วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรื่องเยอะ ๆ ของ “คน” ลำปาง




กุลธิดา สืบหล้า...เรื่อง

เรื่องทั้งหมดอาจเริ่มต้นที่ตำบลนาแส่ง อำเภอเกาะคา ซึ่งมีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โฮโมอีเรคตัส หรือมนุษย์เกาะคา เป็นหลักฐานทางโบราณคดียืนยันถึงการมีอยู่ของมนุษย์เมื่อ 500,000 ปีก่อน ตามมาด้วยการค้นพบภาพเขียนสีและโครงกระดูกมนุษย์โบราณอายุ 3,000 ปี บ่งชี้ว่ามีคนบางกลุ่มมาใช้พื้นที่ดอยประตูผาประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์

นั่นคือกลุ่มคนในยุคแรก ๆ ที่อยู่รายรอบเมืองลำปางของเรา

ครั้นเมืองเชียงแสนถูกตีแตกในปี พ.ศ. 2347 ชาวเชียงแสนจำนวนมากพากันอพยพมาตั้งชุมชนอยู่ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำวัง จนกลายเป็นกลุ่มคนที่ทรงอิทธิพล ซึ่งเราจะเห็นได้จากศิลปะแบบเชียงแสนตามวัดวาอารามหลายแห่ง นอกจากนี้ เมืองลำปางยังมีขบวนพ่อค้าวัวต่าง ซึ่งเป็นพ่อค้าเร่ชาวไทยใหญ่ ชาวฮ่อ ผ่านมาเป็นสีสันในบางคราว

ช่วงที่ผู้คนมีความหลากหลายมากที่สุด คงเป็นยุคสมัยของเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ที่เริ่มมีกลุ่มคนเข้ามาทำไม้ อย่างฝรั่งอังกฤษ ชาวไทยใหญ่ ชาวพม่า และชาวขมุ

พูดถึงชาวตะวันตกแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขาคือผู้นำสีสันการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ ๆ มาให้ชาวลำปางได้ตื่นเต้น ทั้งวัฒนธรรมการกินดื่ม การอยู่อาศัยในบ้านใหญ่โต ขับรถโก้หรู และยังเปิดโลกแห่งกีฬาอย่างโปโล เทนนิส และกอล์ฟ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

สำหรับชาวพม่า นี่คือกลุ่มคนที่ทรงอิทธิพลแห่งย่านตลาดจีนยุคแรก ๆ ซึ่งเข้ามาในเมืองลำปางเพื่อช่วยงานด้านป่าไม้แก่ชาวอังกฤษ พวกเขาเลือกตั้งถิ่นฐานบริเวณศูนย์กลางการค้าขายและคมนาคม เพื่อสะดวกต่อการชักลากไม้และลำเลียงสินค้า นั่นก็คือย่านตลาดจีน ริมแม่น้ำวังนั่นเอง ส่งผลให้ต่อมาชาวพม่ากลายเป็นคหบดีหลายต่อหลายคน

เศรษฐกิจการค้าอยู่ในกำมือของชาวพม่าจนกระทั่งชาวจีนไหหลำและชาวจีนแคะเริ่มเข้ามาพร้อมกับเรือสินค้า โดยชาวจีนกลุ่มแรก ๆ ที่มาถึงย่านตลาดจีนถือเป็นกลุ่มจีนเก่า สะสมทุนด้วยการรอนแรมในเรือหางแมงป่อง ขึ้น-ล่องนำสินค้าจากปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ หรือกรุงเทพฯ ขึ้นมาขาย ทั้งยังนำเข้าสินค้าจากเมืองนอกสำหรับพวกฝรั่งอังกฤษที่เข้ามาทำไม้ กระทั่งสร้างฐานะจนเป็นเจ้าของตึกสวย ๆ ในย่านตลาดจีนเช่นเดียวกับคหบดีชาวพม่า หรือไม่ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายอากรเก็บภาษีในท้องถิ่น ยุคนั้นมองทางไหนก็เห็นแต่คนจีน จนชาวบ้านพากันเรียกย่านนี้ว่าตลาดจีนเสียเลย

เมื่อรถไฟขบวนแรกมาถึงเมืองลำปางในปี พ.ศ. 2459 ความเปลี่ยนแปลงอันหลากหลายก็ตามมา ชาวจีนจำนวนมากหลั่งไหลมาทำการค้า ดังจะเห็นได้จากตึกแถวแบบจีนปนฝรั่งย่านสบตุ๋ยที่ผุดขึ้นอย่างใหญ่โตอลังการ ชาวจีนกลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มที่สองที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในลำปางต่อจากกลุ่มดั้งเดิมที่ตลาดจีน

หมดยุคของย่านตลาดจีนไปแล้ว เมื่อถนนทุกสายมุ่งสู่ตลาดเก๊าจาวเพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ย่านความเจริญแห่งใหม่ ขณะที่ในเมือง ธุรกิจการค้าก็ขยับขึ้นไปอยู่บนถนนทิพย์ช้างจนหมด

ราวปี พ.ศ. 2473 ช่วงนี้เองที่ชาวอินเดียนับถือศาสนาซิกข์กลุ่มเล็ก ๆ เดินทางจากรัฐปัญจาบเข้ามาเผชิญโชคในประเทศไทย เพื่อหนีความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งขณะนั้นกำลังมีการแยกประเทศอินเดียและปากีสถาน โดยผ่านทางพม่า แม่สาย จนมาถึงลำปาง ในตอนนั้นพวกเขาต่างเห็นว่า ลำปางคือศูนย์กลางทั้งด้านการค้าและการคมนาคมที่เฟื่องฟูที่สุดในภาคเหนือไม่นับเชียงใหม่ น่าจะลองทำการค้าสักอย่างที่เมืองลำปางยังไม่มี

กล่าวกันว่า วารียาม ซิงห์ พร้อมด้วยพี่น้อง ได้แก่ ยากัต ซิงห์ และดาลีป ซิงห์ คือคนอินเดียกลุ่มเล็ก ๆ นั้น และเป็นกลุ่มแรกที่เดินทางมาลงหลักปักฐานบนถนนทิพย์ช้าง ด้วยการเปิดร้านขายผ้าจากอินเดีย เล่ากันว่า ขายดีชนิดที่ชาวบ้านจากอำเภอรอบนอกจะมาเคาะประตูให้เปิดร้านตั้งแต่ตีสามตีสี่

วารียาม ซิงห์ บุกเบิกธุรกิจขายผ้าบนถนนทิพย์ช้าง กระทั่งถนนเส้นนี้กลายเป็นแหล่งรวมร้านขายผ้าของชาวอินเดียทั้งที่นับถือศาสนาซิกข์และศาสนาฮินดู เขายังเป็นผู้นำในการสร้างวัดซิกข์เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอินเดียในลำปาง และเป็นการบอกกล่าวให้รับรู้ว่ามีชุมชนชาวอินเดียเกิดขึ้นที่นี่แล้ว

เมื่อลู่ทางการค้าผ้าไปได้สวย ก็ย่อมดึงดูดชาวอินเดียจากรัฐปัญจาบให้อพยพตามกันมาเรื่อย ๆ ได้แก่ ตระกูลจาวาลา (ร้านมงคล) ตระกูลสินธุเขียว (ร้านแพรไหมและแพรทอง) และตระกูลโซนี (ร้านวันชัย) จนกระทั่งกลายเป็น 3 ตระกูลหลักที่เปิดร้านขายผ้าบนถนนทิพย์ช้าง

ชาวอินเดียในเมืองลำปางมีทั้งกลุ่มที่มาจากรัฐปัญจาบ ซึ่งจะพูดภาษาปัญจาบี ขณะบางคนจะพูดภาษาฮินดี ซึ่งเป็นภาษากลาง พวกเขายังคงรับข่าวสารจากประเทศอินเดีย และมีค่านิยมในการส่งลูกหลานไปเรียนที่อินเดียตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อคงไว้ซึ่งรากเหง้าของตนเอง ศาสนา และที่สำคัญ ยังได้เปรียบทางด้านภาษาด้วย นอกจากนี้ พวกเขายังยึดมั่นในสายสัมพันธ์ชาวอินเดีย โดยมีมิตรอยู่ทุกจังหวัดในภาคเหนือ หรือแม้แต่ที่กรุงเทพฯ ก็รู้จักกันอย่างทั่วถึง

จะเห็นได้ว่า เมืองของเรามีพื้นเพมาจากกลุ่มคนที่แตกต่าง ซึ่งเติมเต็มให้กันและกัน นี่กระมังที่ทำให้เมืองขับเคลื่อนไปได้ และกลายเป็นเสน่ห์ตราบใดที่เราต่างเคารพในวิถีทางของแต่ละคน 


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1000 ประจำวันที่ 17 - 23  ตุลาคม  2557)


Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support