วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563

คนเดียว…ไม่เดียวดาย

จำนวนผู้เข้าชม เว็บเคาน์เตอร์

คนเรานั้นจะอยู่คนเดียวคงไม่ได้ก็คงเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่รวม ๆ กันเพื่อช่วยเหลือ อาทรต่อกัน  และในอดีต สมัยโบราณคนก็อยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน  คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  อยู่รวมกันอย่างสามัคคี  แต่ชีวิตคนเรานั้นมี 3 ช่วง ๆ ละ 8 ชั่วโมง คือนอน 8 ชั่วโมง ละเรายังมีการแบ่งการใช้ชีวิตอีกแบบคือชีวิตการงาน ชีวิตครอบครัว และชีวิตส่วนตัว  ซึ่งในชีวิตส่วนตัวก็คือเวลาที่อยู่กับตัวเอง ก็คนเดียว อย่างเช่น เวลาที่นอนหลับ เข้าห้องน้ำ พักผ่อน ออกกำลังกาย เข้าห้องพระเพื่อสวดมนต์ ซึ่งบางครั้งบางเวลาชีวิตส่วนตัวก็ยังมีการทำร่วมคนอื่นๆ เช่น เวลาออกกำลังกายเป็นหมู่เป็นคณะ หรืออาจจะสวดมนต์หมู่ แต่ในเวลาอื่น ๆ เราก็คงอยู่คนเดียวไม่ได้ จำจะต้องอยู่กับคนอื่นๆ  ไม่ว่าจะทำงานร่วมงานคนอื่น ๆ ทำกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งจะต้องอาศัยมีมนุษยสัมพันธ์กันหน่อย อย่าเห็นแก่ตัว ควรมีน้ำใจเอื้อเฟื้อคนอื่น ๆ 

โดยเฉพาะการไปท่องเที่ยวด้วยกัน มีใจที่เอื้อเฟื้อต่อกัน และในความเป็นจริงนั้น เรามีเพื่อนคนหนึ่งไม่เคยสนใจ เอื้ออาทร เอื้อเฟื้อต่อเพื่อน ๆ เวลาได้ตายไปชวนเพื่อนไปงานศพไม่ว่าไปสวดศพหรือไปเผาศพ ก็ไม่มีใครไปให้ความเสียใจในโอกาสสุดท้ายของเพื่อนคนนี้เลย ก็ตายจากกันไปแล้ว จะเอาอะไรกันอีกเล่า

นอนคนเดียวมันช่างเปล่าเปลี่ยวอุรา เดินทางคนเดียวเปล่าเปลี่ยวโหยหา โบราณสอนว่า “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” ซึ่งก็คือการแนะนำให้ทำสิ่งไหนอย่าทำเพียงคนเดียว ควรเป็นสองหรือสองเรานั้นเป็นสิ่งดี ดังเช่นคำว่า อยู่ให้มีไฟ ไปให้มีเพื่อ เป็นต้น

ในเรื่องการกินก็เช่นกัน มีคำสอนในพุทธศาสนา “กินคนเดียวย่อมไม่มีความสุข ซึ่งก็เป็นการเตือนให้คนเรารู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เพื่อนบ้านเป็นรั้วบ้านให้คุณได้เป็นอย่างดี มีอะไรกันส่งให้แก่กันบ้าง การนึกถึงคนอื่นนั้นก็เป็นคุณสมบัติที่ดีของผู้มีจิตใจสูง

คำคมในหนังสือจีนพูดถึงการดื่มสุราไว้ น่าคิด คือ “มีเพื่อนรู้ใจ เหล้าร้อยไหก็ไม่เมา” คนที่กินเหล้าคนเดียวบ่อย ๆ นั้น มักเป็นคนติดเหล้า เพราะการกินเหล้าเพื่อสังคมนั้น จะเป็นการกินน้อย ๆ สนทนาพาทีกับเพื่อนฝูง หาสิ่งจรรโลงใจมาคุยกัน ก็สร้างความเพลิดเพลินใจได้

ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่อง “คนเดียว” กับ “หลายคน” ว่าส่งผลอย่างไร

ผู้รู้พูดถึงสามสิ่งที่บริโภคคนเดียวย่อมให้โทษ ซึ่งน่าปฏิบัติตามอยู่นั่นคือ

1.    อำนาจ
2.    ผลประโยชน์
3.    เกียรติ

อำนาจนั้นยิ่งใหญ่ คนมักใฝ่หาอำนาจเหนือคนอื่น ใครมีอำนาจย่อมมีความสุขใจ มีคนแวดล้อมมากมาย และอำนาจนั้นนำมาซึ่งผลประโยชน์ บางคนจึงพูดว่าอำนาจคือผลประโยชน์ ดูที่อำนาจของคนนั้น แล้วจะรู้ว่าประโยชน์อยู่ที่ใด

ผลประโยชน์นั้นเป็นสิ่งดึงดูดคนให้ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ ช้ำตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนและพวก เป็นการกินกันเป็นทีม นี่เป็นผลประโยชน์ทางวัตถุ ส่วนประโยชน์อื่นก็มีเช่นตำแหน่งที่สูงขึ้น ความมีหน้ามีตาในสังคม ก็เรียกว่าเกียรติ

หน่วยงานเป็นสังคมคน งานทุกอย่างที่ทำนั้นล้วนเกื้อกูลเกาะเกี่ยวกัน ทำคนเดียวสำเร็จจะทำได้หรือ?

ผู้รู้จึงแนะว่า จงเฉลี่ยความมีเกียรติอำนาจวาสนา และผลประโยชน์ในทางที่ชอบที่ควรให้แก่ผู้อยู่ใกล้ แล้วท่านจะมีสิ่งนั้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เราะให้ท่าน ๆ จักให้ตอบสนอง คำนี้ไม่ผิดหรอก

ดูตัวอย่างผึ้ง ที่ทำตนสะอาด ขยันบินไม่สู้นัก วางตนพอดี ฉลาดสะสม นิยมสามัคคี คนเราก็เช่นกัน ถ้ารู้จักอำนาจ รู้จักผลประโยชน์ที่ชอบ และมอบความมีเกียรติให้เพื่อนฝูงบ่อย ๆ จะอยู่ที่ใดก็สุขสงบ ฉะนั้นจงเอาตัวอย่างแบบผึ้งกันได้เลยนะ ท่านทั้งหลาย


Share:

0 ความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์