วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ลำปาง นำร่องปลูกกัญชา เป็นเพียงปราสาททราย

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

ฟังคำคุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง และประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เรื่องการที่จังหวัดลำปาง จะเป็นจังหวัดนำร่องในภาคเหนือสำหรับการปลูกกัญชาแล้ว เรียกว่าเป็นข่าวดี แต่มิใช่ดีในแง่การที่เกษตรกรลำปางจะสร้างรายได้จากกัญชา เหมือนที่พรรคการเมืองบางพรรคหาเสียง

ในทางตรงกันข้าม พื้นที่ในแปลงทดลองเพียงไม่กี่ไร่นั้น เกษตรกรอาจต้องเสียสละลงทุน  ด้วยวิธีการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์เท่านั้น  ทั้งนี้เป็นการปลูกเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ไม่สามารถปลูกในเชิงพาณิชย์ เพราะผิดกฎหมาย

การปลูกด้วยวิธีนี้ อาจลดปัญหากัญชาปนเปื้อน ซึ่งคุณเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งผลิตน้ำมันกัญชารักษาโรค เคยขอกัญชา ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ยึดไว้เป็นของกลาง แต่ผลการตรวจสอบจากจำนวน 22 ตัน มีที่ปลอดสารเพียง 27 กิโลกรัม

เรื่องกัญชา เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญกันในสังคมไทย หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ตราพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 เพื่อเปิดโอกาสให้มีการอนุญาตให้ประชาชนใช้กัญชาและพืชกระท่อมเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคและการแพทย์

เนื่องเพราะ กฎหมายเดิมกำหนดให้กัญชาและพืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ห้ามไม่ให้ผู้ใดเสพ หรือนำไปใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย หรือนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ โดยมีกำหนดโทษทั้งผู้เสพและผู้ครอบครองด้วย

ความจริงมนุษย์รู้จักใช้กัญชามานานหลายพันปีแล้ว จนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลายประเทศเริ่มเข้มงวดต่อการใช้พืชกัญชามากขึ้น เพราะได้พบว่า ผู้เสพติดกัญชามักมีอาการจิตเสื่อม หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ผู้เสพเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ฤทธิ์ของกัญชา ยังทำให้เกิดภาวะสมองและความจำเสื่อม ความคิดอ่านช้าและสับสน นอกจากนั้นกัญชายังเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด เนื่องจากการสูบเอาควันเข้าไปในปอด มันจะทำลายการทำงานของระบบทางเดินหายใจ มีความเสี่ยงมากกว่าคนสูบบุหรี่ถึง 5 เท่า

แต่ต่อมา ความหวาดกลัวกัญชาลดลง อาจมีผลการวิจัยหรือการรักษาโรคด้วยกัญชา ที่พัฒนาดีขึ้นตามยุคสมัย จนกระทั่งเข้าสู่ศตวรรษที่ 21ประเทศในยุโรปเริ่มลดความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเสพและครอบครองกัญชามากขึ้น รวมทั้งประเทศไทย

พรรคการเมืองที่ขายนโยบายกัญชา จนเป็นส่วนหนึ่งในชัยชนะจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา คือพรรคภูมิใจไทย

 “นโยบายส่งเสริมการปลูกกัญชา ภายใต้คอนเซ็บต์ “พืชแก้จน พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ กัญชาเสรี” ว่า พรรคภูมิใจไทย นำเสนอนโยบายกัญชา เพราะมองเห็นว่าสามารถสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศได้อย่างมาก เป็นการพลิกชีวิตให้คนไทยทั้งหมด สิ่งที่พรรคทำ ได้ทำการศึกษาและวิจัยจริงๆ ไม่ใช่แค่คิดเท่านั้น..”

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคกล่าวไว้ก่อนเลือกตั้ง

พวกเขาพยายามหาเหตุผล มาหักล้างความเชื่อที่ว่ากัญชาเป็นพืชเสพติดที่มีผลต่อสุขภาพ อนามัย มากกว่าการรักษาโรค มาเป็นกัญชาพืชเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกและสร้างรายได้ ซึ่งต่างจากการปลูกกัญชาเพื่อการทดลองที่ลำปาง

เพื่อให้ความฝันนี้เป็นจริง นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรค ก็จะเข้าไปกำกับ ดูแลนโยบายกัญชาเป็นยารักษาโรค ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในขณะเดียวก็จะส่งเสริมการปลูกผ่านกระทรวงเกษตร

สังคมไทย กำลังเห่อกัญชา ตามกระแสพรรคภูมิใจไทย แน่นอนว่ากัญชาอาจเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคร้ายได้ โดยเฉพาะมะเร็ง แต่ก็คงไม่ต่างไปจากพืชสมุนไพรอื่นๆที่รักษาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง  

ไม่มีพืชสมุนไพรชนิดใด รวมทั้งกัญชา ที่จะเป็นยาวิเศษรักษาโรคได้ผลเต็มร้อย นอกจากเป็นความหวังที่ต้องเสี่ยงสำหรับคนป่วย ที่หวังพึ่งพาแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้แล้ว


 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1233 วันที่ 14 - 20 มิถุนายน 2562)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว

โรงพยาบาลเขลางค์เวชภัณฑ์

เขลางค์เวชภัณฑ์ Web copy.jpg
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support