วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นตำน้ำพริกละลายมหาสมุทร

จำนวนผู้เข้าชม http://www.hitwebcounter.com/

ล้วรัฐบาลก็แสดงความกล้าหาญ เล่นบท “โรบินฮู๊ด” ปล้นเงินภาษีของคนทั้งประเทศ จำนวนมหาศาลไปแจกคนจน ไม่ต้องเลี่ยงบาลี ก็ตอบได้ว่านี่คือประชานิยมแบบทหาร แม้จะไพล่ไปเรียกว่า “สวัสดิการแห่งรัฐ” ก็ตาม งบประมาณมหาศาลยิ่งกว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่อาจละลายทั้งมหาสมุทร จะถูกเปลี่ยนมือไปจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งก็บอกไม่ได้ชัดว่าจะคุ้มค่า หรือแลกมาซึ่งสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตหรือไม่

อาจจะต่างจากนโยบายเงินผัน ในยุคคึกฤทธิ์ ปราโมช ต่างจากประชานิยมในแบบรัฐบาลประชาธิปไตย แต่รวมความแล้วให้ความรู้เรื่องการทำมาหากินกับพวกเขา ยังยั่งยืนกว่าแจกเงิน เพียงลมพัดผ่านเงินก็หมดแล้ว แต่เหตุผลสนับสนุนที่อยู่นอกเหนือเหตุผลอื่นใด ก็คือทหารก็อยากหาเสียงกับประชาชนเหมือนกัน

ไม่ได้หาเสียงเลือกตั้ง แต่เป็นการหาเสียงเพื่อความชอบธรรมในการอยู่นานๆ
             
งบประมาณเกือบ 2 หมื่นล้านล้านบาท ที่รัฐบาล คสช. นำโดยพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา อนุมัติโครงการนี้   จ่ายเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2559 มีผู้มาลงทะเบียนกว่า 8.3 ล้านคน แบ่งเป็นเกษตรกร 2.9 ล้านคน ใช้งบประมาณ 6,540 ล้านบาท และกลุ่มที่ไม่ใช่เกษตรกร 5.4 ล้านคน ใช้งบ 12,750 ล้านบาท

จากเดิมที่กำหนดจะแจกจ่ายให้ประชาชนในตอนต้นเดือนธันวาคม แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอเลื่อนไปจนหลายจังหวัดเริ่มดีเดย์มาเบิกเงินที่รัฐโอนเข้าบัญชีไปราววันที่ 13 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยงบประมาณนั้นภาครัฐให้สามธนาคารของรัฐ อันได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย สำรองจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปก่อน และชดเชยต้นทุนเงินให้กับธนาคาร ดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน ประเภทบุคคลธรรมดาของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (FDR) บวก 1% (ปัจจุบันอัตรา FDR เท่ากับ 1.225% ต่อปี)

โครงการนี้เป็นโครงการที่รัฐบาลออกมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 30,000 บาทต่อปี จำนวน 3,000 บาทต่อคน และผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,001 บาทต่อปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จำนวน 1,500 บาทต่อคน จนก่อนหน้านี้ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามันก็ไม่ต่างอะไรจากประชานิยมที่ท่านนายกรัฐมนตรีติติงเหน็บแนมรัฐบาลที่ผ่านมา

จนโฆษกรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ต้องออกมาชี้แจงว่า นโยบายนี้ต้องเรียกว่าเป็น สวัสดิการแห่งรัฐมิใช่ ประชานิยมเพราะไม่สร้างปัญหาไว้เบื้องหลัง โดยไม่หวังคะแนนเสียงและความนิยมจากประชาชนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ กับลูกหลานในภายหน้า แต่จะต้องดำเนินการด้วยความจริงใจ โปร่งใส ชัดเจน รอบคอบ ไม่สร้างผลกระทบต่อระบบการเงินการคลังของชาติ ที่สำคัญผู้นำและผู้บริหารในทุกระดับ จะต้องมีธรรมาภิบาลในการทำงาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีต่อบ้านเมืองต่อไป

เอ้า....ไม่ใช่ประชานิยม ก็ไม่ใช่ ก็เอาตามที่ท่านบอกนั่นแหละ

แต่มาตอนนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากที่เริ่มแจกเงินแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีรายละเอียดมากมายที่รอการแก้ไขและชี้แจง จริงอยู่ว่าเงิน 1,500 -3,000 บาท สำหรับคนบางคนอาจจะดูไม่มากใช้แป๊บเดียวก็หมด แต่สำหรับผู้มีรายได้น้อยหลายคนเงินจำนวนนี้สามารถดำรงชีพได้หลายเดือน ส่วนคนที่มีรายได้มากแต่ได้สิทธิ์นั้นก็ขอให้ท่านรู้ตัวไว้ด้วยว่าท่านกำลังเบียดเบียนผู้ที่ควรได้รับการช่วยเหลือจริงๆ

ทันทีที่มีข่าวว่าเงินเข้าบัญชีแล้ว ที่หน้าธนาคารทั้งสามแห่งมีผู้ที่มีรายได้น้อยตามสิทธิ์มารอเบิกเงินเป็นจำนวนมาก หน้าธนาคารต่างคึกคัก โดยผู้ที่ได้รับเงินสวัสดิการของรัฐมีแววตาแห่งความหวัง

ในขณะที่เสียงสะท้อนจากสถานที่จริงที่ภาครัฐต้องรับรู้นั่นก็คือ  หน้าธนาคารมีรถมอเตอร์ไซด์เก่าๆมาจอดเยอะ ในขณะเดียวกันก็มีรถเก๋ง รถกะบะป้ายแดงมาจอดรอเช่นกัน  หลายคนก็บ่นโอดโอยว่ามีชื่อในระบบแต่เงินยังไม่เข้า สอบถามเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ได้คำตอบ  อีกทั้งการเช้าถึงข้อมูลของประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้อยู่ในโลกออนไลน์ยังมีอีกหมื่นแสนล้านคน ไม่ใช่เพียงแค่ให้ข้อมูลกันทางออนไลน์เสียส่วนใหญ่ (เหมือนตอนร่างรัฐธรรมนูญ) และอีกเกือบล้านคนที่ยังไม่มีบัญชีให้ทำการเบิกจ่ายเงิน และอีกหลายคนที่อยากได้เงินสวัสดิการก้อนนี้บ้างแต่ไม่รู้เรื่องการลงทะเบียนก็ได้แต่ทำตาปริบๆรอลงทะเบียนรอบหน้า

แน่นอนว่าปัญหาและเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆกันทั่วประเทศ และหลายจังหวัดพบว่าคนจนจริงไม่ได้เงินแจกเพราะไม่ได้ลงทะเบียน ส่วนคนที่จนไม่จริงเข้าถึงโลกออนไลน์ก็ลงทะเบียนรับเงินกันไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  นี่แหละคือเรื่องจริงของประเทศไทย

จริงอยู่ว่านโยบายนี้มีวัตถุประสงค์ดี ต้องการช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบและประชาชนไม่เป็นหนี้เพิ่ม อีกทั้งรัฐบาลต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยไปขึ้นทะเบียนเพื่อ ต่อยอดไปสู่มาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น รถไฟฟรี รถเมล์ฟรี ให้ตรงจุดอย่างแท้จริง  แต่ต้องกลับมาตอบคำถามตัวเองกันบ้างว่า นโยบายแจกเงินนี้ช่วยได้จริงหรือ??” 

ช่วงปลายปีนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องร้อนๆให้คนไทยได้เมาท์มอย ยิ่งการเมาท์มอยนี้มีทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ ที่เมาท์กันให้แซ่ด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ดีเอสไอประกาศจะบุกจับพระธัมมชโยแต่สุดท้ายก็แป๊กด้วยเหตุผลเจ้าหน้าที่ไม่พร้อม  ไหนจะเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่ลูกผีลูกคน คนที่ลงชื่อคัดค้านใน www.change.org ที่ยอดคนลงชื่อพุ่งพรวดในเวลาอันสั้น สะท้อนให้เห็นถึงการไม่เห็นด้วยของ พ.ร.บ.คอมฯฉบับนี้ที่ยังมีข้อกังกาอยู่หลายมาตราและแถมยังอาจเป็นการให้ดาบประกาศิตแก่คนที่ใช้อำนาจไม่เป็นอีกด้วย

แร็ค ลานนา ไม่ค่อยอยากจะพูดถึงเรื่องการเมืองในช่วงเวลาที่เราควรสร้างความปรองดอง แต่หากการถกกันด้วยเหตุผลแล้วนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ดีนั้นก็ควรจะทำ ก่อนที่เราจะถอยหลังลงคลองน้ำเน่าไปมากกว่านี้

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์  ฉบับที่ 1109 วันที่  16 -  22 ธันวาคม 2559)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support