วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

สังคมนิยมรุนแรง สังคมยุคอันธพาลครองเมือง

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

ารรุมทำร้ายนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นครั้งที่สองในระยะเวลาไล่เรี่ยกัน ก่อให้เกิดกระแสการใช้ “ประทุษวาจา” หรือ hate speech ซ้ำเติมความเคราะห์ร้าย ของจ่านิวกระหึ่มเมืองอีกครั้ง มีทั้งความสะใจที่จ่านิวถูกทำร้าย มีทั้งตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อโยนความผิดไปให้ฝ่ายตรงข้าม

ความคิดที่ว่า จ่านิวสร้างสถานการณ์ ให้ตัวเองเจ็บตัว เพื่อให้เกิดความระแวงสงสัย โดยเฉพาะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จ่านิวเคลื่อนไหวต่อต้านมาตลอด เป็นความคิดที่สะท้อนถึงความไร้สติปัญญา ไร้เหตุและผล มีใครกันที่จะสร้างสถานการณ์ให้คนมาทำร้าย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแน่นอนถ้าชี้ว่าเป็นฝีมือของ คสช.ก็อาจไม่ชัดเจนขนาดนั้น

ตลอดระยะเวลาที่คนไทยแบ่งเป็นฝัก เป็นฝ่าย เป็นฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย เป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง จะมีฝ่ายที่นิยมความรุนแรง แทรกตัวอยู่เสมอ ถึงแม้ฝ่ายอำนาจรัฐจะปฎิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น ซึ่งก็น่าจะเป็นจริง แต่การส่งเสริมสนับสนุนโดยทางอ้อม คือการเพิกเฉยไม่รู้ร้อนหนาว ไม่เร่งรัดเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียง กันในสังคมอย่างกว้างขวาง

ไม่มีใครจะพุ่งเป้าไปที่รัฐบาล หรือผู้มีอำนาจ หรือ คสช.ซึ่งเป็นคู่กรณีโดยตรงกับจ่านิว ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนอำนาจรัฐ ฝ่ายวุฒิสมาชิกที่พยายามเสนอบทบาทมาปกป้อง และสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล ที่ยืนยันว่าไม่ใช่ฝีมือฝ่ายรัฐบาล ก็เป็นไปตามที่สังคมส่วนใหญ่เขาเข้าใจดีอยู่แล้ว เพียงแต่ประเด็นของฝ่ายสนับสนุนที่ไม่ได้เปิดเผยตัว ที่รัฐบาลไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่จัดการเอง ด้วยความเชื่อ ด้วยทัศนคติที่เกลียดชังกลุ่มของจ่านิว เป็นเรื่องที่ไม่ควรปฎิเสธ

เรื่องความย่อหย่อน ในการรักษากฎหมายไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งความอ่อนแอในการกำกับดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายไร้ความมั่นคง นั่นก็เรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่ง คือกลุ่มคนที่แสดงให้เห็นความพึงพอใจที่จ่านิวถูกทำร้าย บางคนเลยเถิดไปถึงความสะใจ ที่ฝ่ายตรงข้ามที่คิดไม่เหมือนกันถูกทำร้าย และมีส่วนในการสร้างประทุษวาจา ให้คนที่มีแนวโน้มเกลียดชังฝ่ายจ่านิวอยู่แล้ว เห็นว่าการทำร้ายจ่านิวกลับเป็นความชอบธรรม เหมือนที่ยุคหนึ่งมีพระสงฆ์บอกว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์” ไม่บาป

ในยุคหนึ่งพระเทพกิตติปัญญาคุณ หรือที่รู้จักกันในนาม “กิตติวุฒโฑภิกขุ” ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ ไม่บาป” ทำให้ฝ่ายขวาในยุคเดียวกันนั้น ได้แก่ กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง ใช้เป็นวาทกรรมโจมตีฝ่ายซ้าย สร้างความเกลียดชังกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ชุมนุมต่อต้านการกลับคืนสู่ประเทศไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจร ในช่วง 6 ตุลาคม 2519 จนกระทั่งนำไปสู่การสังหารหมู่

วงจรอุบาทว์เช่นนั้น อาจจะยังไม่เห็นชัดว่ามันกำลังหมุนกลับมาอีกหรือไม่ แต่จากเหตุการณ์จ่านิว ความรู้สึกเช่นนั้น ทัศนคติเช่นนั้น กำลังก่อตัวขึ้นช้าๆ มันทำให้เห็นว่าจ่านิวสมควรโดนลงทัณฑ์ เพราะจ่านิวสร้างความวุ่นวาย จ่านิวไม่เลือกต่อสู้ในระบบรัฐสภา ทั้งที่มีการเลือกตั้งตามที่กลุ่มตัวเองเรียกร้องแล้ว

ไม่ว่าจะอย่างไร ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คือจ่านิวถูกทำร้าย และเป็นการถูกทำร้ายที่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจมาจากการเมือง จึงไม่ใช่คดีทำร้ายร่างกายกันปกติธรรมดาเช่นเดียวกับคดีทั่วไป หน้าที่ของรัฐคือจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษให้เร็วที่สุด และหน้าที่ของคนไทยที่มีใจเป็นธรรม คือวางใจไม่ให้ลำเอียง และไม่แสดงความยินดีที่มนุษย์คนหนึ่งถูกทำร้ายอย่างป่าเถื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1236 วันที่ 5 - 11 กรกฎาคม 2562)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว

โรงพยาบาลเขลางค์เวชภัณฑ์

เขลางค์เวชภัณฑ์ Web copy.jpg
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support