
บ่อยครั้งที่เราเข้าวัดในเมืองลำปางแล้วเห็นดอกไม้สีชมพูรูปทรงแปลกตา
ส่งกลิ่นหอมแรง พร้อมป้ายกำกับว่า ดอกสาละ บางแห่งบอกละเอียดขึ้นมาอีกนิดว่า
ดอกสาละลังกา ทว่าก็ยังมีความกำกวมอย่างไรชอบกล
เรื่องนี้นักวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ต่างพากันส่งสัญญาณให้แต่ละวัดพิจารณาดำเนินการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับต้นสาละแก่ประชาชนมานานแล้ว
แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กัน ความรู้ทางวิชาการกับความเชื่อของพุทธศาสนิกชนนั้น
มันช่างสวนทางกันอยู่ร่ำไป
ต้นสาละคือไม้ในพุทธประวัติที่ปรากฏอยู่ในเหตุการณ์สำคัญ
2
ตอน นั่นคือ ในคราวที่พระนางสิริมหามายามีพระประสูติการเจ้าชายสิทธัตถะ
พระนางประทับอยู่ใต้ต้นสาละ และเมื่อคราวเสด็จปรินิพพาน
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ประทับอยู่ใต้ต้นสาละเช่นเดียวกัน
บุญรอด อินทวารี
อธิบายไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤษภาคม 2554 ว่า
ต้นสาละ (จริง ๆ) เป็นต้นไม้ที่เจริญเติบโตอยู่ในแถบอินเดียเหนือ ลำต้นสูงราว 20-30
เมตร ลักษณะคล้ายกับต้นรัง มีดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่ง กลิ่นหอมอ่อน
ๆ ผลเป็นเปลือกแข็ง มีปีกรูปใบพาย 5 ปีกห้อยลงมา ต้นสาละนี้ไม่ชอบอากาศร้อนชื้น
จึงเจริญเติบโตได้ไม่ดีนักในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม
ทุกวันนี้มีความสับสนระหว่างต้นสาละจริง ๆ
กับต้นไม้อีกชนิดหนึ่งที่เรียกชื่อคล้ายกันว่า ต้นสาละลังกา
ต้นไม้ชนิดนี้มีจุดเด่นตรงดอกช่อใหญ่ออกมาจากลำต้น ปลายโน้มลง ผลเป็นลูกกลมใหญ่คล้ายลูกปืนใหญ่สมัยโบราณ
บุญรอดอธิบายว่า ต้นสาละลังกาเดิมมีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้
ต่อมาได้มีผู้นำมาปลูกในลังกา (บางท่านระบุว่า ผู้นำมาปลูกในลังกานั้น
ก็คือสวนพฤกษศาสตร์ลังกานั่นเอง) จนกระทั่งได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วลังกา
โดยคนลังกาเรียกว่า “ซาล” หรือ “สาละ” และยังเชื่ออีกด้วยว่า ดอกของต้นไม้ชนิดนี้
เปรียบได้กับแท่นที่ประทับของพระพุทธองค์ในคราวเสด็จปรินิพพาน
ส่วนเกสรคล้ายกับสาวกที่รอบล้อมอยู่ นอกจากนี้ คนลังกายังนิยมนำมาบูชาพระด้วย
เข้าใจว่า ต้นสาละลังกานี้คงถูกนำมาปลูกในประเทศไทยราว 50 ปีก่อน จากนั้นจึงแพร่หลายไปทั่ว และด้วยความที่ชื่อเรียกคล้าย ๆ กัน
จึงทำให้เกิดความสับสนจนทุกวันนี้
ต้นสาละลังกา หรือต้นลูกปืนใหญ่ (Cannon
Ball Tree) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Couroupitaguianensisเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ส่วนต้นสาละ (Sal Tree) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Shorearobustaเป็นไม้ในวงศ์ยาง
ซึ่งเป็นไม้ในพุทธประวัติจริง ๆทั้ง 2 ชนิดนี้ ต่างวงศ์
ต่างสกุล และต่างถิ่นกำเนิด
“Been Aiyakool”ซึ่งศึกษาทางด้านพฤกษศาสตร์
ได้ตั้งประเด็นนี้ขึ้นมาในเฟสบุกของเขา จากการตระเวนดูงานจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องราวในพุทธประวัติตามวัดต่าง
ๆ แล้วพบว่า ในภาพจิตรกรรมตอนพุทธปรินิพพานที่เขียนขึ้นในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
สมัยรัชกาลที่ 1 ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในวังหน้า กรุงเทพฯ
ต้นสาละนั้น ดูไม่ได้ออกดอกตามลำต้น กิ่งใบก็ไม่ได้คล้ายต้นลูกปืนใหญ่แต่อย่างใด
แต่ดูคล้ายต้นสาละจริง ๆ มากกว่า นอกจากนี้ งานจิตรกรรมวัดบวรนิเวศวิหาร ที่คาดว่าเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่
4 ยังวาดผลสาละเป็นผล 3 ปีก (ผลต้นสาละจริง
ๆ มี 5 ปีก ปีกยาว 3 ปีก ปีกสั้น 2
ปีก) ซึ่งก็นับว่าใกล้เคียงกับต้นสาละจริง ๆ เขาจึงสรุปจากหลักฐานดังกล่าว
ที่แสดงให้เห็นเด่นชัดว่า คนในอดีตอย่างน้อยก็สมัยเมื่อ 100 กว่าปีก่อน
ยังมีความรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับต้นสาละจริง ๆ
เรื่องนี้นักวิชาการด้านพฤกษศาสตร์คงต้องรณรงค์กันอีกยาว
ๆ กับวัดทั่วประเทศไทย เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องระหว่างต้นลูกปืนใหญ่ว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพุทธประวัติแม้แต่น้อย
กับต้นสาละ (จริง ๆ)ทางวัดอาจหามาปลูกภายในบริเวณเดียวกันก็ได้
เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่ สำหรับคนลำปาง หากอยากเห็นต้นสาละจริง ๆ
ได้ข่าวว่ามีปลูกไว้ที่สถานีฝึกนิสิตวนศาสตร์ห้วยทาก อำเภองาวค่ะ
(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1128 วันที่ 5 - 11 พฤษภาคม 2560)
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น