วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ลำปางนำร่องกัญชา ปลูกจิตอาสาส่งทำยา

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

เลือกลำปางนำร่องภาคเหนือปลูกกัญชาส่งกรมการแพทย์แผนไทย  “ประพัฒน์” เผยผู้ต้องการปลูกต้องเป็นกลุ่มวิสาหกิจ ต้องยอมเสียสละทั้งแรงและทุนทรัพย์ ลงทุนถึง 1 ล้านบาท  ชูการปลูกแบบอินทรีย์เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

จากที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ นำโดยนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ร่วมหารือกับ นายแพทย์ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในหัวข้อ การขออนุญาตเพาะปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์”  เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 62 ที่ผ่านมา   ซึ่งผลสรุปออกมาว่า ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติ ต้องการปลูกกัญชาแบบเกษตรอินทรีย์เท่านั้น และได้คัดเลือก 4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี ลำปาง และบุรีรัมย์ โดย จ.ลำปาง จะนำร่องพื้นที่ปลูกก่อน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ  กล่าวว่า ในการประชุมหารือร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งตัวแทนจากโรงพยาบาลทั้ง 4 ภูมิภาค จนนำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงกับทางกรมการแพทย์แผนไทย โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติจะปลูกกัญชาแบบเกษตรอินทรีย์ส่งให้กับกรมการแพทย์แผนไทย นำร่อง 4 จังหวัด คือ ลำปาง บุรีรัมย์ กาญจนบุรี และสุราษฎร์ธานี

โดยเน้นทำการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์คือการทำเกษตรที่ปลอดภัยและสะอาดที่สุด เริ่มจากการตรวจน้ำ ตรวจดินหาสารตกค้าง ตรวจประวัติการเพาะปลูกย้อนหลังไป 10 ปี เพราะฉะนั้นการจะปลูกต้องดูแลเป็นพิเศษมาก  เมื่อนำพืชผักไปทำอาหารก็ต้องปลอดภัย และยิ่งนำไปทำเป็นยาก็ยิ่งต้องปลอดภัยมากขึ้นด้วย  จึงต้องเข้มงวดเรื่องเคมีเกษตรมาก  โดยสภาเกษตรฯได้มีการทดลองปลูกแล้วหลังจากจดแจ้งขึ้นทะเบียนได้ ประมาณ 4 เดือนแล้ว ขณะนี้ต้นได้สูงท่วมหัวแล้ว สุขภาพดีและแข็งแรง เชื่อว่าการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์จะได้ผลดี

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า  การเลือก จ.ลำปาง เป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องของการปลูกกัญชา เนื่องจากว่ามีอาสาสมัครที่มีความพร้อม ทั้งใจรักและทุนทรัพย์ เนื่องจากจะไม่มีงบประมาณให้ ผู้ปลูกต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด  ต้องเสียสละ ลงทุนฟรีให้กับหลวงคนละประมาณ 1 ล้านบาท  เน้นผู้ที่ต้องการความรู้ ไม่เน้นกำไร เพื่อจะให้ได้รู้ว่าคนไทยก็สามารถทำผลผลิตดีๆออกมาได้ ไม่ต้องพึ่งต่างชาติมากเกินไป  น่าจะต้องใช้พื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ให้ผลสัมฤทธิ์ก่อนและค่อยขยับขยายออกไป  ซึ่งในเรื่องนี้เอง ก็มีเกษตรกรสอบถามตนเข้ามามาก ว่าทำไมถึงมีการนำร่องแค่ 4 จังหวัด เพราะมีคนอยากปลูกมากมาย  ขอชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้ปลูกทางเชิงพาณิชย์  ยังไม่สามารถปลูกขายได้  หากเกษตรกรทั่วไปปลูกอาจจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมายก็ได้  เพราะฉะนั้นจึงได้ขอเริ่มต้นจากพื้นที่ที่มีความพร้อมก่อน ขอให้อดใจรอจนกว่าสังคมจะเปิดกว้างและกฎหมายจะผ่อนปรน  หากใน 4 จังหวัดนี้เริ่มปลูกและมีความเป็นไปได้ ในอนาคตก็จะมีการขยายออกไปให้ปลูกได้ทุกจังหวัด

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1233 วันที่ 14 - 20 มิถุนายน 2562)
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว

โรงพยาบาลเขลางค์เวชภัณฑ์

เขลางค์เวชภัณฑ์ Web copy.jpg
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support