วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กกต.รับรอง ส.ส. แต่ใครจะรับรอง ความเสี่ยง กกต.

            


การประกาศรับรอง ส.ส.ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ย่อมหมายถึงลำปางเขต 2 ก็ได้รับการรับรองด้วย ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ หลังจากสุวิภา กุศลจูง ผู้สมัครพรรคประชาชน ร้อง ผอ.กกต.ลำปาง ขอตรวจสอบบัตรเสียกว่า 7 พันใบ

            ดาชัย เอกปฐพี แห่งพรรคกล้าธรรม ก็เตรียมตัวแต่งชุดขาวเข้าสภาได้อย่างไร้ข้อครหาใดๆ ในขณะที่ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก็ได้ขึ้นบัลลังก์ประธานสภา ทำหน้าที่ดำเนินการโหวตเลือกประธานและรองประธานสภา ในฐานะส.ส.ที่มีอาวุโสสูงสุด อายุ 89 ปี

            ก่อนหน้านี้ กกต. ให้นับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ 7 แห่ง ออกเสียงลงคะแนนใหม่ 1 แห่ง คือเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดพะเยา ไม่มีจังหวัดลำปาง

            ถึงแม้การประกาศรับรอง ส.ส. จะทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลต่อไปได้ แต่ในทางการเมืองจะถือว่าปลดล็อค การเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองที่ได้รับชัยชนะอันดับ 1 หรือที่เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการอิสระ เคยอธิบายว่า “เขาล็อกเกมตั้งรัฐบาล ล็อกอนุทินเป็นนายกฯ ดีลอำนาจกันล่วงหน้าแล้ว” น่าจะยังไม่ง่ายนัก

            เลือกตั้งแล้ว รับรองแล้ว ควรจะจบสำหรับ กกต.แต่ไม่จบในกลุ่มประชาชน นักการเมือง ที่เคลื่อนไหวหลายกระบวนทัพ เพื่อล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ เช่น นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ที่ยื่นเรื่องหลายช่องทางให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นางนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) รวมรวมรายชื่อ สว.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ

            ประเด็นสำคัญที่ทำให้เชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นโมฆะ เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ อันเนื่องมาจากการปรากฎบาร์โค้ด - คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง เป็นประเด็นที่ สว.นันทนา นันทวโรภาส กำลังล่ารายชื่อ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขณะเดียวกัน น.พ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ได้ยื่นฟ้อง กกต.ทั้งคณะ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

            บางคนฟันธงว่า นี่คือการโกงเลือกตั้งในยุคสมัย AI ที่ไม่ต่างไปจาก การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 เพื่อรักษาอำนาจ จอมพลป. พิบูลสงคราม

            วิธีการโกงที่กลายเป็นตำนานในยุคนั้น มีหลายรูปแบบ แต่ที่พูดถึงกันมาก เช่น ไพ่ไฟ คือการหย่อนบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนไว้แล้วจำนวนมากลงในหีบบัตร ซึ่งจะเกิดขึ้นระหว่างนับคะแนน และมีการลอบดับไฟ ยังมีวิธีโกงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่าพลร่ม คือการนำคนจากนอกเขตเลือกตั้งเวียนเทียนไปลงคะแนนในหลายหน่วยเลือกตั้ง และที่ยังคงรักษาวิธีการโกงมาได้ถึงเกือบ 70 ปี และการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีอยู่ คือบัตรเขย่ง คือมีจำนวนบัตรในหีบมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิอย่างผิดปกติ

            จะบอกว่า การใช้บาร์โค้ด เป็นการโกง เพื่อเปลี่ยนคะแนนก็คงพูดได้ไม่เต็มคำ แต่มันอาจเป็นช่องทางในการโกงการเลือกตั้ง ด้วยวิธีการซื้อเสียง เพราะบาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนคนลงคะแนน และสามารถตรวจสอบได้ว่า บุคคลคนนั้นเป็นใคร และเลือกใคร โดยเฉพาะบัตรสีชมพู ที่ใช้เลือก ส.ส.เขต มีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่คำสั่งของศาลใดศาลหนึ่งที่ประชาชนไปยื่นเรื่องไว้ ว่าเป็นการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ เนื่องเพราะการละเมิดหลักความลับในการลงคะแนนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งระบุไว้ชัดว่า การเลือกตั้ง ต้องเป็น “การออกเสียง โดยตรงและลับ”

            ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ถึงแม้มีนายกรัฐมนตรีแล้ว มีรัฐบาลแล้ว แต่ยังมีระเบิดเวลาอีกหลายลูกที่พร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา

            โดยเฉพาะ กกต.หากศาลรัฐธรรมนูญ สั่งเลือกตั้งเป็นโมฆะ ศาลอาญาคดีทุจริตฟันฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ กกต.มีความเสี่ยงสูงยิ่ง ทั้งความรับผิดชอบในการเลือกตั้ง ที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย หรือต้องติดคุก เช่นเดียวกับ กกต.ชุดที่ผ่านมา

 

 

Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์