วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ร้องถูกตัดชื่อสมาชิกงานศพ ปธ.โต้ทุกคนรู้ดี

จำนวนผู้เข้าชม

เมื่อเวลา 09.30น.วันที่ 4 ก.ค.60 ที่ศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลาง จ.ลำปาง นายหลี สิงห์สี พร้อมด้วยนายประพันธ์ กาโจทย์ นายสมพร แก้วก้อ และนายเพชร ทาวัน นำชาวบ้าน บ้านไร่ข่วงเปา ม 11 ต.ปงแสนทอง อ.เมือง จ.ลำปาง จำนวน 74 ราย เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ โดยชาวบ้านทั้งหมดต่างมีความเดือดร้อนที่ถูกนางพรรณี ศรีสุข ประธานชุมชน ตัดออกจากการเป็นลูกสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่มีเหตุผล

ทั้งนี้ หนึ่งในกลุ่มผู้นำที่มาร้องเรียนให้รายระเอียดว่า เมื่อประมาณวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางลูกสมาชิกทั้ง 74 รายได้ไปร่วมพิธีศพของคนในหมู่บ้าน และทำการจ่ายเงินค่าสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ให้กับคณะกรรมการที่มาตั้งโต๊ะรอรับเงินที่หน้างานหลังคาเรือนละ 150 บาท แต่ปรากฏว่าทางคณะกรรมการไม่ยอมรับเงินค่าสมาชิก และไม่ยอมชี้แจงใดๆ จึงไปสอบถามกับนางพรรณี ศรีสุข ประธานชุมชน ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า สาเหตุที่ทางคณะกรรมการไม่รับเงินของสมาชิกกลุ่มนี้ เพราะชาวบ้านทั้ง 74 ราย ไปเข้ากลุ่มเป็นลูกสมาชิกเพิ่มเติมในหมู่บ้านไร่นาน้อยที่อยู่ติดกัน ซึ่งไม่สามารถทำได้เนื่องจากเป็นการผิดกฎระเบียบของหมู่บ้าน จำเป็นจะต้องตัดลูกสมาชิกกลุ่มนี้ออกไปทั้งหมด โดยไม่มีการช่วยเหลือใดอีก  แต่ในความเป็นจริงนั้นชาวบ้านทุกคนสามารถที่จะเข้าเป็นสมาชิกในหมู่บ้านใดก็ได้ และไม่มีกฎระเบียบห้ามเอาไว้แต่อย่างใด แต่ที่ผ่านมา ประธานชุมชนเองก็ยังสามารถไปเข้าเป็นลูกสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ในหมู่บ้านอื่นได้ ซึ่งไม่เป็นการถูกต้อง

ชาวบ้านไร่ข่วงเปา กล่าวว่า  เหตุที่ชาวบ้านทั้ง 74 ราย จำเป็นต้องไปเข้าร่วมเป็นลูกสมาชิกในหมู่บ้านไร่นาน้อย  เนื่องจากหากมีการตายเกิดขึ้นกับญาติพี่น้องของตัวเองก็จำเป็นจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากมาจัดการงานศพ แต่ทุกวันนี้ค่าครองชีพก็สูงขึ้นทุกวัน ค่าใช้จ่ายต่างๆในการจัดงานก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วย แต่กลุ่มสมาชิกในหมู่บ้านมีอยู่จำนวน 298 หลังคาเรือน หากมีการตายเกิดขึ้น ทุกครัวเรือนก็ต้องจ่ายค่าสมาชิกหลังคาเรือนละ 150 บาท หากบ้านใดมีการตายเกิดขึ้นก็จะได้รับเงินค่าสมาชิกรวมแล้วเป็นจำนวน 44,250 บาทเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการจัดงานศพ ดังนั้นทางชาวบ้านทั้ง 74 ราย จึงปรึกษากันว่าจะต้องไปขอเข้าร่วมเป็นลูกสมาชิกเพิ่มจากหมู่บ้านข้างเคียง เพื่อเตรียมความพร้อมในการหาเงินไว้ใช้จ่ายในการจัดงานศพของญาติพี่น้องที่อาจะเกิดในอนาคต โดยจะเสียค่าสมาชิกหลังคาเรือนละ 100 บาทเท่านั้น หากมีการตายเกิดขึ้นก็จะได้รับเงินเพิ่มมาอีกกว่า 50,000 บาท จึงพร้อมใจกันไปขอเป็นลูกสมาชิกเพิ่มเติม แต่เมื่อทางประธานชุมชนบ้านไร่ข่วงเปาทราบเรื่อง จึงพยายามขัดขวางกึ่งบังคับให้ทุกคนลาออก แล้วกลับมาเป็นลูกสมาชิกในหมู่บ้านเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น โดยอ้างว่าเป็นมติของลูกบ้านทุกคนที่ได้ประชุมกันแล้ว โดยที่พวกตนเองไม่ทราบเรื่องแต่อย่างใด

ต่อมาทางผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปที่ นางพรรณี ศรีสุข ประธานชุมชนบ้านไร่ข่วงเปา ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะหนึ่งในกลุ่มแกนนำกลุ่มชาวบ้านทั้ง 74 ราย ที่ร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมนั้นต้องการที่จะดันตัวเองขึ้นมาเป็นประธานชุมชนให้ได้ จึงพยายามชักชวนชาวบ้านให้เข้าร่วม โดยมาอ้างว่าตนเองพยายามตัดสิทธิ์ของลูกบ้านไม่ให้ไปร่วมเป็นลูกสมาชิกในหมู่บ้านอื่น แต่ที่จริงแล้วลูกบ้านทุกคนสามารถที่จะไปเข้าร่วมกับกลุ่มใดก็ได้ และไม่มีกฎข้อห้ามใดๆทั้งสิ้น ทั้งยังเป็นการดีเสียอีกที่สามารถสะสมเงินสมาชิกเพิ่มเติมเอาไว้ใช้จ่ายในการจัดงานได้ แต่ที่เรื่องมันยุ่งเพราะชาวบ้านที่เข้าร่วมกับแกนนำกลุ่มนี้ไม่ทราบความจริงทั้งหมด โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมกลุ่มลูกบ้านทั้งหมด เพื่อปรึกษาหารือและชี้แจงข้อสงสัยต่างๆที่ลูกบ้านทุกคนอยากทราบ โดยหนึ่งในนั้นมีนางบัวผัด อินทร์ปลี ที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปเข้าร่วมประชุมด้วย และได้หยิบยกปัญหาการแตกแยกในชุมชนขึ้นมาพูดคุยกัน โดยมีชาวบ้านจำนวนมากลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นและพูดโน้มน้าวให้ชาวบ้านทั้ง 74 ราย ให้กลับมาเข้าร่วมเป็นกลุ่มก้อนเดียวเพื่อพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญมากยิ่งขึ้น แต่การพูดคุยกลายเป็นการโต้เถียงกันมากยิ่งขึ้นเพราะชาวบ้านทั้ง 74 ราย ยังคงยืนยันที่จะขอเข้าร่วมกับหนึ่งในกลุ่มแกนนำที่มาชักชวน โดยหวังไว้ว่าแกนนำรายนี้จะได้ขึ้นมาเป็นประธานชุมชนในสมัยหน้า ดังนั้นนางบัวผัดจึงประกาศว่าหากตนเองเสียชีวิตไปก็จะไม่ขอรับเงินค่าฌาปนกิจศพจากชาวบ้านทั้ง 74 รายนี้ จากนั้นประธานชุมชนจึงได้ทำบันทึกการประชุมและทำหนังสือขึ้นสองฉบับ โดยฉบับหนึ่งอยู่ที่กลุ่มชาวบ้านที่ไม่ต้องการความแตกแยก ส่วนอีกฉบับก็มอบให้กับกลุ่มชาวบ้านที่ต้องการจะเข้าร่วมกับแกนนำรายนี้ไว้เป็นหลักฐาน กระทั่งเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. หลังการประชุมนางบัวผัดก็เสียชีวิตลง จึงจัดพิธีขึ้นตามประเพณี และเมื่อกลุ่มชาวบ้านทั้ง 74 รายทราบเรื่องจึงได้มาร่วมงาน พร้อมกับจ่ายค่าสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ตามปกติ แต่คณะกรรมการไม่ยอมรับ เพราะยึดถือตามหลักฐานหนังสือรับรองในที่ประชุมเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.และตามคำประกาศของนางบัวผัดก่อนตายเอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งทางชาวบ้านทุกคนทราบเรื่องดีอยู่แล้ว

ประธานชุมชน ยังกล่าวย้ำอีกว่า สาเหตุหลักจึงไม่ใช่การตัดสิทธิ์ของลูกบ้าน แต่เป็นเพราะคนคนเดียวที่ต้องการจะเป็นใหญ่จึงใช้ชาวบ้านเป็นเครื่องมือ ทุกวันนี้แกนนำคนนี้ยังได้ขวนขวายจัดหาอุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ สำหรับใช้ในชุมชนมาเก็บไว้ที่บ้านของตัวเอง เพื่อให้ชาวบ้านที่ต้องการมาหยิบยืมเอาไปใช้ได้ทุกเมื่อ ตนเองก็ไม่เคยไปคัดค้านแต่ประการใด และรู้อยู่แล้วว่าบุคคลกลุ่มนี้จะไปร้องขอความเป็นธรรมกับทางจังหวัด ซึ่งตนเองก็ไม่หวั่น เพราะเรามีหลักฐานทุกอย่างไว้ยืนยันกับทางจังหวัดอยู่แล้ว


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1136 วันที่ 7 - 13 กรกฎาคม 2560) 
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

.

.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support