วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ฉีกทิ้ง ร่าง ตีนลอย องค์กรสื่อ เขียนใหม่ กฎหมายสื่อ

จำนวนผู้เข้าชม

สั  ปดาห์ก่อน “จอกอ” ติดสอยห้อยตาม บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการสื่อ ไปจับเข่าคุย กับอาจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ดูแลกฎหมายสื่อที่ส่งมาจาก สปท.

รายละเอียดคงบอกไม่ได้ทั้งหมด แต่หลักคือจะต้องทบทวนกฎหมายนี้ใหม่ทั้งฉบับ โดยเฉพาะประเด็นการแทรกแซงการทำงานของสื่อ โดยผ่านตัวแทนรัฐในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ทั้งนี้จะยึดหลักส่งเสริมสนับสนุนให้สื่อกำกับ ดูแลกันเอง

ก่อนหน้านี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ผ่าน ร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ....ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน

แม้ว่าองค์กรวิชาชีพสื่อ รวม 30 องค์กร จะได้ คัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว ว่าเป็นกฎหมายที่มีหลักการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทั้งขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาสำคัญของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้มีการครอบงำ และแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน  สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และจะยังส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวางในอนาคต จะก้าวเดินต่อไปอย่างไร

ตามขั้นตอน  สปท.ให้ความเห็นชอบ และแก้ไขถ้อยคำตามที่มีการตั้งข้อสังเกตแล้ว ก็จะส่งไปยังรัฐบาล โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับ ดูแล ซึ่งนายวิษณุ ได้แสดงท่าทีในการรับฟังความเห็นแย้ง โดยจะเชิญองค์กรสื่อที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความเห็น

อีกด้านหนึ่งอาจส่งร่าง พ.ร.บ.ให้คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย อันมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ พิจารณากลั่นกรอง แล้วส่งให้คณะกรรมการกฤษฏีกา กฤษฏีกาพิจารณาแล้ว ก็ส่งกลับให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ แล้วเสนอสภานิติบัญญัติตราเป็นกฎหมายใช้บังคับต่อไป

ที่ว่ามานี้เป็นขั้นตอนปกติ แต่อาจมีเหตุพิเศษในการใช้วิธีรวบรัดตัดตอน เพื่อให้ออกเป็นกฏหมายโดยเร็ว เนื่องจากเป็นกฎหมาย 3 ดาวของรัฐบาล ซึ่งยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะใช้อำนาจพิเศษแบบใด หรือจะใช้หรือไม่ เมื่อประเมินท่าทีล่าสุดของนายกรัฐมนตรีแล้วพบว่า มีความเข้าใจเรื่องการทำงานของสื่อมากขึ้น

มีบางประเด็นที่ไม่ได้ข้อยุติ และต้องหาทางออก เช่น นิยามคำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นิยามคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลาง เพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดอย่างเป็นปกติธุระ หรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ หรือมีรายได้จากการงานที่กระทำนั้น ไม่ว่าทั้งทางตรงและทางอ้อม

เมื่อพิจารณานิยามคำว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ประกอบกับความเห็นสาธารณะของประธานกรรมาธิการฯ นิยามนี้มุ่งหมายจะครอบคลุมไปถึงผู้ใช้สื่อทุกประเภท ทั้ง “สื่อบุคคล” และ “สื่อวิชาชีพ” ความหมายก็คือ ประชาชนทั่วไป ที่ใช้สื่อโดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะกำกับความรับผิดอยู่แล้ว จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ อันจะมีภาระผูกพันตามกฎหมายซึ่งจะต้องมีใบอนุญาตและอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต ดังจะกล่าวต่อไป

ประเด็นถัดมาคือ การกำหนดให้มีใบรับรองแทนใบอนุญาต ซึ่งก็ยังไม่ชัดว่าคำว่าใบรับรองนั้น คือใบอนุญาตซ่อนรูปหรือไม่ เพราะนี่เป็นหลักการใหญ่ที่กรรมาธิการต้องการ หากระดับความเข้มของใบรับรองไม่ต่างไปจากใบอนุญาต ก็ถือเป็นการกำหนดหลักการที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในหลายมาตรา เช่น มาตรา 26 ว่าด้วยการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล มาตรา 34  และมาตรา 35  ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นของประชาชน และสื่อมวลชน มาตรา 77  ว่าด้วยการที่รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ

นอกจากนั้น มาตรา 77  ยังบัญญัติว่า ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินี้ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการดังกล่าวแต่อย่างใด

มาตรา 77 ยังกล่าวถึง การที่รัฐจะใช้ระบบอนุญาต พึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการในกฏหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น พึงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐและระยะเวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน และพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง

ประเด็นเรื่องการมีตัวแทนรัฐในคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กำหนดให้มีตัวแทนของรัฐ ร่วมเป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่งสองตำแหน่ง คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่ การทำงานของสื่อมวลชน ที่ต้องตรวจสอบอำนาจรัฐ ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบ กลายมาเป็นผู้ตรวจสอบเสียเอง ก็เกิดกรณีที่อาจมีความขัดแย้งในเชิงอำนาจและผลประโยชน์ได้ เป็นอำนาจซ้ำซ้อน ที่ไม่ส่งผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องมีธรรมาภิบาล และมีความโปร่งใส

นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับสภาวิชาชีพอื่นๆ เช่น แพทยสภา สภาทนายความ ก็ไม่ปรากฏว่าสภาวิชาชีพเหล่านั้น มีบุคคลภายนอกหรือตัวแทนภาครัฐเข้าไปเป็นกรรมการแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผลความจำเป็นอย่างใด ที่จะต้องมีตัวแทนภาครัฐในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

ประเด็นเหล่านี้ยังไม่ตกไป และองค์การสื่อยังต้องเคลื่อนไหวคัดค้านจนถึงที่สุด เพราะคนเขียนกฏหมาย “ตีนลอย” ไม่เคยรู้ ไม่เคยสัมผัสเรื่องสื่ออย่างแท้จริงเลย ยิ่งคิด ยิ่งเขียน ยิ่งเตลิดไปไกลสุดกู่

 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1134 วันที่ 23 - 29 มิถุนายน 2560)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support