นางสาวเพ็ญภัค
รัตนคำฟู ส.ส.ลำปาง เขต 4 พรรคกล้าธรรม
อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนวิกฤตหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดลำปาง หลังพบค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
กระทบหนักทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจท้องถิ่น
นางสาวเพ็ญภัค ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. ถึง 1 เม.ย.69 ประชาชนในทุกเขตพื้นที่ของจังหวัดลำปางกำลังเผชิญกับวิกฤตทางอากาศอย่างรุนแรง โดยสถิติค่าฝุ่น PM 2.5 จากการเฝ้าระวังพบตัวเลขที่น่ากังวล วันที่ 28 มีนาคม พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 117.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และล่าสุด วันที่ 1 เมษายน สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย โดยวัดได้สูงถึง 106.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
แม้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการบูรณาการการทำงานอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
แต่ ส.ส.เพ็ญภัค ย้ำว่าในฐานะตัวแทนคนในพื้นที่
จำเป็นต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ภาครัฐเร่งยกระดับมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปีให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
จากการตรวจสอบพบว่า
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูงอย่างต่อเนื่องเกิดจากการ
เผาในที่โล่งและเหตุไฟป่าจำนวนมหาศาล รวมทั้งการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งระบบนิเวศ
สุขภาพของประชาชน และภาคเศรษฐกิจที่หยุดชะงักลง เป็นวิกฤตระดับภูมิภาคอย่างรุนแรงที่ต้องช่วยกัน
นอกจากนี้
น.ส.เพ็ญภัค ยังได้แสดงความห่วงใยต่อกลุ่มเปราะบาง
ทั้งผู้สูงอายุและเด็กในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องสูดดมฝุ่นพิษต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน
โดยสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด
เพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายในการจัดการปัญหามลพิษข้ามเขตและสร้างมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
อีกทั้งการประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ต้องมาติดที่เงื่อนไขว่า ต้องมีค่าฝุ่นละออกขนาดเล็ก PM2.5 ต้องเกิน 225 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันเกิน5วัน แต่ถ้าต้องให้รอขนาดนี้ ประชาชนในพื้นที่จะเป็นอย่างไร เราไม่สามารถรอได้แล้ว เพราะสถานการณ์รุนแรงขึ้นทุกวัน
“เราต้องรอให้เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงกี่คน ที่เลือดกำเดาไหล ถึงจะถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉินที่แท้จริงของพื้นที่”
ส.ส.เพ็ญภัค
ได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนให้ จัดทำ"พื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่น"
(Safety
Zone) หรือห้องปลอดฝุ่นในระดับชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น
เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยทางเดินหายใจ
เพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพในระหว่างที่สถานการณ์หมอกควันยังวิกฤต รวมทั้งอาวุธสู้ฝุ่น
เพื่อให้อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึง
โดยที่ประชาชนไม่ต้องดิ้นรนหาด้วยตนเอง
“อากาศที่สะอาดคือไม่ใช่สิทธิพิเศษ
แต่คือสิทธมนุษยชน ถึงเวลาที่ภาครัฐจะเลิกแก้ปัญหาเดวยความขอความร่วมมือ
และเปลี่ยนมาใช้มาตรการเชิงรุก และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อากาศสะอาดคือความหวังและสิทธิที่พวกเขาควรได้รับอย่างเท่าเทียม” สส.เพ็ญภัค กล่าวเน้นย้ำในตอนท้าย








0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น