วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560

หนีไม่ได้ ไปไม่พ้น สภาสื่อมวลชนแห่งชาติ






จำนวนผู้เข้าชม website counter

งค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เคลื่อนไหวคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของกรรมาธิการสื่อ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ชนิดเข้มข้นและเกาะติด แต่กลับมีร่างกฏหมายในหลักการและเนื้อหาเดียวกันนี้ ไปโผล่ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติอีก(สนช.)อีกฉบับหนึ่ง

เรียกว่า ความพยายามที่จะให้มี “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” นั้น มีความหนักแน่นมากยิ่งขึ้น

กฎหมายสภาวิชาชีพ เวอร์ชั่น สนช.จัดทำโดย คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมวลชน มีโครงร่างคล้ายๆกับ ร่าง สปท.แตกต่างในรายละเอียดเล็กน้อย แต่มีความเข้าใจผิดมากในนิยามความเป็นสื่อมวลชน โดยเฉพาะเรื่องสื่อออนไลน์

แต่ที่ชัดเจน ตรงไปตรงมาสำหรับร่างของ สนช.คือชื่อกฏหมาย ร่างพระราชบัญญัติสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่ต้องไปซ่อนไว้ในคำว่าการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ นอกจากนั้นโครงสร้างของกฎหมายยังให้ความสำคัญกับสภา โดยเขียนไว้ในหมวด เริ่มต้นจากสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ขณะที่ร่างของ สปท.เริ่มที่องค์กรสื่อ

สำหรับประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้งสำคัญ คืออำนาจของสภาวิชาชีพสื่อ ฉบับ สปท.กำหนดให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ รับขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แปลว่า สภาสื่อของสปท.มีอำนาจออกและเพิกถอนใบอนุญาตได้เป็นรายบุคคล ซึ่งแตกต่างจากร่างของ สนช.

ร่างกฎหมายของ สนช.ให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ออกและเพิกถอนใบรับรองสมาชิกสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น โดยที่สมาชิกเป็นองค์กร ดังนั้น บทบาทหน้าที่ในการพิจารณาออกและเพิกถอนใบรับรอง จึงยังอยู่ที่องค์กรวิชาชีพตามโครงสร้างเดิม

ส่วนประเด็นตัวแทนภาครัฐ ร่าง สปท.กำหนดให้มีกรรมการโดยตำแหน่งจากภาครัฐ คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม  และปลัดกระทรวงการคลัง ร่าง สนช.มีกรรมการโดยตำแหน่งจากภาครัฐเช่นกัน แต่เขียนไว้เพียง ผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

มองในแง่นี้ หน้าตาของตัวแทนภาครัฐในร่าง สนช.จึงดูดีกว่าการกำหนดเอาตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายข้าราชการประจำ เป็นกรรมการ

 ประเด็นบทกำหนดโทษ ซึ่งเป็นหลักการที่ขัดกับหลักพื้นฐานในการกำกับ ดูแลกันเองของประเทศเสรีประชาธิปไตย กำหนดอำนาจให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีอำนาจปรับทางปกครอง ตามลำดับชั้น และความร้ายแรง จนถึงขั้นเพิกถอนสมาชิกสภาพ

ร่าง สนช.ไม่มีบทกำหนดโทษ แต่เขียนไว้ว่า คณะกรรมการอาจส่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ หรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชน  ไปให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ดำเนินการกับผู้ถูกร้องเรียนตามกฎหมายของ กสทช.และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งอาจดูแปลกที่มาตรการสุดท้ายเกี่ยวข้องเฉพาะสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ในเวลาที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมถึงสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ และสื่อในรูปแบบอื่นๆด้วย

คล้ายจะเป็นร่างสุดท้ายของทั้ง สปท.และสนช.แต่พิเคราะห์เนื้อหาแล้ว ก็ยังมีความขัดแย้งและไม่ลงตัวอีกหลายจุด โดยเฉพาะร่างของ สปท.ในเรื่องใบอนุญาตที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ

ในห้วงระยะเวลาที่องค์กรสื่ออ่อนแอถึงที่สุด พวกเขายังจะมีพลังเพียงพอที่จะต่อต้านสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้หรือไม่


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์  ฉบับที่ 1112 วันที่  13 -  19 มกราคม 2560 )
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support