วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รวมพลปราบจอก ไม่หมดไม่เลิก



ผอ.กิ่วลม เผยเตรียมปรับแผนกำจัดจอกดึงชาวบ้านมีส่วนร่วม ของบเพิ่มอีก 1 ล้าน  ยันจะทำจนกว่าจอกจะหมด  ด้านผู้ประกอบการแพโวยยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เพราะไม่เคยหาต้นตอที่แท้จริง การกำจัดด้วยวิธีตักเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แนะใช้วิธีทำสายพานลำเลียงจอกหูหนูที่ตักแล้ว เพื่อไม่ให้ไหลลงน้ำอีก หากโครงการกิ่วลมฯขอความช่วยเหลือก็ยินดีทำเท่าที่ทำได้

จอกหูหนูที่แพร่กระจายอยู่บนน่านน้ำเขื่อนกิ่วลมยังคงสร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการชาวแพอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากิ่วลม-กิ่วคอหมา พยายามเข้ามาแก้ปัญหาแล้วนานเกือบ 1 ปี โดยการใช้เรือกำจัดวัชพืชจากฝ่ายเรือขุดและกำจัดวัชพืชที่ 7 จ.พิษณุโลกเข้ามาช่วยเหลือ แต่เรือมีเพียงลำเดียวจึงแก้ปัญหาไม่ทันต่อการเจริญเติบโตของจอกหูหนู ทำให้จอกเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วกินพื้นที่ไปกว่า 1,500 ไร่  เป็นหตุให้ผู้ประกอบการแพต้องหยุดกิจการรับนักท่องเที่ยวชั่วคราว เพราะแพไม่สามารถล่องฝ่าจอกหูหนูที่หนาแน่นได้ ตามที่ลานนาโพสต์ได้เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 26 ก.ย.57 ที่ผ่านมา ทางโครงการกิ่วลมฯ ได้นำรถแบ็คโฮมาลงโป๊ะเพื่อช่วยตักจอกหูหนูอีกทางหนึ่งแล้ว โดยได้ตักขึ้นมากองไว้ด้านข้างเพื่อให้จอกแห้งตาย พร้อมกับมีการนำตะแกรงไม้ไผ่และก้อนหินมากันไว้ เพื่อที่จะไม่ได้จอกที่ตักขึ้นมาแล้วไหลลงไปในน้ำอีก พร้อมกับของบประมาณปี 58 อีก 1 ล้านบาทมาแก้ปัญหา

นายฤทัย พัชรานุรักษ์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากิ่วลม-กิ่วคอหมา เปิดเผยว่า ทางโครงการฯได้ทำ
งานอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการนำเรือกำจัดวัชพืช และเพิ่มโป๊ะรถแบ็คโฮลงตักจอกหูหนูเพิ่มอีก 1 คัน  จากจอกหูหนูที่มีความหนาแน่นเป็นระยะทางยาว 6 กิโลเมตร ตอนนี้เริ่มเบาบางลงแล้ว ซึ่งเราสามารถตักขึ้นมาได้ 29,000 ตัน  โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมหาแนวทางแก้ปัญหา โดยการดึงชุมชนและชาวแพเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อปรับแผนกำจัดจอกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  

ผอ.โครงการฯ กล่าวอีกว่า  ตอนนี้เป็นช่วงหมดปีงบประมาณ ความจริงแล้วเจ้าหน้าที่จะหยุดทำงานเพราะไม่มีงบประมาณมารองรับ แต่ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยทำงานต่อไปก่อน เนื่องจากปัญหายังคงเกิดอยู่ต่อเนื่อง ขณะนี้ได้ของบรองรับไปอีก 1 ล้านบาทเข้ามาดำเนินการ ต้องทำไปจนกว่าจะหมด 

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าอยากเห็นความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาเหมือนจังหวัดพะเยาที่ประสบปัญหาผักตบชวา ซึ่งในจังหวัดตื่นตัวและออกมาร่วมกันแก้ไข  นายฤทัย กล่าวว่า ปัญหาจอกหูหนูนี้ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งให้รายงานความคืบหน้าเข้าไป โดยทางสำนักชลประทานที่ 2  ได้ส่งรายงานไปแล้ว  กรณีที่ไม่สามารถนำกำลังคนเข้ามาได้จำนวนมากนั้น เนื่องจากอ่างเก็บน้ำกิ่วลมมีขนาดกว้างใหญ่ และน้ำมีความลึกมาก ไม่เหมือนคลอง บึงทั่วไป จึงไม่สามารถนำคนลงตักตามขอบน้ำได้ การทำงานทุกครั้งจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัย และต้องประเมินความเสี่ยง เพราะหากเกิดความผิดพลาดแล้วการจะกู้เครื่องจักรต่างๆก็ทำได้ยาก   นายฤทัย กล่าวย้ำว่า การกำจัดจอกหูหนูจะไม่มีการใช้สารเคมีเด็ดขาด เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้น้ำและสัตว์น้ำ รวมถึงปลาที่เลี้ยงอยู่ในกระชังด้วย 

ด้านนายวศิน ลีลาชินาเวศ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน กล่าวว่า  คงจะไม่มีการเปิดประตูระบายน้ำปล่อยจอกหูหนูออกไปเหมือนครั้งที่ผ่านมาแล้ว เพราะตอนนี้จอกมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก ถ้าปล่อยออกไปก็อาจจะไปแพร่กระจายเป็นปัญหาทางท้ายน้ำอีก จึงใช้วิธีนำรถแบ็คโฮและเรือกำจัดวัชพืชมาช่วยกันตัก ซึ่งผลออกมาจะทำได้เร็วขึ้นและตักได้มากขึ้นกว่าเดิม และจะทำทุ่นดักตามจุดต่างๆเพื่อจำกัดบริเวณให้ตักได้ง่ายขึ้น ส่วนที่ตักขึ้นมาแล้วได้นำมากองไว้ด้านข้าง ปล่อยให้แห้งตาย โดยนำตะแกรงไม้ไผ่และก้อนหินมาทับไว้อีกชั้นเพื่อไม่ได้จอกไหลลงไปในน้ำ จากนั้นก็จะลำเลียงใส่รถบรรทุกทยอยขนออกไป ส่วนชาวบ้านที่สนใจจะนำจอกไปทำปุ๋ย สามารถมาขนออกไปได้เลย 

ด้านผู้ประกอบการแพหน้าเขื่อนกิ่วลม เจ้าของแพดาวรุ่ง กล่าวว่า  ขณะนี้จอกหูหนูบริเวณหน้าเขื่อนยังหนาแน่นอยู่เช่นเดิม เวลาจะออกแพต้องอาศัยเรือของโครงการฯมาดันให้ เพื่อแหวกทางออกไปได้ แต่ก็สามารถล่องแพไปได้ถึงเกาะวังแก้วเท่านั้น เพราะจะมีช่วงช่องแคบที่จอกหูหนูหนาแน่นมากไม่สามารถฝ่าออกไปได้ การแก้ปัญหาของโครงการฯ ที่ใช้เรือและรถแบ็คโฮมาช่วยตักก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงได้เลย  โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะเปิดประตูระบายน้ำออกไป  หรือถ้าไม่เปิดทิ้งก็อยากให้มีการทำสายพานลำเลียงจอกที่ตักขึ้นมาแล้ว นำขึ้นไปไว้ที่ถนนด้านบนเลย เชื่อว่ามีคนที่ต้องการนำไปปุ๋ยอยู่จำนวนมาก แต่ทุกวันนี้จอกหูหนูกองอยู่ด้านล่างซึ่งขนย้ายลำบากจึงไม่ได้มีใครลงไปขนขึ้นมา  ตอนนี้ทราบว่าทางโครงการฯจะเรียกประชุมผู้ประกอบการ หากจะขอให้ช่วยเหลือ เราก็ช่วยหากทำได้ 

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการแพ ได้มีการตั้งข้อสงสัยว่า สาเหตุการเกิดจอกหูหนูน่าจะมาจากทางบ้านสา อ.แจ้ห่ม ซึ่งมีการเลี้ยงกระชังปลา และการปลูกพืชใกล้ริมน้ำจำนวนมาก ซึ่งยังไม่มีการเข้าไปตรวจสอบ เนื่องจากเป็นช่องน้ำแคบต้องใช้เรือหางยาวเข้าไปเท่านั้น

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 997 ประจำวันที่ 3 - 9 ตุลาคม  2557)
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support