วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561

กลุ่มสามมิตร – พลังประชารัฐ ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

ถึงแม้การเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งกำหนดไว้อีกราว 7 เดือนข้างหน้า เป็นระยะเวลาที่สั้นอย่างยิ่ง ในการหาเสียง แต่พรรคการเมืองก็ยังถูกดองไว้ ภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขที่ยังไม่มีการปลดล็อกพรรคการเมือง ในขณะที่กลุ่มสามมิตร ในร่มเงาของพรรคพลังประชารัฐ กลับเคลื่อนไหวคึกคัก เปิดเผย ด้วยการอิงแอบอำนาจรัฐ และภาพที่อ่อนเดียงสา ของว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป

กลุ่มสามมิตรประกอบด้วยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นกลุ่มการเมืองเดียว ที่สามารถใช้โอกาสที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางไปประชุม ครม.สัญจร หาเสียงได้เปิดเผย อีกทั้งยังเคลื่อนไหวดูดนักการเมืองเก่า โดยเฉพาะที่สังกัดพรรคเพื่อไทยเดิม

แน่นอนว่า ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ตามกติกาใหม่ พรรคการเมืองไทยจะย้อนยุคไปเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยอีก แต่ความหวังจะยังคงอยู่ที่พรรคแกนนำ ซึ่งพวกเขาพยายามที่จะทำให้พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคเช่นว่านั้นให้ได้

กติกาใหม่ในการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นราวเดือนกุมภาพันธ์ 2562  คือการเพิ่มอำนาจนอกระบบ และลดบทบาทนักการเมือง ทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ ส่งเสริมบทบาทพรรคการเมืองขนาดกลาง ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เช่น พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งจะเป็นฐานสนับสนุนให้ผู้นำฝ่ายทหารยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป กติกาเหล่านี้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 วางระบบการเลือกตั้งที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ด้วยการปรับระบบสัดส่วนในการเลือก ส.ส. 500 คน โดยให้ประชาชนกาบัตร เลือกผู้สมัคร 1 คน สำหรับทั้ง 350 เขต จากนั้นนำคะแนนที่นับได้ไปคำนวณหาสัดส่วนปาร์ตี้ลิสต์ สำหรับที่เหลืออีก 150 ที่นั่ง ซึ่งแต่เดิม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้กาบัตร 2 ใบ แบ่งเป็นใบหนึ่งสำหรับเลือกตัวผู้สมัคร และอีกใบเพื่อเลือกพรรคการเมือง

วิธีนี้มีแนวโน้มจะทำให้ผลการเลือกตั้งที่ออกมา มีพรรคการเมืองขนาดกลางได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น แต่จะลดจำนวนที่นั่งซึ่งเคยเป็นของพรรคการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้งทุกครั้ง มาตั้งแต่ปี 2544 การตัดกำลังนายทักษิณ และพันธมิตรทางการเมือง เป็นเป้าหมายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการ ดังนั้น รัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค  เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ต้องใช้นายกฯคนกลาง ซึ่งจะไม่ใช่หัวหน้าพรรคจากรัฐบาลผสม เช่น ในยุคของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังกำหนดว่าสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คนมาจากการสรรหาโดยฝ่ายทหาร มีผู้นำเหล่าทัพเป็นวุฒิสมาชิกโดยตำแหน่ง  ทหารจึงยังคงครองอำนาจทั้งในสภา และรัฐบาลโดยผ่านพรรคการเมืองตัวแทน

การที่จะลดทอนอำนาจทหารได้ ต้องมุ่งโจมตีพรรคขนาดกลางที่เรียกว่า เป็นพรรคเฉพาะกิจ อันมีเป้าหมายการเมืองเฉพาะหน้า ต้องการเพียงสืบทอดอำนาจผู้นำทหาร ซึ่งมีบทพิสูจน์แล้วว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้บ้านเมืองถดถอยทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เน้นย้ำให้เห็นความล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น และพฤติกรรมที่น่าระแวง สงสัย ของคนรอบข้างนายกรัฐมนตรี แต่จะทำได้เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการสกัดกั้นพลังดูดของกลุ่มสามมิตร

พรรคการเมืองที่จะมีแต้มต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะต้องยืนหยัดชูธงประชาธิปไตย และขยายภาพให้เห็นสภาพ บ้านเมืองที่ถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งหากประชาชนรู้เท่าทันการโฆษณาชวนเชื่อ ของพรรคการเมืองที่สนับสนุนอดีตผู้นำเผด็จการ ก็จะทำให้บ้านเมืองเสียหาย ยับเยินมากขึ้น การขุดรากถอนโคนอำนาจเผด็จการ ด้วยเงื่อนไขการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นความจำเป็น และเป็นภารกิจร่วมกันของนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย

พรรคการเมืองของคนลำปาง นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยของคนลำปาง จะต้องสกัดกลุ่มสามมิตร กลุ่มแปลกปลอมทางการเมือง ที่มีเป้าหมายสนับสนุนผู้นำทหาร ที่ทำให้บ้านเมืองถอยหลังเข้าคลองให้ได้

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1190 วันที่ 3 - 9 สิงหาคม 2561)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

ขอเชิญร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวย

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว

โรงพยาบาลเขลางค์เวชภัณฑ์

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support