนของชาวบ้านอีกครั้ง  เช่นเดียวกับนายดาชัย เอกปฐพี  ผู้สมัคร เบอร์ 4 พรรคพลังประชารัฐ  มาพร้อมทีมงานรถแห่เกือบ 10 คัน ตะเวนรอบ อ.แจ้ห่ม ปราศรัยขอคะแนนชาวบ้านทั้ง 7ตำบล 

เขต 3  นิคม เชาว์กิตติโสภณ  เบอร์ 4 พรรคประชาธิปัตย์ เจอตลาดไหนแวะที่นั่น มีเก้าอี้ 1 ตัว และไมโครโฟน 1 ตัว ขึ้นพูดยืนปราศรัยให้ประชาชนได้รับฟังนโยบายของพรรค และยังออกเดินพบปะกับชาวบ้านอย่างไม่ย่อท้อ  ส่วนคนรุ่นใหม่ ชลธานี เชื้อน้อย เบอร์ 8 พรรคอนาคตใหม่ ก็ขยันเดินตลาดทุกวัน ถึงแม้จะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่เมื่อพูดถึงชื่อพรรคแล้วก็ได้รับการตอบรับอย่างดีทีเดียว  ด้านนายเสริม สูรยกานต์กูล  เบอร์ 21 พรรคชาติพันธุ์ไทย  ลงพื้นที่ช่วงโค้งสุดท้ายอย่างหนักหน่วงเช่นกัน

สำหรับเขต 4 พรรคอนาคตใหม่ สาวรุ่นใหม่ไฟแรง น้องออม น.ส.พิมดารม ศิริสลุง เบอร์ 2 เดินไปทางไหนก็จะมีคนชายตามองตาม เพราะความน่ารักสดใส คนนี้ก็ขยันลงพื้นที่มาก ได้ใจคนรุ่นใหม่ในเขต 4 ไปไม่น้อย  เช่นเดียวกับ สุนี สมมี  เบอร์ 3 จากพรรคภูมิใจไทย ได้ลงพื้นที่พบกับประชาชนทุกวัน  ด้วนสโลแกนเปลี่ยนลำปาง อ้อนขอคะแนน เนื่องจากอยากเข้ามาทำหน้าที่เพื่อพัฒนาลำปางอีกครั้ง หลังจากที่เคยดำรงตำแหน่ง นายก อบจ.ลำปางถึง 3 สมัย   ส่วนนายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์  เบอร์ 7 พรรคเพื่อไทย ก็ยังครองใจชาวบ้านอยู่   ผลจะออกมาเป็นอย่างไร วันที่ 24 มี.ค.62 นี้ ลานนาโพสต์จะรายงานให้ทราบต่อไป

รูปภาพจาก ประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1222 วันที่ 22 มีนาคม 2562) 
Share:

ยาบ้ายัดถุงดำ 1.4 แสนเม็ด ซุกป่าละเมาะ

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

กลุ่มขบวนการค้ายาบ้า นำยาบ้าฃุกในถุงดำรวม 1.4 แสนเม็ด มาทิ้งไว้ในป่าละเมาะ คาดรอผู้ร่วมขบวนการมาเก็บ พลเมืองดีแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปซุ่มดักรอ แต่กลุ่มยาบ้าไหวตัวทันจึงไม่มาเก็บของตามนัด สืบสวนเร่งตามหาตัวแล้ว

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2562  เวลาประมาณ 13.30 น.  พ.ต.อ.โสภณ ผลกันทา ผกก.สภ.เขลางค์นคร  พ.ต.ท.นัทธพล ศรีคำสุข รอง ผกก.สส.  พ.ต.ต.สายันต์ หมอกฤทธิ์ สว.สส.ฯ พร้อมชุดสืบสวน และจนท.สายตรวจ ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบ ในป่าละเมาะริมถนนในหมู่บ้านไร่ต้นธง ม.11 ต.ปงแสนทอง อ.เมือง จ.ลำปาง  หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบยาบ้าถูกนำมาทิ้งไว้จำนวนมาก

เมื่อไปถึงพบถุงดำสองถุงใหญ่ วางซุกอยู่ในพงหญ้า จึงได้นำมาตรวจสอบดูภายใน พบยาบ้าจำนวน 26 มัดๆละ 2,000 เม็ด  รวมประมาณ 52,000 เม็ด  ยาบ้าจำนวน 190 ถุงๆละ 200 เม็ด  รวมประมาณ 38,000 เม็ด และยาบ้าน้ำหนัก 5 กิโลกรัม รวมประมาณ 50,000เม็ด   รวมยาบ้าจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 140,000เม็ด เชื่อว่ามีผู้กระทำผิด ฃึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด นำยาบ้ามาซุกซ่อนไว้ เพื่อผู้ร่วมขบวนการค้ายาบ้ามาเก็บไปจำหน่ายต่อ   ทางเจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนดักซุ่มรออยู่ เพื่อทำการจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี  เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง  แต่ไม่พบผู้ใด  คาดว่าทางขบวนการค้ายาบ้ากลุ่มนี้ได้ไหวตัวทัน ไม่มาเก็บยาบ้าแล้ว  จึงได้ทำการตรวจยึดยาบ้าของกลางทั้งหมด นำส่งดำเนินคดีตามกฎหมายที่ สภ.เขลางค์นคร  ในเบื้องต้นได้ตั้งข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยผิดกฎหมาย และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่สืบข่าวเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินดคีตามกฎหมายต่อไป  

 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1222 วันที่ 22 มีนาคม 2562) 

Share:

หนุ่มอ้างตกงาน จี้แบงค์บัวหลวง กวาด 8.5 แสน

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

หนุ่มพะเยาอ้างเครียดตกงานบุกเดี่ยวใช้ท่อเหล็กเป็นอาวุธจี้ชิงทรัพย์ธนาคารกรุงเทพกลางเมืองลำปาง กวาดเงินสด8.5แสน หวังหลบหนีแต่ไปไม่รอด

เมื่อเวลา 11.45 น.วันที่ 18 มี.ค.62  ศูนย์วิทยุ 191 จ.ลำปาง แจ้งเหตุมีคนบุกจี้ชิงทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาฉัตรไชย เลขที่ 341/3-4 ถนนฉัตรไชย ตำบลสวนดอก อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง  โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวไว้ได้ หลังรับแจ้งจึงรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชทราบ ต่อมา พ.ต.อ.สุเทพ ฐานปวรกุล  รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง พร้อมด้วย พ.ต.ต.วิเชียร ใจสันกลาง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองลำปาง  เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภูธร จ.ลำปาง และสืบสวน สภ.เมืองลำปางจำนวนหนึ่ง

ในที่เกิดเหตุพบ ร.ต.ท.วิชญ์พล คาวันดี รอง สว.จร.สภ.เมืองลำปาง พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจ กำลังรวบตัวชาย 1 ราย ได้บริเวณด้านหน้าธนาคาร ขณะกำลังจะหลบหนีขึ้นรถยนต์เก๋งยี่ห้อฟอร์ด สีขาว หมายเลขทะเบียน กง 2727 พะเยา  พร้อมกับกระเป๋าสีดำ 1 ใบ นำตัวขึ้นไปทำการสอบสวนภายในห้องประชุมของธนาคารกรุงเทพ โดยชายคนดังกล่าวได้นั่งหน้าตาเคร่งเครียด พร้อมใช้มือปิดหน้า กุมขมับอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังพบแฟนสาวติดเครื่องรถ นั่งรออยู่บริเวณที่นั่งคนขับ จึงได้คุมตัวขึ้นไปสอบสวนด้วย ทราบชื่อทั้งสองคนคือ นายสุรสิทธิ์ มังคลาด อายุ 28 ปี เป็นชาว อ.เชียงคำ จ.พะเยา และ น.ส.พรรษา ริวรรณา อายุ 35 ปี  เป็นชาว อ.ภูซาง จ.พะเยา

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายสุรสิทธิ์ ได้ถือกระเป๋าสีดำเข้ามายังเคาท์เตอร์ที่ 2 ของธนาคาร ซึ่งขณะนั้นมีนางปฏิมา กิตติเวช ผู้จัดการสาขา ยืนประจำอยู่พอดี โดยเคาท์เตอร์ด้านข้างมีพนักงานประจำอยู่อีก 2 คน ต่างทำงานของตัวเอง จากนั้นนายสุรสิทธิ์ได้เปิดกระเป๋าสีดำ โดยมีท่อเหล็กซ่อนอยู่ในกระเป๋าและบอกให้ส่งเงินมา ทางพนักงานต่างตกใจคิดว่ามีอาวุธปืน  ผู้จัดการธนาคารจึงได้บอกให้ทุกคนเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังเพื่อความปลอดภัย  นายสุรสิทธิ์จึงได้กระโดดข้ามเคาท์เตอร์เข้าไปด้านในและหยิบเงินในลิ้นชักออกไปจำนวนหนึ่ง และวิ่งหลบหนีออกจากธนาคาร จะไปขึ้นรถเก๋งที่จอดรอไว้ด้านหน้าธนาคาร ขณะนั้นทาง ร.ต.ท.วิชญ์พล คาวันที รอง สว.จร. นั่งทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นนายสุรสิทธิ์วิ่งหอบกระเป๋าหนีออกมา จึงทราบว่าเกิดเหตุร้ายได้วิ่งไปล็อคตัวไว้ได้ก่อนที่นายสุรสิทธิ์จะขึ้นรถขับหลบหนีไป

จากการตรวจสอบยอดเงินที่นายสุรสิทธิ์จี้ชิงทรัพย์ไว้ได้ พบว่ามีจำนวนมากถึง 8.5 แสนบาท โดยเบื้องต้นนายสุรสิทธิ์ ให้การว่าตนเองตกงานจึงเกิดอาการเครียด ได้ขับรถมาจาก จ.เชียงใหม่  และวางแผนเข้ามาก่อเหตุดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ก่อนจะคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1222 วันที่ 22 มีนาคม 2562) 

Share:

ไฟลัดวงจรไหม้บ้าน พังรั้วเข้าดับเพลิง หวิดวอดทั้งหลัง

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

สองผัวเมียปิดล็อคบ้านแน่น ออกไปขายก๋วยเตี๋ยว เกิดไฟฟ้าลัดวงจรไฟลุกไหม้บ้านชั้นสอง เพื่อนบ้านช่วยกันฉีดน้ำและแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงช่วยระงับเหตุ ต้องงัดเข้าบ้านอย่างทุลักทุเล โชคดีที่ควบคุมเพลิงไว้ได้ ท่ามกลางความโล่งใจของเพื่อนบ้านที่มีบ้านอยู่ติดกัน

เมื่อเวลาประมาณ 15.20 น.วันที่ 19 มี.ค.62  เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองลำปาง ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุไฟไหม้บ้าน ชุมชนท่าคราวน้อย ใกล้กับมูลนิธิบุญกว้าง  ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง  จึงประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครลำปางเร่งให้การช่วยเหลือ ก่อนจะแจ้งให้พนักงานสอบสวนร่วมตรวจสอบเหตุ

เมื่อไปถึงพบว่าบ้านหลังเกิดเหตุ คือบ้านเลขที่ 174 บ้านท่าคราวน้อย ต.สบตุ๋ย มีลักษณะเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้สองชั้น มีใต้ถุน โดยไฟกำลังลุกไหม้ภายในบ้าน มีเพื่อนบ้านและพลเมืองดีพยายามช่วยกันเอาสายยางฉีดน้ำเลี้ยงไปยังตัวบ้านเพื่อไม่ให้ไฟลุกลาม จากนั้นรถดับเพลิงเจ้าหน้าที่เทศบาลนครลำปางได้มาถึงพอดี แต่ไม่สามารถเข้าไปในบ้านได้ เนื่องจาประตูรั้วบ้านปิดล็อคกุญแจไว้แน่น ทำให้ต้องพังรั้วบ้านที่เป็นสังกะสีล้อมรอบเข้าไป  และพบว่าประตูบนบ้านชั้นที่สองที่เกิดเหตุไฟไหม้ก็ปิดล็อคอย่างแน่นหนา เจ้าหน้าที่ใช้เวลางัดก่อนที่จะเข้าไปฉีดน้ำดับไฟที่ลุกไหม้ได้  แต่ก็พบอุปสรรคคือได้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร จึงต้องมีกาประสานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาตัดไฟ ขณะที่มีการฉีดน้ำเลี้ยงเพื่อไม่ให้ไฟที่ลุกไหม้นั้นลามออกไป โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาทีจึงสามารถควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้ได้ทั้งหมด

เบื้องต้นทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของนางจรัสศรี บุญนำมา อายุ 58 ปี มีอาชีพขายก๋วยเตี๋ยว อาศัยอยู่กับสามี 2 คน ช่วงเกิดเหตุทั้ง 2 คนไปขายก๋วยเตี๋ยวจึงไม่มีใครอยู่บ้าน จากการตรวจสอบพบว่าจุดเกิดเหตุอยู่ที่คัทเอาท์ ชั้นสองของบ้าน มีร่องรอยไฟฟ้าลัดวงจรและประกายไฟตกลงไปในตะกร้าเสื้อผ้าจนเกิดไฟลุกไหม้และมีกลุ่มควันโพยพุ่งขึ้นมาจำนวนมาก ขณะที่ไฟได้ลุกลามพื้นบ้านจนเป็นโพรง หวิดไหม้วอดทั้งหลังโชคดีที่ที่เพื่อนบ้านและพลเมืองดีมาเห็นก่อนจึงแจ้งเจ้าหน้าที่และช่วยเหลือกันสกัดไฟได้ทัน ส่วนความเสียหายอยู่ในระหว่างสำรวจ โดยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะเข้ามาตรวจสอบสาเหตุอีกครั้ง

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1222 วันที่ 22 มีนาคม 2562) 

Share:

สำนักปฎิบัติธรรมหลวงพ่อเกษม เขมโก เตรียมจัดงานสมโภชวิหารพระพุทธ และพิธีบวงสรวงองค์ท้าวเวชสุวรรณ

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

สำนักปฎิบัติธรรมหลวงพ่อเกษม เขมโก พร้อมเปิดให้สาธุชนเข้ากราบสักการะวิหารพระพุทธได้ทุกวัน เผยพระพุทธมงคล เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางสมาธิ หลวงพ่อเกษม เขมโก เมตตาอธิษฐานจิตไว้ตั้งแต่ครองผ้าเหลืองครบ 60 พรรษา พร้อมทำพิธีบวงสรวงองค์ท้าวเวชสุวรรณ ในวันเดียวกัน



นางสุภาภรณ์ ตรีวัฒนาวงศ์  รักษาการประธานมูลนิธิหลวงพ่อเกษม เขมโก กล่าวว่า สถานปฎิบัติธรรมหลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ (ประตูม้า) ซึ่งนายไพจิตร ธรรมโรจน์พินิจ ประธานอุปถัมภ์หลวงพ่อเกษม เขมโก ได้ริเริ่มการก่อสร้างถาวรวัตถุเป็นวิหารพระพุทธ (พระพุทธมงคล) เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ปิดทองทั้งองค์ ปางสมาธิ ที่หลวงพ่อเกษม เขมโก ได้มีเมตตาอธิษฐานจิตไว้ ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2536  ซึ่งในขณะนั้นหลวงพ่อเกษมได้ครองสมณเพศมาจนครบ 60 พรรษาพอดี จากนั้นจึงนำไปประดิษฐานไว้ในบริเวณสถานปฏิบัติธรรม แต่นายไพจิตร เห็นว่าควรที่จะสร้างวิหารเพื่อประดิษฐานพระพุทธมงคลเอาไว้ให้เป็นสัดส่วน เนื่องจากพระพุทธรูปดังกล่าวถือว่าเป็นพระมงคลที่หลวงพ่อเกษม เขมโก ตั้งจิตรอธิฐานเอาไว้ และเพื่อให้สาธุชนทั่วไปไดเข้ามากราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต จึงได้ดำเนินการก่อสร้างวิหารพระพุทธจนแล้วเสร็จ และยังทำการหล่อองค์ท้าวเวสสุวรรณ เอาไว้ข้างกับวิหารพระพุทธอีกด้วย โดยหล่อด้วยทองเหลืองขัดเงาพร้อมตกแต่งองค์ท้าวเวสสุวรรณตามตำนาน มีความสูง 14 เมตร หนัก 19 ตัน เพื่อให้เป็นที่สักการะบูชาประจำสถานปฎิบัติธรรม

รักษาการประธานมูลนิธิหลวงพ่อเกษม เขมโก กล่าวยังต่ออีกว่า ขณะนี้การก่อสร้างได้แล้วเสร็จทั้งสองส่วนแล้ว ดังนั้น ในวันที่ 7 เมษายน 2562 นี้ สถานปฎิบัติธรรมหลวงพ่อเกษม เขมโก จะได้จัดพิธีสมโภชวิหารพระพุทธ และทำพิธีบวงสรวงองค์ท้าวเวสสุวรรณ เพื่อให้เป็นสิริมงคล ก่อนที่จะเปิดให้สาธุชนทั่วไปเข้ากราบไหว้บูชา ซึ่งพระจินดารัตนาภรณ์  เจ้าคณะจังหวัดลำปาง รวมไปถึงพระราชจินดานายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด และพระผู้ใหญ่รวม 9 รูป จะมาร่วมเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายวาทิตย์ ปัญญาคม นายอำเภอเมืองลำปาง จะเป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยพิธีจะเริ่มในเวลา 09.49 น. จะเป็นพิธีสวดพระพุทธมนต์ และพิธีบวงสรวงองค์ท้าวเวสสุวรรณ จากนั้นจะถวายภัตตาหารเพลแก่พระสงฆ์  และเปิดโรงทานเลี้ยงอาหารกลางวันกับประชาชนทั่วไป ส่วนในช่วงบ่ายจะเป็นพิธีทิ้งกระจาด แจกทานให้กับประชาชนที่จะมารอรับสิ่งของอีกจำนวน 1,008 ชุด ทั้งนี้นางสุภาภรณ์ รักษาการประธานอุปถัมภ์มูลนิธิหลวงพ่อเกษม เขมโก ยังได้เชิญชวนประชาชนที่เลื่อมใสศรัธราในตัวหลวงพ่อได้เข้ามาร่วมพิธีดังกล่าวโดยพร้อมเพียงกัน

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสตืฉบับที่ 1222 วันที่ 22 มีนาคม 2562)

Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว

โรงพยาบาลเขลางค์เวชภัณฑ์

เขลางค์เวชภัณฑ์ Web copy.jpg
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support