เข้ม....

เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน เข้าตรวจสอบการค้าขายเนื้อสัตว์ป่าในตลาดทุ่งเกวียนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่มีการขายเนื้อสัตว์ป่าแท้ และไม่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเอาผิดในการปลอมแปลงเนื้อสัตว์ แต่ได้มีการนำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคมาควบคุม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก และกำชับให้มีการติดป้ายบอกประเภทและราคาได้ชัดเจน

ทวงคืน....

นายเจษฎา เอนกคณา หัวหน้าสายตรวจ ส่วนป้องกันและปราบปรามภาคเหนือนำคณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดแปลงปลูกยางพาราที่รุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแม่ทรายคำ กว่า 100 ไร่ในเขตบ้านนิคมพัฒนาเขต 17 ต.บุญนาค พัฒนา อ.เมืองลำปาง เมื่อวันที่ 14 พ.ค.61 ที่ผ่านมา

ของกลาง......

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเสด็จ นำโดย พ.ต.ท.ปริญญา ชัยเววา รอง ผกก.สส.นำกำลังเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาค้ายาบ้า 2 ราย ทั้งคู่เป็นสามีภรรยาขณะอาศัยอยู่ในบ้านพัก ตรวจค้นพบยาบ้าอยู่ในห้องนอน 925 เม็ด และปืนขนาด .38 อีก 1 กระบอก จึงคุมตัวดำเนินคดีทันที

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สโมสรโรตารีดอยพระบาท และบริษัทปูนซิเมนต์ไทยลำปาง ร่วมกันมอบประกันภัยรถม้า

จำนวนผู้เข้าชม my widget for counting

สารถีรถม้าลำปางยิ้มออกอีกครั้ง  องค์กรการกุศลและภาคธุรกิจในจังหวัดลำปาง สโมสรโรตารี่ดอยพระบาท ร่วมกับปูนซิเมนต์ลำปาง มอบประกันภัยรถม้าเพื่อเป็นหลักประกันกับสารถี ลดปัญหาความไม่ปลอดภัยบนท้องถนน ขณะเดียวกันก็มอบอาหารม้าเพื่อดูแลม้า ให้มีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.61 ที่สมาคมรถม้าจังหวัดลำปาง ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง กลุ่มนักธุรกิจในนาม สโมสรโรตารี่ดอยพระบาท นำโดยนายอนุรักษ์ นภาวรรณ ที่ปรึกษาสโมสรโรตารีดอยพระบาท ร่วมกับ นายสุรชัย นิ่มลออ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) มอบประกันภัยรถม้า เพื่อเป็นหลักประกันกับสารถี ลดปัญหาความไม่ปลอดภัยบนท้องถนน


ทั้งนี้ จังหวัดลำปาง เป็นเพียงจังหวัดเดียวที่รถม้าสามารถสัญจรบนท้องถนนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ที่ผ่านมา รถม้าลำปางมักเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง ผู้ขับขี่รถม้า(สารถี) ส่วนใหญ่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับคู่กรณี จนทำให้เดือดร้อนทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ในปี 2545 จึงได้เริ่มประกันภัยรถม้าขึ้นมา  ก่อนหน้านี้ ค่าเบี้ยประกันภัยรายปีต่อคันไม่กี่ร้อยบาท ต่อมาบริษัทประกันภัยต้องจ่ายเงินเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจำนวนมาก เนื่องจากการขับขี่ที่ไม่ระมัดระวังของผู้ขับขี่รถม้า ประกอบกับรถม้าบางคันไม่ได้ทำประกันภัย แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ทำการอ้างสิทธิ์รถม้าคันอื่นที่มีประกันภัย บริษัทประกันภัยจึงได้ขึ้นเบี้ยประกันเรื่อยมา และเพิ่มค่ารับผิดส่วนแรกต่อความเสียหายอีก 2,000 บาทต่อครั้ง ทำให้ผู้ขับขี่รถม้า ส่วนใหญ่ไม่อยากทำประกันภัย จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการอนุรักษ์อาชีพรถม้าในจังหวัดลำปาง


ทางสโมสรโรตารี่ดอยพระบาท และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด จึงได้ช่วยจ่ายค่าประกันภัยรถม้าให้ในปี 2552 จำนวน 10 คัน  ในปี 2553 จำนวน 20 คัน แต่ไม่ได้แก้ปัญหาในระยะยาว และในปี 2554 จึงได้ร่วมกันประกันภัยรถม้าให้กับรถม้าทุกคันในจังหวัดลำปาง 

โดยในวันนี้ได้มอบประกันภัยรถม้าทั้งหมด 88 คัน  เพื่อลดปัญหาความไม่ปลอดภัยบนท้องถนนและสืบสาน ตำนานรถม้าลำปางให้คงอยู่ตลอดไป นอกจากนี้กลุ่มนักธุรกิจในจังหวัดลำปาง ยังได้มอบอาหารเสริมให้แก่ สารถีรถม้าเพื่อนำอาหารไปให้ม้าได้กินเพื่อเสริมสร้างสุขภาพม้า ให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น
Share:

สตรีทอาร์ตวุ่นลบรูปรัษฎา ดราม่าล้นเมือง รุมถล่มกิตติภูมิ หนุนผู้ว่าฯสร้างสี

จำนวนผู้เข้าชม my widget for counting

โซเชียลเดือดกิตติภูมิค้านวาดภาพกราฟฟิตี้ตอม่อสะพานรัษฎา  ยันเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ 101 ปี ไม่ควรนำสีมาแต่งแต้ม  ขณะที่ผู้ว่าฯสั่งลบ ภาพวาดลดความขัดแย้งในสังคมลำปาง  เผยแนวคิดอยากให้ลำปางเป็นเมืองศิลปะ ระดมศิลปินกว่า 20 ชีวิตแต่งแต้มกำแพงบ้านเก่าดึงดูดนักท่องเที่ยว

จากกรณีที่มีการวาดภาพสีสันลงบนตอม่อสะพานรัษฎาภิเศก บริเวณถนนกาดกองต้า ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง  ทำให้นายกเทศมนตรีนครลำปาง ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟสบุ๊กส่วนตัวว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว เนื่องจากสถานรัษฎาเป็นสะพานที่มีอายุเก่าแก่กว่า 101 ปี ไม่ควรนำสีสันไปแต่งแต้มแต่อย่างใด  ขณะที่กระแสทางสื่อสังคมออนไลน์ลำปาง ต่างค้านกับความเห็นของนายกเทศมนตรี เพราะเห็นว่าควรจะมีการวาดภาพสวยงาม ดีกว่าทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า โดยที่ผ่านมามีกลุ่มคนมือบอนนำสเปรย์สีไปพ่นข้อความในบริเวณดังกล่าว การวาดภาพจึงไม่เห็นว่ามีความเสียหาย       

นายกิตติภูมิ นามวงค์  นายกเทศมนตรีนครลำปาง  กล่าวว่า  สะพานรัษฎาภิเศกมีประวัติศาสตร์ 101 ปี กว่าจะมาถึงปัจจุบันนี้ มีเรื่องราวให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้มากมาย  แล้วการวาดภาพที่ฐานตอม่อ สามารถไปอธิบายประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสะพานรัษฎาภิเศกได้หรือไม่  ไม่ได้ต่อต้านโครงการของผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง  แต่ยกเว้นตอม่อสะพานรัษฎาภิเศก เป็นสะพานที่เป็นประวัติศาสตร์ของลำปาง รวมไปถึงสถานที่อื่นๆที่เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของลำปางตนก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน ทางกระแสโซเชียลมีเดียบอกว่า ต้องการความสวยงาม จุดถ่ายรูปส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมาสะพานรัษฎาภิเศกเป็นจุดที่สวยงามอยู่แล้ว ถ้าจะนำรูปภาพอะไรก็ตามไปติดที่ตอม่อของสะพานรัษฎาภิเศกไม่สมควรอย่างยิ่ง  เหตุผลที่ต้องออกมาพูด เพราะถ้าละเลยก็จะถูกมองว่าไม่รักบ้านเมือง ไม่ปกป้องสิ่งดีงามของคนลำปาง จึงต้องรีบออกมาดำเนินการ  ก่อนหน้านี้เทศบาลก็ไม่เคยได้รับการติดต่อประสานงานว่าจะมีการวาดภาพบนฐานตอม่อของสะพานรัษฎาภิเศก  ตอนนี้เป็นเรื่องของผู้ว่าฯว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งตนเองได้ทำหน้าที่ของตนแล้ว   ตนเองเห็นดีเห็นงามกับโครงการสตรีทอาร์ตของผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง แต่ขอให้ทำในสถานที่ที่เหมาะสม

ผมเองเคยเห็นศิลปะประเภทนี้มาเยอะ แต่ไม่เคยเห็นที่ไหนเขาเอาโบราณสถาน หรือ สถานที่ทางประวัติศาสตร์มาทำเป็น Street art  ผมพอแล้วไม่ขอแสดงความคิดเห็นใด ๆ อีกแล้ว เพราะความทันสมัยเป็นเรื่องที่เราปฏิเสธไม่ได้ แต่อย่าลืมว่า เรามีสิทธิที่จะเลือกได้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ถ้าสังคมออนไลน์บอกว่าเหมาะสมก็ให้เป็นเรื่องของทางจังหวัดดำเนินการต่อไปนายกเทศมนตรี กล่าว

ล่าสุด ทางนายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้อนุมัติให้มีการลบภาพวาดดังกล่าวออกแล้ว โดยนายชัยวัฒน์ เคนรัง ผู้จัดการโครงการ "Wall painting / River street art"  ผู้ออกแบบภาพวาด และจัดหาศิลปินเข้าร่วมโครงการ  กล่าวว่า เดิมภาพนี้เป็นภาพผลงานของศิลปินทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการ ประมาณ 20 กว่าคน มารวมกันไว้ตรงจุดเดียวกัน ซึ่งหลังจากเกิดกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ลำปาง ที่ค่อนข้างเป็นกลุ่มคนจำนวนมากเกิดการโต้เถียงกันขึ้นเกี่ยวกับความเหมาะสมของภาพวาดดังกล่าว  โดยไม่ว่าจะมีผู้เห็นด้วยกับภาพวาดมากหรือน้อยก็ตาม แต่เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในสังคมลำปาง ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีคำสั่งอนุมัติให้มีการลดภาพบริเวณฐานตอม่อสะพานรัษฎาภิเษกออก  โดยใช้วิธีนำน้ำยาลอกสีมาทาทับและขัดสีที่ใช้วาดออกทั้งหมด จากนั้นจะนำสีขาวทาทับลงไปให้พื้นเป็นสีขาวเหมือนเดิม  ส่วนภาพนี้จะมีการโยกย้ายไปวาดใหม่ บริเวณด้านหลังจวนผู้ว่าฯแทน  ในส่วนของพื้นที่อื่นๆซึ่งเป็นกำแพงบ้านเรือนของประชาชนได้มีการพูดคุยกับเจ้าของบ้านและมีการเซ็นยินยอมกันเรียบร้อยหมดแล้ว  ในจุดตอม่อสะพานรัษฎานี้ตนเองก็ไม่ทราบว่าเกิดจากปัญหาใด เพราะก่อนที่จะทำให้มีการมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานงานกับทางเทศบาลแล้ว แต่กลับไม่มีการประสานงานกันจึงเกิดปัญหาขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มศิลปินก็จะยังคงเดินทางสร้างสรรค์งานศิลปะในจุดอื่นๆต่อไปจนเสร็จ

ทั้งนี้  หลังจากลบภาพดังกล่าวออกจากฐานของสะพานรัษฎาภิเศก ก็ยังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันไม่จบสิ้น  เนื่องจากนายกิตติภูมิ นามวงค์ นายกเทศมนตรี ได้มีการลบข้อความที่ได้โพสต์ไม่เห็นด้วยกรณีการวาดบริเวณฐานสะพานรัษฎาภิเศกออกไปจากเฟชบุ๊กส่วนตัว  พร้อมกันนี้ทางกลุ่มโซเชียลยังได้สืบค้นโครงการต่างๆที่นายกเทศมนตรียังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เช่น ศาลหลักเมือง มิวเซียมลำปาง  บอกให้นายกเทศมนตรีกลับไปดำเนินการให้เสร็จก่อนที่จะมาคัดค้านในเรื่องนี้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการวาดภาพดังกล่าว  และยังมีการนำภาพจากสะพานเบอร์ลินมาเปรียบเทียบว่าเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์เช่นกัน แต่ก็ยังมีการวาดภาพศิลปะลงไปได้   รวมไปถึงภาพเปรียบเทียบของฐานตอม่อสะพานรัษฎาเมื่อครั้งยังไม่ได้มีการวาดภาพกราฟฟิตี้ ก็มีกลุ่มคนมือบอนนำสเปรย์มาพ่นสีวาดภาพใต้ฐานสะพานรัษฎาจำนวนมาก  เมื่อวาดภาพแล้วทำให้ดูสวยงามขึ้น และมีประชาชนให้ความสนใจจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ยังอาจจะสั่นคลอนไปถึงเก้าอี้นายกเทศมนตรีอีกด้วย เนื่องจากมีประชาชนหลายคนที่แสดงความคิดเห็นในทิศทางว่าไม่ต้องการนายกเทศมนตรีที่มีวิสัยทัศน์คับแคบ

สำหรับ โครงการ สตรีทอาร์ตนายทรงพล สวาสดิ์ธรรม เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา  ซึ่งได้พัฒนาย่านเมืองเก่าสงขลาให้เป็นสตรีทอาร์ตมีภาพปรากฏอยู่ริมถนนหลายสาย แต่ละภาพจะเป็นการวาดภาพวิถีชีวิตคนสงขลาที่มีความสวยงาม โดยเฉพาะภาพชาย 3 คน กำลังนั่งดื่มน้ำชา อ่านหนังสือพิมพ์ พูดคุยกันอย่างมีความสุข ผลงานจิตกรรมรอยแตกของผนังอิฐ อาคารเก่าคลาสสิกสไตล์ชิโนโปรตุกีส อายุเกือบ 100 ปี ซึ่งจำลองบรรยากาศร้านน้ำชาชื่อ "ฟุเจา" ของเมืองสงขลาในอดีต ศิลปะแนวสตรีทอาร์ตชิ้นแรกในย่านเมืองเก่า กลายเป็นจุดขายใหม่ของเมืองสงขลา ที่นักท่องเที่ยวพากันไปถ่ายรูปในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก

ส่วนโครงการ รีเวอร์สตรีทอาร์ต ตามแคมเปญ ลำปาง ปลายทางฝันภายใต้ปฏิบัติการ เดินหน้าลำปาง สร้างสรรค์ปันสุข” 2561 บริเวณริมแม่น้ำวังฝั่งใต้ ระยะจากบริเวณสะพานช้างเผือกถึงบริเวณสะพานรัตนโกสินทร์ 200 ปี และพื้นที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันในเขตเทศบาลและแหล่งท่องเที่ยวกาดกองต้า ให้กลายเป็นจุดถ่ายภาพ  นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้มีแนวคิดสร้างจุดสนใจและสีสันของการท่องเที่ยวในเขตตัวเมืองลำปางใหม่ๆ ได้จัดสรรงบประมาณ ตามแนวตามนโยบายด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวตามแผนงานส่งเสริมและพัฒนาจังหวัดลำปางและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ วาระส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดลำปางเชิงสร้างสรรค์แบบบูรณาการ ซึ่งมีสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดลำปางเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลรับผิดชอบโครงการ ในการจัดทำภาพเขียนสีและประติมากรรม บริเวณพื้นที่เป้าหมาย ตามกิจกรรมปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวเดิมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม สอดคล้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาท่องเที่ยวในเขตเมืองนานขึ้น โอกาสในการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นสีสันและ นันทนาการการพักผ่อนของคนในชุมชน

โดยโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการวาดภาพเขียนสีตามผนัง กำแพง และรั้ว ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเจ้าของบ้าน อาคารหรือหน่วยงานท่องเที่ยวแก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น เพื่อใช้เป็นพื้นที่สื่อภาพวาดเกี่ยวข้องกับไก่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดลำปาง แบบไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยหลากหลายแนว รวมถึงประติมากรรมงานปั้นทำจากโลหะผสม เกี่ยวกับคนและไก่ที่สื่อถึงอัตลักษณ์ลำปาง และยังเป็นกิจกรรมวาดภาพที่เกิดการมีส่วนร่วมของศิลปินในท้องถิ่นและนักศึกษาในพื้นที่ ตลอดจนเจ้าของบ้าน คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกภาพและสะท้อนมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพด้วย ซึ่งโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2561 นี้

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1180 วันที่ 25 - 31 พฤษภาคม 2561) 

Share:

ระดมพลล่านักโทษชายสะเดาะโซ่หนี

จำนวนผู้เข้าชม my widget for counting

นักโทษชายคดียาเสพติดสะเดาะโซ่ตรวนจากเตียงผู้ป่วย หนีจาก รพ. ด้าน ผกก.สภ.ห้างฉัตร  สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจระดมค้นหาตัวอย่างเร่งด่วน เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานระดมกำลังกว่า 200 นาย ปูพรหมค้นหาตัวนักโทษชายหลบหนีอย่างเข้มข้น พบเบาะแสหลายแห่ง แต่ยังไม่พบตัว  

เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. วันที่ 23 พ.ค. 61  เกิดเหตุนักโทษคดียาเสพติดของทัณฑสถานบำบัดพิเศษ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ได้หลบหนีออกจากโรงพยาบาลห้างฉัตร ขณะเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการปวดท้อง โดยได้ใช้ลวดสะเดาะโซ่ตรวนที่ล็อคกับเตียงและหลบหนีเข้าป่าไป  เบื้องต้นทราบชื่อคือ นช.เสกสรรค์ เขื่อนแก้ว อายุ 39 ปี  ราษฎรบ้านเลขที่ 51 ม.9 ป่าไคร้เหนือ  ต.หนองหล่ม อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง 

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.สมพงษ์ ตั้งตัว ผกก.สภ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง  ได้ระดมพลเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเร่งติดตามค้นหาตัว นช.เสกสรรค์อย่างเร่งด่วน  พร้อมกับเปิดเผยว่า นช.เสกสรรค์  จำคุกอยู่ทัณฑสถานพิเศษลำปาง อ.ห้างฉัตร ก่อนหน้านี้ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ทัณฑสถานว่าป่วย มีอาการปวดท้องอย่างหนักบริเวณชายโครงด้านซ้ายทะลุถึงด้านหลัง  ทางเจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลห้างฉัตร และแพทย์ให้นอนพักที่ห้องรวม  กระทั่งเวลา 01.30 น.  นช.เสกสรรค์ได้ใช้ลวดสะเดาะโซ่ และหลบหนีการควบคุม  พบร่องรอบการหลบหนีไปทางรั้วลวดหนามด้านข้างโรงพยาบาล ซึ่งเป็นป่ารกทึบ

ต่อมาเวลา 13.00 น.  พ.ต.อ.กฤษดา  พันธ์เกษม รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง พ.ต.อ.สมพงษ์  ตั้งตัว ผกก.สภ.ห้างฉัตรลำปาง พ.ต.ท.ปรเมศร์ ตั้งจิตสมาธิ รอง ผกก.งานป้องกันและปราบปราม รวมทั้งชุดสืบสวนของทางภูธรจังหวัด และสืบสวนของ สภ.ห้างฉัตร ได้ร่วมกันประชุมเครียดกับนางสุนันทา คงพากเพียร ผบ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง เพื่อวางแผนการค้นหาตัว นช.เสกสรรค์ เขื่อนแก้ว พร้อมกับได้วางกำลังเฝ้าติดตามตรวจค้นยังบ้านเกิดที่บ้านป่าไคร้ ต.หนองหล่ม อ.หนองหล่ม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนักโทษชายที่หลบหนีด้วย

พ.ต.อ.สมพงษ์ ตั้งตัว ผกก.สภ.ห้างฉัตร  เปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งพลเมืองดี ซึ่งเป็นพนักงานของโรงงานลำปางเจริญพืชผล ตั้งอยู่เลขที่ 200 หมู่ 9 ต.หนองหล่ม อ.ห้างฉัตร ว่า พบนักโทษชายเดินอยู่บริเวณด้านหน้าโรงงานแห่งนี้ ซึ่งขณะนั้นพนักงานได้เดินไปเปิดก๊อกน้ำที่ติดอยู่กับรั้วด้านหน้า และได้ยินเสียงสุนัขที่เลี้ยงไว้เห่าเสียงดัง จึงมองดูก็เห็นชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อสีฟ้าอ่อน สวมกางเกงสีน้ำตาล ยืนอยู่ตรงเสาไฟฟ้าริมถนน เมื่อชายคนดังกล่าวเห็นว่ามีคนมอง จึงเดินกลับเข้าไปในป่า ทางพนักงานจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ เมื่อนำรูปให้พนักงานหญิงคนดังกล่าวดูก็ยืนยันว่าเป็นคนเดียวกันกับ นช.เสกสรรค์ ที่อยู่ระหว่างหลบหนี  เจ้าหน้าที่จึงขอใช้สถานที่ของโรงงานตั้งศูนย์บัญชาการค้นหา  และได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ ซึ่งประกอบไปด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เรือนจำกลางลำปาง  ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ  สถานกักขังกลางลำปาง  อาสาสมัครรักษาดินแดน  เจ้าหน้าที่กู้ภัย เจ้าหน้าที่ป่าไม้  กว่า 50 นาย  เดินปูพรหมหน้ากระดานค้นหาในจุดที่พบเป็นครั้งสุดท้าย ในระยะทาง 2 ก.ม. โดยทาง พ.ต.ท.ปรเมศร์ ตั้งจิตสมาธิ รอง ผกก.ป. เป็นผู้สั่งการ

ผกก.สภ.ห้างฉัตร กล่าวอีกว่า นักโทษคนนี้เคยเข้าออกเรือนจำไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง  เคยรับโทษที่ลำปาง 3 ครั้ง และแม่ฮ่องสอน 2  ครั้ง ในคดียาเสพติด ล่าสุดรับโทษยาเสพติดของ สภ.เมืองลำปาง มียาบ้าไว้ในครอบครองเพื่อเสพและจำหน่าย ประมาณ 180 เม็ด และถูกส่งตัวมาที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง อ.ห้างฉัตร โดยมีโทษจำคุก 5 ปี  ยังคงเหลือโทษอยู่อีกประมาณ 2 ปีเศษ

ด้าน นางสุนันทา คงพากเพียร ผบ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง กล่าวเพิ่มเติมว่า  นช.เสกสรรค์ มีอาการป่วยจริง โดยพักรักษาอยู่ในทัณฑสถานได้ประมาณ 1 สัปดาห์ แต่อาการไม่ดีขึ้นจึงได้ส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลห้างฉัตร กระทั่งมาหลบหนีไป ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงเวลาเที่ยงคืนเศษ ทางเจ้าหน้าที่ได้พาตัวไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นได้มีพยาบาลเข้ามาเจาะเลือดไปตรวจ ผ่านไปประมาณ 10 นาที ทางเจ้าหน้าที่ทัณฑสถานที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าห้องจำนวน 2 นาย ได้เดินเข้ามาตรวจตรา ก็ไม่พบตัว นช.เสกสรรค์ แล้ว แต่พบลวดเกี่ยวผ้าม่านที่ใช้เป็นอุปกรณ์สะเดาะโซ่ตรวนซ่อนอยู่ใต้หมอน จึงรีบแจ้งขอกำลังทำการค้นหาอย่างเร่งด่วน

สำหรับการควบคุมตัวนักโทษนั้น ได้มีการใส่กุญแจข้อเท้าลักษณะพิเศษไว้ชั้นหนึ่ง คือจะมีกุญแจที่ใช้ไขเฉพาะ ถ้าไม่เชี่ยวชาญจริงไม่สามารถถอดออกได้ง่ายๆ  ส่วนอีกชั้นจะมีโซ่ตรวจล็อคกับกุญแจข้อเท้า นำไปคล้องกับเตียงผู้ป่วยและใช้แม่กุญแจ แบบที่ต้องใช้ลูกกุญแจหมุนปิดและเปิดล็อค ซึ่ง นช.เสกสรรค์ ได้ใช้ลวดไขแม่กุญแจหลุดจากเตียงออกได้ แต่กุญแจข้อเท้าที่ใส่อยู่นั้นจะยังคงติดไปกับตัวขณะหลบหนี และคาดว่ายังไม่สามารถถอดออกได้ ขณะนี้ก็ยังมีอาการป่วยอยู่น่าจะหลบหนีไปได้ไม่ไกลมากนัก ทางเจ้าหน้าที่ทัณฑสถานก็ได้ร่วมกับเรือนจำกลาง และสถานกักขังกลาง ส่งกำลังค้นหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด ส่วนเหตุจูงใจในการหลบหนียังไม่ทราบแน่ชัด อยู่ระหว่างการสอบสวน  ผบ.ทัณฑสถานฯ กล่าว

น.ส.สุนันทา คงพากเพียร ผอ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง ได้ประกาศตั้งรางวัลนำจับ 50,000 บาท ให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแสของ นช.เสกสรรค์ เขื่อนแก้ว จนสามารถจับกุมได้ก็พร้อมจะมอบเงินรางวัลให้ทันที เวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าพบบุคคลต้องสงสัยในพื้นที่แปลงปลูกสับปะรด ก่อนที่จะวิ่งหลบหายไปในป่า  จึงได้ปูพรมเดินหน้ากระดานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดแต่ก็ไม่พบตัวแต่อย่างใด จากนั้นในช่วงเวลา 18.00 น.ทางเจ้าหน้าที่ได้พบเบาะแสเพิ่มเติมคือ มีร่องรอย คนไถลลงไปในสระน้ำในกลางแปลงสับปะรด และมีการแหวกว่ายกอหญ้าเป็นทางแล้วปีนขึ้นฝั่ง ในสภาพมีรอยนิ้วเท้าอย่างชัดเจนและยังมีโคลนติดอยู่ หายเข้าไปในป่า ทางเจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกตรวจสอบโดยทั่วอีกครั้งแต่ก็ยังไม่พบตัวเพราะสภาพพื้นที่ป่า ค่อนข้างรก และมีหญ้าสูง อีกทั้งใกล้มืดค่ำในช่วงเวลา 19.30 น.จึงได้ถอนกำลังออกจากป่า  เพื่อมาประชุมวางแผนระดมกำลังทั้งหมด กระจายเฝ้าตลอดเส้นทางเข้าออกหมู่บ้าน และติดตามเฝ้าบ้านของนักโทษชายและเพื่อนอย่างใกล้ชิด และเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน จะได้สบายใจมากขึ้น ซึ่งตลอดทั้งคืนนี้ ทาง กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ให้ลูกบ้านได้ปิดบ้านอย่าง แน่นหนา หากพบเห็นชายต้องสงสัยรีบแจ้ง เจ้าหน้าที่ทันทีเพี่อที่จะรุดเข้าไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน 

กระทั่งช่วงเวลา 20.00 น. ได้รับแจ้งเบาะแสอีกว่าพบชายลักษณะคล้าย นช.เสกสรรค์ เข้าไปขอข้าวกินภายในวัดแห่งหนึ่งเขต ต.วอแก้ว อ.ห้างฉัตร  เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามไปแต่ไม่พบตัวแต่อย่างใด  ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามเบาะแสอย่างต่อเนื่อง รับแจ้งว่ามีชายต้องสงสัยซ่อนตัวอยู่ภายในสวนมะม่วงเขต ต.ห้างฉัตร เมื่อไปตรวจสอบพบกล่องข้าว และเศษขนมตกอยู่ ลักษณะเป็นของใหม่ คาดว่าเป็นของนักโทษชายเสกสรรค์ที่ได้หลบหนีออกไปก่อนหน้านี้  โดยเจ้าหน้าที่ได้พยายามติดตามหาตัวตลอดทั้งคืน แต่ก็ยังไม่พบตัวแต่อย่างใด ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1180 วันที่ 25 - 31 พฤษภาคม 2561)
Share:

แก๊สแพงเซรามิกกระอัก ร้อง 'ลุงตู่' ช่วยหนุนจัดบิ๊กแฟร์

จำนวนผู้เข้าชม my widget for counting

เซรามิกลำปางเดือดร้อนหนัก แก๊สราคาพุ่งก้าวกระโดด ขอให้ลุงตู่ช่วยด้วย ปรับราคาแอลพีจีให้ลดลง หนุนเปลี่ยนฉนวนกันความร้อนเตาเผา พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดงานเซรามิกแฟร์ลำปางให้ยิ่งใหญ่ รวมทั้งให้การสนับสนุนสหกรณ์เซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง

เมื่อวันที่  23  พ.ค.61 เวลา 13.30 น.  กลุ่มผู้ประกอบการเซรามิก จ.ลำปาง กว่า 50 คน นำโดยนายต่อศักดิ์ ประคำทอง นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาจังหวัดลำปาง ได้ร่วมกันนำป้ายสีแดง พร้อมเขียนข้อความ “ลุงตู่ ช่วยเซรามิกลำปางด้วย” “ขึ้นราคาแอลพีจี อนาคตเซรามิกลำปางจะอยู่อย่างไร” เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องราคาแก๊สแอลพีจีที่มีการปรับราคาสูงขึ้นกะทันหัน  สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการเซรามิกใน จ.ลำปางเป็นอย่างมาก  จึงได้รวมตัวกันเพื่อมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านทางจังหวัดลำปาง โดยมีนายศรีโรจน์ นิมมานพัชรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นตัวแทนรับมอบ

นายต่อศักดิ์ ประคำทอง นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง กล่าวว่า  ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเซรามิกลำปางได้รับผลกระทบมาโดยตลอด อย่างเช่นผลกระทบในการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดดจากในอดีต  และต้นทุนที่สำคัญแก๊สแอลพีจีที่ใช้ในการผลิตเซรามิก  แต่เดิมของการผลิตเซรามิกใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ต่อมาภาครัฐได้เข้ามาสนับสนุน ให้เปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงมาเป็นแอลพีจี โดยได้ให้คำมั่นต่อผู้ประกอบการว่า จะดูแลต้นทุนพลังงาน ให้แก่ผู้ประกอบการเซรามิกในจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมกลุ่มแรกๆ ที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง  และจนมาถึงวันนี้กว่า 30 ปี ราคาแก๊สก็ได้ปรับตัวขึ้นมาโดยตลอดกว่า 200 %  เพื่อเป็นการรองรับการปรับราคาแก๊สแอลพีจี ผู้ประกอบการฯ ได้พยายามหาวิธีการ ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานมากขึ้น และหาแนวทางลดต้นทุนด้านอื่นๆ ร่วมกันมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้ปรับตัวและใช้ทุกวิถีทาง เพื่อที่จะลดต้นทุนแล้ว  แต่การปรับตัวของราคาแก๊สแอลพีจีอย่างก้าวกระโดดโดยต่อเนื่อง ในครั้งนี้โดยไม่มีการวางแผนและแจ้งให้ทราบล่วงหน้ามาก่อน ทำให้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมเซรามิกของจังหวัดลำปาง

ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเซรามิกเพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้องผลิตสินค้าตามข้อผูกมัด ไม่สามารถปรับตัวได้  เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในจังหวัดลำปาง  มูลค่าทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมเซรามิก ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท ที่หมุนเวียนอยู่ในจังหวัด จะต้องหายไปไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศลดลงทันที  ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้องปิดกิจการ เกิดปัญหาการว่างงาน และภาระค่าชดเชยแรงงาน ภาระชดเชยค่าความเสียหายกับลูกค้า สำหรับสินค้าที่ส่งมอบไม่ได้ หรือเกิดยกเลิกการสั่งซื้อ ลูกค้านำเงินที่ได้จากการชดเชยไปซื้อสินค้าจากคู่แข่งในต่างประเทศ ภาครัฐขาดรายได้จากภาษีเงินได้  เกิดหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ NPL และการฟ้องร้องกับสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น

นายต่อศักดิ์  กล่าวว่า  สมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง ขอเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเซรามิกให้อยู่ต่อไปได้  โดยการปรับราคาแอลพีจี กลับไปเท่ากับเมื่อเดือน ก.พ. 60 ซึ่งในขณะนั้นราคาแอลพีจี ในตลาดโลกอยู่ที่ 510 เหรียญ ต่อเมตริกตันแอลพีจี จำหน่ายในราคาขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 1,000-1,100  บาท/ถัง 48 กิโลกรัม แต่ในปัจจุบันราคาแอลพีจี ในตลาดโลกอยู่ที่ 500 เหรียญ ต่อเมตริกตัน แต่ราคาจำหน่ายปัจจุบันอยู่ที่ เกือบ1,300 บาท/ถัง 48 กิโลกรัม เท่ากับราคาต่างกันถึง 200 บาท/ถัง48 กิโลกรัม  รวมทั้งทบทวนโครงสร้างราคาคำนวณแอลพีจีที่ไม่เป็นธรรม และใช้กลไกกองทุนน้ำมันให้มีประสิทธิภาพ  สนับสนุนการเปลี่ยนฉนวนกันความร้อนในผนังเตา เพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานในเตาเผาเซรามิก พร้อมกับสนับสนุนการจัดงาน ลำปางเซรามิกแฟร์ ให้มีความยิ่งใหญ่ และตรงตามความต้องการของตลาดโดยวัตถุประสงค์ส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีจุดกลางกระจายสินค้า และนำเสนอสินค้ารุ่นใหม่ๆ ออกสู่ท้องตลาด 

นอกจากนั้น ต้องการให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนสหกรณ์เซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง ซึ่งได้ร่วมตัวกันจัดตั้งขึ้นโดย องค์กรภาคเอกชน 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง สมาคมผู้ประกอบการไม้ จังหวัดลำปาง สมาคมผู้ประการเหมืองแร่เพื่ออุตสาหกรรมลำปาง สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สาขาลำปาง และกลุ่มลำปางเซรามิกคลัสเตอร์  โดยอยู่ภายใต้การดำเนินงานตามระเบียบและควบคุมดูแลของ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรจังหวัดลำปางการทุกประการ ซึ่งจะสามารถจัดการแก้ปัญหาในด้านต่างๆ ได้ โดยการสนับสนุนกองทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 1 %  เป็นจำนวนเงิน 500 ล้านบาท  สนับสนุนด้านการตลาดให้ตรงจุดของความต้องการสินค้าเซรามิก จัด Road Show ทั้ง 4 ภาคและกรุงเทพมหานคร เป็นจำนวนเงิน 30 ล้านบาท  สนับสนุนภาคการผลิต ด้านสัมปทานเหมืองแร่ โรงแต่งแร่และเตาเผากลาง เป็นจำนวนเงิน 500 ล้านบาท

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1180 วันที่ 25 - 31 พฤษภาคม 2561)
Share:

ตาขี่มอเตอร์ไซด์พายายกลับบ้านชนท้ายกระบะดับ

จำนวนผู้เข้าชม my widget for counting

สองตายายพากันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน ระหว่างทางเกิดพุ่งชนท้ายกระบะบรรทุกสับปะรดที่จอดอยู่ริมทาง อาการสาหัสทั้งคู่ สุดท้ายยายเสียชีวิตลงที่ รพ.

เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.วันที่ 23 พ.ค.61 ร.ต.อ.สุพจน์ ลาภมาก  รอง สว.(สอบสวน) สภ.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถกระบะ บริเวณถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ลำปาง-งาว เขตบ้านห้วยน้ำเค็ม หมู่ 7 ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย  หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยบ้านเสด็จ ให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเป็นการด่วน ก่อนจะเดินทางไปตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นเก่า หมายเลขทะเบียน บล 437 ลำปาง  ด้านหลังบรรทุกผลสับปะรดมาเต็มคันรถ จอดอยู่ริมถนน บริเวณท้ายรถด้านขวามีร่องรอยถูกเฉี่ยวชนจนยุบและไฟท้ายแตก  โดยด้านหน้ารถพบร่างผู้บาดเจ็บนอนไม่ได้สติอยู่ เป็นผู้สูงอายุ 2 คน อาการสาหัส ทราบชื่อต่อมาคือ นายแสน ผิวแดง อายุ 74 ปี บาดเจ็บมีแผลถลอกตามตัว และ นางต่อม ผิวแดง  อายุ 74 ปี ขาซ้ายหัก มีเลือดออกปาก นอนไม่ได้สติ ทั้งคู่เป็นสามีภรรยา เป็นราษฎรบ้านเลขที่ 86 หมู่ 9 ต.ปงเตา อ.งาว จ.ลำปาง  เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำส่งโรงพยาบาลลำปางอย่างเร่งด่วน  นอกจากนั้นพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน 1กฎ 2451 ลำปาง ล้มอยู่ห่างออกไปประมาณ 5 เมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำเก็บไว้ที่ สภ.บ้านเสด็จ

สอบสวนนายบุญช่วย สุวรรณ อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 87 หมู่ 8 ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง  คนขับรถกระบะ ให้การว่า ตนเองได้มาจอดรถอยู่ริมถนนบริเวณดังกล่าว และได้ลงไปเตรียมแผงขายสับปะรด ทันใดนั้นก็ได้มีรถจักรยานยนต์ซึ่งมีนายแสนเป็นคนขี่ และนางต่อมซ้อนท้ายมา พุ่งเข้าชนท้ายรถกระบะของตน ทำให้รถจักรยานยนต์กระเด็นไปทางด้านหน้ารถ ทั้งคนขี่และคนซ้อนตกจากรถกระแทกพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัส ตนจึงแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ต่อมาขณะที่เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่นั้น ก็ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลลำปางว่า นางต่อมทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิตลงแล้ว  สำหรับสองตายายคู่นี้ ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ได้พากันมาหาหมอตามนัดที่โรงพยาบาลลำปาง ก่อนจะเดินทางกลับที่บ้านพัก อ.งาว และมาประสบอุบัติเหตุดังกล่าว


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1180 วันที่ 25 - 31 พฤษภาคม 2561)
Share:

น้ำป่า-พายุ ถล่มซัดหลังคาปลิวเสาไฟฟ้าโค่น

จำนวนผู้เข้าชม my widget for counting

อำเภอเมืองลำปาง อ่วมทั้งน้ำป่าไหลหลาก พายุพัดถล่มบ้านเรือนพังเสียหาย กว่า 200 หลังคาเรือน ต้นไม้หักขวางถนนเป็นแนวยาวกว่า 1 กิโลเมตร เสาไฟฟ้ากว่า 10 ต้นเสียหาย เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าไปให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแล้ว

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 61 นายวรายุทธ สันวันดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านวังยวม ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ลำปาง ได้ลงพื้นที่สำรวจ ตรวจสอบภายในหมู่บ้านเพื่อสำรวจผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฝนตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่แห่งนี้ เป็นเวลานานกว่า 5 ชั่วโมง ส่งผลทำให้น้ำที่ไหลมาตามลำห้วยละแมง ซึ่งไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ได้ไหลทะลักพัดเอาเศษดินโคลนและน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนจำนวนกว่า 40 หลังคาเรือน  โดยในเบื้องต้นพบว่าทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในครัวเรือน รถยนต์รถจักรยายนต์แช่น้ำเสียหายไปจำนวนมากนอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงเช่น ไก่เป็ด ถูกน้ำป่าพัดหายและตายไปกว่า 100 ตัว บ้านเรือนถูกเศษดินโคลนทะลักเข้าท่วม ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ จะเร่งส่งเรื่องไปยังอำเภอเพื่อที่จะประสาน งานหน่วยงานเข้าให้การช่วยเหลือย่างเร่งด่วนต่อไป  พร้อมกันนี้  นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม  ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ประสบเหตุน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่บ้านวังยวมด้วย

สำหรับเหตุการณ์น้ำป่าทะลักครั้งนี้ ถือว่าโชคดีที่ ชาวบ้านในพื้นทีได้ตื่นตัวตลอดเวลาหลังมีฝนตกหนัก เพราะที่ผ่านมาหากมีฝนตกลงมาอย่างหนักมักจะมีน้ำป่าไหลหลากแต่เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี 2554 และได้สงบไปจนผ่านมากว่า 8 ปี ในครั้งนี้กลับทะลักและไหลเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว

ในวันเดียวกัน ยังได้เกิดเหตุพายุพัดถล่มบ้านเรือนราษฎรที่บ้านปงชัย หมู่ 11 ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านปงชัย พร้อมด้วย กำลังทหาร ชุด ชป.ข่าว มณฑลทหารบกที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ประจำที่ว่าการอำเภอเมืองลำปาง ได้ออกเดินสำรวจ บ้านเรือนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุพายุพัดถล่มเหตุเกิดเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ส่งผลทำให้บ้านเรือนชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ได้รับผลกระทบกว่า 50 หลังคาเรือน   บ้านพังเสียหายต้นไม้หักโค่นทับหลังคาบ้าน สิ่งสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปาไม่สามารถใช้การได้ 

โดยที่บ้านเลขที่ 68 บ้านปงชัยแห่งนี้ มี นางคำ อุตทาเปีย อายุ 98 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง อาศัยอยู่กับลูกสาววัย 63 ปี กันสองคน หลังคาบ้านถูกพายุพัดเอาโครงหลังคาออกไปครึ่งหลัง กระเบื้องแตกเสียหายเกือบทั้งหลัง โดยขณะเกิดเหตุ คนเป็นลูกสาวต้องอุ้มแม่ที่ไม่สามารถลุกเดินไปมาได้ ไปหลบตามจุดที่ฝนไม่สาดลงมาโดด จนกระทั่งเพื่อนบ้านได้เข้ามาช่วยเหลือ

ล่าสุดนายสุรพล บุรินทราพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ นายอำเภอเมืองลำปาง พร้อมด้วยฝ่ายปกครองอำเภอเมืองลำปาง เจ้าหน้าที่ อบต.บ้านเสด็จ ได้รุดเข้าไปตรวจสอบและช่วยเหลือบ้านที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน โดยการมอบถุงยังชีพ และกระเบื้องเพื่อให้เจ้าหน้าที่และจิตอาสารวมทั้งชาวบ้านที่ประสบภัยในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

เบื้องต้นมีรายงานพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุพัดถล่มแล้ว 3 ตำบล คือ ต.บ้านเสด็จ ต.บุญนาคพัฒนา และ ต.บ้านแลง อ.เมืองลำปาง ได้รับผลกระทบกว่า 200 ครัวเรือน เช่นเดียวกันกับที่เส้นทาง สะพานข้ามแม่น้ำวังเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน บ้านเสด็จ หมู่ 5 ต.บ้านเสด็จ ไปยังบ้านวังเลียบหมู่ 5 ต.บุญนาคพัฒนา อ.เมืองลำปาง มีต้นมะค่าโมงขนาดใหญ่ และต้นไม้อีกหลากหลายชนิดถูกพายุพัดถอนรากถอนโคนล้มทับเสาไฟฟ้าหักนับ 10 ต้น และล้มหักขวางถนนจนไม่สามารถใช้การได้ ไฟฟ้าดับหลายจุด  ทางเจ้าหน้าที่ทั้ง อบต.บ้านเสด็จ  อบต.บุญนาคพัฒนา เจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง เจ้าหน้าที่ อ.อ.ป.ลำปาง  ชาวบ้านในพื้นที่ ได้ช่วยกันและเก็บกวาดซากกิ่งไม้ต้นไม้เข้าข้างทาง เพื่อเปิดการสัญจร และให้เจ้าหน้าที่ กฟภ.ลำปาง เข้ามาซ่อมแซมเสาไฟฟ้า จนสามารถใช้งานได้ตามปกติ

ส่วนพื้นที่อื่นๆมีรายงานจากป้องกันบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดลำปาง พบพื้นที่ประสบภัย 3 อำเภอ 4 ตำบล 13 หมู่บ้าน คือ อ.เถิน  ต.แม่วะ ม.4 มีบ้านเรือน เสียหายได้รับผลกระทบบางส่วน ต.เถินบุรี หลังคาบ้านราษฎร หมู่ที่ 5 จำนวน 9 หลังเรือน หมู่ที่ 9 จำนวน 12 หลังคาเรือน ,ต.แม่ถอด หมู่ที่ 8 ถนน 1 สาย ,ต.แม่ปะ หมู่ที่ 4 ต้นไม้หักทับเสาไฟฟ้า ,ต.แม่วะ หมู่ที่ 4 และ 5 ต้นไม้หักล้มทับสายไฟฟ้า หัก 1 ต้น

อ.วังเหนือ ต.วังเหนือ บ้านเรือนเสียหาย 1 หลัง โดยผู้ว่าราชจังหวัดได้มอบหมายให้สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดลำปาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นได้ ประสานข้อมูลเพื่อให้การช่วยเหลือโดยเร่งด่วนต่อไป

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1180 วันที่ 25 - 31 พฤษภาคม 2561)

Share:

นอภ.เกาะคาชนรุกริมวังต่อเติมบ้าน-ฮุบที่สาธารณะ



นายอำเภอเกาะคาสุดทน นำทีมผู้นำท้องถิ่นเอาผิดผู้บุกรุกที่สาธารณะริมแม่น้ำวัง พบต่อเติมบ้านไม่ขออนุญาต และยังฉวยโอกาสฮุบที่ดินสาธารณะประโยชน์ เรียกประชุมส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.61 เวลา 10.00 น.  บริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์ริมแม่น้ำวัง บ้านท่าผา หมู่ 4 ต.ท่าผา อ.เกาะคา จ.ลำปาง นายมนตรี นาคถาวร นายอำเภอเกาะคา และ นางสาวเพ็ญภัค รัตนคำฟู นายกเทศมนตรีตำบลเกาะคา พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมชี้แจง กรณีที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ตำบลท่าผา อ.เกาะคา จ.ลำปาง  ถูกบุกรุกมีการนำรั้วลวดหนามเข้ามาล้อม และปลูกต้นไม้ ประมาณ 3 ไร่เศษ ซึ่งทางเทศบาลตำบลเกาะคาได้เนินการแจ้งวามดำเนินคดีกับผู้บุกรุกไว้แล้ว หลังจากมีผู้อ้างกรรมสิทธิ์ เป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวติดกับน้ำวัง ซึ่งก่อนหน้าทางเทศบาลตำบลเกาะคาได้แจ้งให้ผู้บุกรุกนำเอกสารสิทธิต่างๆ พร้อมหนังสือขออนุมัติในกรณีต่อเติมอาคารลุกล้ำในเขตของรัฐ มายื่นต่อเทศบาลภายใน 15 วัน แต่กลับไม่ได้เอกสารหลักฐานในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด

นายมนตรี นาคถาวร นายอำเภอเกาะคา  เปิดเผยว่า เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นของกรมเจ้าท่า แต่พื้นที่มี มากจึงได้มอบให้ทางอำเภอดูแล  แต่ต่อมามีหน่วยงานท้องถิ่นเกิดขึ้นจึงมีการมอบหมายให้หน่วยงานท้องถิ่นได้เข้ามาร่วมดูแลด้วย  ซึ่งพื้นที่สาธารณะบริเวณนี้มีเทศบาลตำบลเกาะคาดูแลอยู่ หากมีการพัฒนาแล้วก็ไม่อยากให้เทศบาลรับผิดชอบเพียงคนเดียว เมื่อเกิดปัญหามีผู้บุกรุกที่ดิน จึงต้องหารือกับทุกฝ่ายเพื่อขอความเห็นและร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป

น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู นายกเทศมนตรีตำบลเกาะคา กล่าวว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่มีน้ำท่วมขัง ทางเทศบาลจึงได้ขออนุญาตทำการการขุดลอกมาและพ่นทรายเข้ามาทับถมในพื้นที่นี้ตั้งแต่ปี 2558  และเมื่อมีการขุดลอกแม่น้ำวังก็จะขอนำทรายมาถมบริเวณนี้ตลอด ทำให้พื้นที่สูงกว่าจุดอื่นๆ โดยใช้งบของทางเทศบาลถมทรายมาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งทางเจ้าของอาคารด้านหน้าได้มีการต่อเติมอาคารออกมาโดยไม่ได้ขออนุญาตทางเทศบาล และยังรุกล้ำพื้นที่สาธารณะประโยชน์เข้ามาอีก ในเดือน เม.ย.61 เทศบาลจึงมีหนังสือไปถึงเจ้าของอาคารให้ระงับการก่อสร้างต่อเติมอาคารและห้ามใช้อาคาร เนื่องจากยังไม่ได้รับอนุญาตจากทางเทศบาล แต่ปรากฏว่าทางเจ้าของอาคารยังได้ทำการล้อมรั้วเพิ่มอาณาเขตในที่ดินอ้อมมาด้านหลัง และมีการปลูกต้นไม้  เทศบาลจึงแจ้งให้นำเอกสารสิทธิ์มาแสดงภายใน 15 วัน แต่ก็ยังนิ่งเฉย  จึงได้มอบหมายให้ปลัดเทศบาลเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกแล้ว และจากนี้จะทำการรังวัดพื้นที่ที่มีการบุกรุกทั้งหมด เพื่อแจ้งให้ผู้บุกรุกรื้อถอนภายใน 30 วัน หากไม่ดำเนินการใดๆ ทางเจ้าหน้าที่จะทำการเข้ารื้อถอนต่อไป

นายวุฒิกร พิจอมบุตร ปลัดเทศบาลตำบลเกาะคา  กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีนี้แยกเป็น 2 เรื่องคือ การก่อสร้างต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ   โดยทางเทศบาลได้แจ้งปิดประกาศให้ทางเจ้าของบ้านแล้วให้ทำการรื้อถอนส่วนที่ต่อเติมออกภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งทราบว่าได้มีการดึงประกาศออก และหากไม่ทำตามวันเวลาที่กำหนด ก็จะมีการแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ส่วนกรณีการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ได้ประสานงานกับที่ดินอำเภอให้เข้าทำการตรวจสอบพิกัดว่ามีพื้นที่ถูกบุกรุกทั้งหมดเท่าไร คาดว่าจะทราบผลได้ในสัปดาห์หน้า  และจะรวบรวมหลักฐานทั้งหมดให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามกฎหมาย

สำหรับกรณีการบุกรุกที่ดินในครั้งนี้ ได้มีการร้องเรียน และเดินขบวนจากประชาชน ชาวอำเภอเกาะคา ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อรวมพลังแสดงออกถึงความไม่พอใจในการกระทำของผู้บุกรุกพื้นที่สาธารณะ และกดดันให้รื้อถอนออกไป แต่ทางผู้บุกรุกเองก็ยังนิ่งเฉย และได้มีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ด้วย  ทั้งนี้ ทางอำเภอเกาะคาจึงได้ร่วมกับเทศบาลตำบลเกาะคา จึงได้เรียกประชุมผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน โดยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1180 วันที่ 25 - 31 พฤษภาคม 2561)
Share:

บั้งไฟบึ้มสนั่นนิ้วขาดสยองบ้านพังครึ่งหลัง



บึ้มสนั่น ช่างทำบั้งไฟกำลังอัดบั้งไฟที่ใช้จุดตามงานศพ  และพิธีต่างๆ เกิดผิดพลาดระเบิดเสียงดังสั่นหวั่นไหวไปทั่งหมู่บ้านผล บ้านพังยับเยิน บาดเจ็บ 2 คน   สาหัสนิ้วมือขาด และดวงตาทั้งสองข้างพล่ามัว

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 18 พ.ค.61  เจ้าหน้าที่ สภ.แม่ทะ  ได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุพลุระเบิดที่บ้านเลขที่ 152 บ้านป่าม่วงหมู่ 8 ต.น้ำโจ้ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย หลังรับแจ้งจึงประสาน พ.ต.ท.ถนัดชัย เครือวัง  รอง ผกก.สภ.แม่ทะ หัวหน้าพนักงานสอบสวน  และเจ้าหน้าที่กู้ภัย ร่วมให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ บ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ้าน 2 ชั้น ชั้นล่างก่อเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ โดยบริเวณห้องโถงด้านล่าง พบร่องรอยหลังคาพัง กระเบื้องแตกเสียหายเป็นบริเวณกว้าง สภาพบ้านชั้นล่างเสียหายไปเกือบครึ่งหลัง รวมไปถึงทรัพย์สินภายในบ้านบางส่วน ซึ่งเกิดจากสะเก็ดของระเบิดกระจายไปทั่ว เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บเป็นชาย 2 ราย  อาการสาหัส 1 ราย มีบาดแผลถลอกทั่วร่างกาย นิ้วชี้มือซ้ายขาด และดวงตาทั้งสองข้างมองไม่เห็น คือ  นายมานิตย์ ปงทุดทา อายุ 46 ปี   ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำส่งโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้  ส่วนอีกรายคือ นายคำ ใจเชื้อ อายุ 66 ปี  ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดและแผลไฟลวกตามแข่งขา จุดเสียดแน่นหน้าอกและร่างกาย  นอกจากนั้นยังมี หญิงสูงอายุ 1 คน เป็นผู้ป่วยติดเตียงนอนอยู่ในห้องข้างที่เกิดเหตุ ทางญาติได้ช่วยเหลือออกมาได้ทันท่วงทีขณะที่ไฟกำลังลุกไหม้ที่นอน และสามารถดับไฟได้

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ที่บ้านหลังดังกล่าว มีอาชีพรับทำพลุ บ้องไฟส่งตามงานต่างๆ โดยก่อนเกิดเหตุนายมานิตย์ และนายคำ ได้มานั่งทำบั้งไฟ ซึ่งกำลังอัดดินปืนที่ใช้ทำบั้งไฟลงไปในท่อพีวีซี แต่เกิดผิดพลาด ขณะกำลังตอกอัด ทำให้เกิดระเบิดเสียงดังสั่นหวั่นไหว เป็นเหตุให้ทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บพยานหลักฐาน ในที่เกิดเหตุประกอบด้วย ท่อพีวีซี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งนิ้ว อุปการณ์ในการผลิตพลุ บั้งไฟ  และสอบปากคำลูกสาวเจ้าของบ้าน เพื่อที่จะหาข้อมูลด้านอื่นๆเพิ่มเติม ก่อนที่จะประสานเจ้าหน้าที่ ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 5 ลำปางเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1180 วันที่ 25 - 31 พฤษภาคม 2561)
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

รวมพลังราชการไทย

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support