รุกปลูกข้าวโพด...

รุกป่ากว่า 1 พันไร่ ตัดต้นไม้หวงห้าม ทำพื้นที่เป็นแปลงปลูกข้าวโพด เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจยึดพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบต้นไม้หวงห้ามหลากหลายชนิด ถูกกานลำต้นและหยอดยา เพื่อให้ยืนต้นตายทั่วผืนป่าอย่างน่าเสียดาย

ไฮเทค...

โรงพยาบาลมะเร็งลำปาง เปิดตัวเครื่องฉายรังสีแบบปรับความเข้มหมุนรอบตัว มูลค่า 166 ล้านบาท เครื่องแรกของภาคเหนือ ให้บริการได้วันละ 60 คน เตรียมพร้อมให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งอย่างเต็มรูปแบบเดือน ก.ย.นี้ หลังจากที่ตรวจพบว่าประชากรในประเทศไทยทุก ชั่วโมงจะมีผู้ป่วยมะเร็งตาย และป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มถึง 2 คน

ปาดคอ...

พ่อตื่นนอนมาเจอกองเลือดหน้าห้องลูกชาย ส่องบานเกร็ดหน้าต่างดูถึงกับช็อค เห็นลูกนอนจมกองเลือด พังประตูห้องเข้าไป พบเสียชีวิตแล้ว มีร่องรอยถูกแทงและปาดคอรวม 7 แผล พบจดหมายตัดพ้อว่าพ่อชอบบ่นชอบด่า แต่ตำรวจ ไม่ตัดเรื่องฆาตกรรม นำมีดไปตรวจหาดีเอ็นเอเพิ่มเติม

วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ปาย-ปางอุ๋ง-บ้านรักไทย เสน่ห์เมืองไกลแม่ฮ่องสอน



จำนวนผู้เข้าชม IP Address

เมื่อวิถีแห่งการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป การไหลเวียนของผู้คนที่จะเดินทางพักผ่อนที่ไหนสักแห่งผูกไว้กับมือถือเครื่องเดียวก็มีข้อมูลพร้อมจ่ายเงินแล้วเที่ยวได้ตามใจปรารถนา ทำให้เสน่ห์แห่งดินแดนในทะเลหมอก หุบเขาห่างไกลถูกเล่าเรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดียได้ง่ายดาย

เมืองสามหมอกซึ่งเป็นฉายาของจังหวัดเล็กๆในหุบเขาอย่างจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังคงเสน่ห์ของบ้านเมืองและธรรมชาติให้เข้าไปสัมผัสวิถีชาวไทยใหญ่ หรือคนไต จีนฮ่อ พม่า และชนเผ่าต่างๆ ทั้ง ม้ง (แม้ว) ลีซู (ลีซอ) ล่าหู่ (มูเซอ) ลัวะ และ ปกาเกอะญอ(กะเหรี่ยง) ผ่านตำนานพิชิต1,864 โค้ง ตลอดจนสีสันของชีวิตผู้คนตามรอยตะเข็บและยังเป็นเป็นเมืองที่มีประชากรเบาบางอันดับ 1ใน 5 ของไทยยังมีเสน่ห์มากพอจะดึงดูดผู้คนเข้าไปเยือน

แม้ว่าอำเภอปาย ของแม่ฮ่องสอน จะกลายเป็นพิกัดสำคัญที่นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศหลั่งไหลเข้าไปที่นั่นจนกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใส่จริตจะก้านเพื่อให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่แต่ยังมีกลิ่นอายของเมืองไต และดินแดนสายหมอกที่น่ารักดึงดูดผู้คนไม่ห่างหาย แม้ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ “เมืองปาย” ก็ไม่เคยเงียบเหงา แต่เส้นทางเที่ยวแม่ฮ่องสอนก็ยังมีพลังมนต์ขลังแห่งวิถีไตให้ไปเยือนตามเส้นทางทางเข้าถึงใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอน ฝั่งเชื่อมจากอำเภอฮอด เชียงใหม่ถึงอำเภอแม่สะเรียง และฝั่งที่ทะลุเข้าจากอำเภอแม่แตง เข้าอำเภอปาย

เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า การเดินทางเข้าถึงใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอนเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ชอบเดินทางข้ามเขาโดยรถยนต์  สามารถเดินทางโดยเครื่องบินหลายเส้นทางลงท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอนเพียงไม่กี่อึดใจ

ใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอน มีวัดพระธาตุดอยกองมู เป็นภาษาไทใหญ่แปลว่า "พระเจดีย์" ซึ่งถูกสร้างเป็นพระธาตุเจดีย์องค์เล็ก บรรจุพระธาตุของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ซึ่งนำจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่าเป็นแลนมาร์คที่สำคัญให้ผู้มาเยือนได้มีโอกาสทำบุญและชมทัศนียภาพเมืองแม่ฮ่องสอนที่อยู่เบื้องล่างครบทุกองศา มองเห็นรูปแบบการวางผังเมืองเล็กๆแห่งนี้ออกเป็นสองฝั่ง คือฟากสนามบินเชื่อมกับอาคารร้านค้าภาคธุรกิจ เอกชน รวมอยู่ในโซนเดียวกัน แยกส่วนกับหน่วยงานภาคราชการ ขณะที่วัดวาและบ้านเรือนของคนท้องถิ่นยังแทรกอยู่ในพื้นที่อย่างลงตัว แต่เรื่องที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างถิ่นอาจจะต้องตาโต เมื่อรู้ว่าราคาประเมินที่ดินในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เฉลี่ยแล้วไร่ละเกือบจะแตะขอบตัวเลข 30 ล้านบาท เนื่องจากที่ดินโฉนด มีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นที่ดินของรัฐนั่นเอง ดังนั้นภาคธุรกิจเอกชนในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนจึงเติบโตย่างช้าๆ นายทุนยักษ์ใหญ่เข้าถึงยากด้วยพลังของภาคธุรกิจในท้องถิ่นที่แข็งแรง และกรอบการรักษาอัตลักษณ์ของเมืองแม่ฮ่องสอนเอาไว้ และโอบล้อมไปด้วยจุดท่องเที่ยวสำคัญรอบตัวเมืองเป็นวันเดย์ทริปที่น่าสนใจ

เช่นตื่นมาเดินเที่ยวตลาดสายหยุด ชมศิลปกรรมในวัดไทยใหญ่ ไหว้พระสบายใจ แล้วออกไปนอกเมืองไม่เกิน 1 ชั่วโมงถึงบ้านกระเหรี่ยงใกล้ตัวเมืองมี 2 เส้นทาง คือ บ้านห้วยเสือเฒ่าเดินทางโดยรถยนต์หรือจะไปตามเส้นทางไปโป่งแดงประมาณ 14 กิโลเมตร ใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำปาย แล้วนั่งเรือหางยาวไปบ้านน้ำเพียงดิน  จากนั้นก็กลับออกมา แวะไปแช่น้ำพุร้อนธรรมชาติ ที่บ้านผาบ่อง ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเพียง 12 กม. ไม่ต้องฝ่าดงป่าอะไรมากมายก็ไปนั่งแช่เท้าฟินๆ หรือจะใส่ชุดว่ายน้ำลงสระที่บาง อบต.ผาบ่องสร้างไว้ก็ได้ จากนั้นก็กลับมาหาอะไรทานในตัวเมือง หรือจะแวะชม โรงแรมเก่าแก่ แม่ฮ่องสอนเมาท์เทนอินน์ ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ แห่งแรกในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ที่สร้างเสร็จภายใน 45 วัน เพื่อรองรับกองถ่ายหนังเรื่องแอร์ อเมริกา เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งโรงแรมแห่งนี้ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนที่อาจไม่ได้เข้าพักแต่มาเดินเที่ยวชมบรรยากาศโรงแรมแบบรีสอร์ทที่ฝรั่งยุคหนังแอร์อเมริกามาพักอยู่เป็นแรมปี

ในภาคของการท่องเที่ยว ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ที่นี่เป็นเหมือนอัญมณีภาคเหนือของไทย ที่มีศักยภาพในด้านแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม และโอกาสในการการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านจุดผ่อนปรน ด่านชายแดนต้นนุ่น อ.ขุนยวม ซึ่งกำลังจะเป็นด่านชายแดนถาวร เชื่อมเส้นทางการค้าตะวันตกสายใหม่จาก แม่ฮ่องสอน มุ่งเข้าสู่พื้นที่รัฐคะยา เชื่อมถึงกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่ของเมียนมาได้โดยตรง  ทั้งนี้เริ่มมีความก้าวหน้าการประชุมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนฝ่ายไทยกับตัวแทนฝ่ายพม่าในเรื่องการจัดตั้งเมืองแฝด “Twin City แม่ฮ่องสอน-ลอยก่อ พร้อมจับคู่ธุรกิจ ณ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติพม่าเพื่อโอกาสทางการค้าและการท่องเที่ยวทะลุออกสู่มหาสมุทรอินเดียในอนาคตอันใกล้ดูจะน่าตื่นเต้นมากกว่า
ศักยภาพเส้นทางการท่องเที่ยวมองสามหมอก มีจุดให้แวะชมเป็นเส้นทางใหม่ๆเอาใจขาเที่ยวแนวชิคชิล คู่กับสายบุญ เช่นที่  สะพานซูตองเป้ เชื่อมไปปางอุ๋ง และแหล่งปลูกชาที่บ้านรักไทย ทะลุไปปาย ออกเชียงใหม่ทางแม่แตง

หรือจะ เส้นทางทุ่งบัวตอง โปรแกรมพื้นฐานที่เชื่อมจากทางฮอดเชียงใหม่ แวะจิบกาแฟริมทางที่แม่ลาหลวง ซึ่งโซนนั้นเชื่อมโยงกับ เส้นทางบ้านห้วยเหาะ พื้นที่ปลูกกาแฟคุณภาพดีป้อนขายแบรนด์ดังระดับสากล นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ใครไปถึงแม่ฮ่องสอน ต้องชิมชา ดื่มกาแฟแม่ฮ่องสอนให้จงได้ ไม่อย่างนั้นอาจเรียกได้ว่าถึงแม่ฮ่องสอนไม่ครบองค์

                                                                                                            เรื่อง /ภาพ ศชากานท์ แก้แพร่

 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1142 วันที่ 18 - 24 สิงหาคม 2560)
Share:

Lanna Plus Berry แยมอินทรีย์ไร่กันตพัฒน์

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

ว่าด้วยเรื่องอาหารการกินกันไปเรื่อย แต่เราก็ยังสรรหาอาหารดีๆจากธรรมชาติ  ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่แปรรูปมาจากพืชผล เกษตรอินทรีย์ จากไร่กันตพัฒน์ ก็ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์แยม หลากหลาย ในกระปุกแก้วน่ารักมีเสียงตอบรับดี ไม่น้อย

อาจเป็นเพราะสินค้าแปรรูปออแกนิคของท้องถิ่น อาจจะมีออกมาให้ซื้อหากันไม่บ่อยมากนัก โดยเฉพาะเป็นของผลิตจากคนท้องถิ่น  นิธิพัทธ์ เครือศึก เจ้าของผลิตภัณฑ์นี้บอกว่า ผลไม้ที่แปรรูปมาเป็นแยมต่างๆแล้วแต่เป็นผลไม้ท้องถิ่นที่ปลูกในไร่กันตพัฒน์ และได้มาจากการเชื่อมโยงวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำวังด้วยกัน ทำให้มีวัตถุดิบปลอดสารเคมีที่เชื่อถือได้ มีมาตรฐานการรับรองปลอดภัย

ทั้งแยมเสารส แยมมะเกี๋ยงลูกหว้า ขายดีที่สุด ทานคู่กับเครปเค้กแป้งสาลีออแกนิค หรือขนมปังทั่วไปสำหรับมื้อเช้าหรือจะทานเป็นอาหารว่างก็ดูดี

ใครสนใจสอบถามติดต่อสั่งซื้อไปทาน หรือ นำไปขายในร้านกาแฟ ร้านค้าสายสุขภาพ หรือจะไปเที่ยวชม เรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ที่ไร่แห่งนี้เจ้าของบอกว่ายินดีต้อนรับเป็นอย่างยิ่ง โทร.084-186-9626 หรือเข้าไปดูที่ เฟสบุ๊ค ร้านต้นน้ำ ไร่กันตพัฒน์ Kantapat Organic Farm Lampang

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1142 วันที่ 18 - 24 สิงหาคม 2560)
Share:

เรื่องร้อน ๆ

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

กำลังโด่งดังเลยทีเดียวสำหรับแหล่งชมความร้อนใต้พิภพ (Geo-Thermal) แหล่งใหญ่ของโลกอย่างเยลโลสโตนที่สหรัฐอเมริกา และยังเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลก (จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1872) ด้วยความที่ใต้เยลโลสโตนนั้น มีซูเปอร์วัลคาโน หรือมหาภูเขาไฟตั้งอยู่ จึงมีพุน้ำร้อนนับพัน ๆ แห่ง และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมมนุษยชาติจึงต้องยำเกรง

พุน้ำร้อนมีความสัมพันธ์กับบริเวณที่เปลือกโลกมีการเคลื่อนตัว เมื่อเปลือกโลกเคลื่อนตัว จะเกิดรอยคดโค้ง หรือรอยเลื่อนของชั้นหินขึ้น ทำให้ความร้อนที่อยู่ใต้พิภพถ่ายเทมาถึงบริเวณนี้ เมื่อน้ำใต้ดิน ซึ่งก็คือน้ำจากผิวโลกที่ซึมผ่านรอยแยก หรือช่องโพรงในหิน ซึมลึกลงไปใต้พื้นผิวโลก น้ำใต้ดินจะมีความร้อนสูงจนกลายเป็นไอน้ำ และดันให้น้ำร้อนใต้ดินพุ่งกลับขึ้นมาสู่ผิวดิน กลายเป็นพุน้ำร้อนในที่สุด โดยบางแห่งมีแก๊สและแร่ธาตุจากใต้พื้นโลกไหลปะปนขึ้นมาด้วย

พุน้ำร้อนมีหลายลักษณะ บางแห่งที่มีกำลังแรงไม่มาก ก็จะมีเพียงน้ำรินไหล หรือเดือดปุด ๆ แต่บางแห่งมีกำลังแรงมาก ถึงขนาดทำให้น้ำพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน โดยมีไอน้ำและแก๊สพุ่งออกมาด้วย พุน้ำร้อนลักษณะนี้มักมีแรงอัดดันให้น้ำพุ่งขึ้นมาเป็นพัก ๆ เมื่อหมดแรงส่ง น้ำจะหยุดพุ่ง จนเมื่อสะสมกำลังได้มากพอ ก็จะดันน้ำและไอน้ำให้พุ่งขึ้นมาได้อีก นักวิชาการเรียกพุน้ำร้อนชนิดนี้ว่า “กีเซอร์”

สำหรับประเทศไทย พุน้ำร้อนไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีทุกภาค ภาคอีสานไม่มีพุน้ำร้อน ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก มีอยู่รวมกัน 16 แห่ง ทั้งนี้ พุน้ำร้อนจะอยู่ในภาคเหนือมากที่สุด โดยมีถึง 50 แห่ง รองลงไปคือภาคใต้ มีอยู่ 25 แห่ง รวมแล้วประเทศไทยมีพุน้ำร้อนทั่วประเทศ 91 แห่ง แน่นอน ในจำนวนนี้บางแห่งน้ำร้อนจัด ยืนมองได้อย่างเดียว บางแห่งก็ลงไปแช่แบบออนเซนได้ ต้มไข่ได้ แว่วมาว่า หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวกำลังจะโปรโมตเส้นทางเที่ยวชมแหล่งความร้อนใต้พิภพเหล่านี้อยู่

ในบรรดาแหล่งชมความร้อนใต้พิภพในประเทศไทย ผศ. ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยกให้โป่งเดือดป่าแป๋ จังหวัดเชียงใหม่ เจ๋งสุด อย่างไรก็ตาม อาจารย์คนดังยังบอกด้วยว่า หากเน้นไปกินไข่ต้ม หรือดูเพลิน ๆ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จังหวัดลำปางของเราชนะเลิศ

ฤดูที่เหมาะจะไปเที่ยวบ่อน้ำพุร้อน คือ ช่วงปลายฝนต้นหนาว เนื่องจากสภาพป่ายังเขียวครึ้มอยู่ อีกทั้งบริเวณบ่อน้ำร้อนในช่วงเช้าและเย็น จะเป็นช่วงที่ไอน้ำจากบ่อน้ำร้อนปะทะกับความเย็นของอากาศโดยรอบ เกิดเป็นม่านหมอกไอน้ำลอยปกคลุมสวยงาม

ทว่าแม้จะดูราวกับภาพฝัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่อันตราย อาจารย์ธรณ์จึงเตือนว่า การท่องเที่ยวในแหล่งความร้อนใต้พิภพควรใช้ความระมัดระวังให้มาก เพราะเราไม่อาจคาดเดาสถานการณ์ใต้ผืนโลกได้ เพียงแผ่นดินไหวเบา ๆ ก็อาจทำให้พุน้ำร้อนเปลี่ยนสภาพไป โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำ จึงควรใส่ใจและให้ความสำคัญกับป้ายเตือน กฎกติกามารยาท แม้ไม่มีป้ายก็ต้องรอบคอบและระมัดระวัง ทั้งนี้ นอกจากเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองแล้ว ยังเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติของแหล่งท่องเที่ยวที่มีความเปราะบางอีกด้วย


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1142 วันที่ 18 - 24 สิงหาคม 2560)
Share:

หลังคามอเตอร์ไซค์ ใช้ได้ไหม ?



จำนวนผู้เข้าชม IP Address

หลังคากันแดดกันฝน ผ้าใบและพลาสติก ติดมอเตอร์ไซค์ กำลังฮิต มีวางขายเพียบ ในพื้นที่ชายแดน อ. แม่สาย จ. เชียงราย ลามมาถึงลำปางบ้านเรา รวมถึงร้านค้าออนไลน์
  
แต่แม้จะกันแดดกันฝนได้จริง ติดตั้งง่าย และราคาเพียง 250-1,000 บาท ก็ผิด พรบ. รถยนต์ พศ. 2522 เพราะถือเป็นการต่อเติม ดัดแปลงตัวรถ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของรถให้ผิดไปจากที่จดทะเบียน รวมทั้งไม่ได้ขออนุญาตดัดแปลงอย่างถูกต้อง โทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
  
เรื่องนี้กรมการขนส่งทางบก ประกาศชัดเจน และยังเตือนถึงการติดตั้งหลังคาดังกล่าวว่า ขณะขับขี่จะต้านลม เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ
  
ส่วนกรณีที่มีการวางแผนขอยื่นการอนุญาตติดตั้งโครงหลังคาดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น กรมการขนส่งทางบกจะไม่อนุมัติแน่นอน เนื่องจากการติดตั้งหรือต่อเติมอุปกรณ์เพิ่มเติม จะต้องมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญให้คำรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานไหนสามารถ ให้การรับรอง

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1142 วันที่ 18 - 24 สิงหาคม 2560)
Share:

จากใต้สู่เหนือ ทรงพล สวาสดิ์ธรรม

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

หมือนลมพัดผ่าน การมีอยู่ของสุวัฒน์  พรมสุวรรณ เหมือนไม่เคยมีอยู่ แม้จะเคยฝากชื่อเลื่องลือไว้ที่น่าน  แต่ครั้นถึงลำปาง นอกจากภาพ-เรื่องราว ของท่านที่วูบวาบอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์แล้ว ก็ไม่อาจบอกได้เต็มคำว่า มีงานใดบ้างที่เป็นชิ้นเป็นอันสำหรับผู้ว่าฯมารอเกษียณอีกคนคนนี้

ลำปางกำลังเติบโตขยายตัว คู่ขนานไปกับจุดยืนของ “ลานนาโพสต์” ที่เห็นว่า การเติบโตขยายตัวนั้น จะต้องมีกำแพงขวางกั้นการไหลบ่าของความเจริญด้านวัตถุจนเกินจำเป็น จนกระทั่งอาจผลักให้ลำปาง กลายเป็นเมืองไร้ระเบียบ จราจรติดขัดไม่แพ้กรุงเทพเช่นจังหวัดเชียงใหม่

สุวัฒน์ ไป คนใหม่มา เห็นชื่อ เห็นนามแล้วยี่ห้อ ทรงพล สวาสดิ์ธรรม สิงห์ดำที่ท่องยุทธภพแต่ในภาคใต้มาตลอด คราวนี้ขึ้นเหนือมาลำปาง น่าสนใจ ไถ่ถาม และรับรู้เรื่องราวของทรงพล สวาสดิ์ธรรม พ่อเมืองใหม่ป้ายแดงของลำปาง ที่มีอายุราชการเหลืออีกสองปี

ต้องขออนุญาตอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ข่าวบ้านเรา ที่บันทึกไว้ คราวที่ผู้ว่าฯทรงพล ย้ายจากกระบี่ มาสงขลา และจากสงขลามาที่นี่ – ลำปาง

พลันที่ชื่อของว่าที่พ่อเมืองสงขลาคนใหม่ที่จะมาแทนที่ของผู้ว่าฯ ธำรงค์ เจริญกุล ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2558 นี้ถูกเปิดเผยออกมาเป็นชื่อของนายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ชื่อนี้ถือว่าไม่พลิกโผมากนัก

ก่อนหน้าชาวสงขลา เพิ่งได้ร่วมแสดงความยินดีกับอดีตพ่อเมือง นายกฤษฎา บุญราช ที่ขยับจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาไปเป็นอธิบดีกรมการปกครอง เพียงปีเดียวก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราชการและชาวสงขลาก็มาลุ้นต่อกับตำแหน่งพ่อเมืองคนใหม่หลังจากที่นายธำรงค์ เจริญกุล ใช้เวลา 1 ปีนิดๆ ในการทำหน้าที่พ่อเมืองที่สามารถจารึกความประทับใจและความไม่ค่อยพอใจได้พอๆ กัน

ชื่อของพ่อเมืองสงขลาคนใหม่ถูกนักวิเคราะห์มองไว้ว่าต้องเป็นคนสงขลา หรือไม่ก็คลุกคลีในพื้นที่มาเพียงพอเพราะสมรภูมินี้ต้องการคนทำงานไม่ต้องการคนมาเรียนรู้งานใหม่ ก่อนหน้านี้ก็มีการคาดการณ์กันหลายชื่อไม่ว่าจะเป็นนายดลเดช พัฒนรัฐ รองอธิบดีกรมการปกครอง อดีตรองผู้ว่าฯสงขลาและทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้ร่วมกับนายกฤษฎา มาโดยตลอด หรือชื่อของผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายวีรพงศ์ แก้วสุวรรณ และอีกหลายชื่อแต่สุดท้ายหวยมาออกที่ชื่อของนายทรงพล สวาสดิ์ธรรม

นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ต้องบอกว่านี่คือลูกหม้อมหาดไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เลยก็ว่าได้ เกิดเมือ 25 พ.ค.2502 พื้นเพชาวอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา แต่ใช้ชีวิตวัยเรียนในเมืองกรุงเป็นส่วนใหญ่ โดยจบ ป.ตรี รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ป.โท รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ดีกรีไม่ธรรมดา ชีวิตในเส้นทางราชการของผู้ว่าฯทรงพล ต้องบอกว่าวนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ค่อนข้างมากโดยเฉพาะกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.

เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ปลัดอำเภอละงู จ.สตูล, ปลัดอำเภอละอุ่นและอำเภอเมือง จ.ระนอง, ผู้ช่วยหัวหน้าประสานแผนและโครงการ กรมการปกครอง, เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานจังหวัดยะลา, ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายบริหารงานบุคคล กรมการปกครอง, รักษาการผู้อำนวยการกองพัฒนาบุคคล กองกลาง และประชาสัมพันธ์ ศอ.บต., หัวหน้าศูนย์ประสานงานปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้, นายอำเภอบางแก้วและควนขนุน จ.พัทลุง, ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบุคลากร ศอ.บต.

ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งสำคัญงานปกครองในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ในปี 2557 และในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กับอายุราชการที่เหลืออีก 4 ปี มีความหมายและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการมาเป็นแม่ทัพพัฒนาจังหวัดสงขลาในฐานะพ่อเมืองของชาวสงขลา

นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม บุคลิกที่สัมผัสได้ชัดเจนเป็นคนอัธยาศัยดี ยิ้มง่าย พูดจาไพเราะมีคารมคมคายที่หวานหูคนฟัง และเป็นคนขยันทั้งการทำงานและการลงพื้นที่ซึ่งสัมผัสได้ตั้งแต่ช่วงที่อยู่พื้นที่ชายแดนภาคใต้และที่กระบี่ สื่อกระบี่แอบกระซิบมาว่าเสียดายมาที่ท่านย้ายเร็วเกินไปกำลังประสานงานต่อจากผู้ว่าฯประสิทธิ์ โอสถานนท์ ได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว และเชื่อว่าชาวสงขลาจะได้ผู้ว่าฯ นักพัฒนาตัวจริง เสียงจริงแน่นอนคราวนี้

จังหวัดสงขลา เมืองใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของภาคใต้ กำลังรอผู้นำการพัฒนาในหลายมิติไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม การค้าการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา การส่งเสริมระบบคมนาคมทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ การกำหนดแนวทางการเดินหน้าโรงไฟฟ้าเทพา และที่สำคัญการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับจังหวัดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ฝ่ายการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น และที่สำคัญคือองค์กรเอกชนที่ขาดเอกภาพมานานและไม่มีการแก้ไขปัญหาที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนกลายเป็นปัญหาหมักหมมมานาน

ทั้งหมดนี้อ้างอิงจาก”ศูนย์ข่าวบ้านเรา” และลานนาโพสต์ ตั้งใจจะเปิดใจ เปิดวิสัยทัศน์ผู้ว่าฯทรงพล สักครั้ง ว่าจากพ่อเมืองใต้ มาแอ่วเหนือ เขาจะฝากผลงานสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ ให้คนใต้ได้รู้ ให้คนเหนือได้จดจำอย่างไร

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1142 วันที่ 18 - 24 สิงหาคม 2560)
Share:

หนังสือพิมพ์-วารสารศาสตร์ กอดคอกันตาย !?

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

มีประเด็นที่เถียงกันยังไม่รู้เรื่อง เรื่องความตายของหนังสือพิมพ์ กับอวสานของภาควิชาวารสารศาสตร์ อีกหลายประเด็น ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะการมองหลายๆมุม หลายๆเหตุผล และการไม่ด่วนรวบรัดสรุปเพียงเห็นปรากฏการณ์อย่างผิวเผิน

อาจได้คำตอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือหาทางออก บนพื้นฐานของความเป็นจริง

วารสารศาสตร์ตายแล้ว หนังสือพิมพ์สูญหาย หรือวารสารศาสตร์ไม่มีวันตาย หนังสือพิมพ์เป็นอมตะนินิรันดร์กาล ข้อถกเถียงนี้ไม่มีผิด ไม่มีถูก ตราบใดที่มันอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ วิจารณ์ ตรงไปตรงมา ด้วยเหตุผล ด้วยตัวอย่างที่อ้างอิงได้ โดยปราศจากอคติ ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน

ต่างคนต่างมอง ในจุดที่ตัวเองยืนอยู่ ความคิดความเห็นจึงมีทั้งที่ตรงกันและต่างกัน วันนี้จะพูดถึงในสองบทบาท สองมุมมองของ”จอกอ”  บทบาทหนึ่งคืออาชีพสื่อมวลชนตลอดชีพ อีกบทบาทคือคนสอนหนังสือมหาวิทยาลัย เพื่อพยายามจะตอบโจทย์นี้ให้ได้คำตอบที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด

ถ้าโจทย์คือ วารสารศาสตร์ตายแล้ว หรืออย่างน้อยๆก็ใกล้ตาย คำถามนี้ก็เป็นผลสะท้อนมาจากการทยอยกันล้มหายตายจากของสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา

นี่ก็เรียกว่าเป็นความท้าทายสำหรับคนที่ยังทำหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อยู่

หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ที่ผมทำที่ลำปาง หรือแม้แต่นิตยสาร ดิ อะลามี่ นิตยสารเฉพาะกลุ่มที่ผมเป็นที่ปรึกษา และช่วยผลิตงานบางส่วนให้เขา ก็อยู่ในกลุ่มที่ท้าทายนี้ด้วย

ทำไมลานนาโพสต์ยังอยู่ได้ ทำไม ดิอะลามี่ ยังอยู่ได้ เหตุผลหนึ่ง ก็คือเป็นกิจการขนาดเล็ก ที่สามารถบริหารต้นทุนได้ แต่เหตุผลในเชิงวารสารศาสตร์ ก็คือนโยบายการบริหาร นโยบายข่าวที่มุ่งไปยังตลาดเฉพาะ หรือ Niche Market

กล่าวเฉพาะ “ลานนาโพสต์” รวมทั้งสื่ออื่นๆในเครือลานนาโพสต์ “จอกอ”ไม่ได้ต้องการคนอ่านจำนวนมากมาย คนฟังวิทยุ คนติดตามเพจ เว็บไซต์ เคเบิลทีวีเป็นหมื่น เป็นแสน แต่เราต้องการกลุ่มเป้าหมายในจำนวนที่แน่นอนจำนวนหนึ่ง แน่นอนว่าจะต้องมีจำนวนพอสมควรที่จะทำให้อยู่ในระดับที่พอคุ้มทุน

เมื่อเป้าหมายคือตลาดเฉพาะ ก็ต้องผลิตเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มด้วย กรณีลานนาโพสต์ คือ การเป็นหนังสือพิมพ์ชุมชน เป็น Community Newspaper ที่พยายามเสนอข่าวใกล้ตัว ใกล้ชิดคนในพื้นที่ เช่น ข่าวสิ่งแวดล้อม ข่าวการเมืองท้องถิ่น ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนในประเด็นทุจริตคอรัปชั่นในพื้นที่

การผลิตเนื้อหา เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายเฉพาะตอบโจทย์อะไร

ชัดที่สุด ก็คือการตอบโจทย์ความอยู่รอดของสื่อดั้งเดิม เช่นสื่อหนังสือพิมพ์ ที่เนื้อหาจะไม่ไปทับซ้อนกับข่าวประเภท Routine ซึ่งเป็นปัญหาหรือปรากฏการณ์ร่วมของสื่อในเมืองใหญ่ ที่พึ่งพาข่าวกระแส และไม่พยายามที่จะสร้างเนื้อหาที่แตกต่าง ครั้นบริหารล้มเหลว ก็โยนความผิดให้ออนไลน์ ให้สื่อวิทยุโทรทัศน์

นั่นคือปัญหาส่วนหนึ่งของสิ่งพิมพ์ ที่ทำให้มายาคติ ว่า ไม่ควรจะผลิตบัณฑิตหรือให้ความสำคัญกับภาควิชาวารสารศาสตร์อีกต่อไป

ผลสะท้อน ก็คือการปรับหลักสูตร การเรียน การสอนด้านนิเทศศาสตร์ ลดความสำคัญของภาควิชาวารสารลง เพราะเชื่อว่าตลาดแรงงานด้านหนังสือพิมพ์ และสิ่งพิมพ์ กำลังหมดไปและใกล้จะถึงกาลอวสาน

ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดกระแสข่าวที่บอกถึงภาวะล่มสลายของภาควิชานี้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คิดอ่านปรับภาควิชาวารสาร ไปอยู่ภายใต้ภาควิทยุและโทรทัศน์ ที่พวกเขาเชื่อว่ายังมีอนาคต โดยอาจเรียกภาควิชาใหม่นี้ว่า broadcast and digital journalism

เมื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อๆมาก็ผิดไปหมด

เพราะมายาคติในเรื่องวิชาชีพหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ที่มาจากปัญหาการบริหารจัดการ และการปรับตัวอย่างเป็นด้านหลัก จึงทำให้ภาควิชาวารสารศาสตร์หวั่นไหวไปด้วย

 เมื่อ 40 ปีก่อน หนังสือพิมพ์รายวันหลายสิบฉบับก็ทยอยล้มหายตายจากไป ด้วยปัจจัยอื่นๆมากมาย แต่ละยุค แต่ละสมัย ปัญหาก็แตกต่างกันไป ประเด็นจึงอยู่ที่การปรับตัว ไม่ได้อยู่ที่ออนไลน์ ดิจิตอล หรือคอนเวอร์เจนท์

อีกหลายสิบปีข้างหน้า หนังสือพิมพ์ก็ยังอยู่ ภาควิชาวารสารศาสตร์ ที่สอนให้คนคิดเป็น วิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์ อย่างมีความรับผิดชอบก็ยังอยู่ และจะอยู่เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างสื่อที่วูบวาบไปตามยุคสมัย คนเรียนวารสาร นิเทศ ที่วิ่งไล่ตามดิจิตอล กับสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ คนเรียนวารสารที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ ชัดเจนและมั่นคงในการผลิตเนื้อหาคุณภาพ ไม่ว่าจะไปปรากฏในแพลตฟอร์มแบบไหนในวันนี้ พรุ่งนี้ และตลอดไป

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1142 วันที่ 18 - 24 สิงหาคม 2560)
Share:

สังคมดาวแปดแฉกประจำฉบับที่ 1142 วันที่ 18-24 สิงหาคม 2560

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

สังคมดาวแปดแฉกประจำฉบับที่  1142 วันที่ 18-24 สิงหาคม 2560  ***** ลูกโม่.38 เข้าเวรตามปกติ ****** รัฐบาล คสช.ยอมถอยออกมาหนึ่งก้าวไม่ห้ามกองเชียร์มาให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีจำนำข้าว วันที่ 25 ส.ค.นี้ ถือว่าถูกต้อง  หากแข็งกร้าวกีดกันคนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจก็มีแต่เสียกับพัง ***** เพราะอดีตนายกฯปูมาจากระบอบประชาธิปไตยแต่รัฐบาล คสช.มาจากการยึดอำนาจ  การตัดสินคดีจำนำข้าวถือเป็นฐานของความเป็นธรรมบนสองมาตรฐานที่คนทั้งโลกจับตามองเนื่องจากประชาชนคนไทยจำนวนค่อนประเทศเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้ง  ******  พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภาค5 ให้ ส.ต.ต.กฤษฎาพงษ์ สารเทพ อายุ 24 ปี ตำรวจสืบภาค 5 ตำแหน่ง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.สส.ภาค5 อยู่บ้านเลขที่ 183 ม.4 อ.ปัว จ.น่าน ให้ออกจากราชการเอาไว้ก่อน หลังจากซิ่งเก๋งแหกด่านตรวจที่ จ.เชียงใหม่ มากับอดีตสายล่อซื้อยาบ้า  *****  แต่เจ้าหน้าที่ด่านขับรถไล่ติดตามจนมุมแถวหนองหอยค้นในรถเจอยาบ้า 175 เม็ด แม้อ้างเหตุผลแต่ก็ฟังไม่ขึ้น ในเรื่องนี้ลูกโม่.38 เคยเขียนไปเมื่อไม่นานนี้กรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.  เตือนให้ตำรวจทุกระดับชั้นให้ห่างไกลจากมีอิทธิพลหรือคบค้ากับผู้อยู่ในข่ายการค้ายาเสพติดและฟอกเงิน  *****  โดยขอความร่วมมือจากประชาชนหากพบตำรวจที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันอยู่ในข่ายนี้แจ้งเบาะแสสายด่วนยาเสพติดหมายเลข 1386 ข้อมูลจะปลอดภัย สบายใจ ****  โดยเฉพาะ จ.ลำปาง มีผู้ต้องสงสัยนำเงินมาฟอกในเชิงการท่องเที่ยวอยู่ 1- 2 ราย แม้ว่าบางรายจะมีกิจการหรือธุรกิจแต่รายได้ไม่ดีพอแต่เป็นธุรกิจบังหน้ามากกว่าซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตามดมกลิ่นอยู่  *****  คนร้ายกระชากกระเป๋าคืนชีพอีกแล้วหลังหายไปพักหนึ่งเพราะตำรวจจับยัดคุกไปหลายคน ล่าสุดโผล่ก่อเหตุกลางเมืองลำปางในย่านชุมชนกลางวันแสกๆ ประชาชนผวากันที่เศรษฐกิจก็แย่เงินหายากรายจ่ายสูงคนตกงานเดินเตะฝุ่นเต็มประเทศ วาน พ.ต.อ. กฤษดา พันธ์เกษม ผกก.สภ.เมืองลำปาง สั่งให้สายตรวจ 191 แต่ละเขตตรวจเข้มหน่อย ชาวบ้านจะอุ่นใจบ้าง ***** พ.ต.อ.จิตพล วงษ์วัน ผกก.สภ.เขลางค์นคร อ.เมือง จ.ลำปาง เตือนเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานต่างๆ แล้วที่ชอบเอาสื่อมาร่วมทำงานในลักษณะติดตามเพราะผลลบมีมากกว่าผลบวก สื่อมีหลายสังกัดต้องเคารพในส่วนนี้จะมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติไปหากมีอะไรเกิดขึ้นขณะปฏิบัติหน้าที่จะมีคนซ้ำเติมมากกว่าเชียร์  *****  ถือว่าเป็นมุมมองกว้างบางครั้งเป็นภารกิจลับเมื่อมีคนอ้างเป็นสื่อรู้ข่าวความลับอาจจะไม่ลับงานราชการก็จะเสียหายหากทางโรงพักจะขอความร่วมมือจากแขนงอื่นที่ไม่ได้ติดตามก็เป็นเรื่อง  *****  ร.ต.ต.พรมมา จันโท ตำรวจทางหลวง กก.5ลำปาง เป็นตำรวจทางหลวงคนเดียวที่เป็นฝ่ายประสานสื่อมวลชนใน จ.ลำปาง ได้ดีเยี่ยมให้เกียรติกับคนทุกฝ่ายหากทางหลวงมางานอะไรก็จะแจ้งให้ทราบอยู่เสมอ แม้ว่าตำรวจทางหลวงไม่ขึ้นกับ ส.น.ง.ตำรวจแห่งชาติก็ตามแต่ไปสังกัดกรมทางหลวงกินเงินเดือนของกระทรวงคมนาคมแต่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเหมือนกัน ***** พ.ต.ท.สมาน มหาวัน สวป.สภ.บ้านเอื้อม อ.เมือง จ.ลำปาง แจ้งผ่านมายัง ลูกโม่.38 เสมอมาว่า สภ.บ้านเอื้อมย้ายที่ทำการใหม่มาอยู่บนถนนสายลำปาง – ห้วยเป้ง มานานแล้วบางท่านจะติดต่องานด่วนแจ้งมาที่เบอร์ใหม่ 054-209-809 ได้ตลอดเวลา สภ.บ้านเอื้อมพร้อมจะบริการด้วยรอยยิ้ม  ***** 10 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมาเป็นวับครบรอบการก่อตั้งสถาบันกำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน ครบ 125 ปี นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ในฐานะเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กล่าวว่า สถาบันกำนัน - ผู้ใหญ่บ้าน  ถือเป็นหัวใจของกระทรวงมหาดไทยเพราะอยู่ใกล้ชิดประชาชนรู้ปัญหาของประชาชนดี และขอให้ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่อย่างคำขวัญ “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” ****** ลูกโม่.38ได้รับการเปิดเผยจาก กกต.ลำปาง ว่าปัจจุบันมีการหาเสียงเชิงแนะนำตัวว่าเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตนั้นเขตนี้ ถือว่ามีความผิดกฎหมายเลือกตั้งซึ่งทาง กกต.ลำปาง เคยเตือนแล้วแต่ยังปรากฏว่าไม่ให้ความร่วมมือ  ส่วนที่ในมุมมองของลูกโม่.38 ถือว่าเป็นสิทธิของแต่ละคนไปแนะนำตัวไปพอถึงเวลาเลือกตั้งก็อยู่ที่ประชาชนจะเห็นดีเห็นงามเพราะชาวบ้านไม่ได้โง่  *****  มีคนสอบถามกันมามากกว่าผู้กองตุ๋ยที่เป็นส่วนหนึ่งของอดีตแก๊งเทวดาที่มีสัญลักษณ์มีดดาบที่เคยอาละวาดเมืองลำปางจนหวาดกลัวกันไปทั่ว หายไปไหน ล่าสุดลูกโม่.38ได้มีโอกาสพบและคุยกับผู้กองตุ๋ย ซึ่งปัจจุบันมียศเป็น พ.ต.ท.จักรพงษ์ วงศ์พิทักษ์กุล มีตำแหน่งเป็นอาจารย์ (สบ.3) ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภาค 5 (อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง) ****** ก่อนนั้นตนเองมียศเป็น พ.ต.อ. อยู่ในชุดสืบสวนเลยโดนหางเลขว่าเป็น หน.แก๊งเทวดา โดยหน้าที่แล้วใครที่อยู่ในชุดนี้ต้องมีข้อมูลของวัยรุ่นทุกกลุ่มหากไม่มีทำงานไม่ได้ อย่างจับยาบ้าทุกวันนี้หากไม่เลี้ยงสายเอาไว้ เรื่องจับยาบ้านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายจำเป็นต้องอาศัยคนเสพหรือคนขายเอาไว้ก่อนนำมาเป็นพวกเพื่อจัดการกับคนขายอีกทีหนึ่ง ช่วงนั้นถือว่าแก๊งเทวดาดังมากในขณะนั้นมี พ.ต.อ.เร่า รุ่งเรื่อง เป็นผกก.สภ.เมืองลำปาง แม้แต่นายพีระ มานะทัศน์ ผวจ.ลำปางในขณะนั้น ต้องมาดูจุดตรวจด้วยตนเองหลังถูกสื่อตำหนิค่อนข้างแรงว่า “ไม่มีน้ำยา” ปล่อยให้มีดดาบป่วนเมืองครองเมืองไม่คิดแก้ไข  *****  จับปรับเรียบร้อยไปแล้วกรณีภาพกล้องรถยนต์ของนักข่าวส่วนกลางบันทึกภาพรถตู้รับส่งนักเรียนนั่งท้ายรถตู้โดยเอาประตูรถหนีบร่างเอาไว้ เหตุเกิดใกล้กับโรงเรียนทุ่งกว๋าววิทยา ต.ทุ่งกว๋าว อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ล่าสุด นายสมชาย เหม็งทะเหล็ก นักวิชาการขนส่งชำนาญการ ขนส่งจังหวัดลำปาง เรียกตัวคนขับรถตู้มาสอบสวนแล้วและปรับ 2,000 บาท อบรม 3 ช.ม. ตรวจสอบประวัติของรถปรากฏว่าเป็นรถรับส่งนักเรียนที่ไม่ได้รับอนุญาตจากขนส่งจังหวัดลำปางอีกด้วย ****** ผู้ปกครองนักเรียนที่ต้องพึ่งรถตู้รับส่งนักเรียนหรือโดยสารรับจ้างควรตรวจเช็คประวัติให้ดีก่อน เพราะชีวิตของลูกหลานท่านอยู่ในกำมือของคนขับเหล่านี้ หากเกิดเหตุขึ้นมาในลักษณะไหนก็ตามจะไม่ได้เสียใจหรือหากพบรถรับส่งนักเรียนคันไหนติดฟิล์มมืด แจ้งเจ้าหน้าที่ขนส่งได้เลย เนื่องจากเคยมีเด็กนอนหลับในรถไม่มีใครมองเห็นแม้แต่คนขับเองก็ไม่เห็นจนเกิดเหตุสลดมาหลายครั้งแล้ว  *****  ชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองเขลางค์นคร เริ่มขยับแล้วกรณีการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ริมถนนเลี่ยงเมืองไม่มีวี่แววว่าจะสร้างสำเร็จ ก่อนหาเสียงคุยนักคุยหนาว่ากลุ่มพัฒนาเมืองเขลางค์นครถือเป็นนโยบายหลักเลย เงินที่จ่ายค่าเช่าเป็นสำนักงานหลายปีก็เป็นเงินหลวงมหาศาลสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ติดขัดแบบไหนนายกไพฑูรย์ โพธิ์ทอง เร่งอธิบายเปิดโต๊ะแจ้งเรื่องหน่อยชาวบ้านแจ้งมาก็เลยแจ้งต่อ ******  ปิดท้ายฉบับนี้กรณีคลิปหลุด กรณีชายชุดดำยิง นปช.เผยตัว หน.ชุดดำ คือทหารยศ พล.ท.เมื่อถูกหักหลังนำคลิปมาเผยแพร่ ร้องจ๊ากว่า “ถ้าตนถูกดำเนินคดี คนสั่งก็ต้องโดน” เป็นจริงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ใช่ในเพียงกัมพูชาแต่ประเทศเราทั้งฆ่าตายและตายทั้งเป็นที่แท้คนนี้นี่เอง  ***** มูลเหตุนี้คงเป็นเรื่องสกัดนายทหารคนนี้โดนหักหลังเพื่อทำลายไม่ให้เข้าสู่ตำแหน่ง 5 เสือ ทบ. นั่นเอง ***** หมดพื้นที่ ลูกโม่.38 แล้ว ฉบับหน้าพบกันใหม่

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1142 วันที่ 18 - 24 สิงหาคม 2560)
Share:

วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ทิ้งสุสานหอยสูญถ่านหินผลิตไฟฟ้า 30 ปี กฟผ.เสียดายปัดเจ้าภาพฟื้นฟู

จำนวนผู้เข้าชม my widget for counting

กฟผ.แม่เมาะยันคืนประทานบัตรแปลงสุสานหอยแล้วไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว เผยเสียดายถ่านหิน 126 ล้านตัน ต้องเสียโอกาสในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ไป 30 ปี มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท  หากขุดตอนนี้ก็ไม่คุ้มเพราะถ่านหินข้างนอกดีกว่าทั้งคุณภาพและราคา  ระบุถ้าให้เป็นเจ้าภาพฟื้นฟูอาจไม่พร้อมเพราะไม่ใช่ภารกิจหลัก  

จากกรณีความเคลื่อนไหวของการฟ้องร้องคดีสุสานหอย 13 ล้านปี  เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้สิ้นสุดแสวงหาข้อเท็จจริง ในวันที่ 21 ส.ค. 60  โดยผู้ฟ้องทั้ง 18 รายรอความหวังว่าจะทราบผลการพิพากษาของศาลในเร็ววันนี้

ส่วนทางด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แม่เมาะ  ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4  ให้หยุดดำเนินการและให้อนุรักษ์ซากหอยขม 13 ล้านปีไว้ ล่าสุดได้เปิดเผยกับลานนาโพสต์ว่า กฟผ.ได้คืนประทานบัตรแปลงดังกล่าวไปนานแล้ว และไม่ได้เข้าไปแตะต้องพื้นที่ดังกล่าวเลย เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่ของ กฟผ.แล้ว  ส่วนการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลนั้น เป็นการยื่นในเรื่องของการทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.ซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551 เท่านั้น

ว่าที่ ร.ต. ณรงค์ศักดิ์ คุณูปถัมภ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ (อฟม.) กล่าวว่า สุสานหอย 13 ล้านปี จำนวน 43 ไร่ มีความหนา 13 เมตร มีถ่านหินอยู่ประมาณ 126 ล้านตัน สามารถนำมาใช้กับโรงไฟฟ้าได้ 1  โรง หากเทียบอายุการใช้งานจะได้ประมาณ 30 ปี  และกำลังการผลิตน่าจะประมาณ 600 เมกะวัตต์  ซึ่งในพื้นที่บริเวณนี้เดิม กฟผ.ได้ขอประทานบัตรไปทั้งหมด 54 ไร่ เพื่อทำการขุดถ่านหินไปผลิตกระแสไฟฟ้า  แต่เมื่อทำการเปิดหน้าดินก็พบว่ามีการสะสมของฟอสซิลหอยขม มีความหนาถึง 13 เมตร  ในตอนนั้นจึงได้แจ้งให้ผู้บริหารทราบ และมีแนวคิดว่าจะทำบริเวณนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว หลังจากขุดถ่านหินเสร็จ โดยนำเปลือกหอยมาเก็บเป็นตัวอย่างไว้แสดงโชว์ว่าสุสานหอยเคยอยู่บริเวณนี้  แต่เนื่องจากมีกลุ่มชาวบ้าน 18 ราย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอคุ้มครองพื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ให้ กฟผ.เข้าไปดำเนินการขุดถ่านหิน เพราะต้องการให้อนุรักษ์หรือกันในส่วนของสุสานหอยไว้ไม่ให้เข้าไปแตะต้อง คล้ายกับการเก็บไว้เป็นมรดกโลก 

กระทั่งวันที่ 27 ก.ค.50   ศาลปกครองกลางได้พิพากษาให้คุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้ กฟผ.เข้าไปแตะต้อง  โดยมอบให้กรมศิลปากรเข้าไปดูแลพื้นที่แห่งนี้ ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน พ.ศ.2504   ซึ่งต่อมา  กฟผ. ได้อุทธรณ์ต่อศาล แต่ไม่ได้ยื่นเรื่องการกันพื้นที่สุสานหอย  แต่ได้ยื่นอุทธรณ์ในกรณีผู้ที่จะเข้ามาดูแลพื้นที่ เนื่องจากกรมทรัพยากรธรณีน่าจะเป็นผู้ที่เข้าไปดูแล ซึ่งเดิม ได้ให้คำนิยามไว้ว่าสุสานหอยเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ จึงได้มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดูแล ต่อมาได้มีกฎหมายใหม่ออกมาในปี 2551 ตาม พ.ร.บ.ซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551  ครอบคลุมไปถึงซากฟอสซิลหอยนี้ด้วย  ซึ่งระหว่างนี้เพียงแต่รอคำพิพากษาว่าใครจะเข้าไปเป็นเจ้าภาพในการดูแล ทาง กฟผ.ได้ยื่นอุทธรณ์ในเรื่องของการทำให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551 ไม่ใช่ พ.ร.บ.โบราณสถานหรือโบราณวัตถุ  คาดว่าหลังจากวันที่ 21 ส.ค. 60 ซึ่งศาลสั่งยุติแสวงหาข้อเท็จจริง ก็จะมีการสรุปสำนวนที่มีอยู่ และมีการพิพากษา โดยปกติแล้วทราบว่าจะใช้เวลาประมาณ 30 วันหลังจากสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง      

ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ  กล่าวต่อไปว่า  นอกจากนี้ทาง กฟผ.ขอคืนประทานบัตรที่ขอไว้ครอบคลุมทั้งหมด 54 ไร่ไปแล้ว เพราะฉะนั้นสุสานหอยก็จะอยู่นอกพื้นที่เขตการทำเหมืองของ กฟผ.  ถ้าศาลปกครองสูงสุด สั่งสิ้นสุดแสวงหาข้อเท็จจริง ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค.60 แล้วมีการพิจารณาออกมา ผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของหน่วยงานอื่นๆแล้ว จะมีการนำถ่านหินที่อยู่ด้านล่างมาใช้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลไม่เกี่ยวกับ กฟผ.แล้ว   ส่วนการเข้าไปในพื้นที่นั้น เป็นอำนาจของศาลที่จะอนุญาต ที่ผ่านมาจึงไม่มีใครเข้าไปในพื้นที่เลย ปัจจุบันมีหญ้าขึ้นปกคลุมไปหมดทางเข้าก็ไม่มีแล้ว

เมื่อสอบถามว่าในเรื่องนี้ กฟผ.เสียอะไรไปบ้าง  ว่าที่ ร.ต.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า  กฟผ.เสียโอกาสที่ไม่ได้นำถ่านหินมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งตามแผนจนถึงปี 2561 โรงไฟฟ้าที่สร้างอยู่ปัจจุบันจะขึ้นมาแทนโรงไฟฟ้าโรงที่ 4-7  กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์   และแผนเดิมได้มีโรงไฟฟ้าทดแทนอีกโรงหนึ่ง จะมาแทนโรง 8-9 โรงละ 300 เมกะวัตต์ รวมประมาณไม่เกิน 600 เมกะวัตต์  รวมกับโรงใหม่ที่สร้างอยู่ปัจจุบันจะมีกำลังการผลิตประมาณ 1,100 เมกะวัตต์   และเหลือโรงที่ 10-13 อีก 1,200 เมกะวัตต์  ซึ่ง 4 โรงนี้ตามแผนในปี 2568 ต้องออกจากระบบเนื่องจากอายุการใช้งานเกือบ 30 ปี  ถ้ามีการก่อสร้างขึ้นใหม่อีก 1 โรง ทดแทนโรงที่ 10-13  ประมาณ 600 เมกะวัตต์ ก็จะนำถ่านหินใต้สุสานหอย 120 ล้านตันมาใช้ได้ อีก 30 ปี หากเทียบเป็นมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท  แต่ตอนนี้ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ เท่ากับว่าปี 2568  กฟผ.จะเหลือกำลังการผลิตอยู่ 1,100 เมกะวัตต์ ไปจนถึงปี 2594 ตามปริมาณถ่านที่ขุดได้ไม่เกี่ยวกับถ่านหินที่อยู่ใต้สุสานหอย   แต่หากว่าให้ขุดขึ้นมาตอนนี้ก็อาจจะไม่พร้อมแล้ว ซึ่งการขุดจะต้องมีการคำนวนพื้นที่ตามสัดส่วนต่างๆ หากมองถึงการลงทุนและเทียบกับราคาถ่านหินที่นำเข้ามาก็ไม่คุ้ม เอาถ่านหินข้างนอกเข้ามาดีกว่า ทั้งในเรื่องคุณภาพและราคา

ถามต่อว่า  กฟผ.พร้อมเป็นเจ้าภาพในการฟื้นฟูสถานที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือไม่ หากได้รับการร้องขอ   ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ กล่าวว่า หลังจากศาลพิพากษาแล้ว  หากวันใดวันหนึ่งที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ทาง กฟผ.เข้ามาดูแลพื้นที่สุสานหอย พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ในตอนนั้น กฟผ.ก็ไม่ทราบว่าจะพร้อมหรือไม่ กฟผ.ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการตรงนั้นได้เอง เพราะตอนนี้ไม่ใช่พื้นที่ของ กฟผ.แล้ว  คงต้องอยู่ที่คำสั่งของทางรัฐบาล   ประกอบกับภารกิจหลักของ กฟผ.คือการผลิตกระแสไฟฟ้า  ไม่ใช่ไปฟื้นฟู   หากรัฐบาลสั่งการก็ต้องมีการสนับสนุนเข้ามาด้วย 


เครดิตภาพ:http://www1.dpim.go.th/ppr/title.php?tid=000001071231544

 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1142 วันที่ 18 - 24 สิงหาคม 2560)
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support