อาลัย...

อัญเชิญโคมไฟหลวงพระราชทานถึงลำปาง เก็บรักษาศาลากลางจังหวัด เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ชาวลำปางถวายอาลัยนับหมื่นคนร่วมกันจุดเทียนที่ห้าแยกหอนาฬิกา ส่งเสด็จครั้งสุดท้าย ขณะที่หลายหน่วยงานปลูกและประดับดอกดาวเรืองเหลืองอร่ามเต็มพื้นที่ อาลัยรักในหลวง ม.ราชมงคลฯลำปาง ปลูกกว่า 5 หมื่นต้น บานสะพรั่ง เตรียมส่ง 4 หมื่นต้นไปประดับตกแต่งโดยรอบพระเมรุมาศจำลอง

ธรณีสูบ...

ธรณีสูบ บ้าน 9 หลังพังราบ เร่งรื้อถอนเพื่อความปลอดภัย นักธรณีวิทยาหาเหตุพบชั้นดินเหนียวไม่เกาะตัวกัน ยันไม่เกี่ยวกับรอยเลื่อนเถิน ตามข่าวลือขณะที่ กฟผ.แม่เมาะ แจงไม่ใช่ผลกระทบจากการทำเหมือง ย้ำแรงสั่นจากการขุดเจาะต่ำกว่ากฎหมายกำหนด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบพื้นที่ เบื้องต้นให้การช่วยเหลือจากเงินทดรองราชการรายละ 3 หมื่นบาท

รถไฟชน...

หนุ่มใหญ่มานอนเฝ้างานศพญาติ เช้ามืดปวดเบา เดินออกไปยืนยิงกระต่ายริมทางรถไฟ แต่ถึงคราวตายเจอขบวนรถไฟรถเร็วผ่านมา เฉี่ยวชนสมองเปิดดับคาที่

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ดอกไม้ในใจชน

จำนวนผู้เข้าชม

ช่วงนี้มองไปทางไหนก็เห็นดอกดาวเรือง ดอกไม้สีเหลืองบานสะพรั่ง ดอกดาวเรืองเป็นไม้ประดับที่มีคุณค่าสำคัญทางเศรษฐกิจ นอกจากจะเป็นไม้ตัดดอก ไม้กระถาง ยังใช้เป็นส่วนผสมอาหารสัตว์ ทำสารไล่แมลง และยังพบว่า ดาวเรืองเป็นพืชที่ให้สารเบตาแคโรทีนและสารแซนโทฟิลล์สูง

สำคัญกว่านั้น ดาวเรืองคือดอกไม้ประจำพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 กลายเป็นดอกไม้แห่งการน้อมรำลึกถึงองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง

คนไทยน่าจะรู้จักดอกดาวเรืองตั้งแต่สมัยอยุธยา จากกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดงของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ที่ทรงนิพนธ์ขึ้นเมื่อครั้งตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี เจ้าฟ้ากุ้งทรงบรรยายและพรรณนากระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค นอกจากกล่าวถึงสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นระหว่างทางแล้ว ยังเอ่ยถึงพรรณไม้มากมาย รวมถึงดอกดาวเรือง ซึ่งน่าจะเข้ามาพร้อมมิชชันนารี หรือแขกอินเดียที่เข้ามาในสยาม

“ชาติบุษป์พุทธชาดซาบ กุหลาบกนาบทั้งสองทาง

เบงระมาดยี่สุ่นกาง กลีบบานเพราเหล่าดาวเรืองฯ”

แม้ดอกดาวเรืองจะเป็นดอกไม้ที่คนไทยรู้จักกันมานาน โดยเฉพาะดอกเล็ก ๆ สีเข้ม ๆ คล้ายสีจีวร แต่สำหรับดาวเรืองดอกใหญ่นั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงนำพันธุ์ที่ทรงคัดเลือกเข้ามาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อนำมาปลูกเป็นพืชสวนในโครงการส่วนพระองค์เมื่อปี พ.ศ. 2510

เพื่อลดพื้นที่การปลูกฝิ่น เกษตรกรทางภาคเหนือได้รับการส่งเสริมให้ปลูกดอกดาวเรืองเพื่อตัดดอกขายในโครงการนำร่องของโครงการหลวงเมื่อหลายสิบปีก่อน ดอกดาวเรืองจึงเป็นดอกไม้ของพ่อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ดอกดาวเรืองเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ ถือเป็นดอกไม้ชั้นสูง ใช้บูชาพระแม่มารีบนแท่นบูชาจนถูกเรียกว่า Mary’s Gold ต่อมาใช้ชื่อสามัญว่า Marigolds ก่อนหน้านั้นคนพื้นถิ่นอเมริกาใต้ใช้ดอกดาวเรืองบูชาเทพเจ้ามานับพันปี ดอกดาวเรืองจึงเป็นดอกไม้บนแท่นบูชามาตลอด เช่นเดียวกับประเทศอินเดีย ซึ่งใช้ดอกดาวเรืองบูชาเทพเจ้าตามศาสนสถานเป็นหลัก รวมถึงประเทศไทย เรามักนำดอกดาวเรืองมาร้อยเป็นมาลัยถวายพระและใช้ประกอบพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำเมล็ดพันธุ์ดอกดาวเรืองหลายสายพันธุ์มาทดลองปลูก ณ สถานีวิจัยเกษตรหลวงอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ และแปลงทดลองภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ จนในที่สุดปี พ.ศ. 2526 ก็ได้พันธุ์ดาวเรืองเกษตร ที่เหมาะกับการปลูกเพื่อตัดดอกทางการค้าอย่างจริงจังจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม ดอกดาวเรืองถึงแม้จะดูเป็นดอกไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ทำให้เกษตรกรบางคนปวดหัวได้เหมือนกัน เมื่อพบว่าดอกกำลังสวย กำลังจะตัดดอก ปรากฎว่าเชื้อราลง ต้องโละทิ้งทั้งแปลง

ดอกดาวเรืองต้องแข็งแรงตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อต้นแข็งแรง โรคก็เกิดขึ้นยาก การทำให้ดาวเรืองแข็งแรงเริ่มตั้งแต่การเพาะเมล็ด ดินร่วน ขี้วัว แกลบเน่า และมะพร้าว นำมาร่อนแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำเล็กน้อย ก่อนนำไปตั้งไฟ เมื่อควันขึ้นบนผิวดินก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้

นึ่งดินแล้วการงอกนี่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เลยครับ ที่สำคัญ มันช่วยเรื่องการเกิดเชื้อรา เพราะการนึ่งช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ เกษตรกรผู้ปลูกดอกดาวเรืองที่บ้านช้าง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก บอกเทคนิคการปลูกดอกดาวเรืองไว้หนังสือหอมแผ่นดินของ ธ.ก.ส.

นั่นคือในแง่มุมของการเป็นดอกไม้เศรษฐกิจ แต่สำหรับคนพื้นถิ่นเหนืออย่างเรา เรามีดอกดาวเรือง หรือดอกคำปู้จู้อยู่หน้าบ้านมาแต่ไหนแต่ไร แม้ซบเซาไปบ้างช่วงฤดูฝน แต่ดอกดาวเรืองไม่ว่าอย่างไรก็บานสะพรั่งอยู่ในใจเสมอ


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1151 วันที่ 20 - 26 ตุลาคม 2560)

Share:

Beeple น้ำผึ้งสวนผสม สานต่อ 'ศาสตร์พระราชา'

จำนวนผู้เข้าชม

ที่ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง หากมองเผินๆ พื้นที่ที่เรากำลังดุ่มเดินอยู่นี้ ก็คือป่ารกริมทางทั่วไป แต่หากพินิจอย่างถ้วนถี่จะพบว่ามีอะไรมากกว่านั้น โน่นกล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก มะม่วง ฝรั่งขี้นก ต้นหว้า นี่ผักเชียงดาขึ้นอยู่เป็นไม้พื้นล่าง ถัดไปเราเห็นนาข้าวหอมมะลิแดงลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได ใบข้าวสีเขียวอ่อนกำลังโอนเอนตามแรงลมต้นฤดูหนาว ล่างสุดคือสระน้ำที่มีปลานิลแหวกว่ายหลายสิบตัวน้ำในสระใส เพราะผู้เป็นเจ้าของเลือกที่จะปล่อยพืชคลุมดินไว้ ไม่ให้น้ำชะล้างหน้าดินลงมาจนหมด

ใช่เพียงป่ารกชัฏ แต่นี่คือรูปแบบเกษตรผสมผสานที่  ธวัชสิทธิ์ งามพันธ์เวชชะกุล  เกษตรกรหนุ่มวัย 33 ปี เรียนรู้มาจากอาจารย์ยักษ์ หรือ ดร. วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ก่อตั้งศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี ศูนย์การเรียนรู้ที่สานต่อศาสตร์พระราชาให้เป็นรูปธรรมและสัมฤทธิ์ผล

หลังลาออกจากโรงงานผลิตยางรถยนต์ชื่อดัง เพราะไม่เห็นด้วยกับระบบที่ไม่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตของคนงาน บัณฑิตหนุ่มจากภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ  คณะวิศวกรรมศาสตร์(หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ หวังเก็บเงินซื้อที่ดินต่างจังหวัดทำการเกษตรอย่างใจฝัน ครั้นเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ธวัชสิทธิ์ก็กลับเมืองไทยแล้วมุ่งหน้าไปอบรมด้านการเกษตรกับอาจารย์ยักษ์ ผู้ทำงานใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน อาจารย์ยักษ์อยากให้ทุกคนรู้ว่า ทฤษฎีนี้ทำได้จริงและเห็นผล จึงก่อตั้งศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องให้ประชาชนทั่วไปได้สมัครเข้าอบรมด้านการเกษตร นั่นรวมถึงธวัชสิทธิ์ที่ซึมซับศาสตร์ของพระราชามาอย่างเต็มเปี่ยม  เขาตระเวนหาซื้อที่ดินทั่วจังหวัดลำปาง ก่อนจะมาถูกใจที่ดินในตำบลนิคมพัฒนาจึงร่วมกับเพื่อนซื้อที่ดิน 24 ไร่ผืนนี้ ฤดูกาลผ่านผัน เขาลงมือเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในทุกด้าน เพื่อนำมาใช้ออกแบบพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ผมชอบเกษตรผสมผสาน ตรงที่มันเกื้อกูลตนเองและผู้อื่นครับ” ธวัชสิทธิ์เปรย เรานั่งคุยกันในศาลาพักร้อนหลังเล็กๆ มองเห็นผืนนา 2 ไร่ ที่ให้ข้าวสำหรับ 4 คนกินได้พอดีตลอด 1 ปี สระน้ำ กับต้นไม้เขียวขจีรายรอบ

หลังลงต้นไม้ตามหลักการที่ได้เรียนรู้มา ธวัชสิทธิ์อยากเลี้ยงสัตว์สักชนิด เขาคิดถึงการเลี้ยงผึ้ง เพราะนอกจากไม่ต้องเหนื่อยมากแล้ว ผึ้งยังช่วยผสมเกสรให้พรรณไม้ต่างๆในที่ดินอีกด้วย เขาจึงไปอบรมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงใหม่ และเริ่มเลี้ยงผึ้งพันธุ์ในปี 2559

“ก่อนตัดสินใจเลี้ยงผึ้ง อันดับแรกเลยคือ ต้องดูว่าเราแพ้พิษผึ้งหรือเปล่าครับ” ธวัชสิทธิ์พูดพลางหัวเราะ “หลังจากนั้นค่อยดูว่ามีแหล่งอาหารเพียงพอสำหรับเขาไหม ในรัศมี 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ผึ้งบินหากินนั้น มีการใช้ยาฆ่าแมลงหรือเปล่า เพราะผึ้งอ่อนไหวกับสารพิษมาก และในละแวกใกล้เคียงมีชุมชนไหนเปิดไฟสว่างไสวในช่วงเย็นหรือไม่ (ช่วงเย็นคือเวลาที่ผึ้งบินกลับรัง หากมีแสงไฟผึ้งจะแวะเล่นไฟจนมืดค่ำและกลับรังไม่ถูก) ข้อสุดท้าย ต้องมีร่มไม้รำไรที่แสงแดดส่องถึงสำหรับตั้งรังผึ้ง จริงๆ ผึ้งไม่ชอบฝน ภายในรังต้องมีอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส และเราจะต้องหันหน้ารังผึ้งไปทางทิศตะวันออกเสมอ” ปีที่แล้วธวัชสิทธิ์นำผึ้งมาเลี้ยง 5 กล่อง ทุกวันนี้เขามีรังผึ้ง11 กล่องแล้ว นั่นหมายความว่า การเลี้ยงผึ้งกำลังไปได้สวย

ด้วยจำนวนผึ้งเพียงเท่านี้ หากจะมองในแง่อุตสาหกรรมยังดูเล็กจ้อย แต่สำหรับธวัชสิทธิ์ดูเหมือนเขาจะพอใจ เพราะน้ำผึ้งอันเป็นผลผลิตจากประชากรผึ้งของเขานั้น เต็มไปด้วยคุณสมบัติของน้ำผึ้งแท้ มันคือน้ำผึ้งที่ไม่ผ่านกระบวนการไล่ความชื้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องใช้ความร้อนสูง จึงทำให้จุลินทรีย์ เอนไซม์ และวิตามินเสียไป น้ำผึ้งของธวัชสิทธิ์จะว่าไปก็คือน้ำผึ้งแฮนด์เมด เขาใช้วิธีรอให้ผึ้งปิดฝารวงก่อน ซึ่งก็คือรอให้น้ำผึ้งสุกดี น้ำผึ้งที่สุกดีแล้วไม่จำเป็นต้องไล่ความชื้น แต่ก็อีกนั่นแหละ กว่าจะปิดฝารวงต้องใช้เวลา 3 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ตรงนี้นี่เองที่ฟาร์มผึ้งใหญ่ๆรอไม่ได้ และจะเก็บรังผึ้งไปโดยเอาไปผ่านกระบวนการไล่ความชื้น เพื่อไม่ให้น้ำผึ้งเน่าเสีย ทว่าน้ำผึ้งเหล่านั้นก็สูญเสียประโยชน์ที่แท้จริงไปด้วยอย่างน่าเสียดาย สำหรับธวัชสิทธิ์ น้ำผึ้งที่ดีควรค่าแก่การรอคอย เมื่อเห็นว่าผึ้งปิดฝารวงแล้ว เขาจึงจะยกคอนที่มีแต่รังนำไปตัดเป็นชิ้นๆ ใช้มือบีบน้ำผึ้งให้ไหลลงตัวกรอง จากนั้นบรรจุขวด น้ำผึ้งของเขาเก็บได้มากกว่า 3 ปีไม่เพียงเท่านั้น น้ำผึ้งบางส่วนยังถูกแบ่งไปทำสบู่ขมิ้นชันและกล้วยอบน้ำผึ้ง ส่วนขี้ผึ้งที่เหลือเขามีแผนที่จะนำไปทำลิปบาล์ม ยาหม่อง และเทียนหอมในอนาคต

ธวัชสิทธิ์พาเราเดินไปยังรังผึ้งที่เขาตั้งไว้ใต้ร่มเงาต้นมะม่วงใหญ่ มองเห็นกล่องสีขาวเรียงรายสงบนิ่ง หากเข้าไปดูใกล้ๆ เราจะได้ยินเสียงหึ่งๆอยู่ด้านใน และผึ้งงานที่ทำหน้าที่ปกป้องรังก็ออกันอยู่ตรงทางเข้า-ออก  ผึ้งงานมีวงจรชีวิต 60 วัน ผึ้งตัวผู้มีอายุ 40-50 วัน ส่วนผึ้งนางพญาอาจอยู่ได้ถึง 3 ปี ชีวิตของพวกมันช่างแสนสั้น แต่ทว่าระหว่างนั้น มันได้ทำประโยชน์ให้โลกใบนี้อย่างมหาศาล

ผึ้งจะออกหากินตั้งแต่แสงแรกยามเช้า ไปจนถึงก่อนพลบค่ำ ระหว่างวันพวกมันจะเก็บเกสรดอกไม้และน้ำหวานมาไว้ที่รัง น้ำผึ้งของธวัชสิทธิ์หมุนเวียนไปตามฤดูกาลของดอกไม้ ช่วงไหนดอกลำไยบาน เขาจะได้น้ำผึ้งดอกลำไย ช่วงไหนดอกไม้ในสวนบาน เช่น ดอกสาบเสือ ดอกปืนนกไส้ (ดอกหญ้าไต้หวัน) ดอกกระถินเทพา ดอกไมยราบ ฯลฯ ก็จะเป็นน้ำผึ้งสวนผสม ซึ่งลูกค้าชื่นชอบและไม่ค่อยพบเห็นจากที่อื่น

ทุกวันเสาร์ธวัชสิทธิ์จะวางมือจากงานในสวน เพื่อมาตรวจรังผึ้งทั้ง 11 รัง โดยอาจใช้เวลาตั้งแต่เช้าจดเย็นเขามักนำกล้วยติดมือมาฝากผึ้งด้วย หากยกคอนขึ้นแล้วพบไร ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของผึ้ง เขาจะใช้กรดฟอร์มิก ซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ที่สลายตัวในอากาศ ไม่ตกค้าง เพื่อฆ่าไร หากเก็บน้ำผึ้งได้ก็จะเก็บ แต่หากยังไม่มีออเดอร์และเป็นช่วงฤดูฝน เขาจะไม่รบกวนผึ้ง เพราะฤดูฝนเป็นช่วงที่ผึ้งออกหากินไม่ได้เต็มที่นัก การเก็บน้ำผึ้งช่วงนี้จะทำให้รังผึ้งทรุด

ทุกวันนี้ น้ำผึ้งจากสวนของธวัชสิทธิ์ใช้ชื่อแบรนด์ว่า Beeple ล้อกับคำว่า “People” ในความหมายก็คือ ประชากรผึ้งนั่นเอง มีวางจำหน่ายที่ตลาด We Market พื้นที่สำหรับคนรักสุขภาพ ทุกวันอาทิตย์แรกและวันอาทิตย์ที่สามของเดือน หากลูกค้านำขวดเปล่ามาคืนจะได้รับส่วนลด 5 บาทอีกด้วย

เราถอดหมวก ซึ่งคลุมด้วยตาข่ายสำหรับกันผึ้ง บรรจงวางกล้วยน้ำว้าปอกเปลือกลงในรังของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่แสนเปราะบาง หากเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ผึ้งจะไม่ตื่น มันไม่น่ากลัวอย่างที่เราคิดสักนิด ธวัชสิทธิ์บอกว่า ผึ้งจำหน้าคนเลี้ยงได้ด้วยซ้ำ

จากจุดที่วางรังผึ้ง เราเดินสำรวจสวนผสมกันต่อ เหมือนเดินอยู่ในป่า แต่เป็นป่าที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความหวัง ท่ามกลางไม้ผลนานาชนิด ชายร่างสูงเดินนำหน้า แม้เขาจะไม่ได้ตัดถนนเข้าสวนอย่างทั่วถึง แต่ดูเหมือนว่า เกษตรกรรุ่นใหม่คนนี้มีรอยทางที่ชัดเจนสำหรับเดินตาม

เป็นรอยทางที่พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งได้ทรงบุกเบิกไว้เมื่อนานมาแล้ว

 กุลธิดา สืบหล้า...เรื่อง


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1151 วันที่ 20 - 26 ตุลาคม 2560)

Share:

'กาดใหญ่'ที่รอการเยียวยา

จำนวนผู้เข้าชม

มีโอกาสเดินไปเที่ยวตลาดออมสินหรือตลาดราชวงศ์ ตลาดเทศบาล 1 ละแวกนั้นในช่วงนี้ซึ่งมีแต่คนบ่นว่าการค้าขายฝืดเคืองเป็นเรื่องที่ต้องทำใจกันถ้วนหน้า ซึ่งแม่ค้าที่ขายของหสิบบาท ซาวบาท (10-20บาท) ริมถนนส่วนใหญ่ก็ยังหน้าตาแฉล้มแย้มขายของกันแบบมีชีวิตชีวา

แต่ทว่า..แม่ค้าที่อยู่ด้านบนอาคารตลาดเทศบาลที่ถูกสร้างด้วยงบมูลค่ามหาศาล ดูจะหน้าตาห่อเหี่ยวตามๆกัน ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจ ประกอบกับสถานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าขายให้คนเข้าถึงอย่างคึกคัก อาจจะมีผลอยู่ไม่น้อย ร้านค้าขายของต่างถามว่าเมื่อไหร่เทศบาลจะจัดการปรับปรุงแก้ไขตลาดนี้เสียที ในเมื่อแก้เรื่องอาคารไม่ได้ ก็ต้องแก้ระบบการเข้าถึงและที่จอดรถ ให้สามารถจอดรถเข้าถึงอาคารได้เพียงพอ นอกเหนือจากที่จอดรถใต้ดิน

เพราะสุดท้ายสร้างอาคารมูลค่าหลักร้อยล้าน แต่แม่ค้าก็ขายริมถนนรอบอาคารอยู่ดี การจัดผังที่ผิดพลาดมาอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น สภาพแผงร้านค้ามีลักษณะเหมือนจะร้างเพราะไม่ได้หันหลังชนกัน มองเห็นทุกร้านค้าอย่างที่ควรจะเป็น

สภาพความสะอาดบริเวณใต้โต๊ะแผงขายเนื้อสัตว์ก็สกปรก ด้วยน้ำคร่ำที่ระบายไม่ได้ แม้เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดทางเดินให้ดูดี แต่ใต้โต๊ะนี่สิ..เขรอะอย่าบอกใคร

ปัญหานี้ยิ่งกว่าเดินเข้าสู่แดนสนธยา เพราะว่า ก่อนหน้านี้นายกเทศมนตรีนครลำปางก็ บอกว่าการแก้ปัญหามันก็ค่อนข้างยากและซับซ้อน ฟังดูแล้วอยากจะเชิญชวนท่านผู้มีส่วนในการเกี่ยวข้องดูแลจัดการตลาดแห่งนี้ ไปดูงานที่กาดหลวง ร้านค้าชุกชุม แต่ความสะอาดเขาก็ยังน่าชื่นชม เรื่องของการจัดผังตลาด จะว่าคนออกแบบนั้นอ่อนหัดก็มิกล้าจะวิจารณ์ขนาดนั้น เพียงแค่ปรับทิศเสียใหม่หันหลังชนกัน มันยากตรงไหน?? มันก็น่าคิด

ส่วนที่จอดรถ รอบอาคารตลอด 24 ชั่วโมงก็ ปรับเป็นช่องทางจอดรถ ตั้งแต่ฝั่งศาลหลักเมือง แทนแผงลอยไปจนถึงหน้าธนาคารออมสิน จะดีกว่าไหม

การเปิดเวทีระดมความเห็นแก้ปัญหาตลาดแห่งนี้ยังไม่เคยมีเป็นรูปธรรม บ่งบอกถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาว่าส่วนราชการอาจจะยังไม่พร้อมรับมืองานหนักและปลีกย่อยทั้งหลาย

ผู้ว่าราชการคนใหม่เดินเที่ยวชมตลาดแห่งนี้มาแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ว่า...จะมองเห็นหรือได้รับข้อมูลเชิงลึกหรือไม่ ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ของเทศบาลนครลำปางกำลังจะผุดขึ้นมาต่อเนื่อง แต่เรื่องปัญหาเดิม ยังไร้แนวทางเยียวยา ...น่าเห็นใจ


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1151 วันที่ 20 - 26 ตุลาคม 2560)

Share:

คนสื่อใน สึนามิ

จำนวนผู้เข้าชม

ขาว่ากันว่า วิกฤติสื่อครั้งนี้ ปานคลื่นยักษ์ถาโถมเข้ามา หนักกว่าคราวฟองสบู่แตก เมื่อปี 2540 หลายเท่า ตอนนั้น พวกเขายังผันตัวเองไปทำมาหากินในสื่ออื่นๆ ยังไปรวมตัวกันตั้งบริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ได้ แต่คราวนี้คนข่าว ที่ไม่ได้อยู่ในระดับดารา หรือมีค่าตัว เหมือนนักฟุตบอลอังกฤษ ต่างละทิ้งอาชีพสื่อไปประกอบอาชีพอื่น โดยเฉพาะกิจการร้านอาหารสารพัดชนิดกันเป็นส่วนใหญ่

แต่คนที่ยังหลงเสน่ห์ความเป็นคนข่าว หรือเสพติดอาชีพสื่อ เช่น “จอกอ” ก็ยังเลือกที่จะมาทำหนังสือพิมพ์ ในเมืองเล็กๆ ตอบรับความฝันที่มีมาเนิ่นนานของตัวเอง ที่ต้องการทำหนังสือพิมพ์ชุมชน และต่อยอดไปสู่ช่องทาง และประเภทของสื่อที่หลากหลายมากขึ้น ด้วยความเชื่อว่า การทำสื่อครบวงจร ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขความใหญ่โต มีชื่อเสียงของสื่อ หากอยู่ที่การศึกษา และเอาจริงเอาจังกับมัน

วันนี้ เราจึงมีช่องทางสื่อครบทุกด้าน และความฝันยังเตลิดต่อไป  ว่าเราจะต้องทำหนังสือพิมพ์ให้มีชีวิต ด้วยแอฟพลิเคชั่น เช่นเดียวกับสื่อในเมืองใหญ่ทำ  สำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่รู้ แต่รู้ว่าคิดแล้ว ต้องทำให้ได้

นั่นเป็นชีวิตหนึ่งของ คนข่าวในคลื่นสึนามิ

ยังมีอีกหลายชีวิต ที่ไม่ต้องการเริ่มต้นสั่งสมประสบการณ์ใหม่ ในอาชีพใหม่ ในเรื่องราวใหม่ๆ พวกเขาจึงยังคงอยู่ในอาชีพสื่อ ด้วยโมเดลที่แตกต่างกันไป

ภาวะ “ผึ้งแตกรัง” ไม่ได้ทำให้หันหางเรือไปทิศทางอื่น คนทำสื่อส่วนหนึ่งที่อาจเคยอยู่ในองค์กรสื่อใหญ่ ยังวนเวียนอยู่ในอาชีพนี้  หลายคนรวมตัวกัน สร้าง “เว็บไซต์ข่าว” ที่เชื่อมโยงไปสู่สื่อสังคมออนไลน์ เพราะนี่คือการลงทุนที่ใช้ทุนไม่มากนัก และเป็นเรื่องไม่ยาก ด้วยประสบการณ์ที่มีกันมายาวนาน

มองในแง่ดี เมื่อคนข่าวซึ่งมีพื้นฐานความรู้ด้านนิเทศศาสตร์ หรือวารสารศาสตร์ หรือมีประสบการณ์ในวิชาชีพนี้มามากพอ เข้าใจหลักการทำงานและความรับผิดชอบต่อสังคม เขาก็อาจเป็น “น้ำดี” มาไล่ “น้ำเสีย” เช่น กลุ่มคนที่ไม่มีความรู้เรื่องสื่อ แต่สร้างเวป สร้างเพจขึ้นมา ทำมาหากิน สร้างยอดไลค์ ยอดแชร์ ยอดวิว ด้วยวิธีการแบบ Clickbait หรือหัวข่าวลวง  คนเหล่านี้ก็อาจล้มหายตายจากไป เมื่อตัวจริงลงมาเล่นเอง

ผลดีอีกข้อหนึ่ง ก็คือ ถ้าคนข่าวอาชีพ ลงมาเล่นในตลาดออนไลน์  ก็จะเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพของคนทำสื่อในกลุ่มออนไลน์มากขึ้น

แต่ถ้ามองในทางตรงกันข้าม ก็มีข้อสังเกตว่า โดยธรรมชาติของคนข่าวอาชีพ ขาดประสบการณ์ และไม่ค่อยคุ้นเคยกับการหาเงินในแบบธุรกิจ เพราะในสื่อออนไลน์นั้น อาจแยกแบ่งฝ่ายตลาด กับฝ่ายกองบรรณาธิการไม่ได้ชัดเจน ดังนั้นคนทำเนื้อหาก็ต้องสร้างหลักประกันความอยู่รอดในทางธุรกิจด้วย

นั่นแปลว่า ในระยะเริ่มต้น พวกเขาก็อาจจำเป็นต้องอาศัย คอนเนคชั่น หรือบุญเก่าที่เคยสั่งสมไว้   เป็นช่องทางในการหาเงิน ซึ่งไม่ยั่งยืนเหมือนการจัดการในแบบธุรกิจ โดยใช้คุณภาพของเนื้อหา เป็นหลักสำคัญ

 และก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะละเมิดจริยธรรม

จึงมีข้อเสนอในการจัดการบริหารแบบธุรกิจ และกำหนดบทบาทกันให้ชัดเจน  เพราะถึงอย่างไร ฝ่ายจัดการ ฝ่ายหาเงิน ก็จะต้องไม่มีอิทธิพลเหนือฝ่ายผลิตเนื้อหา ถ้าเนื้อหาดี มีความรับผิดชอบ มีความน่าสนใจ ธุรกิจก็รอด และที่สำคัญที่สุดจะต้องให้คนติดตามข่าวสาร ได้เข้าใจว่าในโลกออนไลน์นั้นไม่ได้มีแต่ข่าวขยะ ข่าวลือ ข่าวเลื่อนลอยไม่มีที่มา หากยังมีข่าวคุณภาพที่น่าเชื่อถือด้วย


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1151 วันที่ 20 - 26 ตุลาคม 2560)

Share:

สังคมดาวแปดแฉก ฉบับที่ 1151

จำนวนผู้เข้าชม

สังคมดาวแปดแฉก ประจำฉบับที่ 1151 วันที่ 20-26 ตุลาคม 2560  *****  ลูกโม่.38 เข้าเวรตามปกติ  ******* น.ส.พ.ลานนาโพสต์ และพสกนิกรชาวลำปางน้อมเกล้าถวายอาลัยในหลวงรัชกาลที่9ตลอดไป ปวงข้าพระพุทธเจ้าน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดไม่ได้ ****** น้ำท่วมบางกอกบางคนก็ออกมาชี้สาเหตุว่ามาจากคนหนักแผ่นดินมากเกินไปเมืองถึงทรุดต่ำ  *******  นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผวจ.ลำปาง แจ้งว่าในวันที่ 26 ต.ค. 2560 ประชาชนที่จะมาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เพื่อความสะดวกในการเดินทางอยู่ใกล้จุดไหนไปร่วมพิธีได้เลย เช่น อ.งาว วัดจองคำ อ.แม่ทะ ศาลาอเนกประสงค์ริมสระน้ำบ้านใหม่นาแขม อ.แม่พริก วัดแม่พริกลุ่ม อ.แม่ทะ วัดศรีอ้วน อ.เสริมงาม ที่ว่าการอำเภอเสริมงาม อ.เถิน วัดล้อมแรด อ.สบปราบ วัดหลวงสบปราบ อ.ห้างฉัตร ร.ร.ห้างฉัตรวิทยา  อ.วังเหนือ วัดบ้านใหม่ อ.แจ้ห่ม วัดศรีหลวง อ.เกาะคา วัดพระธาตุลำปางหลวง และ อ.เมือง ม.ราชภัฏลำปาง  *******  พล.ต.ต.นิยม ด้วงสี  ผบก.ภ.จ.ลำปาง เตรียมรับการเดินทางมาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ที่พระเมรุมาศจำลองในบริเวณ ลานเอนกประสงค์ที่ ม.ราชภัฏลำปาง ได้วางแผนการจราจรจัดประชุมสั่งการเตรียมการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว  *******  พ.ต.ท. ศราวุธ วะเท รอง ผกก.(จร.)สภ.เมืองลำปาง ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.ลำปางและจราจร สภ.เขลางค์นคร บูรณาการเข้าร่วมกันเพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชนที่จะเข้ามาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ โดยห้ามรถทุกชนิดจอดข้างทางซ้ายและขวาตั้งแต่แยกไฟแดงสะพานลอยกาดเมฆไปจนถึงบริเวณ ม.ราชภัฏลำปาง  *******  หลังจาก เจ้าหน้าที่ สภ.ทุ่งฝาย นำหมายจับศาลลำปางจับกุมคนซื้อบริการสาวดริ้ง อายุ 14 ปี ที่คาราโอเกะกลางเมืองลำปางแห่งหนึ่ง ทาง ผบช.ภาค5 พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ได้สั่งการให้ดำเนินการสอบสวนเจ้าของร้านคาราโอเกะฉาวแล้วว่ามีส่วนรับรู้กับการค้าบริการ เด็กอายุ 14 ปี หากบอกให้สาวนั่งดริ้งไปนอนกับคนซื้อข้างนอกจริงก็ถือว่าผิดเต็มๆ และเป็นการค้ามนุษย์อีกด้วย  *******  และให้ตำรวจเข้มงวดสถานบริการร้านอาหาร คาราโอเกะ สถานบันเทิงทุกแห่ง  หากพบว่ามีการบกพร่องต่อหน้าที่ปล่อยให้มีการขายบริการ ปล่อยให้เด็กต่ำกว่ากฎหมายเข้าไปเที่ยวไปดื่มเหล้า ห้ามอ้างว่าเป็นการลักลอบมาเที่ยวอย่างเด็ดขาด  ********  และให้ตรวจใบอนุญาตร้านทุกแห่งว่าดำเนินการถูกต้องตามใบอนุญาตหรือไม่ และร้านค้าร้านบริการมีใบอนุญาตการขายสุราจากกรมสรรพสามิตหรือไม่อย่างไร  ********  การควบคุมไฟฟ้าในพื้นที่ จ.ลำปาง ทุกแห่งในฤดูกาลแล้งหน้านี้ ลูกโม่.38 ได้รับเปิดเผยจาก นายชูเกียรติ พงศ์ศิริวรรณ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 ลำปาง ว่าที่ผ่านมาไฟป่าจะรุนแรงมีการเผาซ้ำซากเฉพาะในพื้นที่ดอยม่อนพญาแช่ และดอยพระบาทจนเป็นที่น่าสงสัยของหลายฝ่ายมาตลอดว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นของสองพื้นที่เป็นการเผาเอางบดับไฟป่าจริงหรือไม่  ******* นายสุเทพ พุทชา ผอ.ส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าสำนักจัดการป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ฟันธงว่าฤดูแล้งหน้านี้ปัญหาไฟป่าจะร่วมบูรณาการร่วมกันทุกฝ่ายเป็นของจังหวัดจะไม่แบ่งว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้เพื่อป้องกันการดูดเอางบดับไฟป่าไปงาบเหมือนอย่างที่ผ่านมา ยอมรับว่าบทบาทของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อปท. ปฏิบัติงานแทบตายแต่มีกลุ่มบางกลุ่มรับผลงานไปหมด  *******  ตำรวจทำดีต้องชื่นชมอย่างกรณี ร.ต.ต.สมศักดิ์ แหลมคม ตำรวจจราจร สภ.เมืองลำปาง เสี่ยงตายเอาตัวเองเป็นเกราะป้องกันไม่ให้รถ จยย.ชนเด็กนักเรียน รร.เทศบาล3 จนตัวเองบาดเจ็บ  *******  กลุ่มที่ต่อต้านแชร์โพสต์จราจรตั้งด่านจุดนั้นจุดนี้ก็คงจะเห็นในจราจรในครั้งนี้และพึงมองว่าทุกคนก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เมื่อมีภัยมาถึงประชาชนเขาก็ยอมเสี่ยงตายได้เช่นกัน หลังเกิดเหตุประชาชนและผู้ปกครองต่างชื่นชมบูชาน้ำใจตำรวจจราจรกล้าคนนี้กันทั่วเมือง  *******  ร.ต.ต.สมศักดิ์ แหลมคม จราจรกล้าคนนี้ ลูกโม่.38 รู้จักมานานเป็น 10 ปีแล้ว เป็นคนนุ่มนวลพูดน้อยแต่ตั้งใจทำงานจนผู้บังคับบัญชาชื่นชมและเพื่อนร่วมงานก็รักใคร่ เจ้าตัวยอมรับว่าการตั้งด่านตรวจแต่ละครั้งคนขับมองตำรวจจราจรอย่างสบประมาทมองเป็นการรีดไถเอาเงินส่วนแบ่งบ้างก็รู้สึกน้อยใจ  *******  กองบรรณาธิการ น.ส.พ.ลานนาโพสต์ ของแสดงความยินดีกับ นายสมเกียรติ ตันตระกูล นายอำเภอเมืองลำปางที่ขยับเลื่อนขึ้นเป็นปลัด จ.ลำปาง ตำแหน่งเป็น รอง ผวจ.แค่เอื้อม ส่วนคนมาเป็นนายอำเภอเมืองลำปาง คือ นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ นายอำเภอห้างฉัตรนั่นเอง ส่วน  นายวานิต ปัญญาคม นายอำเภอพบพระ จ.ตาก ย้ายมาเป็นนายอำเภอห้างฉัตรแทน ส่วน  นายสิทธิศักดิ์ แย้มทรายภิรมณ์ ขยับมาเป็นนายอำเภองาวแทน นายชัยพฤกษ์ เชียรธารรักษ ย้ายไปเป็นนายอำเภอแม่สอด จ.ตาก  และแม่สอดถือเป็นหม้อแกงเงิน หม้อแกงทองของหลายหน่วยงานอยากจะมาอยู่ที่นี่ เพราะแม่สอดมีเงินหมุนสะพัดกว่า จ.ตาก เสียอีก  ********  นายโชคชัย รักเกื้อ นายอำเภอเมืองปาน เป็นนายอำเภอบางมูลนาค จ.พิจิตร นายสัมพันธ์ นนท์สวัสดิ์ศรี นายอำเภอแม่พริก ย้ายเป็นนายอำเภอวังเหนือ นายยรรยง กุนาคำ นายอำเภอสบปราบ เป็นนายอำเภอเมืองปาน ว่าที่ร้อยตรีสมชาย ศิริชูทรัพย์ ป.อาวุโส เมืองลำพูน เป็นนายอำเภอสบปราบ ***  เข้าเมืองตาหลิ่วให้หลิ่วตาตาม **** หมดพื้นที่แล้ว ฉบับหน้าพบกันใหม่

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1151 วันที่ 20 - 26 ตุลาคม 2560)

Share:

ถอนทะเบียนธงฟ้า! ร้านค้ากังฉิน กั๊กบัตรคนจน

จำนวนผู้เข้าชม

ารตรวจสอบพบทุจริต ร้านค้าที่ยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องรูดเงินอิเลคทรอนิคส์ หรือ EDC แต่เก็บบัตรสวัสดิการรัฐ หรือบัตรคนจนของชาวบ้านไว้  เพื่อฮุบเอาเป็นประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ตามคำของคลังจังหวัดเท่านั้น หากนี่ยังหมายถึงเจตนาทุจริต ที่จะรวบรัดตัดตอน ให้เจ้าของบัตรต้องจำยอมซื้อสินค้าของเขาโดยไม่มีเงื่อนไข

เป็นการทำการค้าที่ไร้จรรยาบรรณ คิดถึงแต่ผลประโยชน์  ซึ่งควรจะต้องได้รับการลงโทษถอนออกจากทะเบียนร้านธงฟ้า และถูกลงทัณฑ์ด้วยมาตรการทางสังคม ด้วยการไม่ซื้อ ไม่ขาย ประกาศให้รู้ทั่วกันว่า ร้านค้าชนิดนี้ไม่ควรทำธุรกรรมใดๆด้วย

เพียงเริ่มมาไม่นาน บัตรคนจน ก็กลายเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ของร้านค้า ของคนที่เป็นเจ้าของบัตรในหลายรูปแบบ เช่น ร้านธงฟ้าตั้งราคาสินค้าชนิดเดียวกับที่ขายในร้านปกติ ในราคาที่สูงกว่า จำกัดให้ใช้บัตรเฉพาะสินค้าบางประเภท หรือใช้บัตรแลกเป็นเงินสด

นอกจากกรณีที่ร้านค้าจะต้องรับผิดตามกฎหมาย จากการเก็บบัตรของชาวบ้านไว้แล้ว ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ก็จะต้องถูกลงโทษ ร้านค้าถูกเพิกถอนทะเบียนธงฟ้า เจ้าของบัตรก็จะต้องถูกระงับวงเงิน

เจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องไม่เพิกเฉยต่อร้านค้า เจ้าของบัตร ที่ทำผิดวัตถุประสงค์ของการใช้บัตรคนจน โดยเฉพาะที่ลำปางมีการเก็บบัตรไว้นับพันใบ เป็นเงินรวมๆแล้วนับแสนบาท  ถือเป็นความผิดสำเร็จ หากไม่มีการจัดการตามกฎหมาย ก็ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานของรัฐละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

สำคัญก็คือ คนรากหญ้า ที่เป็นตาสีตาสา ไม่รู้เรื่อง ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมร้านค้ากังฉิน ก็ตกอยู่ในภาวะจำยอม ให้เขายึดบัตรไป และเอาเงินในบัตรนั้นไปในที่สุด

นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องเฝ้าติดตาม อย่างน้อยจะได้เห็นภาพเปรียบเทียบ ร้านค้าที่สุจริต ตรงไปตรงมา ซึ่งยังมีอีกกว่าร้อยล้านที่สมัครเข้าโครงการ เป็นร้านค้าที่สมควรให้การอุดหนุน

อาจมีการตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ควรเรียกบัตรที่เขามีชื่อทางการว่า บัตรสวัสดิการรัฐ เป็นบัตรคนจน เพราะอาจจะเกิดการแยกแบ่งชนชั้น คนจน คนรวยได้ ซึ่งหากติดตาม จะพบว่าชื่อบัตรคนจน ไม่ได้มีผลกระทบต่อคนที่เขาถือบัตรแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เป็นประเด็นก็คือความรู้ทั่วไปของสังคมไทยที่มีต่อบัตรคนจน เพราะประชากรทั้งประเทศ มีคนที่ถือบัตรคนจนเพียง 11.43 ล้านคนเท่านั้น

ฟังคำอธิบายของคุณจตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

โครงการแจกบัตรสวัสดิการ  มีผลทางจิตวิทยาเพราะช่วงสร้างบรรยากาศจับจ่ายและการบริโภคในประเทศคึกคักขึ้น แต่ผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นมีไม่ถึงร้อยละ 0.1 ของจีดีพี เนื่องจากการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการเป็นการทยอยใช้เป็นรายเดือนและเป็นเม็ดเงินเดิมจากโครงการที่เคยมีอยู่แล้ว เช่น รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี จึงไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวแรง

หลายคนยังยังงงๆ กับ บัตรคนจน ว่าคืออะไร แล้วใช้ทำอะไรได้บ้าง? อธิบายง่ายๆ คือ บัตรคนจนมี 2 ประเภทแบ่งตามรายได้ คือ 1.กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทต่อเดือน รวมทั้งค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ค่ารถเมล์และรถไฟฟ้า 500 บาทต่อคนต่อเดือน ค่ารถโดยสาร บขส. 500 บาทต่อคนต่อเดือน ค่ารถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน

2. กลุ่มที่มีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวน 200 บาทต่อเดือน รวมทั้งค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ค่ารถเมล์และรถไฟฟ้า 500 บาทต่อคนต่อเดือน, ค่ารถโดยสาร บขส. 500 บาทต่อคนต่อเดือน, ค่ารถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน

ความพิเศษของบัตรนี้คล้ายกับบัตรเครดิตผสมบัตร ATM ที่สามารถนำไปรูดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคตามร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ได้ แค่รูดบัตรจ่ายเงินผ่านเครื่อง EDC จากนั้นรับใบเสร็จโดยในใบเสร็จจะแสดงยอดที่ใช้จ่ายไปและยอดคงเหลือในบัตร แต่จะไม่แสดงรายละเอียดว่าสินค้าแต่ละรายการนั้นราคาเท่าใดผู้ใช้ต้องบวกลบคูณหารให้เสร็จก่อนไปรูดบัตร

คนที่ถือบัตรเครดิต ที่ทำยาก อนุมัติยาก เช่น กรุงเทพ กรุงไทย กรุงศรี เรียกว่าดูดีมีชาติ ตระกูล และคงรวยจริง เพราะแบงก์เหล่านี้ ตรวจ โปรไฟล์ เข้มมาก ส่วนคนถือบัตรคนจน ก็อาจถูกลดเกรดไปเป็นพลเมืองชั้นสอง และอาจไม่มีใครกล้าโชว์บัตรคนจน เพราะบางคนเห็นว่า ความจนเป็นความด้อยค่าชนิดของมนุษย์

แต่เอาเข้าจริงแล้ว คนถือบัตรเครดิตวงเงิน 3 ล้าน คนถือบัตรคนจนวงเงิน 300 ล้าน สิ่งที่เขาเท่ากันกันคือความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ 

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1151 วันที่ 20 - 26 ตุลาคม 2560)

Share:

รถขับสี่ เกาะกว่ารถขับสองแค่ไหน?

จำนวนผู้เข้าชม

การทำให้รถเคลื่อนที่ เข้าโค้ง หรือลดความเร็ว ล้วนต้องอาศัย แรงเสียดทานระหว่างผิวถนนกับหน้ายาง ตราบใดที่แรงซึ่งกระทำต่อล้อ ยังไม่เกินแรงเสียดทาน ล้อรถของเราก็ไม่มีทางไถลไปบนถนนแน่นอน ซึ่งรถขับเคลื่อน 4 ล้อ จะรับแรงเสียดทานได้มากกว่า
  
รถยนต์กลุ่มครอส โอเวอร์ เอสยูวี สมัยนี้ มักมีระบบขับเคลื่อน 4 และ 2 ล้อ ให้ลูกค้าเลือก หลายคนอาจสับสนว่าจะเลือกแบบไหนดี อันนี้ตอบยากครับ เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเรื่องราคา ความประหยัดเชื้อเพลิง การยึดเกาะถนน รวมถึงความต้องการของผู้ใช้ครับ สัปดาห์นี้ผมขอพูดเฉพาะเรื่องการยึดเกาะถนนก็แล้วกัน
  
การทำให้รถเคลื่อนที่ เข้าโค้ง หรือลดความเร็ว ล้วนต้องอาศัย แรงเสียดทานระหว่างผิวถนนกับหน้ายางเสมอ แรงเสียดทาน หรือความฝืดนี้ ประกอบด้วย 3 ปัจจัยคร่าวๆ คือ เนื้อของยาง ผิวถนน และน้ำหนักของรถที่กดหน้ายางให้อัดกับพื้นผิวถนน ตราบใดที่แรงซึ่งกระทำต่อล้อ ยังไม่เกินแรงเสียดทาน ล้อรถของเราก็ไม่มีทางไถลไปบนถนนแน่นอนครับ

 ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น สมมติให้รถขับเคลื่อนล้อหลัง (ขับ 2 ล้อ) กระจายน้ำหนักลงล้อเท่ากันล้อละ 25 % ของน้ำหนักรถ 1,200 กก. เท่ากับ 300 กก. ให้รถอยู่บนผิวถนนที่เปียกลื่น โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเท่ากับ 0.5 (หน้ายางรับแรงได้ครึ่งเดียวของแรงกดกับผิวถนน) ดังนั้น ล้อหลัง (ล้อขับเคลื่อน) แทนที่จะรับได้ 300 กก./1 ล้อ ก็จะรับแรงได้เพียงล้อละ 150 กก. เท่านั้น ถ้าเร่งความเร็วเต็มที่ในเกียร์ 1 สมมติให้แรงขับเคลื่อนสูงสุดได้ 400 กก. ล้อจะหมุนฟรี เนื่องจากแรงขับเคลื่อนเกินแรงเสียดทานที่ยางรับได้

 ตรงกันข้ามถ้าเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ FULL TIME แรงขับเคลื่อน ( 400 กก.) ที่ถูกส่งไปแต่ละล้อ จะถูกหารด้วย 4 คือ ล้อละ 100 กก. ซึ่งต่ำกว่าแรงเสียดทานของรถขับล้อหลังอยู่ 50 กก. (ล้อหลัง 150 กก.) ดังนั้นจึงไม่มีล้อใดหมุนฟรีถ้าใช้แรงขับเคลื่อนเท่ากัน
  
ในโค้งยิ่งเห็นชัด ให้ผิวถนนกับหน้ายางเหมือนเดิม แต่เพิ่มแรงหนีศูนย์ฯ เข้ามา สมมติขับด้วยความเร็วในโค้งเกินแรงหนีศูนย์ฯ ที่ 100 กก. ถ้าต้องเร่งความเร็วเต็มที่ในโค้ง รถขับเคลื่อน 2 ล้อ จะเร่งด้วยแรงขับเคลื่อนล้อละ 112 กก. (ขอไม่แสดงการคำนวณเพราะเนื้อที่ไม่พอ) เกินกว่านี้ล้อขับเคลื่อนจะไถลออกนอกโค้ง
  
ถ้าเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ตัวแปรเดียวกัน ใช้แรงขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่ 112 กก. รวมเป็น 224 กก. กระจายไปที่ล้อทั้ง 4 เท่ากัน ที่ 56 กก. คำนวณแล้วได้ 115 กก. ยังห่างจากค่า 150 กก. ที่แต่ละล้อรับได้อยู่มาก นี่คือความได้เปรียบของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งเมื่อเร่งทางตรง และในโค้งครับ

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1151 วันที่ 20 - 26 ตุลาคม 2560)

Share:

เหลืองสะพรั่งเต็มทุ่งดาวเรืองถวายพ่อไปหลวงถึงลำปาง

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

อัญเชิญโคมไฟหลวงพระราชทานถึงลำปาง เก็บรักษาศาลากลางจังหวัด เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9    ชาวลำปางถวายอาลัยนับหมื่นคนร่วมกันจุดเทียนที่ห้าแยกหอนาฬิกา ส่งเสด็จครั้งสุดท้าย   ขณะที่หลายหน่วยงานปลูกและประดับดอกดาวเรืองเหลืองอร่ามเต็มพื้นที่ อาลัยรักในหลวง  ม.ราชมงคลฯลำปาง ปลูกกว่า 5 หมื่นต้น บานสะพรั่ง เตรียมส่ง 4 หมื่นต้นไปประดับตกแต่งโดยรอบพระเมรุมาศจำลอง

เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 19 ต.ค. 60 ที่บริเวณลานหน้ามุขศาลากลางจังหวัดลำปาง นายศรีโรจน์  นิมมานพัชรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้ทำการอัญเชิญโคมไฟหลวงพระราชทานและหีบเพลิงพระราชทาน จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เดินทางถึงจังหวัดลำปาง ด้วยรถยนต์ตู้ หมายเลขทะเบียน ฮว 9486 กรุงเทพมหานคร โดยการนี้ คณะผู้บริหาร ข้าราชการตัวแทนหน่วยงานส่วนราชการของจังหวัดลำปาง ได้ร่วมกันแต่งกายด้วยชุดขาวไว้ทุกข์ประกอบพิธีรับโคมไฟหลวงพระราชทานและหีบเพลิงพระราชทานอย่างสมพระเกียรติ ก่อนทำการอัญเชิญโคมไฟหลวงพระราชทานและหีบเพลิงพระราชทาน ขึ้นประดิษฐานไว้ชั่วคราว ณ แท่นประดิษฐานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ห้องรับรองชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดลำปาง โดยโคมไฟหลวงพระราชทานและหีบเพลิงพระราชทานดังกล่าว ทางจังหวัดลำปางจะได้ทำการอัญเชิญ ไปในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9  ซึ่งมีกำหนดการจัดงานพระราชพิธีขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม 2560 นี้ ณ พระเมรุมาศจำลอง มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง

ในช่วงวันครบรอบสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 13 ต.ค.60  ที่ผ่านมา จ.ลำปางได้มีการจัดกิจกรรม “กราบพ่อครั้งสุดท้าย” ที่สวนสาธารณะห้าแยกหอนาฬิกา  โดยมีประชาชนชาว จ.ลำปาง ประมาณ 10,000 คน  ต่างแต่งชุดสีขาวและสีดำ พร้อมใจกันเดินทางมาเพื่อร่วมกิจกรรม ซึ่งจัดขึ้นโดยการร่วมมือของภาคประชาชน จ.ลำปาง  เพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ และหลอมดวงใจพร้อมใจกันเป็นหนึ่งเดียว รู้รักสามัคคี  โดยการ "ฟ้อนเทียนส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย"  ซึ่งมีช่างฟ้อนจิตอาสาทุกเพศทุกวัยจาก 13 อำเภอของ จ.ลำปาง แต่งชุดช่างฟ้อนสีขาว ห่มสะไบสีขาว มาร่วมฟ้อนส่งเสด็จภายในงานครั้งนี้กว่า 5,000 คน   และยังมีประชาชนที่มาร่วมงานจุดเทียนถวายอาลัย รวมกันกว่า 10,000 คน  โดยการอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พยาบาล กู้ภัยจากทุกหน่วยงาน คอยดูแลความสงบเรียบร้อย         

การจัดงานได้มีปิดถนนบริเวณห้าแยกหอนาฬิกาทั้ง 5 สาย โดยมีกลุ่มเยาวชนจิตอาสา บริการรถรับ-ส่งตามจุดต่างๆ  ซึ่งชาวบ้านได้ทยอยกันมาตั้งแต่เวลา 15.00 น.  จากนั้นเวลา 17.00 น. ได้เริ่มพิธีสวดพระพุทธมนต์และสวดคาถาพิเศษ  พร้อมกับพิธีจากส่วนกลาง หลังจากจบพิธี ช่างฟ้อนกว่า 5,000 คน ได้เริ่มจุดเทียน  และเริ่มฟ้อนเทียน และให้ประชาชนร่วมจุดเทียนไปพร้อมๆกัน  ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามและเป็นภาพที่หลายคนบันทึกไว้ในความทรงจำ  พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันร้องเพลงถวายอาลัยต่อในหลวง รัชกาลที่ 9  บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และได้ก้มลงกราบพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมกันท่ามกลางแสงเทียนที่สว่างไสว  โดยกิจกรรมในครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้นลงอย่างราบรื่น

ขณะเดียวกันหลายหน่วยงานได้มีการปลูกดอกดาวเรือง และประดับประดาดอกดาวเรืองอย่างสวยงาม  โดยที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง ปลูกไว้กว่า 5 หมื่นต้น ดอกบานสะพรั่งแล้ว  นำมาประดับโดยรอบมหาวิทยาลัย จำนวน 17,089 ต้น  ส่วนอีก 4  หมื่นต้น จะถูกนำไปประดับตกแต่งโดยรอบพระเมรุมาศจำลอง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มนูญ  เมฆอรุณกมล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง (มทร.ล้านนา ลำปาง) เปิดเผยว่า เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มทร.ล้านนา ลำปาง จัดโครงการ ราชมงคลร้อยดวงใจ ปลูกดาวเรืองถวายพ่อหลวงจำนวน 17,089 ต้น เพื่อน้อมสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อปวงชนชาวไทยหาที่สุดมิได้ ล่าสุดดอกดาวเรืองได้ผลิดอกบานสะพรั่งแล้ว และถูกมาประดับตาม สถานที่สำคัญๆภายในมหาวิทยาลัยเป็นสีเหลืออร่ามสวยงาม

พร้อมกันนี้เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง ยังได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยและเทคโนโลยีเกษตรลำปาง ร่วมกับจังหวัดลำปาง จัดโครงการ  ดอกสีเหลืองจะเรืองรอง ดั่งสีทอง ทั้งลำปางพร้อมนำบรรดาเหล่าข้าราชการ คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ร่วมปลูกดอกดาวเรืองกว่า40,000 ต้น และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเหมืองแม่เมาะ (กฟผ.แม่เมาะ) ร่วมปลูกจำนวน 10,000 ต้น รวม  50,000 ต้น นำไปประดับตกแต่งโดยรอบพระเมรุมาศจำลอง ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 ล่าสุดดอกดาวเรืองชุดดังกล่าวได้เริ่มผลิดอกแล้วและกำลังจะมีการนำไปประดับ ตกแต่งโดยรอบพระเมรุมาศจำลอง ต่อไปภายในอาทิตย์นี้

โอกาสงานพิธีสำคัญดังกล่าวนี้ มี 2 มหาวิทยาลัยฯ ที่เป็นมหาวิทยาลัยของพ่อ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง (คนของพระราชา ข้าของแผ่นดิน) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มหาวิทยาลัยอันเป็นมงคลยิ่งของพระราชา) ปลูกดอกดาวเรืองประดับพระเมรุมาศจำลองจังหวัดลำปาง และพร้อมใจกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นสถานที่ดำเนินการก่อสร้าง พระเมรุมาศจำลองจังหวัดลำปาง และจะเปิดให้ประชาชนร่วมถวายดอกไม้จันทน์ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม2560 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

ขณะเดียวกัน เทศบาลนครลำปาง ได้ร่วมกันปลูกต้นดอกดาวเรือง 29,000 ต้น  บริเวณข่วงนครห้าแยกหอนาฬิกา  โดย นายกิตติภูมิ นามวงค์ นายกเทศมนตรีนครลำปาง นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ บุคลากรสังกัดเทศบาลนครลำปาง ชมรมคนรักในหลวงจังหวัดลำปาง และหน่วยกู้ภัยสว่างนครลำปาง ร่วมใจประดับตกแต่ง ดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลือง ซึ่งเป็นสีของวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 29,000 ต้น ให้เบ่งบานสะพรั่งทั่วข่วงนคร สวนสาธารณะห้าแยกหอนาฬิกา และถนนดวงรัตน์ ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ในระหว่างวันที่ 25 – 29 ตุลาคมนี้

นายกิตติภูมิ เปิดเผยว่า ตนอยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวลำปางและพี่น้องในชุมชนเขตเทศบาลนครลำปาง ร่วมกันปลูกดอกดาวเรือง หรือดอกไม้อื่น ๆ สีเหลือง ไว้ที่หน้าบ้านของตน ให้เบ่งบานในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในวันที่ 25 – 29 ตุลาคมนี้ เพื่อร่วมกันแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยพร้อมเพรียงกัน

 (หนังสิอพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1151 วันที่ 20 - 26 ตุลาคม 2560)


Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support