วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561

ทุนต่างถิ่นรุกป่าพันไร่งาวปลูกกาแฟแม่เมาะปลูกยาง

จำนวนผู้เข้าชม .

กลุ่มทุนต่างถิ่น รุกป่าแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ ป่าต้นน้ำชั้น A เขต อ.งาว  เพื่อปลูกกาแฟและผลไม้เมืองหนาว ผืนป่าสูญหายนับพันไร่ กลายเป็นภูเขาหัวโลนชัดเจน ส่วนที่ อ.แม่เมาะ นายทุนต่างถิ่นย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในพื้นที่เพียง 5 เดือน กว้านซื้อที่ดินชาวบ้านปลูกยางพาราเกือบ 100 ไร่  เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตรวจยึด พร้อมติดตามตัวมาดำเนินคดีทางกฎหมาย

เมื่อวันที่  28 ก.พ.61  เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ประกอบด้วย กำลังเจ้าหน้าที่ หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ลป.19(แม่โป่ง) เจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 3 ค่ายประตูผา ตำรวจ กก.4 บก.ปทส. ตำรวจ ศปทส.ภ.5 ตำรวจ สภ.งาว ตำรวจ นปพ.กก.สส.ภ.จว.ลำปาง ตำรวจ ตชด.33 เชียงใหม่ และ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.งาว  รวม 30 นาย  เดินเท้าเข้าตรวจสอบบริเวณป่าห้วยดินดาก เขตบ้านปากบอก หมู่ 6 ต.บ้านร้อง อ.งาว จ.ลำปาง  หลังจากก่อนหน้านี้ เฮลิคอปเตอร์ กรมอุทยานแห่งชาติได้ นำเจ้าหน้าที่ ขึ้นบินสำรวจพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกอย่างหนักในบริเวณดังกล่าว พบว่าผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ และเป็นผืนป่าต้นน้ำ ชั้นที่ 1A ถูกบุกรุกแผ้วถางอย่างหนัก ผืนป่าหายไปเป็นจำนวนมาก เห็นแต่ภูเขาหัวโล้นและมีบางจุดได้มีการปลูกต้นกาแฟ และผลไม้เมืองหนาวหลากหลายชนิด ตามสันเขาเป็นจำนวนมาก โดยทางเจ้าหน้าที่ได้พิกัดจุดดาวเทียมเพื่อเอาไปประกอบกับแผนที่ทางภาคพื้นดินเพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ทางภาคพื้นที่ เดินทางเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ

จากการหาพิกัดจุดที่มีการรุกป่าอย่างชัดเจนได้ทั้งหมด 7 แปลง  แปลงที่ใหญ่สุดมีพื้นที่ 104 ไร่เศษ  มูลค่าความเสียหายกว่า 15 ล้านบาท  ส่วนอีก 6 แปลง  มีขนาดประมาณ 9 ไร่ ถึง  53 ไร่เศษ  รวมทั้งหมด 236 ไร่เศษ  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่พบว่าได้มีการแผ้วถางต้นไม้ขนาดใหญ่ออกไปทั้งหมดจนโล่งเตียน บางแปลงได้มีการปลูกต้นกาแฟและเริ่มให้ผลผลิตแล้ว บางแห่งมีการปลูกต้นผลไม้เมืองหนาวหลากหลายชนิด แต่ไม่พบตัวผู้กระทำผิดเพราะทั้งหมดได้หลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึง เนื่องจากสภาพพื้นที่และการเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุนั้นค่อนข้างลำบาก และทุรกันดารเป็นอย่างมาก อีกทั้งการเข้าออกหมู่บ้านแห่งนี้มีเพียงเส้นทางเดียวจึงทำให้กลุ่มที่รุกป่าทราบความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่พากันหลบหนีออกไป  ซึ่งในการตรวจยึดผืนป่าในครั้งนี้คาดว่าคงต้องให้เวลาอีกหลายวันในการเดินสำรวจ และทำการปักป้ายตรวจและห้ามเข้ามาทำกินในพื้นที่แหงนี้อย่างเด็ดขาด

เบื้องต้นทราบว่าเป็นกลุ่มทุนจากพื้นที่อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง และพื้นที่จังหวัดพะเยา จังหวัดน่าน เข้ามาบุกรุกแผ่วถางป่า โดยได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษที่ สภ.งาว  จ.ลำปาง เพื่อเร่งติดตามหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี  เพราะสภาพป่าเดิมสูญหายไปเป็นจำนวนมาก และป่าแห่งนี้เป็นป่าต้นน้ำชั้น A เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำหลายสายที่ไหลไปสู่ภาคกลางด้วย

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 ก.พ.61  นายดนุศักดิ์ หมื่นโฮ้ง หัวหน้าสายตรวจปราบปรามฯสายที่ 1 พร้อมด้วยนายเจษฎา อเนกคณา เจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและปราบปราม ที่ 3 (ภาคเหนือ) และเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป.12 (แม่จางตอนขุน)  เจ้าหน้าที่ตำรวจ  ศปทส. ภ.5 กองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 3 ค่ายประตูผา ตำรวจ กก.4 บก.ปทส.  ตำรวจ ส.ภ.แม่เมาะ , ตำรวจ ปทส.กก.สส.ภ.จว.ลำปาง   เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่า ที่ ลป. 12 (แม่จางตอนขุน)  ปลัดอำเภอแม่เมาะ  กำนัน ต. จางเหนือ และ ผู้ใหญ่บ้านพร้อมผู้ช่วยบ้านทาน หมู่ 4 ต.จางเหนือ อ. แม่เมาะ จ. ลำปาง  ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าห้วยวังช้าง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่งาวฝั่งขวา ท้องที่บ้านทาน หมู่ 4 ต.จางเหนือ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง พร้อมกับตรวจยึดแปลงปลูกต้นยางพารา  รวม 9 แปลง เนื้อที่  97-3-20 ไร่

โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เข้าตรวจสอบพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีนานทุนจากต่างถิ่นเข้ามากว้านซื้อที่ดินและทำการปลูกยางพาราจำนวนมากกว่า 1,000 ต้น  มีอายุประมาณ 7 ปี   ตรวจสอบพิกัดตามแผนที่ดาวเทียวแล้วพบว่าอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่งาวฝั่งขวา   ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้เจ้าของที่ดิน  นำหลักฐานเอกสารการครอบครองพื้นที่ปลูกยางพาราดังกล่าวมาแสดงต่อคณะเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วัน แต่เมื่อครบกำหนด ทางเจ้าของที่ไม่มีหลักฐานการครอบครองมาแสดงเพิ่มเติมต่อคณะเจ้าหน้าที่ได้แต่อย่างใด และจากการตรวจสอบทะเบียนบ้าน พบว่าเพิ่งมีการย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในพื้นที่ได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น  และตัวเจ้าของบ้านก็ไม่ได้พักอยู่ในพื้นที่ อ.แม่เมาะแต่อย่างใด ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.ปราจีนบุรี  เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันพิจารณาแล้ว การครอบครองแปลงปลูกยางพาราเป็นการซื้อต่อจากเจ้าของเดิม เป็นนายทุนต่างถิ่นมาจ้างแรงงานในพื้นที่หรือคนท้องถิ่นให้ดำเนินการแทน จึงได้ร่วมกันตรวจยึดพื้นที่ทั้งหมด 9 แปลง  ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย

โดยแจ้งข้อหาตาม  พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 ประกอบมาตรา 72 ตรี ฐาน “ก่อสร้าง เข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาต”   และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ฐาน “ยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต” และจะติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 (หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1169 วันที่ 2 - 8 มีนาคม 2561)

Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

18 ปี ลานนาโพสต์

รวมพลังราชการไทย

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Theme Support