วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

'ชาญ' ยันซื้อที่โปร่งใส ยึดมติสหกรณ์ครู ศาลตัดสิน 29 ก.ย.

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

จากกรณีที่ชมรมพิทักษ์ครูลำปาง นำโดยนายเชิดศักดิ์ เสริมสุข และสมาชิก ออกมาเรียกร้องให้นายสมศักดิ์ สลีวงศ์  ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง  ดำเนินการเอาผิดกับคณะกรรมการฯชุดที่ 56 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปางแห่งใหม่  บริเวณริมถนนซุปเปอร์ไฮเวยลำปาง-งาว  ติดกับห้างแม็คโคร  เนื้อที่ 14 ไร่เศษ ในราคา 252 บาท  เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี  ไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุของสหกรณ์ฯ พ.ศ.2549   เป็นการซื้อในราคาสูงเกินจริงเฉลี่ยไร่ละ 16.8 ล้านบาท ขณะที่ที่ดินข้างเคียง เฉลี่ยไร่ละ 5.3 ล้านบาทเศษ  รวมทั้งก่อนซื้อไม่ได้มีการตรวจสอบแนวเขต ทำให้ที่ดินหายไป 50 ตารางวา พบหมุดที่ดินฝังอยู่บนถนนทางเข้าออกโรงแรมที่ตั้งอยู่ข้างเคียง  ซึ่งทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง ได้ดำเนินการ ยื่นฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายกับคณะกรรมการชุดที่ 56  และผู้จัดการสหกรณ์ในสมัยนั้น รวม 16 คน  รวมทั้งได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองลำปางแล้ว 

            -ซื้อที่ดินไม่กำหนดต้องแปลงเดียว

นายชาญ สัตตรัตนขจร อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง ชุดที่ 56  เปิดเผยว่า  สืบเนื่องจากที่ทำการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในปัจจุบัน คับแคบทั้งที่จอดรถ และพื้นที่ภายในสำนักงาน  ไม่สะดวกต่อสมาชิกที่มาใช้บริการ  ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีจึงมีมติที่จะจัดซื้อที่ดิน เพื่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ และห้องประชุมใหม่  โดยมีคณะกรรมการชุดก่อนจัดหาที่ดินมาตามลำดับก่อนที่คณะกรรมการชุมที่ 56 จะเข้ามาบริหาร แต่ไม่สามารถหาที่ดินที่เหมาะสมได้จึงเพิ่มวงเงินในการซื้อที่ดิน  เนื่องจากมติที่ประชุมกำหนดไว้ว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครู เป็นสถาบันการเงิน ที่ทำการแห่งใหม่ต้องอยู่ในย่านชุมชนและการคมนาคมสะดวก มีความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการและเจ้าหน้าที่  โดยมติในที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 25 ก.ค.55 ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีที่ดินแปลงเดียวหรือมีพื้นที่น้อยกว่า 15 ไร่  เพียงแต่เสนอเพิ่มวงเงินการจัดซื้อที่ดินจาก 80 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาทเท่านั้น  ซึ่งผู้เสนอก็คือนายสมศักดิ์ สลีวงศ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสหกรณ์อยู่  พร้อมกล่าวสนับสนุนว่าการจัดซื้อที่ดินเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับทุกประการ  โดยรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 28 ก.ค.55 ก็ได้บันทึกไว้ชัดเจน

            อดีตประธานฯ กล่าวว่า  ทางคณะกรรมการชุดที่ 56 ได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินตามระเบียบสหกรณ์ตามลำดับ เริ่มจากการประกวดราคา คัดเลือกที่ดินจากผู้ที่เสนอราคา  ตั้งคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน  และคณะกรรมการต่อรองราคา  ยืนยันว่าเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของสหกรณ์ และตามมติที่ประชุมใหญ่   แต่ไม่สามารถหาที่ดินตามที่กำหนดได้ จึงมีการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ  มีการพิจารณาที่ดินจากผู้เสนอราคา จนเหลือที่ดินที่เหมาะสมอยู่ 2 แปลง คือ  บริเวณสุขสะอาดพลาซ่า ตรงข้ามวิทยาลัยเทคนิค เนื้อที่ 11 ไร่เศษ เสนอมา 180 ล้านบาท  เฉลี่ยไร่ละ 17 ล้านบาทเศษ  และ ที่ดินติดกับห้างแม็คโครลำปาง ซึ่งเป็นของนายพินิจ จันทรสุรินทร์   มีการเสนอราคาเข้ามา 2 แปลง  รวมเนื้อที่รวม 2 แปลง  14 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา  ในราคา 260 ล้านบาท  โดยแปลงที่ 1 ติดกับถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-งาว  แปลงที่ 2 อยู่ด้านหลังแปลงที่ 1   ซึ่งคณะกรรมการจัดซื้อเห็นว่าที่ดินบริเวณสุขสะอาดพลาซ่า เนื้อที่ไม่เพียงพอ และอยู่ในชุมชนแออัด ถนนคับแคบอาจเกิดปัญหาได้ในอนาคต   จึงได้เลือกที่ดินของนายพินิจ  จันทรสุรินทร์

            -รู้ก่อนซื้อมีลำเหมืองกั้น

ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน ได้มีการตรวจสอบแนวเขตแล้วพบว่ามีลำเหมืองสาธารณะกั้นอยู่ ระหว่างโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลงอย่างชัดเจน   ซึ่งไม่น่าเป็นอุปสรรคกับการก่อสร้างเพราะลำเหมืองตื้นเขินไม่มีสภาพเป็นลำเหมืองแล้ว สามารถสร้างสะพานเชื่อมหากันได้   และเห็นว่าที่ดินของนายพินิจ ราคาใกล้เคียงกับที่ดินบริเวณสุขสะอาดพลาซ่า จึงตั้งคณะกรรมการต่อรองราคาเข้าไปพูดคุยให้ได้ราคาต่ำลงที่สุด  และมีเงื่อนไขให้ผู้ขายถมที่ดินสูงขึ้น 80 ซ.ม.  และจะต้องรับภาระค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าธรรมเนียม ค่าภาษีทั้งหมด  ซึ่งนายพินิจยอมรับเงื่อนไขและลดราคาลงเหลือ 252 ล้านบาท   มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายในวันที่ 28 พ.ย.55  ไม่มีการวางเงินมัดจำแต่อย่างใด  ต่อมาวันที่ 19 ธ.ค.55 ได้เข้าตรวจสอบที่ดินพบว่าผู้ขายได้ถมที่เสร็จตามเงื่อนไข จึงตรวจรับที่ดินไว้  จากนั้นคณะกรรมการชุดที่ 56 หมดวาระลงในวันที่ 20 ธ.ค.55  และได้มีคณะกรรมการชุดที่ 57 เข้ามาบริหารงานต่อเรื่อยมา 

-ประชุมใหญ่ไม่คัดค้าน

นายชาญ  ยังได้กล่าวอ้างว่า ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2557 วันที่ 26 ธ.ค.57   นายสมศักดิ์ สลีวงศ์ เป็นผู้จัดการสหกรณ์ ชี้แจงในที่ประชุมว่า การจัดซื้อที่ดินถูกต้องเป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ทุกประการ   ส่วนที่ดินที่ซื้อราคาสูง เนื่องจากทำเลที่ดินบริเวณนั้นเป็นทำเลทอง มีหลายบริษัทมาขอแบ่งซื้อ ให้ราคาไร่ละ 32 ล้านบาท   โดยมีสหกรณ์จังหวัดลำปาง เข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง และรับรู้เรื่องการจัดซื้อที่ดินมาโดยตลอด  รวมทั้งทราบว่าทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไปแล้วเมื่อวันที่ 29 พ.ย.55  ดังนั้นหากเห็นว่าการซื้อที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับของสหกรณ์ ก็สามารถขอมติที่ประชุมให้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายได้   แต่ต่อมาก็ได้มีการซื้อขายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 28 ธ.ค. 57  

-ที่ไม่หาย แต่เพิ่มขึ้น

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าที่ดินได้หายไป 50 ตารางวา นั้น  นายชาญ  กล่าวอ้างตามเอกสารใบเสนอราคาของนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ว่า   ได้มีการระบุเนื้อที่ไว้ชัดเจนว่าที่ดินทั้ง 2 แปลงมีเนื้อที่รวม 14 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา  ซึ่งหลังจากซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์แล้ว พบว่าหลังโฉนดที่ดินเลขที่ 4629 แปลงที่ 1 มีเนื้อที่ 8 ไร่ 33.9 ตารางวา  และโฉนดที่ดินเลขที่ 3535 แปลงที่ 2 มีเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 5.6 ตารางวา  ซึ่งรวมทั้ง 2 แปลงแล้ว มีเนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 39.5 ตารางวา  เท่ากับว่าสหกรณ์ได้ที่ดินเพิ่มขึ้นมา 6.5 ตารางวา  เฉลี่ยตารางวาละ 42,000 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 273,000 บาท  เหตุที่เข้าใจผิดว่าที่ดินหายไปนั้น คาดว่าเนื่องมาจากในเอกสารสัญญาจะซื้อจะขาย ทางเจ้าหน้าที่ทะเบียนได้เขียนตัวเลขผิด ซึ่งในสัญญาดังกล่าวระบุว่าที่ดินแปลงที่ 2  มีเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา   แต่ตัวเลขหลังโฉนดจริงคือ 5.6 ตารางวา

และการที่หลักหมุดที่ดินอยู่บนถนนทางเข้าของโรงแรมแห่งหนึ่ง   โรงแรมสร้างขึ้นประมาณปี 2558  เป็นอำนาจของคณะกรรมการชุดที่ 58 ถึงชุดที่ 60 ต้องดูแลปกป้องที่ดินของสหกรณ์ แต่กลับปล่อยปะละเลย และโยนความผิดให้กับคณะกรรมการชุดที่ 56 

            -ซื้อคนละปีเทียบราคากันไม่ได้

อดีตประธานฯ กล่าวอีกว่า  การกล่าวอ้างว่าสหกรณ์ซื้อที่ดินเฉลี่ยไร่ละ 16.8 ล้านบาท ในขณะที่ที่ดินใกล้เคียงเฉลี่ยไร่ละ 5.3 ล้านบาท  ซึ่งที่ดินข้างเคียงไม่ได้มีการซื้อขายในช่วงเวลาเดียวกัน  แต่ซื้อขายมาก่อนสหกรณ์จะซื้อที่ดินประมาณ 2 ปี  ขณะนั้นบริเวณดังกล่าวยังคงเป็นทุ่งนา ไม่มีการพัฒนา จึงนำมาเทียบเคียงกันไม่ได้  หากได้ข้อมูลมาจากฐานการเสียภาษีการซื้อขายที่ดินของสำนักงานที่ดินลำปาง ก็เป็นเพียงราคาประเมินการเสียภาษีเท่านั้น ไม่ใช่ราคาซื้อขายที่แท้จริง  กรณีที่ผู้จัดการสหกรณ์ให้ข้อมูลว่าต้องรับภาระดอกเบี้ย 10 ล้านบาทต่อปี กระทบถึงสวัสดิการของสมาชิกนั้น   คงไม่เป็นความจริง เพราะปกติสหกรณ์มีการกู้ยืมจากสถานบันการเงินหลายแห่ง เพื่อนำมาให้สมาชิกกู้ยืมหมุนเวียน ย่อมมีดอกเบี้ยอยู่แล้ว  และที่ผ่านมาสหกรณ์ก็ยังจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยคืนให้สมาชิกได้เท่าเดิมกับปี 2555 และจ่ายสูงขึ้นในปีต่อมา รวมทั้งจัดหาสวัสดิการให้แก่สมาชิกได้เพิ่มขึ้นด้วย  อีกทั้งยังนำที่ดินไปจำนอง วงเงิน 42 ล้านบาท มาเป็นสวัสดิการเงินกู้แก่สมาชิก  สหกรณ์จึงได้รับส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินที่กู้มา กับดอกเบี้ยที่ให้สมาชิกกู้ไป ซึ่งเป็นรายได้ของสหกรณ์ทั้งสิ้น

            -หยุดโครงการไม่เกี่ยวกับชุด 56

การจะกล่าวหาว่าไม่สามารถสร้างสำนักงานใหม่ได้ เป็นเพราะกรรมการชุดที่ 56 ก็ไม่ถูกต้อง  เมื่อคณะกรรมการชุดที่ 58 เข้ามาบริหาร โดยมีนายสรายุทธ พิจอมบุตร เป็นประธาน ได้มีคำสั่งที่ 11/2558 แต่งตั้งนายสมศักดิ์ สลีวงศ์   ผู้จัดการสหกรณ์ เป็นตัวแทนขออนุญาตก่อสร้างอาคารสำนักงาน หากก่อสร้างตามกรอบเวลาที่กำหนด ปัจจุบันน่าจะแล้วเสร็จและให้บริการสมาชิกได้ แต่ไม่มีการดำเนินการต่อ  เพราะมีการร้องเรียนไปหลายหน่วยงาน โครงการทั้งหมดจึงหยุดลง เมื่อคณะกรรมการชุดที่ 58 ไม่ได้ดำเนินการ จึงไม่ใช่ความผิดของคณะกรรมการชุดที่ 56   ซึ่งหลักฐานเอกสารทั้งหมดที่ตนกล่าวมานั้นอยู่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง  สมาชิกสามารถตรวจสอบได้   นายชาญ สัตตรัตนขจร กล่าว

ด้านนายกิตติพันธ์  จันทร์หอม  ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องทั้ง 16 คน กล่าวความคืบหน้าด้านคดีว่า   ทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง  โดยนายสมศักดิ์ สลีวงศ์ ผู้จัดการสหกรณ์ฯ  ผู้รับมอบอำนาจ ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการชุดที่ 56  รวม 16 คน  ให้ร่วมกันชำระเงินคืนเป็นเงิน 326 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นจำนวน 252  ล้านบาท ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานสืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว และศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 29 ก.ย.60  ส่วนคดีอาญาที่ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง ได้ส่งเรื่องไปยัง  ป.ป.ช. เรื่องยังไม่ส่งกลับมา   นอกจากนั้นทางคณะกรรมการชุดที่ 56  ได้มอบหมายให้ตนรวบรวมหลักฐาน ดำเนินการกับบุคคลที่รวมตัวกันออกมาแสดงป้ายข้อความกล่าวหาคณะกรรมการชุดที่ 56 ให้ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย 

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support