นายพรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่วัง จังหวัดลำปาง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ปัจจุบัน
ชูเทคโนโลยีอัจฉริยะ ลดสูญเสียน้ำ
นายพรมงคล
ระบุว่า โครงการแม่วังฯ มีอายุการใช้งานมายาวนานกว่า 91 ปี
ทำให้ระบบส่งน้ำและอาคารชลประทานเริ่มชำรุดทรุดโทรม
มีการรั่วซึมส่งผลให้ประสิทธิภาพการส่งน้ำลดลง
กรมชลประทานจึงมีแนวทางนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ โดยการนำระบบ IoT และ
AI: นำมาใช้คำนวณการปล่อยน้ำแบบ Real-time หากมีฝนตกในพื้นที่ ระบบจะประมวลผลเพื่อลดการระบายน้ำจากเขื่อนกิ่วลมทันที
ช่วยประหยัดน้ำได้อย่างละเอียดและแม่นยำ
ซึ่งน้ำที่ประหยัดได้จากการลดการรั่วซึมและการใช้ AI ควบคุม
จะถูกนำไปขยายโครงข่ายส่งน้ำให้กับพื้นที่เกษตรกรรมใหม่ๆ
เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร
ปั้น
"คลองคู่ขนาน" แก้ท่วม-แล้ง ในหนึ่งเดียว
นอกจากภารกิจด้านการเกษตร
ชลประทานฯ ยังได้รับนโยบายจากผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเขตเมือง
โดยเตรียมพัฒนา “คลองคู่ขนาน” ตามแนวเขตทางเดิมของกรมชลประทาน ช่วงฤดูน้ำหลากจะใช้คลองนี้ช่วยตัดยอดน้ำจากแม่น้ำวัง
ก่อนเข้าเขตเทศบาลนครลำปาง เพื่อระบายน้ำลงสู่ท้ายน้ำได้รวดเร็วขึ้น
ลดความเสี่ยงอุทกภัย
นอกจากนั้นในช่วงฤดูแล้ง คลองที่มีความยาวนับ 10 กิโลเมตรนี้ จะถูกใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำรอง (แก้มลิง) เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้สอยตลอดปี โดยการดำเนินการนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อที่ดินของราษฎร เนื่องจากใช้พื้นที่เขตคลองเดิมที่มีอยู่แล้ว
![]() |
| พนมศักดิ์ ใช้สมบุญ |
ด้าน
นายพนมศักดิ์ ใช้สมบุญ ผู้อำนวยการส่วนวางโครงการที่ 1 ระบุว่า
การปรับปรุงโครงการในเขตลุ่มน้ำแม่วังมีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันความต้องการใช้น้ำสูงกว่าความจุเก็บกักของแหล่งน้ำที่มีอยู่
การปรับปรุงอาคารชลประทานและระบบส่งน้ำจึงต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการวางแผนการใช้น้ำร่วมกับชุมชน
เพื่อให้ทุกหยดน้ำถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด
ทุ่ม
1,380
ล้าน! ปรับปรุงชลประทานลุ่มน้ำแม่วัง
นายพนมศักดิ์
ระบุว่า โครงการดังกล่าวต้องใช้งบประมาณในภาพรวมทั้งสิ้น 1,380
ล้านบาท แผนการดำเนินการประมาณ 10 ปี โดยแยกเป็นระยะ 5 ปีแรก เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างและสิ่งก่อสร้างทั้งหมด ส่วนระยะ 5 ปีหลัง เน้นการนำเทคโนโลยี IOT
มาใช้และการบริหารจัดการกลุ่มผู้ใช้น้ำ ซึ่งงบประมาณปกติสำหรับการปรับปรุงโครงการอยู่แล้ว
และผลการศึกษาล่าสุดมีความสอดคล้องกับแผนงานเดิม โดยหากเป็นแผนเร่งด่วน
คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างต่างๆ ได้ทันทีในปีงบประมาณถัดไป
เพื่อให้ระบบชลประทานสามารถใช้งานได้ครอบคลุมเต็มพื้นที่ตามเป้าหมายที่วางไว้
โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในภาพรวมของจังหวัดลำปาง แม้จะไม่สามารถแก้ได้ทั้งหมด แต่จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเสียหายต่อพื้นที่เศรษฐกิจและช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการน้ำได้ดียิ่งขึ้น
![]() |
| วศิน ลีลาชินาเวศ |
ขณะที่
นายวศิน ลีลาชินาเวศ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่วัง
เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่จังหวัดลำปาง ว่ากรมชลประทานกำลังเร่งดำเนินโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในเขตเทศบาลนครลำปาง
และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้แก่เกษตรกร
หากย้อนกลับไปในปี
2548 จังหวัดลำปางเคยประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในเขตตัวเมือง
เนื่องจากในขณะนั้นมีเพียง เขื่อนกิ่วลม เพียงแห่งเดียวที่ทำหน้าที่รองรับน้ำ
แต่ภายหลังจากปี 2551 เป็นต้นมา เมื่อมีการก่อสร้าง เขื่อนกิ่วคอหมา แล้วเสร็จ
ทำให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การทำงานร่วมกันของเขื่อนใหญ่ทั้งสองแห่งช่วยในการหน่วงน้ำและตัดยอดน้ำที่จะไหลเข้าสู่แม่น้ำวังได้ดีกว่าในอดีต
แก้จุดตัด
"คอขวด" เร่งระบายน้ำผ่านเขตเทศบาล
สำหรับปัญหาสำคัญที่พบคือ
บริเวณ สะพานเสตุวารี ซึ่งถือเป็นจุดที่ลำน้ำวังมีความแคบที่สุด ส่งผลให้การระบายน้ำทำได้จำกัดเพียงประมาณ 240
ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่วัง
จึงได้ศึกษาและวางแผนเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำ ซึ่งแผนงานใหม่จะช่วยแบ่งเบาภาระการระบายน้ำจากลำน้ำสายหลักได้ประมาณ
50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คงเหลือ 190 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อโครงการเสร็จสิ้น
จะช่วยลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจในเทศบาลนครลำปางได้
จัดทำ"คลองระบายน้ำ"
คู่ขนาน
ในส่วนของแผนการดำเนินงาน
นายวศิน ระบุว่าได้วางแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
โดยกลยุทธ์สำคัญคือการปรับปรุงคลองส่งน้ำที่มีอยู่เดิม คือ ปรับปรุงคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาให้สามารถทำหน้าที่เป็นคลองระบายน้ำได้ในตัว
เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำออกจากตัวเมืองในช่วงวิกฤต
ควบคู่กับการดำเนินการปรับปรุงประตูระบายน้ำ อาคารอัดน้ำกลางคลอง
และท่อส่งน้ำต่างๆ ให้มีความมั่นคงและใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ
นอกจากการแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว
โครงการนี้ยังส่งผลดีโดยตรงต่อภาคการเกษตร
โดยมีพื้นที่รับประโยชน์ ครอบคลุมพื้นที่โครงการทั้งหมดกว่า 90,000 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ชลประทานประมาณ 75,000 ไร่ การปรับปรุงระบบจะช่วยให้การส่งน้ำไปยังพื้นที่ปลายน้ำทำได้รวดเร็วขึ้น
ลดปัญหาการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง
"เรามุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทั้งการป้องกันอุทกภัยในเขตเมืองและการสร้างความมั่นคงทางน้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่"
นายวศิน กล่าวทิ้งท้าย
















0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น