กรุงเทพฯ (25 มีนาคม 2569) – สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ยอมรับปัจจัยลบจากราคาก๊าซธรรมชาติและค่าเงินบาทกดดันต้นทุนพุ่ง เตรียมเสนอ 3 ทางเลือกบรรเทาผลกระทบประชาชน พร้อมกางแผนช่วยกลุ่มเปราะบางหากรัฐต้องการตรึงราคาที่ 3.88 บาทต่อหน่วย
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการฯ ว่า ที่ประชุมมีมติให้เร่งรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่อการพิจารณาค่าเอฟที (Ft) สำหรับการเรียกเก็บในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2569 โดยสถานการณ์พลังงานในปัจจุบันยังคงเผชิญกับความท้าทายจากราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกและราคา LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป
อย่างไรก็ตาม กกพ. ยืนยันว่าได้ใช้เครื่องมือและกลไกที่มีอยู่บริหารจัดการอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการดูแลภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยมีการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) มาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของรัฐวิสาหกิจหลักอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบพลังงานในภาพรวม
เปิดรายละเอียด 3 แนวทางปรับค่าเอฟที (Ft)
จากการคำนวณเบื้องต้น กกพ. ได้แบ่งแนวทางการปรับค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (รวมค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย) ออกเป็น 3 กรณี ดังนี้:
กรณีที่ 1: สะท้อนต้นทุนจริงและชำระหนี้ทั้งหมด เป็นการเรียกเก็บตามสูตรการคำนวณที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนจริง (29.66 สตางค์) และชำระคืนภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ให้กับ กฟผ. ทั้งหมดจำนวน 35,928 ล้านบาท (50.94 สตางค์) ส่งผลให้ค่า Ft ขายปลีกอยู่ที่ 80.60 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 18% จากงวดปัจจุบัน
กรณีที่ 2: จ่ายตามต้นทุนปัจจุบัน (กฟผ. แบกภาระหนี้ต่อ) เรียกเก็บค่า Ft เฉพาะในส่วนที่สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงงวดปัจจุบันที่ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้ กฟผ. รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม 35,928 ล้านบาทไว้แทนประชาชนก่อน ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 5% จากงวดปัจจุบัน
กรณีที่ 3: ใช้กลไกพิเศษลดภาระ (แนวทางแนะนำ) เรียกเก็บค่า Ft ตามต้นทุนงวดปัจจุบัน แต่มีการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (13.43 สตางค์) มาช่วยลดภาระทั้งหมด ส่งผลให้ค่า Ft เหลือเพียง 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2% จากงวดปัจจุบัน
สถานะหนี้สะสมและการบริหารจัดการ
โฆษก กกพ. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กกพ. ได้พยายามทยอยชำระคืนหนี้ให้แก่ กฟผ. และ ปตท. อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายปี 2568 ได้มีการนำเงินเรียกคืนส่วนเกินรายได้มาช่วยลดภาระไปแล้วกว่า 2,640 ล้านบาท และมีการทยอยคืนค่า AF Gas อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ยอดคงค้าง ณ สิ้นปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 35,928 ล้านบาท และต้นทุนก๊าซคงค้างของรัฐวิสาหกิจลดลงเหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยอดหนี้เหล่านี้ยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่ต้องทยอยบริหารจัดการให้หมดสิ้นไปเพื่อความยั่งยืน
ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลในการ "ตรึงราคา"
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวด้วยความกังวลว่า "ยอมรับว่าครั้งนี้เป็นการแถลงข่าวที่ลำบากใจ แต่เราพยายามอย่างยิ่งที่จะชะลอและผ่อนปรนให้อัตราค่าไฟกระทบประชาชนน้อยที่สุด" เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเขาก๊าซมาผลิตไฟฟ้าสูงถึง 54% ซึ่งในจำนวนนี้เป็น LNG ถึง 40%
ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีนโยบายต้องการตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย เท่าเดิม กกพ. ประเมินว่าอาจสามารถทำได้โดยมุ่งเน้นไปที่ "กลุ่มเปราะบาง" 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:
กลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน: ประมาณ 14 ล้านครัวเรือน (งบประมาณ 333 ล้านบาท)
กลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน: ประมาณ 17 ล้านครัวเรือน (งบประมาณ 545 ล้านบาท)
รวมทั้งสองกลุ่มนี้คิดเป็น 80% ของผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ ซึ่งหากต้องการดึงค่าไฟฟ้าจากกรณีที่ต่ำที่สุด (3.95 บาท) ลงมาให้เหลือ 3.88 บาท (ลดลง 7 สตางค์) จะต้องใช้เงินอุดหนุนรวมประมาณ 4,600 - 5,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาล
ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและประกาศค่าไฟฟ้าอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยยืนยันจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ในการหาแนวทางที่สมดุลและช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด








0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น