วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เที่ยวภูเขาไฟ อย่าลืมใช้จินตนาการ


ที่ความสูง 450 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ท่ามกลางไม้ใหญ่ขึ้นคลุมหนาแน่น นี่อาจเป็นเพียงยอดเขาธรรมดาหากไม่มีเสียงไก่ป่าช่วยดึงความสนใจเราให้มองลง ไปยังหุบด้านล่าง เมื่อกวาดตามองพื้นที่โดยรอบอย่างถี่ถ้วน เราก็พบตัวเองยืนอยู่บนขอบปล่องภูเขาไฟดอยผาคอกหินฟูนั่นเอง

กรมทรัพยากรธรณีระบุว่า ปล่องภูเขาไฟดอยผาคอกหินฟูมีลักษณะเป็นปล่อง 2 ปล่องซ้อนกัน ปล่องแรกมีขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากมีการปะทุของลาวา 2 ครั้ง จึงทำให้ขอบปล่องเดิมถูกทำลาย เหลือแต่ขอบด้านใต้ โดยเกิดเป็นปล่องเล็กซ้อนขึ้นมา ปล่องเล็กนี้มีลักษณะค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ขอบปล่องด้านทิศเหนือเปิดออก ทำให้ลาวาไหลคลุมพื้นที่ราบโดยรอบเกิดเป็นหินบะซอลต์ ปากปล่องมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 200 เมตร คลุมพื้นที่ครึ่งตารางกิโลเมตร แต่ในความเป็นจริงก็คือ เมื่อขึ้นมาถึงปากปล่องภูเขาไฟ กลับให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการยืนอยู่บนยอดเขา นั่นเพราะในหัวของเราถูกฝังจำด้วยภาพปล่องภูเขาไฟสุดอลังการจากหนังสือเนชั่นแนลจีโอกราฟิก ซึ่งแน่นอนว่าต้องผิดหวัง เนื่องจากปล่องภูเขาไฟบ้านเรานั้น กินพื้นที่กว้างเกินกว่าสายตาจะมองเห็นเป็นวงรอบได้ ทั้งยังมีต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นคลุมหนาแน่น การมองจึงต้องอาศัยจินตนาการค่อนข้างสูง

ฝรั่งมาเที่ยวกันเยอะ มาถึงก็ลงไปข้างล่างโน่น ถ้าจะเดินต้องหน้าแล้ง ช่วงนี้งูเยอะ ชาวบ้านคนหนึ่งบอก ขณะกวาดลานโล่งด้านบนเพื่อเตรียมจัดงานตักบาตรเทโวช่วงออกพรรษา การเดินลงไปยังปล่องภูเขาไฟด้านล่างสามารถทำได้หากเป็นช่วงฤดูร้อน ซึ่งจะเห็นลักษณะของภูเขาไฟชัดเจนกว่าช่วงฤดูฝนที่มีต้นไม้ขึ้นคลุมหนาแน่น

ไม่ไกลจากภูเขาไฟดอยผาคอกหินฟู ถนนสายลำปาง-แม่เมาะเส้นเดิมนำเรามาถึงภูเขาไฟดอยผาคอกจำป่าแดด บันไดปูนทอดยาวขึ้นไปยังสันเขา มันหายลับไปกับความสูงชันและพรรณไม้หนาทึบช่วงปลายฤดูฝน

ช่วงสุดท้ายของความชันพาเรามาถึงสันเขาที่ความสูง 530 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง มีหอชมวิวตั้งตระหง่าน ภาพที่เห็นไม่ต่างจากภูเขาไฟดอยผาคอกหินฟู แต่ภูเขาไฟดอยผาคอกจำป่าแดดโอบล้อมด้วยป่าแน่นทึบกว่า ยุงค่อนข้างชุม และหากการชมภูเขาไฟทั้ง 2 ลูกต้องใช้จินตนาการสูง ภูเขาไฟลูกนี้คงต้องใช้จินตนาการสูงสุด 
 

ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณีบอกว่า ลักษณะของปล่องภูเขาไฟดอยผาคอกจำป่าแดดเป็นปากปล่องที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 150 เมตร ขอบปล่องด้านเหนือและด้านตะวันตกเฉียงใต้เปิดออก ทำให้ลาวาไหลออกคลุมพื้นที่บริเวณห้วยจำห้า ห้วยแม่ทะ และพื้นราบ เห็นได้จากหินบะซอลต์ที่คลุมบริเวณดังกล่าว ความชันของเนินเขาด้านใต้มีมุมเอียงเทมากกว่าด้านเหนือ รูปร่างภูเขาไฟมองเห็นไม่ชัดเจน เพราะเกิดชิดกับเทือกเขาหินปูน ซึ่งเป็นเทือกที่ขวางกั้นระหว่างแอ่งลำปางกับแอ่งแม่เมาะ ภูเขาไฟดอยผาคอกจำป่าแดดมีขนาดพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร ปล่องด้านเหนือแหว่งเล็กน้อย เนื่องจากเป็นทางไหลออกของลาวา ความชันของเนินเขาด้านใต้ชันมากกว่าด้านเหนือ  

ภูเขาไฟดอยผาคอกจำป่าแดด ถูกค้นพบโดย ดร. เปีย ซอเรนเซน นักโบราณคดีชาวเดนมาร์ก ที่ได้เข้ามาสำรวจและขุดค้นร่องรอยของคนสมัยไพลสโตซีนในพื้นที่ อ.แม่ทะและ อ.แม่เมาะ เขาพบว่า ช่วงดอยผาเกด เขตติดต่อลำปาง-แพร่ เคยเป็นแหล่งต้นน้ำที่ไหลมารวมกับแม่น้ำจาง แต่ถูกลาวาจากภูเขาไฟพ่นทับถมร่องน้ำจนสายน้ำดังกล่าวเปลี่ยนทิศทางไหลไปรวมกับแม่น้ำยมทั้งหมด จึงได้แกะรอยที่มาของลาวาดังกล่าว จนมาพบภูเขาไฟ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากภาพถ่ายทางอากาศในช่วงฤดูแล้ง

อย่างไรก็ตาม ภูเขาไฟลำปางเกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก ทำให้เกิดรอยเลื่อนลึกขึ้นในแนวเหนือ-ใต้ เป็นช่องทางให้หินหนืดภายใต้ผิวโลกทะลักล้นออกมาในแนวรอยเลื่อนนี้ เกิดเป็นปล่องภูเขาไฟเรียงตัวกันในแนวนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟดอยผาคอกหินฟู ภูเขาไฟดอยผาคอกจำป่าแดด หรืออีกลูกหนึ่งที่อำเภอเกาะคา ลูกหลังนี้ไม่หลงเหลือความเป็นปล่องภูเขาไฟให้เห็นเลย โดยทั้งหมดมีอายุราว 800,000 ปี
         
และอย่างที่เรารู้กัน ภูเขาไฟที่พบในประเทศไทยทั้งหมดเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ปล่องภูเขาไฟลำปางเมื่อมองจากด้านล่างจะเห็นเป็นเทือกเขายอดเว้า แต่ถ้ามองจากภาพถ่ายทางอากาศจะเห็นยอดเป็นแอ่งรูปกลม การขึ้นไปชมจึงไม่ควรลืมที่จะลดความคาดหวังให้น้อยลง และเพิ่มจินตนาการให้มากขึ้น 

ลองนึกถึงโลกยุคบรรพกาล ความรู้สึกร้อนระอุใต้ฝ่าเท้า ภาพลาวาแดงฉานหลากไหลลงไปยังภูมิประเทศด้านล่าง บางทีการเที่ยวชมภูเขาไฟเมืองลำปางอาจสนุกได้ (และคงจะดียิ่งขึ้นหากมีป้ายบอกทางที่ชัดเจน รวมถึงป้ายบอกข้อมูลอย่างรอบด้านของภูเขาไฟ)

หมายเหตุ       
  
ปล่องภูเขาไฟลำปางที่จัดได้ว่าเห็นชัดที่สุด ได้แก่ ปล่องภูเขาไฟดอยผาคอกหินฟู ตำบลแม่ทะ อำเภอแม่ทะ และปล่องภูเขาไฟดอยผาคอกจำป่าแดด ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ ซึ่งอยู่ไม่ห่างกัน เพียงคนละฝั่งถนนที่จะไปอำเภอแม่เมาะ 

จากตัวเมือง ภูเขาไฟดอยผาคอกหินฟูจะถึงก่อน โดยมีป้ายซ้ายมือเขียนไว้ว่า ภูเขาไฟลำปาง จากนั้นเลี้ยวขวาตามป้ายบอกทางไปวัดป่าเวียงสวรรค์ ระยะทาง 3 กิโลเมตร เมื่อถึงวัดให้เลยไปจนสุดถนน จะเห็นลานจอดรถ เดินขึ้นบันไดไปราว 100-200 เมตร ถึงศาลาชมวิวบนปากปล่องภูเขาไฟ ส่วนภูเขาไฟดอยผาคอกจำป่าแดดอยู่เลยไปไม่ไกล สังเกตป้ายซ้ายมือเขียนไว้ว่า ภูเขาไฟดอยผาคอกจำป่าแดด 2 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าไป เมื่อถึงทางเข้าจะมีป้ายและซุ้มอยู่ทางซ้ายมือ เดินขึ้นบันไดสูงชันราว 400 เมตร     

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 999 ประจำวันที่ 10 - 16  ตุลาคม  2557)

Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support