วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

ชาวแพวิกฤติ จอกบุกสำเภาทอง ใช้เวลานาน ช.ม. ฝ่าเข้าฝั่ง


จอกหูหนูย้ายถิ่นแออัดเต็มน่านน้ำสำเภาทองจากฝั่งกว่า 10 เมตร ชาวแพโอดลำบากนำแพเข้าเกือบ 1 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังพบสาหร่ายเพิ่มมาอีก รวมวัชพืชถึง 3 สายพันธุ์ทำให้น้ำเริ่มเน่าเสีย ขณะที่ทางโครงการกิ่วลมฯ นำเรือกำจัดวัชพืชลงกำจัดจอกที่หน้าเขื่อนกิ่วลมแล้ว เตรียมย้ายไปกำจัดที่แพสำเภาทองสิ้นเดือนนี้

ลานนาโพสต์ยังคงติดตามปัญหาการเกิดจอกหูหนูในบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนกิ่วลมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา กิ่วลม-กิ่วคอหมา ได้นำเรือกำจัดวัชพืชจากฝ่ายเรือขุดและเรือกำจัดวัชพืชที่ 7 จ.พิษณุโลก เข้ามาช่วยในการกำจัดจอกจำนวน 1 ลำ ซึ่งจากการตรวจสอบบริเวณหน้าเขื่อนกิ่วลมล่าสุดในวันที่ 24 เม.ย. 57 พบว่าจอกหูหนูที่เคยแออัดอยู่ด้านหน้าเขื่อนหายไปทั้งหมดแล้ว แต่ขณะเดียวกัน จอกหูหนูกลับสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการแพทางฝั่งด้านสำเภาทอง เนื่องจากยังคงมีจอกหูหนูลอยไปออหนาแน่นอยู่ริมฝั่งมาเป็นเวลานานกว่า 3 เดือนแล้ว และยังพบสาหร่ายอีก 2 สายพันธุ์ทำให้การเดินแพมีอุปสรรคอย่างมาก

นางศริญญา ไชยยะ เจ้าของแพหมูอาร์ต  เปิดเผยว่า ตอนนี้ผู้ประกอบการแพฝั่งสำเภาทองก็ยังประสบปัญหาหนักเกี่ยวกับจอกหูหนูอยู่ ซึ่งที่หน้าแพสำเภาทองมีจอกหูหนูมาอออยู่จากฝั่งออกไปกลางน้ำยาวกว่า 10 เมตร ถึงแม้จะยังมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง แต่การเข้าออกของแพลำบากมาก  โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่ต้องใช้เวลาเข้าออกแพนานกว่า 1 ชั่วโมง เพราะจอกได้เข้าไปติดอยู่ในใบพัด  นอกจากนั้นเรือหางยาวที่ออกไปหาปลาก็ประสบปัญหาวิ่งไม่ได้ ถ้าจอกเข้าไปติดในใบพัดก็จะทำให้เครื่องอืดและเร่งไม่ขึ้น

นางศริญญา กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาจอกหูหนูที่พบแล้ว ยังมีสาหร่ายเกิดขึ้นมาอีก 2 ชนิดมาเกาะเกี่ยวใบพัดและติดตามบันไดของแพ ซึ่งเป็นสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกมีทั้งแบบลอยน้ำและฝังรากในดิน ทั้งที่กลางน้ำลึกถึง 4 เมตร แต่สาหร่ายก็ยังเติบโตโผล่ขึ้นมาบนน้ำได้ ตรงนี้ก็เป็นอุปสรรคมากที่ใบพัดเรือจะไปเกี่ยวโดนสาหร่ายขึ้นมาอีก ซึ่งส่วนนี้ยังไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรได้

ตอนนี้ทราบว่าทางโครงการกิ่วลมฯได้นำเรือกำจัดวัชพืชมาช่วยกำจัดที่หน้าเขื่อน และจะอยู่นานหลายเดือน ล่าสุดได้ล่องแพไปหน้าเขื่อนก็เห็นว่าตรงจุดนั้นมีจอกอยู่ไม่มากแล้ว จึงอยากให้เข้ามาแก้ปัญหาที่สำเภาทองก่อน เพราะน้ำได้เริ่มเน่าเสีย มีกลิ่นเหม็น อยากให้ช่วยเหลือพวกชาวแพทางฝั่งนี้ด้วย

ด้านนายฤทัย พัชรานุรักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา กิ่วลม-กิ่วคอหมา เปิดเผยว่า ทางโครงการฯได้รับเรือกำจัดวัชพืชมาแล้วจำนวน 1 ลำเมื่อวันที่ 22 เม.ย.  ซึ่งได้นำเรือลงเริ่มทำงานแล้ว โดยวิธีการทำงานของเรือนั้น เรือจะมีตะแกรงด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะไว้ใช้ตักวัชพืช มีสายพานลำเลียงไปเก็บไว้ในท้องเรือ เมื่อเต็มแล้วก็จะวิ่งขึ้นฝั่งและเปิดสายพานทำงานนำวัชพืชที่เก็บไว้ใต้ท้องเรือลำเลียงออกไปทางตะแกรงด้านหลังเรือเพื่อเอาวัชพืชขึ้นไปกำจัดบนฝั่ง  โดยในการตักครั้งหนึ่งจะสามารถเก็บจอกหูหนูได้ประมาณ 1.5 ตัน  ซึ่งตามแผนการทำงานกำหนดระยะเวลาไว้ 5 เดือน  ตอนนี้ทางหน้าเขื่อนปัญหาจอกหูหนูคลี่คลายลงแล้ว แต่ยังมีอยู่ในช่วงกลางอ่างและแพฝั่งสำเภาทอง จึงจะเคลื่อนย้ายเรือไปในช่วงสิ้นเดือนนี้

เมื่อสอบถามถึงการหาสาเหตุการเกิดจอกหูหนู นายฤทัย กล่าวว่า จากการได้สำรวจทางต้นน้ำก็ไม่พบว่ามีแหล่งอาศัยของจอกแต่อย่างใด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากกรมชลประทานมาตรวจสอบดู ก็พบว่าลักษณะของจอกหูหนูแพร่กระจายได้ด้วยสปอร์ที่สามารถเกิดขึ้นได้หากสารอาหารภายในน้ำเอื้ออำนวย อาจจะมีสปอร์ปลิวตามลมมาจากที่ใดที่หนึ่ง และมาตกภายในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนกิ่วลม เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็จะงอกเจริญเป็นหน่วยชีวิตใหม่ขยายพันธุ์ออกไปเรื่อยจนกระจายเป็นบริเวณกว้างดังกล่าว

“ทางเราได้พยายามที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเองให้หมดก่อนในปีแรก ซึ่งเรามีเรือกำจัดวัชพืชที่ขอมาใช้งานได้อยู่ จึงนำเข้ามาดำเนินการก่อน หากไม่สำเร็จคงต้องขอความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆต่อไป เพราะได้มีการรายงานปัญหาไปยังจังหวัดให้รับทราบแล้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้ทางเราแก้ไขโดยเร่งด่วน”  ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา กิ่วลม-กิ่วคอหมา กล่าว

             
Share:

รุกป่าตัดไม้ชิงชัน ขายจีนแทนพยุง


มอดไม้สุดเหิมลักลอบโค่นต้นไม้เนื้อแข็งในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติใน จ.ลำปาง หวังเอาไปทดแทนไม้พยุงที่หากยากและถูกจับกุมหนักในภาคอีสานที่ส่งขายไปยังประเทศจีน ล่าสุดลักลอบตัดไม้ในอุทยานเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายบุกทลายแต่ยังพบว่ามีการุกและทำลายอีกมาก

ตลอดทั้งวันวันที่ 23 เม.ย.57 เจ้าหน้าที่สังกัดอุทยานแห่งชาติในพื้นที่จังหวัดลำปาง  5 แห่ง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท อุทยานแห่งชาติแม่วะ อุทยานแห่งชาติดอบจง อุทยานแห่งชาติขุนตาล อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และเจ้าหน้าที่ สำนักพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 13 สาขาลำปาง ตำรวจ ปทส.ทั้งส่วนกลาง และภาค 5 กว่า 60 นาย โดยการสั่งการของนายภาณุเทพ วงศ์วาน ผอ.ส่วนสำนักพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 13 สาขาลำปาง ได้สั่งการให้นายสันทัด บันลือ ผอ.ส่วนอนุรักษ์และป้องกัน ทรัพยากรฯ นำเจ้าหน้าที่ช่วยกันลำเลียงไม้ท่อนขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 20-40 เซนติเมตร ความยาวตั้งแต่ 2.50 เมตร อายุไม้กว่า 100 ปี ลงจากภูเขาสูงเพื่อนำไม้ทั้งหมดกว่า 60 ท่อน ไปเก็บรักษาเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด เหตุเกิดที่ ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ช่อฟ้า (พื้นที่อุทยานแห่งชาติเตรียมการถ้ำผาไท) ลำห้วยแม่แมะ หมู่ 4 ต.ปงดอน อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง

หลังเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและกำลังจะชักลากไม้ดังกล่าวออกนอกพื้นที่ ซึ่งการทำงานค่อนข่างเป็นไปอย่างอยากลำบากเนื่องจากไม้มีขาดใหญ่กว่าจะลำเลียงออกมาทั้งหมดต้องใช้เวลาหลายวัน เบื้องต้นจาการตรวจสอบไม้ทั้งหมดเป็นไม่เต็งรัง ไม้ประดู ไม้ได ไม้สัก และไม่อื่นๆที่เป็นไม่เนื้อแข็ง ซึ่งจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านหนึ่งเปิดเผยว่า หลังจากที่ต้นเดือนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดกลุ่มขบวนการลักลอบตัดไม้แปรรูปในพื้นที อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ได้ทั้งผู้ต้องหาและของกลางจำนวนมาก และทั้งหมดสารภาพว่า มีนายทุนว่าจ้องให้ไปลักลอบตัดไม้เนื้อแข็ง เพื่อที่จะส่งไปยังท่าเรือแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย ก่อนจะส่งไปประเทศจีน ซึ่งเป็นไม้ที่นิยมรองมาจากไม้พยุงในแทบภาคอีสาน เนื่องจากเนื้อไม้ที่ลักษณะใกล้เคียงกัน และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยมีนายทุนในพื้นที่ว่าจ้างชาวบ้านเข้าไปลักลอบตัดและทยอยขนย้ายออกมาจากป่า  โดยทางสำนักพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 13 สาขาลำปาง ได้สนธิกำลังและเปิดยุทธการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่อุยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 57 ที่ผ่านมา โดยกระจายเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ออกตรวจตราพื้นที่ที่รับผิดชอบ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ในสังกัดเข้มงวดกวดขันมากกว่าที่ผ่านมาเพื่อที่จะสกัดการเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าพร้อมจะนำมาตรการที่เด็ดขาดจัดการต่อไป  


ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 57 เวลา 15.00 น.กำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน นำโดย พ.ต.ประวิธ ธรรมชาติ ผู้บังคับกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 3 ค่ายประตูผา ประกอบด้วย ทหารจากหน่วยรบพิเศษที่ 3 ค่ายประตูผา ทหารพรานชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วกรมทหารพรานที่ 31 กองทัพภาคที่ 3 ตำรวจ ปทส.ทั้งส่วนกลางและภาค 5 เจ้าหน้าที่ กอ.รมอ.จ.ลำปาง ฝ่ายปกครอง อ.แม่เมาะ และเจ้าหน้าที่ป่าไม่ในพื้นที่กว่า 50 นายได้สนธิกำลังเดินลาดตระเวนเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่งาว ฝั่งขวา เขตลำห้วยละอู บ้านวังตม หมู่ 5 ต.จางเหนือ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นเขตป่าต้นน้ำและมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าเป็นบริเวนกว้าง โดยใช้ระยะทางเดินกว่า 4 กิโลเมตรถึงจะพบเป้าหมายแต่กลุ่มมอดไม้อาศัยความชำนาญในพื้นที่ทิ้งของกลางไว้บางส่วนก่อนหลบหนีไปได้ เบื้องต้นจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบร่องรอยการตัดไม้ไม่ว่าจะเป็นไม้ชิงชัน ไม้ประดู่ไม้แดง แต่ละต้นอายุมากว่า 80 ปี ถูกตัดทำลายตลอดเส้นทางมากกว่า 50 ต้น โดยกลุ่มมอดไม้ได้แปรรูปและชักลากออกไปได้บางส่วนแล้วและบางส่วนอยู่ระหว่างดำเนินการแต่ทางเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจเจอ สำหรับการเข้าตรวจทลายในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนจากราษฎรในหมู่บ้านว่า มีกลุ่มนายทุน เข้ามาว่าจ้างชาวบ้านบางคนเข้าไปตัดไม้เหล่านี้ และชักลากออกจากไปโดยจะไปส่งขายให้แก่นายทุน เพื่อส่งขายต่อประเทศจีน ทางกลุ่มชาวบ้านได้ออกกฎและว่ากล่าวตักเตือนแล้วยังไม่ฟัง จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าจัดการทันที ซึ่งระหว่างติดตามร่องรอยตัดไม้ทำลายป่าอยู่นั้นทากลุ่มเจ้าหน้าที่ต้องพบอุปสรรค์คือพายุฝนได้ตกลงมาอย่างหนักและรุนแรงนานกว่า 1 ชั่วโมงทำให้ต้องถอนกำลังออกจากป่าทันทีเนื่องจากตรวจพบว่าปริมาณน้ำในลำห้วยหลายแห่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหวั่นไม่ปลอดภัย  และเมื่อทางเจ้าหน้าที่ถอนกำลังออกมได้แล้วปรากฏว่าได้เกิดน้ำป่าไหลหลากทันทีโชคดีที่ถอนกำลังออกมาได้ทันแต่ปริมาณน้ำป่าครั้งนี้ยังไม่ส่งผลกระทบและสร้างความเดือนร้อนแก่บ้านเรือนราษฎร มีเพียงกัดเซาะคอสะพานและท่วมถนนระหว่างหมู่บ้านได้รับความเสียหายบางส่วน ก่อนที่จะไหลซึมลงไปในดิน ทั้งนี้หากอย่างเข้าสู่ฤดูฝนจริงคาดว่าในพื้นที่แห่งนี้คาดจะเกิดอุทกภัยอย่างรุนแรงอย่างแน่นอน เพราะสภาพป่าทั่วไปเริ่มเป็นเขาหัวโล้นหมดแล้ว หากยังไม่มีการตื่นตัวออกมาปกป้องรักษาป่าคาดการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติน่าจะรุนแรงอย่างแน่นอน


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 975 ประจำวันที่ 25 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2557)
Share:

พายุพัด 3 อำเภอ 700 หลังปลิวว่อน


พายุพัดฤดูร้อนโหมอีกระลอกถล่ม 3 อำเภอ บ้านเรือนราษฎรเสียหายกว่า 700 หลังคาเรือน วัดถูกพายุพัดเสียหายสองแห่ง ขณะที่เสาไฟฟ้าหักโค่นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.57 ที่ผ่านมา ช่วงกลางดึกได้เกิดฝนฟ้าคะนองและลมพายุพัดถล่มบ้านเรือนราษฎรเป็นครั้งที่สองในรอบเดือน เม.ย. ซึ่งมี 2 อำเภอได้รับผลกระทบ คือ อำเภอแม่ทะ และอำเภอเสริมงาม มีบ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายกว่า 500 หลังคาเรือน
       
โดยที่ อ.แม่ทะ พื้นที่ ต.น้ำโจ้ ในช่วงค่ำมีฝนตกหนักนานกว่า 40 นาที และมีลูกเห็บตก โดยพบว่ามี เสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ตั้งอยู่บริเวณริมรั้วของโรงเรียนบ้านแม่ปุง ต.น้ำโจ้ เสียหายถูกต้นไม้ใหญ่ ล้มทับสายไฟ ทำให้เสาปูนไฟฟ้าหักขาดสองท่อนล้มเอียงเป็นแนวยาวจำนวน 3 ต้น และมี 8 หมู่บ้าน ได้รับความเสียหายจาก กระเบื้องมุงหลังคา ถูกแรงลมปลิวพัดพังเสียหาย รวมกว่า 340 หลังคาเรือน หนักสุดมี 2 หมู่บ้าน ได้แก่บ้าน บ้านหนองหมู่ 9 และบ้านแม่ปุง หมู่ 7 ต.น้ำโจ้ อ.แม่ทะ นอกจากนี้จากการตรวจสอบพบว่า หลังคาการเปรียญที่สร้างใหม่ภายในวัดบ้านหนอง มีกระเบื้องถูกแรงลมพัดกระเบื้องมุงหลังคาพังเสียหายรวมแล้วประมาณ 50 แผ่น และตกแตกเสียหายอีกจำนวนหนึ่งด้วย

นายประพัฒน์ เยาวรัตน์ หัวหน้างานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเทศบาล ตำบลน้ำโจ้ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ ออกสำรวจความเสียหายและประเมินความเสียหาย ถ่ายภาพเพื่อให้การช่วยเหลือชาวบ้าน และจะทำการนำกระเบื้องจำนวน 4,000 แผ่นมาทำการแจกจ่ายให้ชาวบ้านเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป 

ในขณะที่ อ.เสริมงาม  มีความเสียหายที่ ต.ทุ่งงาม ได้รับความเสียหายประมาณ 4 หมู่บ้าน หมู่บ้านที่ได้รับเสียหายหนักที่สุดคือ หมู่ที่ 2 บ้านนาบอน มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายประมาณ 100 หลังคาเรือน และที่วัดนาบอนถูกลมพายุพัดกระเบื้องศาลาที่ใช้เก็บของหายไปทั้งหลัง ข้าวของ เช่น โต๊ะหมู่บูชา ตาลปัตร กันเทศน์ จีวร  ถูกน้ำฝนเปียกเสียหายทั้งหมด และยังมียุ้งข้าวชาวบ้านพายุพัดหลังคาหายไปทำให้น้ำฝนเปียกข้าวเปลือกที่เก็บไว้สีรับประทาน จำนวน 2 ยุ้งข้าว  ขณะที่ นายเทพกร ภูเขียว ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 ออกตรวจความเสียหายตามบ้านเรือนของลูกบ้าน พร้อมแจ้งประสาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวของเพื่อนำกระเบื้องมุงหลังคาแจกจ่ายชาวบ้านเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น  ทางด้านชาวบ้านบางคนที่พอมีฐานะก็จะจ้างช่างเดินทางมาจากในเมืองลำปาง เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนของตนเอง โดยจัดซื้อกระเบื้องมาก่อน เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนของตนเองป้องกันฝนที่อาจจะตกลงมาอีก

นอกจากนั้นยังมี ต.เมืองยาว อ.ห้างฉัตร ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจำนวน 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่5 บ้านทุ่งหลวง , หมู่ 8 บ้านแม่ยามเหนือ , หมู่ 12 บ้านใหม่สันป่าตึง , หมู่13 บ้านสันกำแพงเหนือ  มีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 180 หลังคาเรือน หมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด หมู่13 บ้านสันกำแพงเหนือ  มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายประมาณ 80 หลังคาเรือน เสียหายถูกพายุพัดหลังคาหายไปทั้งหลัง จำนวน 6 หลัง  

ทั้งนี้ พล.ต. อุกฤษณ์ อากาศวิภาต  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้สั่งการให้กำลังทหาร ลงพื้นที่ช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายด้วย  
         


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 975 ประจำวันที่ 25 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2557)
Share:

ทต.ปงยางคก ยันก่อสร้างสะอาด



ปลัดเผยพายุพัดหลังคาเทศบาลพังอยู่ระหว่างให้ผู้รับเหมาประเมินราคา ในขณะที่ไม่ทิ้งเรื่องการตรวจสอบการก่อสร้าง ด้านว่าที่นายกสมัยที่ 4 ยันการก่อสร้างที่ผ่านมาโปร่งใสทุกขั้นตอน

จากที่หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ได้นำเสนอข่าว เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 14 เม.ย. เวลาประมาณ 23.30 น.ได้เกิดพายุขึ้นในพื้นที่ ต.ปงยางคก อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง  ฝนตกหนักและพายุพัดบ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย 3 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 9 บ้านปงยางคก หมู่5 บ้านม่วงต้นค่า และหมู่10 บ้านข่วง ซึ่งอาคารของเทศบาลตำบลปงยางตกได้รับความเสียหายหนักที่สุด โดยได้ถูกพายุพัดทำให้หลังคาพังย่อยยับทั้งกระเบื้องและเหล็กเส้นร่วงลงมาใส่รถของเทศบาลพังเสียหายอีก 3 คัน ทั้งที่อาคารดังกล่าวเพิ่งเปิดใช้งานเพียงไม่กี่เดือน ในขณะที่บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจะถูกพายุพัดกระเบื้องหายไปหลังละประมาณ10-20 แผ่น  จึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆผ่านทางเฟสบุ๊กของหนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ว่า การก่อสร้างอาคารเทศบาลดังกล่าวก่อสร้างถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่  ลานนาโพสต์จึงได้ติดตามเรื่องดังกล่าว

นายพงษ์เทพ บุญเกิด ปลัดเทศบาลตำบลปงยางคก เปิดเผยว่า หลังจากเกิดพายุทำให้อาคารสำนักงานได้รับความเสียหาย ก็ได้ย้ายเข้าไปทำงานที่อาคารชั่วคราว ซึ่งอยู่ด้านหลังเทศบาล เนื่องจากตอนนี้ยังไม่ได้มีการซ่อมแซมใดๆ เพราะต้องรอผู้รับเหมาเข้ามาตรวจสอบประเมินราคาการซ่อมแซมก่อน เพราะยังคงอยู่ในประกันตามสัญญา โดยเบื้องต้นได้ประสานทางฝ่ายวิศวกรโยธา เข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารเพื่อหาสาเหตุในการพังถล่มของโครงหลังคา อยู่ระหว่างการดำเนินการ

ด้านนายย้าย ฮาวคำฟู ว่าที่นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปงยางคก ซึ่งได้รับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 57 ที่ผ่านมา เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเป็นสมัยที่ 4 ได้กล่าวยืนยันว่า เรื่องพายุโซนร้อนที่พัดจนอาคารสำนักงานเทศบาลฯได้รับความเสียหายมากที่สุด เนื่องจากได้รับแรงกระหน่ำจากพายุหมุน ซึ่งอาคารสำนักงานเทศบาลเป็นอาคารสูง จึงได้รับความเสียหายอย่างหนัก การที่เข้าใจว่าการก่อสร้างอาจไม่ได้ตรงสเป็กหรือมีนัยยะในการก่อสร้างต่างๆในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่างนายกเทศมนตรีนั้น ขอยืนยันว่าทุกการดำเนินการกระทำโดยถูกต้องตามหลักการ ตามกฎหมาย ทุกประการ ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ซึ่งทราบว่าขณะนี้ทางเทศบาลฯ ก็ได้แจ้งไปยังผู้รับเหมาให้เขามาปรับปรุงซ่อมแซม เพราะอยู่ในช่วงประกันความเสียหาย และฝากให้พี่น้องประชาชนระวังภัยธรรมชาติในช่วงนี้ด้วย


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 975 ประจำวันที่ 25 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2557) 
Share:

ทอดแคบหมูไฟพรึบ ลามถังแก๊สระเบิด โรงงานวอดสูญนับล้าน



ไฟไหม้โรงงานแคบหมูวอด เสียหาย  7 หลัง

พนักงานโรงงานแคบหมูกว่า 10 คน ช่วยกันเร่งผลิตแคบหมูนำส่งขายให้แม่ค้าที่ตลาดทุ่งเกวียน ขณะทอดแคบหมูเกิดไฟลุกไหม้ท่วมกระทะ ช่วยกันนำผ้าห่มชุบน้ำมาดับไฟแต่ไม่เป็นผล ไฟยิ่งลามลุกไหม้ออกไปยังที่เก็บน้ำมันเป็นบริเวณกว้าง และรวดเร็ว จนวอดทั้งหลัง เจ้าของล้มทั้งยืนมูลค่าความเสียหากว่า 1 ล้านบาท

เมื่อเวลาประมาณ  11.30 น. วันที่ 24 เม.ย.57 ร.ต.ท.กนก จักรเทพวงศ์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองยาว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ได้รับแจ้งมีเหตุไฟไหม้โรงงานทำแคบหมู บ้านเลขที่ 60 บ้านปันเต้า ซอย 7 หมู่ 7 ต.แม่สัน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง  จึงได้รีบประสานรถดับเพลิงของเทศบาลตำบลเมืองยาวเดินทางไปตรวจสอบทันที
       
 โดยในที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนครึ่งไม้สองชั้น ซึ่งด้านหน้าได้ทำเป็นโรงงานทำแคบหมูไม่มีชื่อ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของเทศบาลตำบลเมืองยาว ระดมฉีดน้ำดับเพลิงที่กำลังลุกไหม้อยู่อย่างหนัก แต่เนื่องจากภายในโรงงานดังกล่าวมีถังแก๊สหุงต้มขนาด 15 กก. มากกว่า 20 ถัง ซึ่งมีเสียงระเบิดดังเป็นระยะๆ และไฟได้ลามอย่างต่อเนื่อง  จึงต้องประสานรถดับเพลิงของเทศบาลตำบลห้างฉัตร เทศบาลตำบลปงยางคก และใกล้เคียงนำรถดับเพลิงเข้าร่วมสนับสนุนเกือบ 10 คัน  เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่ไฟก็ได้ไหม้โรงงานแคบหมู และบ้านของเจ้าของโรงงานวอดเสียหายทั้งหมดรวม 7 หลัง

นางวิภารัตน์ ดันทะภาพ  เจ้าของโรงงานทำแคบหมู กล่าวทั้งน้ำตาว่า โรงงานของตนเองเป็นโรงงานทำแคบหมู ซึ่งจะเอาไปส่งให้แม่ค้าขายเป็นของฝาก จ.ลำปาง ที่ตลาดทุ่งเกวียน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง โดยมีพนักงานประมาณ 10 คน ซึ่งต่างคนก็ทำงานตามหน้าที่ของตนก่อนเกิดเหตุ ขณะตนเองกำลังทอดแคบหมูอยู่นั้นจู่ๆก็เกิดมีไฟก็ลุกท่วมกระทะที่ทอดแคบหมู ตนเองและพนักงานจึงพยายามเอาผ้าห่มชุปน้ำมาดับไฟที่กระทะ แต่ไม่สามารถดับไฟได้ จากนั้นไม่นานไฟก็ลุกท่วมกระทะและลามไปติดเชื้อไฟใกล้ๆ ซึ่งบริเวณดังกล่าวยังมีถังแก๊สหุงต้มและถังเก็บน้ำมันหมูอีกจำนวนมาก โดยไฟยังได้ลุกลามอย่างหนักตนเห็นท่าไม่ดีตนจึงรีบวิ่งหนีออกมาและแจ้งรถดับเพลิงแต่กว่ารถดับเพลิงจะมาถึงไฟก็ไหม้โรงงานและบ้านของตนเองวอดไปหมดทั้งหลังแล้ว


ซึ่งในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้กันบริเวณดังกล่าวไว้เพื่อรอเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียดอีกครั้ง สำหรับค่าเสียหายในครั้งนี้คาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 1 ล้านบาท


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 975 ประจำวันที่ 25 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2557)
Share:

ฆ่าสุดโหด เชือดคอสาวลาว ทิ้งศพบ่อเกรอะ




เจ้าของอู่ได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยมา ตรวจสอบดูเอะใจบ่อเกรอะหลังบ้านถูกทุบปูนที่โบกไว้รอบๆออก เลยเรียกรถรถดูดส้วมมาเปิดดู ผงะเจอศพสาวชาวลาวที่หายตัวไป เผยลูกจ้างหนุ่มพาแฟนสาวและน้องสาวแฟนชาวลาวมาพักอาศัยอยู่ด้วย ก่อนสงกรานต์มาบอกว่าน้องสาวแฟนหายไป ขอเบิกเงินล่วงหน้าทำทีออกไปตามหาแต่หายเข้ากลีบเมฆทั้งคู่ จนกระทั่งผ่านไปเกือบ 10 วัน อู่เปิดทำงานจึงมาพบศพถูกฆ่าหมกบ่อเกรอะหลังอู่ ตรวจสอบในห้องพักพบรอยเลือด ส่วนข้าวของถูกขนย้ายออกไปก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อเวลาประมาณ 16.50 น.วันที่ 22 เม.ย.57  พ.ต.ท.ยงศักดิ์ มาวงศ์ พนักงานสอบสวนเวร สภ.เมืองลำปาง ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุฆาตกรรมที่อู่ดนัยยนต์ เลขที่ 254  บ้านต้า หมู่ 10  ถ.ลำปาง-เกาะคา ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และประสานเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ลำปาง แพทย์เวรโรงพยาบาลลำปาง เจ้าหน้าที่กู้ภัยอัมรินทร์ลำปางร่วมตรวจสอบ จากนั้นจึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมกับ พล.ต.ต.พรชัย พักตร์ผ่องศรี ผบก.ภ.จว.ลำปาง  พ.ต.อ.สังเวียน อินตากูล ผกก.สส.สภ.จว.ลำปาง พ.ต.อ.ธนพล ภาระพงษ์ นวท.สบ.4 กสก.ศ.5 ลำปาง  พ.ต.อ.ฐนกร คุ้มวงศ์ ผกก.สภ.เมืองลำปาง  พ.ต.ท.วิภาส แสงศศิธร รอง ผกก.สส.สภ.เมืองลำปาง เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภูธร จ.ลำปาง และสืบสวน สภ.เมืองลำปาง จำนวนหนึ่ง

จากการตรวจสอบบริเวณด้านหลังอู่ได้ก่อสร้างเป็นห้องพักปูนจำนวน 2 ห้อง ข้างห้องพบบ่อเกรอะมีกลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรง ด้านในพบศพนอนคว่ำหน้าอยู่ในบ่อ สภาพขึ้นอืดมีหนอนไต่ยั๊วะเยี๊ยะน่าสยดสยอง เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำศพขึ้นมาจากบ่อ พบว่ามีบาดแผลคล้ายถูกของมีคมปาดเป็นแผลลึก 3 แห่ง ที่บริเวณลำคอด้านขวา ต้นขาซ้าย และส้นเท้า สอบสวนนายดนัย  เกียรติพิทักษ์  อายุ 60 ปี เจ้าของอู่ อยู่บ้านเลขที่ 24 บ้านศรีปงชัย หมู่ ต.ชมพู อ.เมืองลำปาง ให้การว่า ผู้เสียชีวิตคือ น.ส.นุ้ย อายุ 16 ปี เป็นชาวลาวที่มาพักอาศัยที่อู่อยู่กับพี่สาวชาวลาว และแฟนของพี่สาวชื่อนายท๊อป(ไม่ทราบชื่อจริง) อายุประมาณ 27 ปี เป็นราษฎร อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ซึ่งหายตัวไปเมื่อคืนวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา


นายดนัย เล่าว่า  ญาติของตนได้ฝากนายท๊อปเข้ามาทำงานที่อยู่เมื่อช่วงกลางเดือน ก.พ.57 โดยนายท๊อปได้พาแฟนสาวชาวลาวชื่อ น.ส.ศร และน้องสาวคือ น.ส.นุ้ย มาอยู่ด้วย โดยผู้หญิงทั้งสองคนได้ไปทำงานอยู่ที่โรงงานอำพรไข่ลูกลอกในหมู่บ้านศรีปงชัย ช่วงเย็นจะรับเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักด้านหลังอู่ด้วยกัน 3 คน  จนกระทั่งช่วงหัวค่ำวันที่ 11 เม.ย.นายท๊อปได้โทรศัพท์มาคุยกับตนว่าพาเพื่อนมากินเหล้าที่ห้องพัก จากนั้นเวลาเที่ยงคืนก็ได้โทรมาหาอีกบอกว่า น.ส.นุ้ยน้องสาวแฟนหายตัวไป โดยก่อนหน้านั้นได้ทะเลาะกับพี่สาวเรื่องซื้อเครื่องเสียงและเดินหายไปออกจากอู่ตามหาตัวไม่พบ  วันที่ 12 เม.ย. นายท๊อปกับแฟนสาวก็มาบอกว่าจะกลับบ้านไปตามหาน้องสาว ซึ่งตนได้ปิดร้านตอนเที่ยงวันเพราะหยุดยาวช่วงสงกรานต์ จากนั้นวันที่ 13  เม.ย.เวลาประมาณเที่ยงคืน นายท๊อปได้โทรมาหาตนเองบอกว่าจะกลับมาที่อู่ เพราะไม่ถามหมอดูบอกว่าน้องสาวยังคงอยู่ที่นี่ โดยนำรถยนต์กระบียี่ห้ออิซูซุ สีบรอนด์ทอง จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้มากับแฟนสาว และคนขับรถอีกคนหนึ่ง  และได้มาจุดธูปเทียนที่ศาลพระภูมิหน้าอู่ว่าขอให้พบน้องสาวจากนั้นก็ได้กลับออกไป ซึ่งตนเองได้ปิดร้านยาวจนมาเปิดร้านอีกทีวันที่ 21 เม.ย.

นายดนัย เล่าต่อไปว่า ขณะที่ทำงานอยู่ก็ได้กลิ่นเหม็นโชยออกมาจากด้านหลังอู่ เมื่อเดินไปตรวจสอบดูก็พบว่าที่บ่อเกรอะข้างห้องพักคนงาน จากเดิมที่จะมีการโบกปูนไว้รอบๆได้ถูกทุบปูนออกไปหมด จึงสงสัยเรื่องที่ น.ส.นุ้ยหายไป ตนจึงได้ไปปรึกษากับ ร.ต.ต.พัฒนา คำชื่นวงศ์ รอง สว.(ป).สภ.เมือง หัวหน้าตู้ยามตำบลชมพู ซึ่งได้แนะนำให้แจ้งพนักงานดูดส้วมเข้าไปตรวจสอบดู จึงได้พากันไปตรวจสอบเมื่อเปิดฝาดูก็ถึงกับผงะเมื่อพบศพคนอยู่ด้านใน เชื่อว่าเป็น น.ส.นุ้ยที่หายตัวไปอย่างแน่นอน จึงได้รีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ


ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบห้องพักที่นายท๊อปพาผู้หญิงทั้งสองคนเข้ามาพัก ซึ่งล็อกกุญแจด้านนอกไว้ เมื่อเปิดเข้าไปด้านในพบว่าได้มีการขนของออกไปแล้ว เหลือเพียงพัดลม 1 ตัวที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ นอกจากนั้นบริเวณกำแพงห้องและใต้ที่นอนมีร่องรอยเลือดกระเด็ดติดอยู่ และห่างออกมาหน้าห้องพักยังพบธูปที่จุดแล้วปักอยู่ 1 ดอก  เบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ต้องสงสัยคือ นายท๊อป และ น.ส.ศร แฟนสาวเป็นพี่สาวของ น.ส.นุ้ย ซึ่งหลังเกิดเหตุได้หายตัวไป ส่วนนายดนัย เจ้าของอู่ก็ยังคงต้องกันตัวไว้สอบสวนอย่างละเอียด เพราะเป็นคนพบเห็น น.ส.นุ้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งตามหาตัวทั้งสองคนมาทำการสอบสวนแล้ว 


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 975 ประจำวันที่ 25 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2557)
Share:

ไล่ล่าลูกอดีตนายก ซุกปืน - ยาบ้า ทุบกระจกรถมอบตัว


ตำรวจ ปปส.ภาค 5 และ ภูธรจังหวัดลำปาง ล้อมจับหนุ่มลูกชายอดีตนายกเทศมนตรี หลังถูกล่อซื้อยาบ้า แต่เกิดไหวตัวทันขับรถหลบหนี เจ้าหน้าที่ต้องไล่ติดตามขับรถปิดหน้าและหลังจนต้องยอมจอดแต่ไม่ยอมลงจากรถ เจ้าหน้าที่ต้องพากันทุบกระจกรถก่อนลากคอลงจากรถ ค้นในรถพบทั้งยาและปืน

เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 18 เมษายน 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ภูธรจังหวัดลำปาง นำโดย พ.ต.ต.อิสราวุธ  เต็มสวัสดิ์  สว.หัวหน้าชุด ปปส.ภาค 5 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ปปส.ภ.จว.ลำปาง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่ง ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายณัฐพงษ์  พรหมอย่า อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 86  หมู่ 4 ต.เกาะคา อ.เกาะคา จ.ลำปาง พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 28 เม็ด อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ไม่ทราบขนาดจำนวน 1 กระบอก

โดยก่อนการจับกุมเจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่านายณัฐพงษ์ ซึ่งเป็นลูกชายอดีตนายกเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัด มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมานาน จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ และในวันเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันให้สายติดต่อทำการล่อซื้อยาบ้าจากนายณัฐพงษ์ บริเวณหน้าโรงเรียนอรุโณทัย อ.เมืองลำปาง จำนวน 100 เม็ด ซึ่งในระหว่างที่พูดคุยกันนายณัฐพงษ์ก็ได้นำปืนออกมาโชว์ให้สายดูด้วย แต่สักพักนายณัฐพงษ์เริ่มไหวตัวทัน จึงบอกว่ามีของไม่พอขายและรีบขับรถยนต์เก๋งฮอนด้า บริโอ สีดำ ทะเบียน กท 6771 ลำปาง ออกมาทันที ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ซุ่มดูอยู่ได้ขับรถติดตามมาอย่างกระชั้นชิด  จนติดตามไปทันตรงบริเวณก่อนถึงแยกไฟแดงสี่แยกเชียงใหม่  โดยเจ้าหน้าที่ได้ขับรถปิดหน้าและหลังเอาไว้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่ง จึงได้ลงไปล้อมรถของผู้ต้องสงสัยรายนี้เอาไว้ โดยนายณัฐพงษ์ ซึ่งเป็นคนขับนั่งอยู่เพียงคนเดียวไม่ยอมเปิดประตูรถลงมาพบเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะเรียกและเคาะประตูให้ออกมา จากนั้นนายณัฐพงษ์ได้โทรศัพท์ไปหาบิดา ซึ่งเป็นอดีตนายกเทศมนตรีแห่งหนึ่ง



ต่อมาทางบิดาและพี่สาวของนายณัฐพงษ์ ได้มายังจุดเกิดเหตุ และได้พยายามเรียกให้ลูกชายออกมาแต่ก็ยังไม่ยอมออก ซึ่งใช้ความพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมง ทางบิดาของนายณัฐพงษ์ จึงอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุบกระจกรถยนต์เก๋งของลูกชาย และดึงเอาตัวนายนัฐพงษ์ออกมาภายนอก จากนั้นเจ้าหน้าที่บางส่วนจึงทำการตรวจค้นภายในรถกระทั่งพบยาบ้ากล่องบุหรี่ใส่ไว้ในกระเป๋าใบเล็กสีส้มซุกในช่องข้างประตูคนขับ จำนวน 28 เม็ด และพบอาวุธปืนแบบไทยประดิษฐ์อีก 1 กระบอกก่อนจะควบคุมตัวไปสอบสวนปากคำเพิ่มเติมที่ ภูธรจังหวัดลำปาง และส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 975 ประจำวันที่ 25 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2557)
Share:

ชุบชีวิตแหล่งโบราณ เกาะคาเชื่อม บ.เซรามิก



นายอำเภอเกาะคาดัน 2 โครงการสร้างสีสันท่องเที่ยวเกาะคา คืนชีพแหล่งโบราณคดีมนุษย์เกาะคา เชื่อมเส้นทางเที่ยววัดถนนสายวัฒนธรรม และฟื้นฟูหมู่บ้านท่องเที่ยวเซรามิก หวังส่วนแบ่งกระจายรายได้ท่องเที่ยวเข้าชุมชน  ด้านศูนย์เซรามิก ยกมือเห็นด้วยพร้อมมีส่วนร่วม

นายศรีโรจน์  นิมมานพัชรินทร์  นายอำเภอเกาะคา  เปิดเผยว่า ตามแผนการส่งเสริมพัฒนาด้านเศรษฐกิจและท่องเที่ยว ในระดับชุมชนอำเภอเกาะคาได้จัดทำแผนการส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยว 2 โครงการหลักๆ คือ โครงการปรับปรุงพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยวเซรามิก และโครงการเส้นทางถนนสายวัฒนธรรม เพื่อสอดรับกับการขยายตัวของการท่องเที่ยว จากตัวเลขของรายได้จากการทำบุญของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง  เฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านบาท เชื่อว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามา อย่างน้อยเดือนละ 1 แสนคน  และบางเดือน เช่นช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา มียอดเงินทำบุญ สูงถึง 6 ล้านบาท นับว่าตัวเลขค่อนข้างสูง จึงอยากส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดการกระจายนักท่องเที่ยวที่มาวัดลำปางหลวง ไปยังจุดอื่นๆ ในอำเภอเกาะคาด้วย

โครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมนั้น เป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเส้นทาง เชื่อมโยงถนนสายเอเชีย กรุงเทพ-ลำปาง จากอำเภอสบปราบ ด้านเส้นทางเลี้ยวเข้าอำเภอเกาะคา ซ้ายมือ บริเวณตำบลนาแก้ว ซึ่งจะพบแหล่งโบราณคดีมนุษย์เกาะคา บ้านหาดปู่ด้าย แวะเที่ยววัดดอยเงินที่กำลังสร้างใหม่ ทะลุมาถึงวัดพระธาตุจอมปิง วัดพระธาตุดอยน้อย จนถึงตัวเมือง อำเภอเกาะคา เลยไปถึงวัดไหล่หินหลวง วัดพระธาตุลำปางหลวง

โดยเฉพาะวัดพระธาตุดอยน้อย มีความน่าสนใจเพราะมีเงาพระธาตุ 7 เงา และวัดไหล่หินหลวง ที่มีชื่อเสียงและนักท่องเที่ยวให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่า วัดพระธาตุลำปางหลวง และยังมีแนวทางฟื้นฟูแหล่งค้นพบมนุษย์เกาะคา ให้เป็นจุดแวะเที่ยวขึ้นมาอีกครั้ง

ส่วนโครงการหมู่บ้านท่องเที่ยวเซรามิก นั้นเดิมทีพื้นที่หมู่บ้านศาลาบัวบกและบ้านศาลาเม็ง เขต เทศบาลตำบลท่าผา อ.เกาะคา เป็นหมู่บ้านโอทอป ที่มีโรงงานเซรามิกขนาดเล็กและขนาดย่อมตั้งอยู่ 59 ราย  โดยที่ผ่านมาทั้งสองหมู่บ้านเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นในแบบของหมู่บ้านโอทอปเซรามิก แต่ขณะนี้ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะเป็นหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวที่แท้จริง ทั้งนี้จึงได้หารือร่วมกับส่วนราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงชาวบ้าน และผู้ประกอบการในพื้นที่เกี่ยวกับการปรับปรุงพัฒนา 2 หมู่บ้าน ดังกล่าว ให้เป็น หมู่บ้านท่องเที่ยวเซรามิก โดย มีแนวทางจัดทำประชาคม เพื่อรวบรวมข้อมูลและกำหนดทิศทาง และการมีส่วนร่วมกันในการการปรับปรุงพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว  เพราะหากประกอบกอบการ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมการผลิตในโรงงานได้  ชุมชนมีส่วนร่วม ก็จะเกิดรายได้ชุมชน

“หมู่บ้านเซรามิกดังกล่าว เป็นหมู่บ้านที่ผลิตสินค้าตลาดล่าง และมีผลิตสินค้าเฉพาะ ที่แตกต่างจากโรงงานขนาดใหญ่ หรือโรงงานส่งออก แต่ก็เป็นจุดเด่นที่ มีโรงงานตั้งกระจายทั่วหมู่บ้าน สามารถทำเป็นชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวได้  ในส่วนของการพัฒนาพื้นที่ มีแผนจะปรับปรุงภูมิทัศน์ ในพื้นที่สาธารณะให้เป็นสัญลักษณ์ของชุมชนเซรามิก เช่น ทางเข้าหมู่บ้านให้มีจุดดึงดูดที่ตกแต่งด้วยเซรามิก สะพานข้ามแม่น้ำวัง เชื่อมไปสู่หมู่บ้านเซรามิก และถนนหรือริมรั้ว อาจจะต้องตกแต่งด้วยเซรามิก นอกจากนี้ยังจะต้องปรับปรุงอาคารเอนกประสงค์บ้านศาลาเม็ง ซึ่งเคยเป็นจุดจำหน่ายสินค้าของชุมชนมาก่อน แต่มีปัญหาเรื่องของการจัดการแบบยั่งยืน ดังนั้นหากปรับปรุงให้เป็นศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้า หรือตัวอย่างสินค้าของชุมชน โดยจัดให้มีการจัดการที่ดี จะเป็นจุดสนใจให้ นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม หรือซื้อสินค้าได้"   

นายอำเภอเกาะคา กล่าวว่า ได้ส่งโครงการและข้อหารือเบื้องต้นไปยังจังหวัด ผ่าน นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เพื่อหาแนวทางจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ และหารืออย่างไม่เป็นทางการกับหน่วยงานรับและเอกชนที่เกี่ยวข้อง แต่อุปสรรคที่สำคัญคือ การปรับปรุงภูมิทัศน์หมู่บ้านท่องเที่ยวเซรามิก ยังขาดสถาปนิกที่จะออกแบบการตกแต่งภูมิทัศน์ให้ สวยงามเหมาะสมกับการเป็นหมู่บ้านเซรามิก ให้นักท่องเที่ยวประทับใจ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างขอความร่วมมือจาก หน่วยงานที่มีนักสถาปัตยกรรมเข้ามาช่วยออกแบบ ทั้งนี้อยู่ระหว่างการผลักดันเรื่องงบประมาณ และการดำเนินการตามแผนงาน

ในประเด็นของการพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยวเซรามิก นั้น ด้าน นางอรพรรณ  ตันติวีรสุต ผอ.ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก มีความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เห็นด้วยกับการพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยวเซรามิก เพราะอำเภอเกาะคามีศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีบทบาทบริการทางวิชาการและการพัฒนาต่างๆ รวมถึงมีศูนย์จำหน่ายและกระจายสินค้าเซรามิก ที่ตั้งอยู่ติดกับศูนย์อยู่แล้ว แต่มีลักษณะเป็นร้านค้าที่นำสินค้าจากโรงงานต่างๆมาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวแวะซื้อ ถ้าหากมีการผลักดันและร่วมมือจากหลายฝ่ายให้มีหมู่บ้านท่องเที่ยวเซรามิก จะเป็นการสร้างสีสันในแง่ของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวเข้าไปชมกระบวนการผลิต เลือกซื้อสินค้าจากโรงงานขนาดเล็กแบบอุตสาหกรรมครัวเรือน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมานานมาก อยากให้มีการผลักดันและ เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นจริง ทางศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก มีบทบาท ช่วยในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิต เป็นการหนุนเสริมให้เป็นหมู่บ้านเซรามิกที่มีศักยภาพ


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 975 ประจำวันที่ 25 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2557) 
Share:

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

หม้อห้อม หายไปไหน



ดูเหมือนว่าไม่กี่ปีมานี้เอง ที่เสื้อลายดอกเข้ามาครองใจผู้คนในช่วงเทศกาลสงกรานต์จนเสื้อหม้อห้อมอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่เฮาชาวเหนือยังต้องชิดซ้าย

เมื่อพูดถึงเสื้อลายดอก เราอาจนึกถึงความเป็นไทยสไตล์ลูกทุ่ง ๆ นึกถึงผู้ชายชาวบ้านที่ประแป้ง หวีผมเรียบแปล้ นึกถึงไอดอลไทยลูกทุ่งอย่างเจนภพ จบกระบวนวรรณ ในขณะที่เสื้อหม้อห้อมกับเสียงสะล้อซอซึงของจรัล มโนเพ็ชร ยังอยู่ในใจของพี่น้องท้องถิ่นเมืองเหนือ

คำว่า หม้อห้อม ตามความหมายของภาษาเมืองแพร่นั้น หม้อ ก็คือภาชนะใบใหญ่ ๆ ที่ไว้ใช้สำหรับการย้อม ส่วน ห้อม หมายถึงต้นห้อม พืชล้มลุกในตระกูลคราม โดยชาวบ้านจะตัดเอากิ่งและใบของต้นห้อมมาแช่น้ำทิ้งไว้ในบ่อหมัก ซึ่งเป็นบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่พอประมาณไว้นานหลายเดือนจนเปื่อยเน่าย่อยสลาย ก็จะได้น้ำสีครามเข้ม เมื่อผสมกับปูนขาวแล้ว กากที่ได้ก็คือผงครามที่จะใช้เป็นผงย้อม เวลาย้อมก็ต้มย้อมโดยใส่ผ้าดิบลงในกระทะใบใหญ่ ๆ โดยใช้น้ำปูนขาวกับน้ำขี้เถ้าเป็นส่วนผสมหลัก อยากให้เข้มมาก ๆ ก็ย้อมหลาย ๆ ครั้ง จนท้ายสุดนำผ้าดิบที่ย้อมจนพอใจแล้วลงไปต้มกับน้ำเกลือเป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อไม่ให้สีตกเวลาใส่ จากนั้นจึงตากทิ้งไว้จนแห้งสนิท นำไปตัดเป็นเสื้อหม้อห้อม หรือกางเกงต่อไป

ตำนานเสื้อหม้อห้อมมีบันทึกว่า ชาวไทยพวนที่อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เป็นต้นตำรับในการผลิตขึ้นสวมใส่มาเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ทว่าจุดเริ่มต้นของความนิยมชมชอบในเสื้อหม้อห้อมนั้น เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อชาวไทยพวนที่อพยพเข้ามาอยู่ที่อำเภอเมืองแพร่ได้เย็บเสื้อผ้าฝ้ายย้อมสีครามดำออกจำหน่ายให้แก่คนงานและลูกจ้างทำป่าไม้ นี่เองที่จุดประกายให้เสื้อหม้อห้อมกลายเป็นที่ชื่นชอบ เพราะความที่มันทั้งทนทาน เบาสบาย ไม่ร้อนเกินไป แถมยังดูแลรักษาง่ายเพราะมีสีเข้ม จึงไม่เปื้อนง่าย ซักแล้วยังคงดูสะอาด ใส่ได้หลายโอกาส ราคาไม่แพง

ครั้นในปี พ.ศ. 2496 นายไกรศรี นิมมานเหมินท์ ได้จัดงานเลี้ยงอาหารแบบขันโตกเพื่อเป็นเกียรติแก่นายสัญญา ธรรมศักดิ์ และกงสุลอเมริกันที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้กำหนดธีมงานอย่างเก๋ไก๋ให้ผู้มาร่วมงานสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมย้อมสีคราม คาดผ้าขาวม้า หลังจากงานนี้ก็ได้เกิดปรากฏการณ์กระเพื่อมไหวในสังคมชาวเหนือ คือ หม้อห้อมฟีเวอร์ มีผู้นิยมสวมใส่เสื้อหม้อห้อมกันอย่างแพร่หลาย จนทำให้คนทั่วไปคิดว่าเสื้อหม้อห้อมนี้เป็นเสื้อประเพณีนิยมของชาวล้านนา

ซึ่งอันที่จริง สำหรับคนเมืองแพร่แล้ว ผู้หญิงพื้นเมืองแพร่นิยมนุ่งซิ่นแหล้ (ผ้าถุงทอพื้นดำมีริ้วสีแดงแนวนอนที่ช่วงปลาย) กับเสื้อหม้อห้อมคอสามเหลี่ยม แขนสามส่วน ส่วนของผู้ชายจะนุ่งเตี่ยวกี คือกางเกงขาก๊วย และเสื้อกุยเฮงที่มีคอกลม ผ่าอก ทั้งหมดย้อมด้วยห้อมเป็นสีน้ำเงินเข้ม

บ้านทุ่งโฮ้งกลายเป็นแหล่งผลิตหม้อห้อมแหล่งใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดแพร่ คนบ้านทุ่งโฮ้งมีเชื้อสายไทยพวนกันทั้งหมด แต่เดิมตั้งถิ่นฐานอยู่ใน สปป. ลาว และเข้ามาในเมืองแพร่จากการกวาดต้อนเป็นเชลยศึก ในอดีตการทำเสื้อหม้อห้อมคือรายได้หลักของคนบ้านทุ่งโฮ้งที่มีอยู่ด้วยกัน 7 หมู่ โดยลักษณะการทำเป็นแบบบ้านใครบ้านมัน แต่ละบ้านก็จะมีวิธีการและเทคนิคย้อมที่ต่างกัน จนถือเป็นธรรมเนียมของคนที่นี่ว่าจะไม่มีการถามกันถึงสูตรการย้อม ทว่าปัจจุบันเหลือทำกันไม่มากแล้ว

สำหรับคนเมืองแพร่ กระแสรณรงค์ให้สวมใส่เสื้อหม้อห้อมในช่วงเทศกาลสงกรานต์คงเข้มข้น เพราะเป็นต้นตำรับอยู่แล้ว เสื้อลายดอกจึงรุกคืบเข้ามาเรียกคะแนนนิยมจากจังหวัดอื่นในภาคเหนือแทนที่จะเจิดจ้าอยู่เฉพาะในแถบจังหวัดภาคกลาง

เสื้อลายดอกอาศัยโยงใยอยู่กับความเป็นไทย และเทศกาลสงกรานต์ก็ดูไทยมาก ๆ เสียด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้ว เสื้อในเทศกาลสงกรานต์ของผู้ชายเดิมเป็นเสื้อคอพวงมาลัย หรือคอกลม ผ้าลายดอก หรือผ้าพื้น ต่อมามีการเอาผ้าลายดอกมาตัดเป็นเสื้อปกเชิ้ต หรือเสื้อปกฮาวายกัน คงเห็นว่าใส่ง่าย เข้ากับกางเกงต่าง ๆ ได้ดีกว่าเสื้อคอพวงมาลัย เพราะถ้าเป็นเสื้อคอพวงมาลัยตามปกติต้องมีผ้าขาวม้าคาดเอว หรือไม่ก็ต้องมีผ้าห้อยบ่าสองชายด้วยจึงจะครบ

เสื้อลายดอกยังเป็นอะไรที่สดใส น่าตื่นตาตื่นใจ ถูกจริตกับเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นเทศกาลแห่งความรื่นเริงบันเทิงใจ ดังนั้น การสวมเสื้อลายดอกไม้หลากหลายรูปทรงและสีสันจึงเหมาะกับเทศกาลแห่งความสนุกสนาน เหมาะกับฤดูร้อนเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกไม้นานาชนิดกำลังบานสะพรั่ง นอกจากนี้ การใช้สัญลักษณ์ดอกไม้หลายสีสันยังให้ความหมายที่ดีในการเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยความสดใสเบิกบานอีกด้วย

ไม่แปลกใจที่ทุกวันนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่เสื้อลายดอกสีฉูดฉาด แต่ปลื้มใจคนเมืองแพร่ ในเสื้อสีครามที่พวกเขาสวมใส่มีเรื่องราวมากกว่าค่านิยมใหม่ ๆ จะเข้ามาทดแทนได้

           

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 974 ประจำวันที่ 18 - 24 เมษายน 2557) 
Share:

ฮาลาลฟู้ด มหัศจรรย์อาหาร


 ารเลือกลำปาง เป็นสถานที่จัดงานฮาลาลฟู้ด ถัดจากเชียงใหม่ มีความหมายมากกว่า การจัดงานเทศกาลอาหารทั่วไป เพราะคำว่าฮาลาลฟู้ดมีความสำคัญทั้งในเชิงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ อีกด้านหนึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นชุมชนมุสลิมขนาดใหญ่ในจังหวัดภาคเหนือตอนบนของลำปาง ที่เป็นเสมือนแม่น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอมาจากมุสลิมสายจีนฮ่อ ที่ลงหลักปักฐานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ร้านข้าวซอยอิสลาม ที่เล่าลือกันว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย ก็เป็นฮาลาลฟู้ดที่เรารู้จักคุ้นเคยกันดี และน่าจะเป็นสายหนึ่งของมุสลิมจีนฮ่อ

โครงการ Lanna Halal Industry Trade 2014 : Lampang Thailand จะจัดขึ้นในวันที่ 19-23 มิถุนายน นี้ เรียกได้ว่าเป็นงานใหญ่ เพราะจะสร้างโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการกลุ่มภาคเหนือตอนบนให้มีส่วนแบ่งการตลาดสินค้าฮาลาลที่สำคัญได้ เพราะประชากรมุสลิมมีราวๆ 2,000 ล้านคนของประชากรโลก ยิ่งไปกว่านั้นเมืองไทยมีนโยบายพัฒนาประเทศให้เป็นครัวโลกเป็นแหล่งผลิตอาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ฉะนั้นการเริ่มต้นที่จะเป็นครัวมุสลิม อาจไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝันสำหรับลำปาง

อาหารฮาลาล คือ อาหารที่ผ่านกรรมวิธีในการทำ ผสม ปรุง ประกอบ หรือแปรสภาพ ตามศาสนบัญญัติ จะมีเครื่องหมายฮาลาลเพื่อเป็นการรับประกันว่า ชาวมุสลิมโดยทั่วไปสามารถบริโภคอาหาร หรืออุปโภคสินค้าหรือบริการต่างๆได้อย่างสนิทใจ

อาหารมุสลิมในจังหวัดลำปางถือได้ว่ามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ใครได้มาชิมเป็นต้องติดใจ เช่น ข้าวซอยอิสลาม สี่แยกกาดหัวขัว หรือข้าวหมกไก่อิสลาม แยกโรงฆ่าสัตว์ และยังมีอีกหลายร้านที่เปิดให้บริการอีกมากมายแต่ละร้านล้วนสุดยอดฝีมือ

จะว่าไป ลำปางเองก็มีย่านที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับอาชีพเลี้ยงวัว แพะ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณ บ้านวังหม้อ ต.ต้นธงชัย แหล่งเลี้ยงวัวแถวริมน้ำวัง หรือ สุขสวัสดิ์ ต.พระบาท แหล่งเลี้ยงแพะที่เป็นที่รู้จักกันดีของคนลำปาง

นอกจากนี้สิ่งที่จะเป็นกำลังสำคัญที่ลำปางจะตั้งเป้าในการเป็นครัวมุสลิม คงหนีไม่พ้นเส้นทาง R3A กับ Logistic Land Hub ที่คาดหวังว่าจะเป็นหน้าเป็นตาพลิกโฉมลำปางเมืองที่มีศักยภาพเต็มเปี่ยมแต่ถูกบดบังด้วยการเป็นเพียงเมืองผ่านขึ้นภาคเหนือเท่านั้น หลายครั้งหลายคราที่เราพยายามจัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินให้มากระจายในลำปางบ้านเรา และหลายครั้งเช่นกันที่กิจกรรมมักจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แค่เพียงการประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้คนลำปางรู้ทั่วยังทำยากแล้วจะหวังอะไรให้คนทั่วประเทศรู้ ว่าลำปางจัด งานอะไรบ้าง

นั่นเป็นมุมของเศรษฐกิจ แต่หากมองฮาลาลฟู้ดในเชิงวัฒนธรรม หลายคนอาจไม่รู้ว่า อาหารฮาลาล ถูกกำหนดขึ้นด้วยความศรัทธา ไม่เพียงการบริโภคเพื่อยังชีพเท่านั้น  

ในคัมภีร์อัล-กุรอาน กำหนดไว้ชัดเจน

 “ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ฉันไม่พบว่ามีสิ่งใดที่ถูกเปิดเผยแก่ฉันเป็นสิ่งต้องห้ามแก่ผู้ที่จะบริโภคมัน เว้นแต่สัตว์ที่ ตายเอง หรือเลือดที่ไหลออกมา หรือเนื้อของสุกร เพราะแท้จริงมันเป็นสิ่งสกปรก หรือสัตว์ที่เป็นการฝ่าฝืนที่เปล่งนามอื่นไปจากอัลลอฮ์ขณะเชือด ดังนั้นผู้ใดตกอยู่ในภาวะคับขัน โดยไม่ได้มีเจตนาขัดขืนและไม่ใช่เป็นการละเมิด เพราะแท้จริงองค์อภิบาลของท่านเป็นผู้ทรงอภัยยิ่ง ผู้ทรงเมตตาเสมอ
(อัล-กุรอาน ซูเราะห์อัลอันอาม : ๑๔๕)

เมื่อไม่กี่ปีก่อน บะหมี่มาม่ารสหมูสับ รสหมูต้มยำ จำนวนมากถูกคัดออกจากกอง เพราะความไม่รู้หรือไม่เฉลียวใจของผู้ที่ส่งความช่วยเหลือไปภาคใต้ ไม่เพียงบะหมี่รสหมูต้มยำ ที่ถูกปฏิเสธเท่านั้น หากอาหารทุกชนิดที่มิได้ตีตราฮาลาล ก็เป็นปัญหาของคนใต้ส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาอิสลามด้วย หลายคนอาจคิดว่า คนมุสลิมหรือคนแขกไม่กินหมูเท่านั้น จนนำมาสู่การล้อเลียนประชดประเทียดในเชิงชาติพันธุ์ ว่าแขกไม่กินหมู กลัวและรังเกียจหมู เป็นที่ตลกขบขัน แต่ลึกไปกว่านั้น นี่เป็นบทบัญญัติในคัมภีร์อัล-กุรอาน ซึ่งในศาสนาอิสลามนั้น มีสภาพบังคับเสมอกฎหมาย

อิสลามมิได้ห้ามเฉพาะการบริโภคสุกร หรือหมู แต่สัตว์ที่ตายเอง เลือดของสัตว์ สัตว์ที่เชือดเป็นพลีกรรม อีกทั้งสัตว์ที่มีเขี้ยวเล็บก็เป็นที่ต้องห้าม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายในยุคต่อมาว่า สัตว์ เลือดของสัตว์เหล่านี้ มีผลต่อสุขภาพ ในขณะที่อาหารซึ่งเป็นที่อนุมัติเช่นเนื้อวัว แพะ แกะ สัตว์ปีกทั้งหลาย ก็ต้องเชือดเองในขณะเชือดต้องกล่าวนามของพระเจ้า

ฮาลาล ซึ่งแปลว่า เป็นที่อนุมัติ จึงมีความหมายทั้งในเชิงโภชนาการ และจิตวิญญาณในการเคารพและเชื่อฟังพระเจ้า

ข้อห้ามเรื่องการบริโภคสุกร หรืออาหารต้องห้ามเหล่านี้ ก็มีข้อยกเว้นหากตกอยู่ในภาวะคับขัน ไม่มีเจตนาขัดขืน และจงใจละเมิดคำของพระเจ้า แต่มุสลิมที่มีศรัทธามั่น เส้นบางๆที่เขาจะหลอกตัวเองว่าถึงที่สุดในชีวิตแล้ว ก็ไม่เคยก้าวข้ามไป

ดังนั้น การปักธงงานใหญ่ฮาลาลฟู้ดที่ลำปาง จึงมีนัยสำคัญยิ่งที่ทำให้ลำปางเป็นที่รู้จักในฐานะชุมชนใหญ่ของมุสลิมในภาคเหนืออีกชุมชนหนึ่ง และเป็นการให้ความรู้กับชุมชนที่มิใช่มุสลิม ให้เข้าใจฮาลาลฟู้ดในเชิงศาสนาและวัฒนธรรมด้วย




(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 974 ประจำวันที่ 18 - 24 เมษายน 2557) 
Share:

เทศกาล สาดน้ำ


ทศกาลสาดน้ำ เพิ่งผ่านไปหมาดๆ เนื้อตัวยังไม่ทันแห้งดี ในระหว่างวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม กับโอกาสของความรื่นเริงบันเทิงใจอย่างสุดเหวี่ยง กับโอกาสใช้พื้นที่สาธารณะแสดงความรักใคร่กันอย่างถึงพริกถึงขิง กินเหล้าเมายาอย่างเมามาย แล้วกระทำอนาจารทั้งเต็มใจและจำใจ จบด้วยการทะเลาะวิวาท

ยังเป็นข้อถกเถียงกันว่า คุณค่าแท้จริงของการมีอยู่ของวันสงกรานต์คืออะไร เพราะไม่เพียงถนนข้าวสารในกรุงเทพ ข้าวเหนียวที่ขอนแก่น รอบคูเมืองที่เชียงใหม่ ถนนทิพย์ช้างที่ลำปาง ก็ไม่น้อยหน้าใคร

โชคดีที่ปีนี้ ไม่มีสาวประเภทสองเปลือยกาย เช่นที่พิษณุโลก หรือชายหนุ่มอวดของลับ แต่รถขนน้ำ ขนคน เวทีข้างทางที่สาวน้อยนุ่งห่มน้อยชิ้น หนุ่มน้อยบรรเลงสุรา ก็ยังเป็นฉากเดิมๆที่คุ้นตา ถ้าเทียบกับบรรยากาศปีใหม่สากล  ปีใหม่ไทยนี้มีวันหยุดยาวนานกว่า มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมของคนไทยมากกว่า และแน่นอนว่าก็มีความสูญเสียจากอุบัติเหตุ และเหตุทะเลาะวิวาทมากกว่า คนไทยได้ยินคำเตือนทุกปี ได้ยินเสียงเตือนตลอดเวลาว่า “เมาไม่ขับ” และก็มีสถิติความตายไว้เตือนทุกเทศกาลสงกรานต์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความตาย

ถ้าไม่ประมาท ไม่ดื่มเหล้าจนขาดสติ ไม่รื่นเริงจนลืมตาย ชีวิตก็ยังเอาอยู่     

น่ายินดีที่เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงที่ทำให้คนตายคราวเดียวกันจำนวนมาก และปีนี้คนไทยก็มีโอกาสเฉลิมฉลองวันปีใหม่ไทยโดยไม่มีบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมือง มาก่อกวนความสงบสุข ไม่มีคนเสื้อมีสี นอกจากคนเสื้อสีลายดอก เพราะคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายพักรบให้คนของตัวเองไปเทศกาลสงกรานต์

แต่ภาพเหล่านี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

สัญลักษณ์ของเทศกาลสงกรานต์ที่ควบคู่ไปกับภาพความรื่นเริงอย่างสุดเหวี่ยง ชนิดหลุดโลก ของคนไทย การดื่มสุรา ยาเมา เมื่อมีการดื่ม มีการบรรทุกคนจำนวนมากบนรถกระบะ หรือขับขี่มอเตอร์ไซด์โดยไม่สวมหมวกกันน็อค สภาพที่ดำรงอยู่เช่นนี้ คือหนทางแห่งความวิบัติ เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่เคยหายไปในทุกครั้งที่สงกรานต์มาเยือน

ภาพการสาดน้ำเล่นสงกรานต์ การสรงน้ำพระ สรงน้ำพระพุทธรูป รดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ที่เคารพนับถือ อันเป็นภาพสะท้อนของความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้สูงวัย เป็นความงดงามทางจิตใจยากที่จะพบได้ในประเพณี วัฒนธรรมของสังคมอื่น แต่ในท่ามกลางวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป อาจทำให้ภาพความงดงามที่ทรงคุณค่าทางจิตใจเหล่านี้ลบเลือนไปด้วยความตายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในแต่ละปี จากฤทธิ์สุราเป็นประการสำคัญ

ในแต่ละปีผู้คนจำนวนมากซึ่งล้วนยังอยู่ในวัยทำงาน อยู่ในช่วงชีวิตที่ยังคงทำคุณประโยชน์ให้สังคมได้อีกมาก ออกจากบ้านไป และกลับมาในร่างที่ห่อคลุมด้วยผ้าขาว เราใช้วันสงกรานต์ไปอย่างขาดสติมากไปหรือไม่ นี่เป็นคำถาม

ถัดจากวันสงกรานต์ เป็นวันครอบครัว วันที่สัมพันธ์กับเทศกาลสงกรานต์ที่หลายคนอาจกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ได้กลับไปสู่ครอบครัวใหญ่อีกครั้ง สถาบันครอบครัวในวันนี้แตกแยก การดิ้นรนเพื่อยังชีวิตให้อยู่รอด อาจทำให้ทุกคนในครอบครัวต้องห่างเหิน ขาดการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน โดยพื้นฐานของครอบครัวก็มีความอ่อนไหว แปลกแยกแตกต่างกันอยู่แล้ว

วันครอบครัวที่กำหนดไว้ในช่วงต้นเทศกาลสงกรานต์ จึงเป็นโอกาสของคนที่มีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ มีเงื่อนไขทางสังคม บีบรัดให้ต้องเอารัดเอาเปรียบกัน ได้กลับไปเยี่ยมผู้หลัก ผู้ใหญ่ ไปช่วยให้สถาบันครอบครัวมีคุณค่า มีความรักและความเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากรูปแบบ พิธีกรรม ที่อาจมิได้บ่งบอกคุณค่าของจิตใจอย่างแท้จริง

ในห้วงเวลาแห่งสงกรานต์ควรเป็นวันที่ทุกคนหวลคิดถึงคนที่เคยมีคุณต่อสังคม เวลาเพียงไม่กี่วัน จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะส่งเสริมให้กำลังใจกับผู้สูงวัย ซึงเกือบจะเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศนี้ไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่มั่นคงเพียงพอที่จะรักษาความเป็นตัวตนให้อยู่ในสังคมต่อไป เฉกเช่นครั้งยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว

เราผ่านช่วงเวลาสำคัญนี้มาแล้ว เพียงความสุขชั่วแล่นหรือไม่ เราลืมบางคนที่สำคัญยิ่งในชีวิตไปหรือไม่ อาจเป็นคำถามที่ยังต้องถามกันทุกครั้งที่สงกรานต์มาเยือน




(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 974 ประจำวันที่ 18 - 24 เมษายน 2557) 
Share:

สังคมดาวแปดแฉก



สังคมดาวแปดแฉก ประจำฉบับที่ 974 วันที่ 18-24 เมษายน 2557 *** ลูกโม่.38 เข้าเวรตามปกติ *** เย็นฉ่ำทั่วไทยสงกรานต์ชื่นมื่นกันทุกภาค ขณะที่ความตายยังพุ่งแม้ทุกหน่วยงานจะออกมารณรงค์เมาไม่ขับแล้วก็ตาม *** ด้านผู้มีบารมีในต่างแดน ดร.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอดนิยมออกมาฉะองค์กรอิสระที่อยู่ใต้อำนาจของคนมีบารมีนอกระบบไร้ความเที่ยงตรงทำให้ “กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย” และสั่งรัฐบาลรักษาการปิดประตู ม.7 สู้อำมาตย์ *** ปี๋ใหม่เมืองลำปาง นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดบ้านสวนให้พี่น้องชาวลำปางดำหัวสูมาคารวะเพื่อขอพรและอวยพรอาหารเครื่องดื่มเพียบดนตรีขับกล่อม *** พ่อไพโรจน์ อวยพรให้มีความสุขตลอดปีและตลอดไปและกล่าวว่าปี๋ใหม่เมืองปีนี้ไม่มีวันเน่ามีแต่วันดีและนารีจะเป็นใหญ่เหมือนเดิม เพราะนางสงกรานต์โคราคะเทวียืนบนหลังเสือเพราะเสือไม่ให้ใครนั่งหรือยืนได้ง่ายๆอีกทั้งมือถือดาบ 1 ข้าง ถือไม้เท้า 1 ข้าง และสีเขียวไม่อาจจะตีไล่สีแดงได้ง่ายๆ *** เครือข่ายยาบ้าพันโทยี่เซฉวยโอกาสคนแห่เล่นสงกรานต์เลยขนยาบ้า 7 แสนเม็ด เข้ามาในเขตบ้านแม่สลองใน แต่ถูกกองกำลังผาเมืองนำโดย พล.ต.บรรเจิด ฉางปูนทอง จับตาย 7 ศพ *** ส่วนเมืองรถม้า ตำรวจสภ.แจ้ห่ม ยึดรถกะบะบรรทุกไม้ชิงชังเต็ม 9 คัน พล.ต.ต.พรชัย พักตร์ผ่องศรี ผบก.ภ.จ.ลำปาง รุดแถลงข่าวผลงานชิ้นโบว์แดงนี้ทันที สอบสวนผู้ต้องหาที่จับกุมได้บางส่วนทราบว่าไม้ของกลางทั้งหมดเป็นของ นายทุนอิทธิพลในพื้นที่ จ.ลำปาง จ.เชียงราย และจ.แพร่ โดยจะขนลงเรือใน อ.เชียงแสนไปประเทศจีน *** ของกลางทั้งหมดมีมูลค่าหลาย 10 ล้าน หากหลุดเข้าไปประเทศจีนเพราะไม้ชิงชังเป็นไม้ในตระกูลไม้พยุงนั่นเอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายฝ่ายได้รับผลประโยชน์จากการทำลายป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติอุทยานถ้ำผาไท *** หากเป็นจริงตามที่มีคนแฉว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ผลประโยชน์  แล้วข้าราชการเหล่านี้จะเป็นเสนาบดีที่ดีของพระเจ้าอยู่หัวได้อย่างไร? หรือไม้ของกลางที่ยึดได้เป็นเพราะฝนตกไม่ทั่วฟ้า *** โดยเฉพาะนายอำเภอบางคนเก่งในด้านเรียกผลประโยชน์แต่ไร้ฝีมือด้านพัฒนา หากมีคนประเภทนี้ย้ายไปอยู่ไหนป่าก็วอดวายเท่านั้น *** หากหลายฝ่ายออกมาแก้ตัวว่ากำลังมีน้อยทำให้การดูแลป่าไม้ไม่ทั่วถึง  อย่างนี้ไม่ต้องบอกเยาวชนว่าไม่ถึง 50 ปี ป่าจะหมดแต่ผืนดินจะไร้ต้นไม้ภายในระยะไม่ถึง 20 ปี แม้แต่เขตป่าสงวนจะเห็นไม้ต้นโตอยู่ตามริมถนนเท่านั้น แต่ด้านหลังโล่งเตียนเหลือแค่ตอ! เท่านั้น *** ลูกโม่.38 ได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับ พล.ต.ท.สุวัฒน์  กรึงไกร อดีตจเรตำรวจ ขณะเดินทางมาดำหัว นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ที่บ้านสวนก่อนบอกว่าพลาดลงสมัคร สว. ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะ คุณนายอดิสัย กรึงไกร ป่วยเป็นโรคที่ยังไม่รักษาหายขาดได้จึงต้องอยู่ดูแล แต่ควรทำใจเพราะนานาจิตตัง *** ฝ่ายตำรวจจราจร สภ.เมืองลำปาง นำโดย พ.ต.ท.สราวุธ วะเท รองผกก.จร.นำตำรวจจราจรเข้าดำหัว นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร เพื่อขอพรปีใหม่เมืองและคำชี้แนะในการปฏิบัติหน้าที่ที่ซึ่งอดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยแนะตามแนวทิณสามสาย *** ได้ยินนายอำเภอสุวิทย์ เล็กกำแหง นายอำเภอเมืองลำปาง พูดถึงงบช่วยเหลือภัยธรรมชาติแล้วใจหายแทนประชาชนเพราะจังหวัดไม่มีงบที่จะเข้ามาช่วยได้ทันที  แต่องค์กรส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนได้รับผลกระทบจะต้องช่วยเหลือไปก่อนเท่าที่จำทำได้ แต่ชาวอำเภอเสริมงามลูกเห็บถล่มเมื่อปีที่แล้วยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากจังหวัดเลย *** ชาวตำบลกล้วยแพะฝากบอก ร.ต.ต.ศรีมูล ธิตา หัวหน้าสายตรวจตำบลกล้วยแพะ ทำงานเอาใจใส่ดูแลในเขตรับผิดชอบเพิ่มขึ้นอีกนิด อย่าได้เกรงอกเกรงใจเจ้าของสถานบริการ แถวหน้าม.ราชภัฎให้มากนัก ระยะนี้ปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์เข้าไปใช้บริการ ที่ติงมาก็เพราะชอบกันหากไม่แก้ไขก็คงจะไม่ไหว เพราะมีผู้ใหญ่ ให้ความเป็นห่วง ปรับปรุงหน่อยเถอะหมวด *** ทนไม่ไหวแล้วกับคนมักง่ายชอบเอาขยะมาทิ้งแถวคลองชลประทานน้ำเสียซึ่งเป็นถนนเลียบคันคลองจากหน้าคลังก๊าซไปบ้านร้อง ผศ.เล็ก แสงมีอนุภาพ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง โดยฝากมาบอกว่าให้ทางเทศบาลนครลำปางและเทศบาลเมืองเขลางค์นคร ช่วยดูแลหน่อยเพราะตามฝั่งคันคลองเต็มไปด้วยขยะ  แค่ติดป้ายหากทิ้งปรับ 2,000 บาท เขาไม่กลัว *** สงกรานต์ปี๋ใหม่เมืองที่เพิ่งผ่านพ้นไปต้องขอยกย่องชมเชยเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยต่างๆ ต้องพลัดกันปฏิบัติหน้าที่กันทั้งวันทั้งคืนทั้งช่วยเหลือคนเจ็บคนตาย รถเสีย รถน้ำมันหมดแม้แต่รถสตาร์ทไม่ติดก็ต้องไปมีอะไรจุนเจือพวกเขาบ้างก็จะดี เพราะคนไทยเราเป็นคนใจบุญอยู่แล้ว *** หมดเนื้อที่ของ ลูกโม่.38 แล้ว ฉบับหน้าพบกันใหม่


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 974 ประจำวันที่ 18 - 24 เมษายน 2557) 
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์