วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ในความเคลื่อนไหว ฉบับที่ 1247

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

๑... กลายเป็นกระแสครึกโครมทางการเมืองไม่น้อย เมื่อเฟสบุ๊คแฟนเพจ 'Chinese Embassy in Bangkok เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย' เผยแพร่ข้อความเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่า โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยให้ความเห็นเกี่ยวกับ "กฎบังคับในเรื่องห้ามสวมหน้ากาก" และสถานการณ์ล่าสุดในฮ่องกง โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 4 เดือนตุลาคม รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้ประกาศ "กฎบังคับในเรื่องห้ามสวมหน้ากาก" โดยอาศัยอำนาจจาก “กฎระเบียบในวาระฉุกเฉิน” มีผลตั้งแต่วันที่ 5 เดือนตุลาคม กฎบังคับดังกล่าวห้ามผู้ชุมนุมสวมใส่หน้ากาก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการระบุตัวตนสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ละเมิดถือว่าทำผิดกฎหมาย

ความรุนแรงในฮ่องกงยืดยาวมาเป็นเวลามากกว่า 4 เดือน วันที่ 1 เดือนตุลาคม กลุ่มคนใช้ความรุนแรงที่สวมหน้ากากได้รวมตัวกันอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ต่างๆ ของฮ่องกง ปิดกั้นการจราจรในบริเวณกว้าง ทำลายร้านค้า รถไฟใต้ดินและสาธารณูปโภคอื่นๆ อีกทั้งได้จุดไฟเผา โยนระเบิดขวดจำนวนมาก โจมตีสถานที่ราชการและสถานีตำรวจ ทำร้ายเจ้าหน้าตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างบ้าคลั่ง ทำร้ายประชาชนทั่วไปอย่างไม่เลือกหน้า พวกเขาจงใจสร้างเหตุการณ์นองเลือดขึ้นมา
ความรุนแรงได้ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการท้าทายกฎหมายอย่างรุนแรง ทำลายความสงบสุขของสังคมฮ่องกง และเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนทั่วไป

ในปัจจุบัน ความอันตรายที่ใหญ่ที่สุดที่ฮ่องกงกำลังเผชิญอยู่ก็คือ การใช้ความรุนแรงและการไม่เคารพกฎหมาย ถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติความรุนแรงและความวุ่นวายด้วยท่าทีที่ชัดเจนมากขึ้นและวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในสถานการณ์อย่างนี้ รัฐบาลเขตปกครองพิเศษได้บังคับใช้ "กฎบังคับในเรื่องห้ามสวมหน้ากาก" เป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบธรรมและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หลายประเทศในโลกก็ได้บังคับใช้กฎหมายห้ามปิดบังใบหน้าเช่นกัน การบังคับใช้กฎบังคับดังกล่าวในฮ่องกง มิได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของชาวฮ่องกง รวมทั้งสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมด้วย

รัฐบาลส่วนกลางของประเทศจีนสนับสนุน แคร์รี หลั่ม ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานตุลาการในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดใช้ความรุนแรงทั้งปวง โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง ตลอดจนผู้วางแผนและสั่งการที่อยู่เบื้องหลัง

เป็นที่ต้องชี้ให้ทราบว่า ความผันผวนที่มาจากการต่อต้านการแก้ไขกฎหมายในฮ่องกงได้เปลี่ยนตัวไปอย่างสิ้นเชิง กำลังพัฒนาเป็น "การปฏิวัติสี" โดยได้รับการแทรกแซงจากกลุ่มอิทธิพลภายนอก กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน ได้ใช้ประชาธิปไตยและเสรีภาพเป็นข้ออ้าง เพื่อทำลายหลักการพื้นฐานของ "หนึ่งประเทศสองระบบ" บ่อนทำลายอธิปไตยและความบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศจีน ซึ่งฝ่ายจีนคัดค้านอย่างเด็ดขาด

กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีนยังได้สมคบกับกลุ่มอิทธิพลภายนอก เผยแพร่ข่าวลือ บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อวัตถุประสงค์ที่มิอาจเปิดเผยของตน นักการเมืองประเทศไทยบางคนมีการติดต่อกับกลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีนโดยมีท่าทีเชิงสนับสนุน ซึ่ง เป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรงและไร้ความรับผิดชอบ ฝ่ายจีนหวังว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงของปัญหาฮ่องกง ใช้ความระมัดระวัง ทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมิตรภาพจีน-ไทย

@... ทั้งหมดนั้นคือข้อความที่กลายเป็นกระแสที่เล็งไปยัง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ทันที เพราะได้มีภาพที่โจชัว หว่อง แกนนำการประท้วงได้ถ่ายรูปคู่กับนายธนาธร ทุกอย่างจึงถูกเชื่อมโยงกลายเป็นเรื่องเดียวกันจนเป็นกระแสเมาท์ว่าสนับสนุนความวุ่นวาย จน ธนาธร ต้องออกมาชี้แจงปมร้อนรูปคู่ว่าได้รับเชิญจากนิตยสาร The Economist ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก ให้ไปพูดที่งาน Open Future Festival ที่ฮ่องกง ในหัวข้อเรื่อง “Inside the Minds of Asia’s Next Gen Politicians” หลังจากที่งานเลิกแล้ว ตนและนายโจชัว หว่อง พบกันในบริเวณงานและได้คุยกันประมาณ 5 นาที ถ่ายรูปด้วยกันและแยกย้ายกันหลังจากนั้น

๑... แม้ว่าจะมีนายทหารระดับสูงพยายามจะเชื่อมโยงหลายๆอย่าง สร้างกระแสความเกลียดชัง สร้างวาทะกรรม ยัดเยียดความเชื่อความแตกแยกฝังในหัวคนไทย แต่เราเชื่อว่าในยุคนี้สมัยนี้ ความเชื่อไม่ได้เกิดจาก เขาว่าแต่ควรเชื่อจากหลักฐาน ประกอบเหตุผล แบ่งแยกเอาอารมณ์ออกไป ประเทศไทยจะเดินหน้าได้อย่างแท้จริง

๑... ไม่ต่างจากในท้องถิ่นลำปาง ที่การหาเสียงเลือกตั้งบางกลุ่มบางคนใช้วิธีการสร้างเรื่อง ป้ายสี เรื่องจริงมี 5 บิดไปกลายเป็น 10 ก็มี สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่คนรับสารที่ต้องคัดกรอง เพราะตอนนี้ข้อมูลข่าวสารมากมายก่อยกอง ข่าวเท็จเหมือนข่าวจริง ก็ต้องกรองกันเอง ติดภูมิคุ้มกันให้ดีๆ เพราะเมื่อถึงวันที่ปี่กลองตีอย่างเป็นทางการ คงมีเรื่องอีกเยอะให้ปวดหัว


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1247 วันที่ 18 - 31 ตุลาคม 2562)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว

โรงพยาบาลเขลางค์เวชภัณฑ์

เขลางค์เวชภัณฑ์ Web copy.jpg
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support