วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ผัวขี้เมาโหด หมายฟันคอเมีย ยกแขนกันหวิดขาด



ผัวโหดฟันแขนเมียหวิดขาด  เมาเหล้าเดินถือมีดเข้ามาหาหมายจะฟันคอให้ตาย ดีที่ยกแขนกันเอาไว้ถูกมีดฟันอย่างจังอาการสาหัส หลังก่อเหตุตำรวจตามจับกุมตัวผัวโหดพร้อมของกลางเอาไว้ได้

เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น.วันที่ 28 ต.ค. 57 ร.ต.ท.อรรณพ  กระเสาร์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง ได้รับแจ้งเหตุมีคนถูกทำร้ายรางกายโดยถูกมีดฟัน อาการสาหัสในโรงงานทำอิฐมอญบ้านแคร่ หมู่ 1 ต.บ้านเป้า อ.เมืองลำปาง หลังรับแจ้งเบื้องต้นจึงไปตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัย เจ้าหน้าที่กู้ชีพ และสายตรวจตำรวจบ้านเป้า  โดยเมื่อไปถึงพบกลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังเร่งปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บหญิงรายหนึ่ง ซึ่งนอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอยู่ โดยสภาพที่บริเวณแขนขวาถูกของมีคมฟันเกือบขาดห้อยร่องแร่ง มีเลือดไหลจำนวนมาก เจ้าหน้าที่กู้ชีพ และกู้ภัยต้องปฐมพยาบาลและรีบนำตัวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นการด่วน

จากการสอบสวนนางลัดดา  สายทิ อายุ 40 ปี ราษฎรบ้านเลขที่ 91 หมู่ 3 ต.บ้านเอื้อม อ.เมืองลำปาง ซึ่งเป็นเสมียนของโรงงานทำอิฐมอญดังกล่าว ให้การว่าผู้บาดเจ็บชื่อ น.ส.บุญคง  แสงทอง อายุ 36 ปี เป็นราษฎรบ้านเลขที่ 225 หมู่ 11 ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน โดยมาทำงานอยู่ในโรงงานนานหลายปีแล้ว ส่วนคนก่อเหตุก็เป็นแฟนของผู้บาดเจ็บเองชื่อนายบุญมา  กุลใจ อายุ 46 ปี ซึ่งในวันเดียวกันขอลางานครึ่งวันและเบิกเงินล่วงหน้าไปจำนวนหนึ่ง กระทั่งเข้ามาตอนเที่ยงขณะที่ น.ส.บุญคง กำลังนั่งทานข้าวกลางวันอยู่ จู่ๆนายบุญมา ก็เดินเข้าโรงงานมาโดยในมือถือมีดดายหญ้า และเดินตรงเข้าไปเงื้อมีดจะฟันที่ลำคอ น.ส.บุญคง  ซึ่งเจ้าตัวได้ยกมือขึ้นมากัน จึงถูกมีดฟันเข้าตรงแขนขวาจนหวิดขาด หลังเกิดเหตุนายบุญมา ได้ทิ้งมีดและวิ่งหลบหนีออกจากโรงงานไป จึงแจ้งให้ทางตำรวจทราบ

สำหรับสามีภรรยา คู่นี้มักจะเกิดมีปากเสียงกันบ่อยครั้งมาก เหตุเพราะความหึงหวง รวมทั้งทางนายบุญมา ก็ยังป่วยเป็นโรคประสาทอ่อนๆ จนมาก่อเหตุหมายจะฆ่าภรรยาให้ตายในครั้งนี้อีก ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไล่ติดตามตัวนายบุญมา จนสามารถจับกุมตัวไว้ได้ และได้นำตัวพร้อมมีดของกลางที่ใช้ก่อเหตุ ไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1002 ประจำวันที่ 31  ตุลาคม - 6 พฤศจิกายน  2557)


Share:

เฒ่ากลัวความผิด จุดไฟเผาตัว หนีคดีชำเราเด็กสาว



เฒ่าลำปางก่อเหตุเผาตัวเองตายพร้อมกับบ้านทั้งหลัง เหตุโดนกล่าวหาข่มขืน ด.ญ.คนบ้านเดียวกัน ซึ่งเจ้าตัวยอมรับสารภาพ แต่ขณะที่ตำรวจยังรอผลตรวจเหยื่อจากแพทย์  คาดว่าเจ้าตัวเครียดกลัวความผิดและเคยบอกว่าไม่มีเงินจ่ายค่าทำขวัญ จึงฆ่าตัวตายอย่างอนาถ

เมื่อเวลา 08.05 น.ของวันที่ 27 ต.ค.57  ร.ต.ท.กันต์กวี มีธรรม ร้อยเวรสอบสวน สภ.เกาะคา  อ.เกาะคา จ.ลำปาง ได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านเลขที่ 56 บ้านสองแควเหนือ หมู่ 1 ต.นาแก้ว อ.เกาะคา จ.ลำปาง และมีคนติดอยู่ในบ้านถูกไฟคลอกเสียชีวิต 1 ราย  หลังรับแจ้งเหตุจึงได้รีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนจะประสานรถดับเพลิงจากท้องถิ่นที่ใกล้เคียง เจ้าหน้าที่กู้ภัย อ.เกาะคา ร่วมให้การช่วยเหลือระงับเหตุ  

จากนั้นจึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมกับ พ.ต.อ.พิศุปกรณ์ น้อยปักษา ผกก.สภ.เกาะคา พ.ต.ท.วีระ  คมสัน สว.สส  พบว่าที่เกิดเหตุเป็นบ้านสองชั้น ชั้นล่างก่อปูนชั้นบนสร้างด้วยไม้ พบไฟกำลังลุกไหม้บ้านทั้งหลังอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านใกล้เคียงต่างมายืนมุงดูเหตุการณ์กันเป็นจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของ อบต.ท่าผา และ อบต.นาแก้ว จำนวน 2 คัน กำลังช่วยกันฉีดน้ำดับไฟจนควบคุมเพลิงไว้ได้แต่บ้านส่วนที่เป็นไม้ก็ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมด จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ขึ้นไปตรวจสอบบนบ้านพบศพชายสภาพนอนหงายอยู่บนฟูกกลางบ้าน ร่างกายไหม้เกรียม ทราบชื่อคือ นายเจริญ ร่วมมิตร อายุ 68 ปี  เป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว

จากการสอบสวนชาวบ้านใกล้เคียงทราบว่า นายเจริญได้แยกกันอยู่กับภรรยานานแล้ว แต่ปลูกบ้านอยู่ภายในเขตรั้วบ้านเดียวกัน ก่อนเกิดเหตุเห็นนายเจริญหิ้วแกลลอนน้ำมันขนาด 5 ลิตร ขึ้นไปบนห้องนอนชั้น 2  ด้วยอาการปกติ กระทั่งได้กลิ่นน้ำมันและมีควันไฟลุกไหม้ออกทางหน้าต่างห้องนอนของนายเจริญ และได้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เพื่อนบ้านจึงรีบมาช่วยกันดับไฟ พร้อมกับรีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ แต่ไฟก็ได้ไหม้ลุกลามไหม้บ้านไปทั้งหลัง คาดว่านายเจริญได้ใช้น้ำมันราดไปทั่วบริเวณไว้ก่อนหน้าที่แล้ว กว่าจะควบคุมเพลิงได้ก็เสียหายไปทั้งหมดแล้ว

ส่วนสาเหตุเบื้องต้นนั้นได้สอบถาม พ.ต.อ.พิศุปกรณ์ น้อยปักษา ผกก.สภ.เกาะคา ทราบว่า นายเจริญ เจ้าของบ้านอาจเครียดกับเรื่องที่มีญาติของตัวเอง ซึ่งเป็นพ่อแม่เด็กรายหนึ่ง ไปแจ้งความร้องทุกข์ว่าผู้ตายได้ไปก่อเหตุอนาจารกับลูกสาว อายุ 12 ปี เอาไว้ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา และจากการนำตัวนายเจริญ  มาทำการสอบสวนปากคำ ในเบื้องต้นก็ได้ให้การยอมรับว่าได้กระทำจริง แต่ตนเองไม่มีเงินจ่ายค่าทำขวัญให้ ทางเจ้าหน้าที่จึงนำตัว ด.ญ.เอ(นามสมมุติ)  ส่งให้ทางแพทย์ตรวจร่างกายอีกครั้ง หากพบว่ามีการร่องการกระทำอนาจาร หรือนอกเหนือจากนี้ก็จะได้จับกุมตัวนายเจริญมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป แต่ขณะที่ทางตำรวจได้รอผลจากแพทย์ซึ่งจะรู้ในบ่ายของวันเดียวกันนี้ นายเจริญก็มาชิงฆ่าตัวตายเสียก่อน อาจจะเป็นเพราะกลัวความผิดดังกล่าว


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1002 ประจำวันที่ 31  ตุลาคม - 6 พฤศจิกายน  2557)

Share:

ปาเจโร่ตกเหวลึก ผอ.รร. - อาจารย์ดับ 4 ศพ



ผอ.โรงเรียนเจริญใจ  เกิดอุบัติเหตุขับปาเจโร่สปอร์ตคว่ำลงเหวเสียชีวิต ขณะเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมอาจารย์จากโรงเรียนใน จ.พะเยาที่ร่วมเดินทางไปด้วย รวม 4 ศพ  ส่วนภรรยาบาดเจ็บสาหัส คาดเสียหลักเนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นเส้นทางลงเขา และเกิดฝนตกหนักในพื้นที่

เมื่อเวลาประมาณ 15.10 น. วันที่ 28 ต.ค. 57  ร.ต.ท.วสันต์ เตชะกาด  ร้อยเวรสอบสวน สภ.วังเหนือ ได้รับแจ้งว่าเกิดมีอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 54-55 ถนนสายวังเหนือ-แม่ขะจาน ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ เขตติดกับพื้นที่ อ.แม่ขะจาน จ.เชียงราย มีคนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุหลายราย  และมีผู้บาดเจ็บสาหัส หลังรับแจ้งจึงประสานแพทย์เวร รพ.วังเหนือ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยวังเหนือ ร่วมช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ จากนั้นจึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมกับ พ.ต.อ.สมเดช ทศพร ผกก.สภ.วังเหนือ  พบรถยนต์มิซูบิชิ ปาเจโร่ สีขาว เลขทะเบียน กท 7757 เชียงราย ตกลงไปในเหวข้างทางกว่า 50เมตร ซึ่งปกคลุมไปด้วยหญ้า สภาพรถหงายท้องล้อชี้ฟ้า ตรวจสอบภายในรถพบผู้โดยสารนั่งมาด้วยกัน 5 คน  เบื้องต้นพบเสียชีวิตคาที่ 4 คน  และบาดเจ็บ 1 คน ทราบชื่อ ผู้เสียชีวิตคือ นายธนาสิน  เตชะเเก้ว ผอ.โรงเรียนเจริญใจ จ.พะเยา  นายสมัย  ละวงศ์เยอ  อาจารย์โรงเรียนพะเยาพิทยา   นางจันทร์ผา ป้อมบ้านต้า อาจารย์ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านไร่อ้อย จ.พะเยา  และนางทองคำ  อะสุพล ญาติของนายสมัย  ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัส คือ นางธัญญาลักษณ์  เตชะแก้ว ถูกนำตัวส่งมารักษายังโรงพยาบาลศูนย์ลำปางแล้ว  ส่วนศพผู้เสียชีวิตทั้ง 4 ราย ได้ถูกนำมาเก็บไว้ที่โรงพยาบาลวังเหนือ ก่อนจะมาส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ลำปาง 

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุทั้งหมดออกเดินทางมา จ.พะเยา โดยจะเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ป่วยเข้ารับการผ่าตัดที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างทางเกิดมีฝนตกหนักตลอดเวลา คาดว่าถนนลื่นจนเป็นเหตุทำให้รถเกิดเสียหลักจนพลิกคว่ำจนมีผู้เสียชีวิตทันที่ครั้งนี้ถึง 4 ราย


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1002 ประจำวันที่ 31  ตุลาคม - 6 พฤศจิกายน  2557)
 

Share:

รีแบรนด์ลำปางขายนครแห่งความสุข



ลำปางเตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยวหนาวนี้ พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ใหม่ “ลำปางแบรนด์” ขายความเป็นนครแห่งความสุข ที่ไม่หมุนไปตามกาลเวลา” 

จังหวัดลำปางรุกตลาดท่องเที่ยวกำหนดแบรนด์ใหม่ มุ่งสู่ทิศทางนครแห่งความสุขที่ไม่หมุนไปตามกาลเวลาหรือ Lampang Slow Travel @City of Happiness พร้อมเปิดตัวสัญลักษณ์ใหม่ให้มีความโดดเด่น และมีความชัดเจนในภาพลักษณ์ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ และภูมิภาคอาเซียนเพิ่มมากขึ้น พร้อมเดินหน้ากิจกรรมเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ วันที่ 8 พ.ย.57 จัด FAM Trip โดยการนำผู้ประกอบการนาเที่ยวในประเทศเยือนจังหวัดลำปาง พร้อมอบรมผู้ประกอบการและบุคลากรด้านท่องเที่ยว ในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีด้วย 

นายธานินทร์ สุภาแสน ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวความเป็นมาของโครงการณฯว่า จากการระดมความคิดเห็นจากประชาสังคมของจังหวัดลาปาง ได้ทิศทางที่ชัดเจนขึ้นว่า จังหวัดลำปางจะต้องก้าวสู่การเป็นนครแห่งความสุขซึ่งจะเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงพึ่งตนเอง ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป และจะได้สร้างแบรนด์ใหม่ที่จะดึงดูดภาคการท่องเที่ยวว่าลำปาง นครแห่งความสุข ที่ไม่หมุนไปตามกาลเวลาหรือ Lampang Slow Travel @ City of Happiness ทั้งนี้ การสร้างตราสัญลักษณ์ใหม่ของลำปางอยู่ภายใต้โครงการลำปางแบรนด์นครแห่งวัฒนธรรมล้านนา เปิดประตูการค้าสู่อาเซียนเพื่อให้มีความโดดเด่น และมีความชัดเจนในภาพลักษณ์ของจังหวัดลาปาง เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ และภูมิภาคอาเซียนเพิ่มมากขึ้น เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสามารถแข่งขันสู่สากล โดยเปลี่ยนแนวคิดจากเมืองที่เป็นสถานที่ตั้ง ให้กลายเป็น เมืองจุดหมายปลายทางที่จะต้องไป เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถจดจำแบรนด์ของเมือง ซึ่งคือภาพรวมของทั้งเมืองในภาพเดียว แต่สะท้อนการเป็นตัวแทนทุกๆ มิติที่เกิดขึ้น และดำเนินต่อไปภายในเมือง 

ผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวต่อไปว่า โดยตราสัญลักษณ์ของลำปางจะประกอบไปด้วยรถม้า ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของลำปางเมืองรถม้ามีตำนานยาวนานมากว่า 100 ปี    ไก่ เป็นสัญลักษณ์ของลำปางมาตั้งแต่สมัยเมืองกุกกฏนคร และมีชามตราไก่อันลือชื่อ และวัดพระธาตุลำปางหลวง วัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปาง สร้างขึ้นโดยจำลองคติไตรภูมิจักรวาลที่มีองค์พระธาตุเป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์มาก 

นายธานินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่าความหมายของคำว่าไม่หมุนตามกาลเวลาเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างสมัยใหม่กับของดั้งเดิมที่สนับสนุนให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือ ช้าหน่อย อย่าเร่งรีบเกินไปนัก เหตุที่ต้อง ช้าหน่อย เพราะปัจจุบันนี้สิ่งแวดล้อมรอบตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน, สิ่งปลูกสร้าง, หรือ เทคโนโลยี ล้วนมีพัฒนาการเคลื่อนที่ไปข้างหน้ารวดเร็วมาก และเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องวิ่งตามให้ทัน โดยที่มีเงื่อนไขของการแข่งขัน ความรวดเร็วและเวลา มาประกอบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการช้าหน่อย จะได้มีจังหวะก้าวที่สมเหตุสมผล เพราะความช้าในการใช้ชีวิต ไม่เพียงแต่ช่วยชะลอการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น ที่สำคัญบางบริบท ในความช้า ยังช่วยรักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชนชาติ สร้างการเรียนรู้ กระจายรายได้ ช่วยพัฒนาให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมเดียวกัน ทำให้มีการใช้ชีวิตกับการพักผ่อนมากขึ้นสุดท้าย ก็จะนำมาซึ่งชีวิตที่มีความสุข ดังนั้น องค์ประกอบของคำว่า  ไม่หมุนไปตามกาลเวลา จึงมีมิติที่สำคัญ คือ  SlowTravel  คือ การเดินทางท่องเที่ยวแบบพินิจพิเคราะห์ ใส่ใจและพร้อมเรียนรู้ความเป็นมาของสถานที่ วัฒนธรรมชุมชน เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ตลอดเส้นทาง  SlowDesign   คือ ลดความเป็นวัตถุนิยม หรือ การแต่งเติมที่มากเกินไป มีการใช้วิจารณญาณมากขึ้นในการอยู่อาศัย และการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนให้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งลำปาง ขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีแหล่งอารยธรรมล้านนาไทยที่ยาวนานและที่น่าสนใจ มีความงดงามของขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ   SlowLiving คือการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ใส่ใจรายละเอียด รอบตัว สร้างสมดุลทั้งใจและกาย นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและสังคมที่สงบสุข โดยวิถีชีวิตของคนลำปาง จะเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ทำให้ลาปางเป็นสังคมที่สงบสุข  Slow Food -ทุกหัวมุมถนนของลำปาง จะมีอาหารอร่อยๆ ที่ปรุงด้วยวัตถุดิบตามฤดูกาล ให้เลือกทานมากมาย เพื่อการสุขภาพที่ดีของผู้คน  และ SlowWear  ลำปางมีการรณรงค์ให้ประชาชนสวมใส่ผ้าพื้นเมืองที่ทำจากวัสดุในท้องถิ่น เพื่อจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และยังเป็นการรักษาอัตลักษณ์ของเมืองอีกทางหนึ่ง
 
ด้านนายวิสูตร บัวชุม ผู้อานวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สานักงานเชียงใหม่  กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้วางนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทย ในปี 2558 ประกอบด้วย  โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองทางเลือก   โครงการ Dream Destinations 2015 กาลครั้งนั้น...ความฝันผลิบาน ส่งเสริมให้คนไทยออกไปท่องเที่ยวเส้นทางท่องเที่ยวสายดอกไม้ตลอดทั้งปี และ โครงการวันธรรมดาน่าเที่ยว คาดว่าจะกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยจานวน 148 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้น 9.5% จากปี 2557 และจะมีรายได้หมุนเวียนในประเทศ 800,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปี 2557 

สาหรับโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองทางเลือก จะแนะนา 10 แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่น่าสนใจ ภายใต้แนวคิดเมืองต้องห้าม...พลาดในส่วนของภาคเหนือ คือจังหวัดลำปาง มีสโลแกนว่าเมืองที่ไม่หมุนตามกาลเวลา ซึ่งสอดคล้องกับโครงการลำปางแบรนด์พอดี ส่วนโครงการ Dream Destinations 2015 กาลครั้งนั้น...ความฝันผลิบาน ในส่วนของจังหวัดลำปางจะตรงกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์ คือดอกเสี้ยวบานที่ป่าเหมี้ยง อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดลำปางที่ชัดเจนมากขึ้นถือว่าโครงการลำปางแบรนด์ สอดคล้องกับแผนงานโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองทางเลือกของ ททท. คือเมืองที่ไม่หมุนตามกาลเวลา ทั้งนี้ ลำปางถือเป็นเมืองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวหลากหลายเป็นเมืองต้นแบบ แห่งการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ นักท่องเที่ยวส่วนมาก เมื่อนึกถึงลำปางจะคิดถึงรถม้า ถือเป็นภาพวันวานที่ยังมีชีวิต  นอกจากนี้ลำปางยังมีแหล่งท่องเที่ยวและประเพณีวัฒนธรรมที่โดดเด่น เช่นประเพณีแห่สลุงหลวง งานล่องสะเปาจาวละกอน ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวของภาคเหนือที่มีประเพณีลอยประทีปทางน้ำ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญูกตเวที บูชารอยพระพุทธบาทแห่งสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย ทั้งนี้ ยังมีกิจกรรมที่ห้ามพลาด..ในการมาเยือนเขลางค์นครแห่งนี้อีก เช่น กาดกองต้า วัดปงสนุกอาหารพื้นเมืองเด่น บ้านโบราณ 10 แห่ง ตำนานก๋าไก่ เส้นทางจักรยานนั่งรถม้าชมเมือง เรียนรู้วิถีชุมชน วิถีช้าง วิถีป่า วิถีธรรมชาติกิจกรรมการประกวดสะเปาลอยน้ำ และประกวดธิดาสะเภาแก้ว สะเภาคำ เป็นต้น เพียงแต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์เชื่อมโยง
 
นายอธิชัย ต้นกันยา รักษาการประชาสัมพันธ์จังหวัดลำปาง กล่าวถึงกิจกรรมต่างๆของโครงการฯว่า  กิจกรรมเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันที่ 8 พ.ย. 57 เวลา 17.30  . บริเวณข่วงนครห้าแยกหอนาฬิกา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดลาปาง เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้ กิจกรรมในงานจะประกอบไปด้วย นิทรรศการและการออกร้านภายใต้โครงการ ประกาศผลและมอบรางวัลการประกวดภาพยนตร์สั้นลาปาง นครแห่งความสุข ชมภาพยนตร์สั้นที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ชมการแสดง Mini แสง สี เสียง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมของโครงการที่เกี่ยวเนื่องกันได้แก่ การจัด FAM Trip โดยการนำผู้ประกอบการนำเที่ยวในประเทศ (Tour Agents) จากกรุงเทพฯ และสื่อมวลชนส่วนกลาง มาท่องเที่ยวในจังหวัดลำปาง ระหว่างวันที่ 6 - 9 พ.ย. 57 และมาร่วมในพิธีเปิดตัวโครงการแบรนด์ด้วย นอกจากนี้ยังจะนาคณะ FAM Trip ดังกล่าวนี้ พบผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวของจังหวัดลำปาง ในกิจกรรม Table Top Sale ณ โรงแรมลาปางเวียงทอง เพื่อให้เกิดการเจรจาแลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยวรวมไปถึงกิจกรรมในช่วงเช้าของวันที่ 8 พ.ย.57 เวลา 09.00 – 12.00 . จะมีกิจกรรมการอบรมผู้ประกอบการ และบุคลากรด้านท่องเที่ยวในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อเตรียมพร้อมลำปาง รองรับนักท่องเที่ยว AEC”



(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1002 ประจำวันที่ 31  ตุลาคม - 6 พฤศจิกายน  2557)

Share:

ระดมพลโกยจอก หนึ่งเดือนเสร็จ



จังหวัดระดมกำลัง ปลุกมวลชนเดินหน้าโกยจอกหูหนูออกจากเขื่อนกิ่วลม หลังเกิดปัญหายืดเยื้อนานนับปี  กำหนดเสร็จ 5 ธันวา เฉลิมพระเกียรติในหลวง 

จากปัญหาจอกหูหนูที่แพร่ระบาดเต็มพื้นน้ำบริเวณเขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง ที่ได้ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการแพท่องเที่ยวไม่สามารถนำแพออกจากฝั่งได้ รวมทั้งส่งผลต่อระบบนิเวศในพื้นที่ และการท่องเที่ยวของจังหวัดได้รับผลกระทบไปด้วย  ซึ่งทางโครงการกิ่วลมฯ ได้นำเครื่องจักรเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยการตักเอาจอกเหนือเขื่อนขึ้นฝั่ง แต่ยังคงมีพื้นที่จอกอีกร่วม 1,500 ไร่ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข จังหวัดลำปางได้รับทราบปัญหาและเร่งดำเนินการโดยด่วน ตามที่ได้เสนอข่าวมาก่อนหน้านี้ 

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.57  นายธานินทร์ สุภาแสน ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้ทำพิธีเปิดโครงการเขื่อนสวยน้ำใส คืนความสุขให้ประชาชน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระชนมายุ 87 พรรษา 5 ธ.ค.57  ร่วมกับ พล.ต.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ผบ.มทบ.32  นายไชยยงค์ จงอาสาชาติ ผอ.สำนักชลประทานที่ 2 ลำปาง  และหลายภาคส่วนรวมประมาณ 500 คน  ได้ลงพื้นที่ร่วมกันแก้ปัญหาจอกหูหนูที่แพร่ระบาดอยู่ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนกิ่วลมมานานนับปี  โดย ปภ.เขต 10  กฟผ.แม่เมาะ  อบจ.ลำปาง บริษัทปูนซิเมนต์ไทยลำปาง ได้สนับสนุนเครื่องจักร หลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น รถแบ็คโฮ รถเครน รถบรรทุก รวมทั้งน้ำมันที่จะใช้ในการดำเนินการ นอกจากนั้นยังมีกำลังทหารจาก มทบ. 32  อส.จากเทศบาลและอบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จำนวนมาก ในส่วนของกลุ่มผู้ประกอบการแพและผู้ใช้น้ำในเขื่อน ได้ร่วมกันสนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งการทำงานครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันอย่างเข้มแข็ง 

ผู้ ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ปัญหาจอกเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับทราบปัญหามาโดยตลอด โดยทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากิ่วลม-กิ่วคอหมา ได้ดำเนินการแก้ปัญหาจนจอกหูหนูเบาบางลง และได้ใช้ลวดสลิงกั้นพื้นที่ไว้เพื่อง่ายแต่การกำจัด แต่พบว่ามีการลักตัดสายลวดสลิงหลายครั้งจึงทำให้จอกทะลักออกมาแพร่กระจาย เต็มหน้าเขื่อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งทางเรือกำจัดจอกที่มีอยู่เพียงลำเดียวไม่สามารถทำงานได้ทัน จังหวัดจึงเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหา โดยระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้ามา และขอรับการสนับสนุนจากหลายๆหน่วยงานที่มีเครื่องจักร และมีความพร้อมในเรื่องงบประมาณ ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินการครั้งนี้จะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง เพื่อเปิดเส้นทางให้กับผู้ประกอบการแพรับนักท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวที่จะถึง นี้ โดยจะใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 1 เดือนให้เสร็จภายในวันที่ 5 ธ.ค. เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯด้วย 

นายฤทัย พัชรานุรักษ์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากิ่วลม-กิ่วคอหมา  กล่าวถึงแผนการทำงานว่า  แผนการทำงานจะทำการกั้นพื้นที่ของจอกหูหนูเป็นบล็อกๆ เพื่อควบคุมการขยายตัวออกไป ตอนนี้ได้เริ่มทำตั้งแต่หน้าเขื่อนก่อน โดยมีหลายหน่วยงานเข้ามาให้ความร่วมมือเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งการใช้เครื่องจักรและกำลังคนร่วม เพื่อหาทางให้แพทางหน้าเขื่อนก็จะสามารถล่องออกไปได้  แต่ระหว่างยังคงต้องขอความร่วมมือกับชมรมชาวแพ หยุดการล่องแพชั่วคราวอยู่จนถึงสิ้นเดือน พ.ย.  เพื่อร่วมมือกันในการแก้ปัญหาครั้งนี้


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1002 ประจำวันที่ 31  ตุลาคม - 6 พฤศจิกายน  2557)
Share:

รถไฟรถม้าไม่จบเฉือนงบบานปลาย เครือข่าย ปธ. ชุมชนชูป้ายฟ้อง สท. ตัดงบ



ยังไม่จบ เครือข่ายประธานชุมชนขึ้นป้ายตำหนิ สท.ตัดงบงานรถไฟรถม้าเหลือ 2 แสนบาท เชื่อถูกตัดงบเพราะเกมการเมือง ตั้งคำถามทำเช่นนี้สมัยหน้าประชาชนจะเลือกหรือไม่ ขณะที่หัวหน้ากลุ่มนครลำปางยันเทศบาลไม่เคยเป็นเจ้าภาพจัดงาน และไม่เคยสนับสนุนงบประมาณมาก่อน งบ 2 แสนที่ผ่านสภาฯถือเป็นการให้งบจังหวัดเพิ่มเติม ไม่สนเรื่องป้ายเป็นแค่เรื่องรำคาญใจ

หลังจากที่สภาเทศบาลนครลำปาง ได้ผ่านร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 ต.ค.57 ที่ผ่านมา โดยสมาชิกสภาฯได้ปรับลดงบประมาณลงใน 8 รายการ รวม 3.9 ล้านบาทเศษ  ซึ่งรายการที่เป็นที่น่าสนใจ คือ ค่าใช้จ่ายในการจัดงานประเพณีลอยกระทง (ล่องสะเปา) ตั้งไว้ 4 ล้านบาท  ลดเหลือ 3 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายในการจัดงานประเพณีสงกรานต์ (ปีใหม่เมืองลำปาง) ตั้งไว้ 3.5 ล้านบาท ลดเหลือ 2.5 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมรำลึกประวัติศาสตร์รถไฟรถม้า ตั้งไว้ 1.5 ล้านบาท ลดเหลือ 2 แสนบาท   โดยงานรถไฟรถม้าจะเป็นที่จับตามองและเป็นประเด็นที่กล่าวถึงกันมาก เนื่องจากถูกปรับลดงบไปถึง 1.3 ล้านบาท 

ล่า สุด ผู้สื่อข่าวทราบว่า ได้มีการนำป้ายไวนิล มาติดตามจุดต่างๆ หลายจุดในเขตเทศบาล โดยมีข้อความกล่าวถึงการตัดงบประมาณงานรถไฟรถม้าดังกล่าว ซึ่งข้อความระบุว่า “งานรถไฟรถม้า งานระดับชาติเป็นหน้าเป็นตาของคนลำปาง งบประมาณ 1.5 ล้านบาท แต่ สท.เทศบาลตัดเหลือ 2 แสนบาท สท.ทำเช่นนี้ 1.ท่านได้ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.ลำปางหรือไม่  2.ท่านได้ส่งเสริมเศรษฐกิจ จ.ลำปาง หรือไม่  3.ท่านคืนความสุขให้ประชาชนหรือไม่  สมัยหน้าประชาชนจะเลือกท่านต่อหรือไม่”  และมีการเขียนด้านล่างป้ายว่า จาก เครือข่ายประธานชุมชน กลุ่มชุมชนสามัคคี และกลุ่มคณะกรรมการชุมชน 

ดังนั้นจึงได้สอบถามไปยัง ร.ต.ต.ประทุม ไหวมาเจริญ ประธานเครือข่ายชุมชนเทศบาลนครลำปาง และประธานชุมชนเจริญประเทศ เปิดเผยว่า ความต้องการให้ชาวบ้านรู้ว่าความเจริญของลำปางไม่มีเพราะ สท.ไม่สนับสนุนการจัดงานต่างๆ โดยได้ตัดงบประมาณจาก 1.5 ล้าน เหลือเพียง 2 แสน   จะเอาการเมืองมาเล่นกับประชาชนไม่ได้ งานนี้เป็นงานใหญ่ เชิดหน้าชูตาของลำปาง แต่ถูกตัดงบออกไป จึงอยากรักษาผลประโยชน์ของลำปางไว้  ทำไม สท.ไม่สนับสนุนในส่วนนี้ คิดว่า เหตุผลที่ตัดงบก็คงจะเป็นการเล่นการเมืองมากกว่า 

ประธานเครือข่ายชุมชน กล่าวว่า ก่อนที่จะทำตรงนี้ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 27 ต.ค.57 ที่ผ่านมา ทางเครือข่ายชุมชนก็ได้เห็นชอบ ซึ่งให้ตามความสมัครใจของชุมชนนั้นๆ ไม่ได้บังคับให้ติดป้ายแต่อย่างใด  และเงินที่ใช้ทำป้ายก็ช่วยกันลงขัน เพราะเครือข่ายยังไม่มีงบประมาณ ซึ่งมีหลายชุมชนรับไป เช่น ชุมชนประตูเมือง ชุมชนน้ำล้อม ชุมชนท่าคราวน้อย ชุมชนสุขสวัสดิ์ ชุมชนนาก่วมเหนือ ชุมชนรถไฟ  และขอยืนยันว่าเราไม่เป็นเครื่องมือของใคร เราทำเพื่อให้ประชานชนรับรู้เท่านั้น อยากให้ชาวบ้านรับรู้ว่า สท.ของเราสุดยอด 

ด้านนางนิภา วงค์สาม ประธานชุมชนสามดวงสามัคคี  กล่าวว่า  การปรับลดงบประมาณคงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครพึงพอใจแน่นอน แต่ทาง สท.คงมีเหตุผล ซึ่งก็ไม่ทราบว่าคืออะไร จะมาบอกเหตุผลให้ตนทราบเพียงคนเดียวก็คงทำอะไรไม่ได้ น่าจะหาเวทีมาอธิบายให้ทางชุมชนและชาวบ้านได้รับทราบ  ส่วนเรื่องการทำป้ายไปติดตามชุมชนต่างๆนั้น ไม่ขอออกความเห็น โดยส่วนตัวไม่ต้องการให้เรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับชุมชน จึงไม่ขอพูดในเรื่องนี้ 

น.ส.อมลยา เจนตวานิช  สท.นครลำปาง ผู้เสนอแปรญัตติปรับลดงบประมาณงานรถไฟรถม้าดังกล่าว เปิดเผยว่า เดิมรถไฟรถม้าเทศบาลไม่ได้เป็นเจ้าภาพอยู่แล้ว โดยนายกเทศมนตรีได้เสนอของบประมาณเข้ามา ซึ่งมีหนังสือจากทางจังหวัดลงนามโดยรองผู้ว่าฯ ศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ว่าขอสนับสนุนงบประมาณการจัดงานรถไฟรถม้า และงบประมาณศาลหลักเมือง ซึ่งศาลหลักเมืองให้เต็ม 9 ล้านบาท แต่งานรถไฟรถม้าทาง สท.เห็นว่า ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของเราที่เข้าไปจัด การขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆทำได้ดีกว่าเทศบาล ซึ่งทางจังหวัดได้ตั้งงบประมาณไว้แล้ว 6.5 แสนบาท เป็นงบการจัดงาน  นอกจากนั้นในการยื่นเอกสารในขั้นตอนการแปรญัตติ ได้แจกแจงเฉพาะค่าใช้จ่าย แต่ไม่เคยพูดถึงรายได้จากการจัดงานเลย ทั้งที่ก็รู้กันว่างานนี้มีรายได้ในการจัดงาน  ที่ผ่านมาเทศบาลไม่เคยเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานเลย ในเมื่อจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลักอยู่แล้ว ทำไมต้องตั้งงบประมาณมาซ้ำซ้อน    แต่ผู้บริหารกลับไปพูดอ้างถึงหนังสือจากจังหวัดว่าจังหวัดมอบหมายมา แต่ความจริงในหนังสือระบุว่าขอสนับสนุนงบมาตามที่เห็นสมควร ไม่ได้มีการมอบให้เทศบาลเป็นเจ้าภาพ เพราะฉะนั้นจึงจัดงบประมาณให้ตามที่เห็นสมควรจำนวน 2 แสนบาท 

ลานนาโพสต์มีโอกาสได้พูดคุยกับนายนิมิตร จิวะสันติการ  หัวหน้ากลุ่มนครลำปาง จึงได้สอบถามถึงเรื่องงบการจัดงานรถไฟรถม้าดังกล่าว  นายนิมิตร กล่าวว่า เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วงานรถไฟรถม้ามีสมาคมท่องเที่ยวเป็นแม่งาน เมื่อนายกสมาคมท่องเที่ยวหมดวาระไป ก็ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อสมาคมรถม้าลำปางเป็นผู้จัดงาน ระยะหลังจึงจัดในนามของสมาคมรถม้า ซึ่งเทศบาลไม่เคยตั้งงบประมาณอุดหนุนการจัดงานรถไฟรถม้าเลย เพราะมีเจ้าภาพจัดอยู่แล้ว แต่จะช่วยในเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ต่างๆเท่านั้น หากจะมีการสนับสนุนงบประมาณทางเทศบาลเคยจัดสรรงบให้สมาคมรถม้าปีละ 3 แสนบาท เพื่อให้สมาคมรถม้านำไปพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการรถม้า ซึ่งทางสมาคมฯจะนำเงินไม่ใช้ในส่วนใดบ้างนั้นทางเทศบาลไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายในส่วนนี้  แต่เมื่อเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ก็ไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณให้สมาคมรถม้าไว้เหมือนที่ผ่านมา ในเมื่อหลายปีที่ผ่านมาเทศบาลไม่เคยตั้งงบการจัดงานรถไฟรถม้าเลย ก็เท่ากับว่าในปีนี้เทศบาลได้เพิ่มงบให้การจัดงานไปอีก 2 แสนบาท 

นายนิมิตร กล่าวต่อไปว่า สท.มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน  ทำหน้าที่ตามกฎระเบียบต่างๆในสภาฯ และตรวจสอบการทำงานของผู้บริหาร เมื่อเห็นว่างบประมาณไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ และมีการจัดสรรไว้แล้ว ก็ไม่ควรจะไปจัดสรรให้ซ้ำซ้อน ฟุ่มเฟือย ต้องจัดสรรงบให้มีประสิทธิภาพ ตัดรายจ่ายที่ไม่สมควรออกไป จะทำอะไรต้องคิดในเชิงผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาให้สาธารณะ 

เรื่องการทำป้ายโจมตี สท.เรื่องการตัดงบงานรถไฟรถม้า ก็เป็นประเด็นทางการเมือง แต่ทาง สท.เองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เป็นแค่เรื่องทำให้รำคาญใจเท่านั้น  ต้องถามกลุ่มที่มีชื่ออยู่ในป้ายว่า ยอมรับว่าเขาทำป้ายจริงหรือไม่ ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร หรือยอมเป็นเครื่องมือทางการเมืองเท่านั้น นายนิมิตร กล่าว

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1002 ประจำวันที่ 31  ตุลาคม - 6 พฤศจิกายน  2557)


Share:

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ขอร่วมแสดงความยินดีกับ น.ส.อรณิชา แซ่ตั้ง และ น.ส.ณัฐมน ถาเป็นบุญ


โรงเรียนมัธยมศาสตร์ขอร่วมแสดงความยินดีกับ น.ส.อรณิชา แซ่ตั้ง และ น.ส.ณัฐมน ถาเป็นบุญ ได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ในโครงการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัญจร ประเภท ก ประจำปี 2558 โดยที่ น.ส.อรณิชา แซ่ตั้ง ได้รับสิทธิ์เรียนในสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ และ น.ส.ณัฐมน ถาเป็นบุญได้รับสิทธิ์เรียนในสาขาวิชาธุรกิจวิศวกรรม



(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1002 ประจำวันที่ 31  ตุลาคม - 6 พฤศจิกายน  2557)
Share:

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สสส.หนุน บ้านนากวางครัวเรือนต้นแบบปลูกผักปลอดสารพิษลดการใช้สารเคมี




 
บ้านนากวาง หมู่ที่ 2 ตำบลดอนไฟ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มีจำนวนประชากรทั้งหมด 548 คน  160 หลังคาเรือน ชาวบ้านนากวางมีอาชีพหลักคือ ทำการเกษตรกรรม เช่นข้าวโพด มะเขือเทศ หอมแดง กระเทียม วิถีชีวิตปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ได้ออกไปทำงานรับจ้างหาเงินเลี้ยงชีพในตัวเมืองการทำเกษตรกรรมก็ใช้สารเคมีเป็นส่วนใหญ่ ทำให้อาหารที่ใช้ในการปรุงอาหารมีสารพิษตกค้าง  ส่งผลเสียต่อร่างกายของผู้บริโภคผู้นำชุมชนบ้านนากวาง แกนนำทางด้านสุขภาพ ( อสม. ) และชาวบ้านจึงมองเห็นปัญหาและความสำคัญ และได้ประชุมเวทีเสวนาแกนนำหมู่บ้านได้ข้อสรุปว่าควรส่งเสริมให้
ชาวบ้านได้ปลูกผักปลอดสารพิษไว้รับประทาน และส่งเสริมในชาวบ้านใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยชีวภาพทดแทนการใช้สารเคมี สร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปลูก การทำปุ๋ยชีวภาพ โดยมีสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม หรือสำนัก 6 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.สำนัก6)ให้ การสนับสนุน พร้อมคำแนะนำ เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมหมู่บ้านนากวางให้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม เพื่อชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ได้ขยายกิจกรรมไปสู่ลูกหลาน เด็กนักเรียนในโรงเรียนบ้านนากวาง เพื่อให้มีการปลูกผักปลอดสารพิษ และ สร้างความเข้าใจให้กับเด็กนักเรียนในด้านการลดการในใช้สารเคมี

นางปาริชาติ กุลแผ่น  แกนนำโครงการ   เปิดเผยว่า  ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าวทำให้บ้านนากวาง หมู่ที่ 2เกิดครัวเรือนต้นแบบในด้านการลดการใช้สารเคมีและปลูกผักปลอดสารพิษ กระจายใน 12 หมวดบ้าน รวม 30 ครัวเรือนสามารถให้ความรู้เรื่องการทำปุ๋ย เกษตรปลอดสาร  การปลูกผักไว้บริโภคในครัวเรือนได้สมาชิกมากกว่า 50 % มีการปลูกผักปลอดสารพิษไว้บริโภคในครัวเรือน เกิดกระบวนการดำเนินงานของผู้นำ เข้มแข็ง และนำไปสู่สภาผู้นำชุมชนที่มีการประชุม ปรึกษาหารือแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างต่อเนื่องมากขึ้น  และมีกระบวนการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรม สามารถกระตุ้นการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม ของสมาชิกในชุมชน  โดยยังอาศัย กระบวนการที่เป็นทุนทางสังคม ของชุมชน คือ หัวหมวด คุ้มบ้านกระตุ้น การเข้าร่วมกิจกรรมของสมาชิกเกิดการประสานงานกิจกรรมระหว่าง บ้าน วัด และโรงเรียน  ในประเด็นการลดการใช้สารเคมี  การปลูกผักปลอดสารพิษไว้รับประทาน เช่น ในแต่ละกิจกรรมจะแบ่งบทบาทหน้าที่การทำงาน  การใช้สถานที่วัด การประสานงานนายอำเภอเข้าร่วมกิจกรรม ประกวดอาหารปลอดภัย 


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1001 ประจำวันที่ 24 - 30  ตุลาคม  2557)

Share:

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จับตางบก่อสร้างรั่ว รัฐโปรยปลายปี



กระแสธุรกิจก่อสร้างอู่ฟูโค้งสุดท้ายปี 57 รับปีงบประมาณ 58 “ทวีศักดิ์ก่อสร้าง” ชี้ผู้รับเหมายังหืดขึ้นคอ ระบุหลังรัฐบาลไฟเขียวอนุมัติงบฯ2.3 หมื่นล้าน ซ่อม-สร้าง ทั่วประเทศกระตุ้นภาพรวมกระเตื้อง ผู้รับเหมารายใหม่ได้เกิด แต่ต้องจับตาเส้นทางคอร์รัปชั่น

ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบผ่านงบประมาณประจำปีที่ค้างท่อและเงินไทยเข้มแข็งที่เหลืออยู่กว่า 15,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  โดยงบประมาณส่วนหนึ่งอนุมัติผ่านการลงทุนโครงการ “ซ่อมและสร้าง” กระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ โดยงบประมาณ ซ่อมและสร้างดังกล่าว วงเงินประมาณ  23,000 ล้านบาท และมุ่งเน้น “การสร้างงาน” ในระดับท้องถิ่น ส่งผลต่อความตื่นตัวในกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและในวงราชการองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น  ทั่วประเทศ ภายในเดือน ธันวาคม 2557 นี้ สามารถเบิกจ่ายได้ทันที โดยต้องเป็นโครงการลงทุนที่เกี่ยวกับการซ่อมสร้าง เช่น การซ่อมโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ การซ่อมโรงพยาบาลและการจัดซื้อครุภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข การซ่อมสร้างถนนของกระทรวงคมนาคม การซ่อมแซมอาคารของกระทรวงกลาโหม เป็นต้น

ผู้สื่อข่าว ลานนา Bizweek รายงานจากการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวในหน่วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆในจังหวัดลำปางพบว่า ส่วนใหญ่จะมีผู้บริหารที่ได้รับนโยบายแล้วแต่งบประมาณส่วนนี้จะต้องเร่ง จัดซื้อจัดจ้างในระบบอี-ออคชั่นภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งแต่ละหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น มีโครงการที่วางแผนไว้ล่วงหน้าแต่รองบประมาณ นอกจากนี้บางส่วนยังมีโครงการใหม่ที่เตรียมจะยื่นเสนอผ่านงบประมาณมาจัดไว้ ในหมวดงานงบประมาณซ่อมสร้างครั้งหนี้ แต่ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็ก ตั้งแต่ 5-10 ล้านบาท  นอกจากนี้ยังเชื่อว่าจะมีโครงการซ่อมแซมถนนและโครงสร้างพื้นฐาน ขอใช้งบประมาณนี้ทุกพื้นที่ ทั้งนี้จะเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างงานจากการจัดซื้อจัดจ้าง 

นาย ชูชาติ วิญญาภาพ ที่ปรึกษา หจก.ทวีศักดิ์ก่อสร้าง หนึ่งในผู้รับเหมารายใหญ่ของจังหวัดลำปาง ที่รับจ้างงานจากส่วนราชการพื้นที่จังหวัดลำปางและจังหวัดใกล้เคียง เผยว่า จากที่รัฐบาลปล่อยงบประมาณนี้ออกมาจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในกลุ่มธุรกิจก่อสร้างคึกคักขึ้น หลังจากที่เงียบและซบเซาเมื่อช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบ  แต่ขณะนี้ธุรกิจก่อสร้างที่รับงานจากภาครัฐและเอกชน เริ่มกระเตื้องและมีแนวโน้มที่ดี  เพราะส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีความชัดเจนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จึงเกิดการลงทุนในภาคเอกชน และเกิดการจ้างงานในโครงการของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในรัฐบาลยุคนี้จะเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมขึ้น 

“จากประสบการณ์ทำงานผมอยู่วงการนี้มานาน โครงการก่อสร้างของรัฐก็ชะลอตัวมาหลายปี เมื่อมีสัญญาณเปิดไฟเขียวงบประมาณซ่อมสร้างในรัฐบาลชุดนี้ แน่นอนว่าในกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างจะคึกคักจากการเปิดกว้างของการแข่งขันที่เป็นธรรม คือมีการประกาศเปิดเผยการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ดังนั้นการการงุบงิบ แล้วฮั้วกับผู้รับเหมาที่เป็นพวกพ้องหรือมีผลประโยชน์ต่อกันก็จะลดลง ผู้ประกอบการรายใหม่ๆก็จะมีโอกาสมากขึ้น  หากมองในแง่ของการเฟื่องฟูของกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง อาจเป็นแค่ภาพรวมที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องตื่นเต้นว่ามีการอัดฉีดงบประมาณสายงานก่อสร้าง แต่ในเนื้องานจริงแล้ว ขณะนี้ธุรกิจก่อสร้างยังถือว่าเหนื่อยเพราะ ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าจ้างแรงงานที่ดีดราคาสูงขึ้น ให้ผลกำไรลดลง นอกจากนี้ยังมีต้นทุนเรื่องวิ่งเต้นและบางรายต้องยอมจ่ายเงินทอน เพื่อให้ได้งานแต่สุดท้ายผลกำไรแทบจะหายกลายเป็นขาดทุน หากผู้ประกอบการรายไหนจ่ายผลประโยชน์ไม่ลงตัว ก็อาจตกในฐานะลำบากคือ ผู้จ้างไม่ตรวจรับงาน ไม่อนุมัติค่าจ้าง นี่คือธรรมชาติของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ดูมีเม็ดเงินสะพัด แต่กลุ่มที่จะได้รับผลประโยชน์จากงบประมาณ คือหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติโครงการบางกลุ่มบางคนที่ต้องจับตามากกว่า”

ด้าน นายกิตติภูมิ นามวงศ์ นายกเทศมนตรีนครลำปาง เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2558 เทศบาลนครลำปาง จัดสรรงบประมาณรายจ่ายในส่วนของงบลงทุน (ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง) วงเงิน 53 ล้านบาท ในงบประมาณส่วนนี้มีหลายโครงการ ที่ใช้สำหรับการพัฒนาสิ่งปลุกสร้าง เช่น โครงการปรับปรุงศาลหลักเมือง  9 ล้านบาท ปรับปรุงโคมและหลอดไฟส่องสว่างถนน และป้ายต่างๆ รวมถึงโครงการพัฒนาปรับภูมิทัศน์ เขตเมืองเก่าย่านถนนท่ามะโอ  รวมถึงการศึกษาโครงการแก้ปัญหาจราจรทั้งระบบ ซึ่งทั้งหมดจะเริ่มดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบปีงบประมาณ 2558 นี้

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1001 ประจำวันที่ 24 - 30  ตุลาคม  2557)

Share:

แม่น้ำวังกับการมาถึงของผักตบชวา กุลธิดา สืบหล้า...เรื่อง


     
      
มี ใครสังเกตไหมว่า ระยะหลังมานี้ แม่น้ำวังช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองลำปางของเราเริ่มจะมีพืชน้ำตัวร้ายอย่างผัก ตบชวาเข้ามารุกรานบ้างแล้ว จากจำนวนไม่กี่กอตอนนี้ ในระยะเวลาอันใกล้มันจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนยากจะกำจัด เพราะผักตบชวามีการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก จึงได้รับการจัดอันดับว่าเป็นวัชพืชร้ายแรง 1 ใน 10 ของโลก ในต่างประเทศมีการกล่าวถึงความร้ายกาจของผักตบชวาไว้ เช่น

ประเทศคองโก พบผักตบชวาครั้งแรกในปี พ.ศ. 2495 หลังจากนั้นเพียง 2 ปี พืชลอยน้ำชนิดนี้ก็แพร่ไปตามแม่น้ำคองโกได้ไกลถึง 1,600 กิโลเมตร กลายเป็นอุปสรรคในการขนส่งแร่ทองและยูเรเนียมไปจำหน่ายในตลาดยุโรปและอเมริกา มิหนำซ้ำยังปกคลุมผิวน้ำทำให้ออกซิเจนมีน้อยจนสัตว์น้ำไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ รัฐบาลต้องทุ่มเงินมากมายในการกำจัด

ประเทศมาเลเซีย รัฐโกตามารู ปี พ.ศ. 2500 แพผักตบชวาขนาดมหึมาลอยกีดขวางกลางลำน้ำ ปิดกั้นการไหลของน้ำลงสู่ทะเล เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่หลังพายุฝน

สำหรับประเทศไทย ผักตบชวาถูกนำเข้ามาปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2444 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะว่าไป ดอกของมันนั้นสวยน้อยอยู่เสียเมื่อไร ช่อดอกผักตบชวามีความคล้ายคลึงกับดอกไฮยาซินธ์ จึงมีชื่อเรียกว่า Water Hyacinth มันจะออกดอกในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน โดยออกดอกเป็นช่อแน่นที่ปลายยอด ดอกย่อยขนาด 2 เซนติเมตร มีกลีบดอกบาง 6 กลีบ สีฟ้าอมม่วงหวานละมุนยิ่งนัก กลีบบนขนาดใหญ่และมีแต้มสีเหลืองที่กลางกลีบ 

ทว่าอย่าได้หลงเพริศไปกับความสวยงามของดอกมันเลยเชียว เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่นาน ผักตบชวาได้แพร่ระบาดไปทั่วประเทศ จนกระทั่งมีการตราพระราชบัญญัติสำหรับกำจัดผักตบชวาเมื่อปี พ.ศ. 2456 ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดนำพาผักตบชวาไปตามที่ต่าง ๆ และถ้าใครมีผักตบชวาก็ต้องทำลายเสียให้หมด แถมยังมีบทลงโทษ คือ ทั้งจำทั้งปรับ แต่ก็ยังมีผักตบชวาระบาดอยู่ทั่วไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 ได้มีโครงการรณรงค์กำจัดผักตบชวาทั่วประเทศครั้งใหญ่ ถึงกระนั้นในปี พ.ศ. 2525 ในแม่น้ำเจ้าพระยาก็ยังมีผักตบชวากีดขวางการสัญจรทางน้ำจนต้องมีการระดมกำลังกำจัดอย่างจริงจังอีกครั้ง

ที่เราเรียกกันว่าผักตบชวา เพราะเรานำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย แท้จริงแล้วมันคือพืชน้ำพื้นถิ่นของทวีปอเมริกาใต้ ถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศบราซิล โดยมันใช้เวลาเพียง 100 กว่าปีเท่านั้นในการกระจายไปตามประเทศเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นักพฤกษศาสตร์กลับพบว่า มันไม่ได้สร้างปัญหาใด ๆ ต่อประเทศบราซิลและประเทศต่าง ๆ ในอเมริกาใต้ เพราะในถิ่นกำเนิดของมันมีโรคแมลงและศัตรูอื่นคอยควบคุมการระบาดเอง จัดเป็นความสมดุลทางธรรมชาติ แต่เมื่อมันไปเจริญเติบโตที่อื่น ซึ่งไม่มีศัตรูธรรมชาติควบคุม ทำให้ตลอดระยะเวลากว่า 1 ศตวรรษ ผักตบชวาระบาดไปกว่า 50 ประเทศ กลายเป็นวัชพืชที่สร้างปัญหามากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะเพียรหาทางกำจัดเจ้าพืชชนิดนี้มากเท่าไร เสียค่าใช้จ่ายไปแล้วจำนวนมหาศาล แต่มันก็ไม่หมดไปง่าย ๆ ดังนั้น จึงมีแนวคิดว่า ในเมื่อปราบอย่างไรก็ไม่หมด ก็กลับมาหาประโยชน์จากมันดีกว่า 

จากแนวความคิดนี้จึงได้มีการค้นคว้าวิจัยกันว่าจะนำผักตบชวามาใช้ทำอะไรได้บ้าง ซึ่งก็พบว่า สามารถทำเป็นอาหารสัตว์รสเลิศได้ โดยหมักกับรำละเอียด แล้วนำไปเลี้ยงวัว หมู และปลากินพืช 

การทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา ทำได้โดยนำไปตากแดดเพื่อลดปริมาณน้ำออกไปบ้าง แล้วกองสลับกับมูลสัตว์ทิ้งไว้ระยะหนึ่ง จะได้ปุ๋ยหมักชั้นดีสำหรับปลูกต้นไม้

ผักตบชวายังถูกนำมาทดลองทำเยื่อกระดาษ ทำแท่งเชื้อเพลิงและก๊าซชีวภาพ ทำเป็นที่ปลูกเห็ด และนำไปประดิษฐ์เป็นภาชนะปลูกพืช แต่ก็ไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก

ที่นิยมกันมากกลับกลายเป็นการนำมาทำเครื่องจักสาน ผักตบชวาที่มีกอต้นสูง ๆ นั้น สามารถนำมาทำเป็นเส้นตากแห้ง เพื่อทำเครื่องจักสานได้หลายชนิด แล้วยังถูกแปลงโฉมเป็นของแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์สุดเก๋ชนิดที่ลืมความร้ายกาจของมันไปได้เลย

ไม่น่าเชื่อว่า ผักตบชวาสามารถช่วยบำบัดน้ำเสียได้ โดยมีการทดลองใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเกิดจากแหล่งชุมชนที่บึงมักกะสันพบว่า มันสามารถดูดซับธาตุอาหารและโลหะหนักที่อยู่ในน้ำเสียได้ดีมาก สามารถดูดซับไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมงกานีสได้ดีเมื่อมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่า COD ในน้ำทิ้งหลายชนิด

เอ่ออันที่จริง ก้านใบอ่อนและดอกอ่อนของมันก็กินเป็นผักลวกจิ้มกับน้ำพริก หรือนำมาทำแกงส้มได้อร่อย แต่อย่าหลงใหลไปกับรูป-รสของมันเด็ดขาด เพราะเผลอแป๊บเดียว แม่น้ำวังของเราคงมีเจ้าพืชชนิดนี้ลอยล่องเต็มท้องน้ำแน่ ๆ

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1001 ประจำวันที่ 24 - 30  ตุลาคม  2557)
Share:

จากใจ มนุษย์ป้าผู้น่ารัก


เทคโนโลยี การสื่อสารก้าวหน้าทันสมัย จนไม่มีใครเชื่อว่า โนเกีย มือถืออันดับหนึ่งของฟินแลนด์ ที่ผู้ชายไทยล้อเล่นกันว่าเป็นยี่ห้อ โนกลัวเมีย จะถึงกาลอวสาน หลังจากถูกซื้อไปแล้วเปลี่ยนชื่อ ไมโครซอฟท์โมบายไปเรียบร้อยโรงเรียนบิล เกต เมื่อสมาร์ทโฟนเข้ามายึดครองพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเฉพาะสมาร์ทโฟนด้วยกันเอง ก็ยังแข่งกันทั้งราคาและศักยภาพ โดยมีไอโฟน กับซัมซุง เป็นคู่ชิงส่วนแบ่งการตลาด แต่ความก้าวหน้าทันสมัยนี้เอง กลับเปิดโอกาสให้สังคมได้รู้จักมนุษย์ป้า มนุษย์ลุง ที่น่าชัง ยกเว้นมนุษย์ป้าที่น่ารักบางคน

เมื่อราว 10 ปีที่ผ่านมา ต้องเรียกว่ากลายเป็นยุคสมาร์ทโฟนไปซะแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คแล็ปท๊อปก็จัดว่าเป็นติ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีการปล่อยอินเตอร์เนตความเร็วสูง 3G 4G ของผู้ให้บริการมือถือแต่ละค่ายต่างก็ออกโปรโมชั่นเย้ายวนผู้บริโภคตลอด ประกอบกับสมาร์ทโฟนมีราคาตั้งแต่ถูกยันแพงให้เลือกใช้ตามสะดวก  ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นสังคมก้มหน้า นั่งก็ก้มหน้า เดินก็เดินจิ้มมือถือ เรียกได้ว่าแทบจะอัพเดทข่าวสารข้อมูลกันตลอดเวลา
 
จาก การที่เรามีโซเชียลมีเดียเป็นเพื่อนสนิทข้างกาย เสพข้อมูลจนติดเป็นนิจ อัพสเตตัสกันเพลิดเพลินจนลืมใส่ใจความปลอดภัย เช็คอินสถานที่แม้กระทั่งที่บ้านซึ่งหารู้ไม่ว่านั่นอาจจะนำพามิจฉาชีพมายัง สถานพักพิงได้ อัพเรื่องราวส่วนตัวความคิดเห็นในทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา จนมีหลายปรากฏการณ์ที่แชร์กันสนั่นโลก โดยไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอก
 
แต่เมื่อไม่นานมานี้ ข่าวฮอต ประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลคงตกอยู่ที่สายการบิน เพราะมีประเด็นทั้งจาก มนุษย์ป้าที่กล่าวอ้างว่ามาสายไป 6 นาที แต่สายการบินไม่มีน้ำใจไม่ยอมผ่อนปรนให้ไปขึ้นเครื่อง และ มนุษย์ลุงที่ โดนออฟโหลดจากแอร์เอเชียเหตุกระเป๋าขนาดเกินที่กำหนดให้นำขึ้นเครื่องได้ ทั้งสองเหตุการณ์ดูจะมาได้พอเหมาะพอเจาะในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันเหลือเกิน ทั้งสองกรณีนี้ต่างได้ถูกสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ชนิดยับเยิน โดยเฉพาะในเรื่องการไม่ทำตามกฏ การละเมิดข้อบังคับ แถมยังใช้มือถืออัดคลิปเพื่อนำไปเผยแพร่ทางเฟสบุ๊คซึ่งสุดท้ายผลนั้นก็ตามมา ถึงตัว เพราะไม่ว่าจะเหตุผลใดภาพและเสียง ข้อมูลและความเป็นจริงกลายเป็นหลักฐานที่ทำให้เรื่องกลับพลิกผัน ทั้งสองรายโดยผู้คนในสังคมออนไลน์เข้าไปกระหน่ำแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิ ติเตียนในเฟสบุ๊คส่วนตัวจนแทบจะต้องปิดเฟสไปเลยก็ว่าได้
 
เรื่อง ทั้งหมดทั้งมวลนี่ เกิดจากความมักง่ายของคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เรื่องเหล่านี้มีมานานนมแล้วเพียงแต่ด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยน ทำให้การแสดงความคิดเห็น อัดคลิปเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน การมีพื้นที่เผยแพร่คลิปมันง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสก็แชร์เรื่องราวให้โลก รับรู้ได้ในเสี้ยววินาที และผู้คนนับล้านก็สแตนบายรอบริโภคข้อความตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้เราได้รู้จักคำว่า มนุษย์ป้า มนุษย์ลุง
 
มนุษย์ป้า มนุษย์ลุง ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่เพิ่งถือกำเนิดมาแต่อย่างใด 

แต่มันเริ่มนิยามกันมากขึ้นเมื่อเรามีพื้นที่ในโลกอิสระในการเล่าขวัญถึงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ผ่านเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม หรือสื่อโซเชียลมีเดียใดๆก็ตาม จนมีการบัญญัติคำนิยามและลักษณ์ของว่า มนุษย์ป้าว่าเป็นผู้หญิงรุ่นวัยกลางคน แต่งตัวดูสูงอายุ ยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกและสังคม เห็นแก่ตัวและไม่สนใจคนรอบข้างว่าจะรู้สึกอย่างไร ต่อด้วยพฤติกรรมอันเป็นลักษณะพิเศษที่สามารถพบเห็นได้ของคนกลุ่มนี้ ได้แก่ มนุษย์ป้าคือผู้ถูกต้องเสมอ มนุษย์ป้ามักจะขอแซงคิว แทรกคิว โดยอ้างความอาวุโสและปัญหาสุขภาพ เช่น ป้าแก่แล้วให้ป้าก่อนเถอะ ชื่นชอบของแจกฟรี หยิบได้เท่าไหร่ ขนได้เท่าไหร่ ขอเอากลับบ้านให้หมด จะเป็นขยะในตอนหลังก็ช่างมัน ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเองไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ หากโดนเอาเปรียบจะโวยวายทันที เวลานั่งรถตู้โดยสารสาธารณะชอบนั่งตรงเบาะใกล้ประตู คนที่ขึ้นที่หลังก็ต้องเบียดเข้าไป นำรถเข้าไปจอดในพื้นที่คนพิการ และอีกสารพัดพฤติกรรมที่ดูแล้ว แย่” 

แต่ ที่แย่ไปกว่านี้คือ พฤติกรรมแบบที่เราเรียกว่า มนุษย์ป้านี้ได้ถูกกล่าวขวัญจนมีกระแสว่าต่างประเทศเริ่มมีปฏิกิริยากับ มนุษย์เผ่าพันธุ์นี้ที่ไปแสดงพฤติกรรมนี้ที่ต่างประเทศเมื่อยามได้ไปเยือน แร็ค ลานนา ได้ทัศนาความคิดเห็นเหล่านี้จากเว็บดัง ที่รวบรวมพฤติกรรมอันไม่น่าเชยชมของคนไทยที่ไปเที่ยว ญี่ปุ่น เยอรมัน ออสเตรเลีย เกาหลี และอีกหลายประเทศที่แม้แต่คนไทยด้วยกันยังส่ายหัว ทำให้ย้อนคิดถึงสมัยเมื่อแร็ค ลานนา ยังเด็ก เคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่พูดถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่ที่ มักจะส่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวาย กลายเป็นว่ามาวันนี้นักท่องเที่ยวไทยกำลังจากกลายเป็นที่เล่าขวัญในแบบที่ เราเคยว่าเขา
 
มนุษย์เผ่าพันธุ์นี้สูญพันธุ์ได้ไม่ยาก เพียงแค่ทุกคนให้เกียรติและทำตามกฎกติกาของสังคม ไม่ฉาบฉวย มักง่าย เอาแต่ตัวเองสะดวกว่า และใช้การมีน้ำใจแก่กัน เพียงแค่นี้มนุษย์ป้า และมนุษย์ลุง มนุษย์มักง่าย ก็จะหายไปได้ แต่ทั้งหมดที่พูดมานี้ดูจะเป็นสังคมในอุดมคติเสียเหลือเกิน

เอาเป็นว่าเมื่อวันหนึ่งที่ แร็ค ลานนา แก่ตัวขึ้น ขอสัญญาว่าจะเป็นมนุษย์ป้าที่น่ารักไม่ทำตัวเป็นภาระให้ถูกกล่าวขวัญ อย่างที่เป็นที่โจษจันในโลกอินเทอร์เนตแน่นอน


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1001 ประจำวันที่ 24 - 30  ตุลาคม  2557)

Share:

ปฏิรูปสื่อ ฉบับ กปปส.


กระบวนการปฏิรูปประเทศ เดินหน้าแล้วตามโรดแมป ของ กปปส.ที่ต้องการให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ฉะนั้นตัวแทน สปช.จำนวนไม่น้อย ที่เคยขึ้นเวที “สู้ไม่ถอย” จึงถูกเลือกเข้าไปสานต่อภารกิจพระสุเทพกันทั่วหน้า การปฏิรูปสื่อก็เริ่มเคลื่อนไป ด้วยตัวแทนสายสื่อมวลชนที่เกือบทั้งหมดไม่เคยมีบทบาทหรือแสดงให้เห็นแนวคิดในการปฏิรูปสื่อเลย นี่เป็นความวังเวงในเป้าหมายการปฏิรูป เช่นเดียวกับตัวแทนจังหวัด ทั้งที่นี่และที่อื่นๆ ที่เห็นหน้า สอบประวัติแล้ว ยังไม่พบว่า มีความคิดอ่านในเรื่องปฏิรูปมาก่อนหน้านี้อย่างไร

การปฏิรูปสื่อนั้นสำคัญยิ่ง เพราะสื่อจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปทุกด้านไปสู่เป้าหมาย การปฏิรูปสื่อไม่ใช่การอธิบายว่า การสื่อสารคืออะไร ผู้ส่งสารคือใคร ข่าวสารคืออะไร เหมือนกับเนื้อหาที่ คสช.รวบรวมไว้ เพื่อให้ตัวเองเข้าใจ ไม่ใช่คนอื่นเข้าใจ วันนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องมาทบทวนสิ่งที่ คสช.เตรียมการไว้ ด้วยการตัดต่อพันธุกรรม ตัดแปะ และคัดลอก โดยในสมองว่างเปล่า เรียกง่ายๆว่า ชำแหละ

ความหมายจริงๆ ก็คือชำแหละ กรอบความเห็นร่วมปฏิรูปประเทศไทย ด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม  จัดทำเป็นรูปเล่มให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ใช้เป็นสารตั้งต้น ในการศึกษา ต่อยอด เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน

การชำแหละ หรือพูดให้ดูเป็นวิชาการ ว่าเป็นการวิเคราะห์เนื้อหาข้อเสนอแนวทางปฏิรูปสื่อของ คสช.จะทำในสองฐานะ  หนึ่งคือในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งที่มีส่วนได้เสียกับการปฏิรูปครั้งนี้  สองในฐานะเจ้าของวรรณกรรม ที่คสช.ถือวิสาสะ นำไปบรรจุไว้ในกรอบความเห็นนี้ โดยไม่ปรับเปลี่ยนแม้สักถ้อยคำหนึ่ง

คงมีประเด็นที่ต้องถกแถลงกันชนิดเข้มข้นอีกหลายวาระ ในเรื่อง สื่อแท้ และ สื่อเทียม และความพยายามที่จะเสนอแนวคิด การตีตราผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน  แต่ในคำนำของคณะทำงานที่อธิบายว่า เป็นการรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ รายงานการวิจัย เอกสารและบทความที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรวบรวมข้อมูลจากประชาชนทังโดยสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมกลุ่มย่อย การเสวนา และรับข้อมูลเสนอผ่านทางโทรศัพท์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ จดหมาย และข้อคิดเห็นจากองค์กร หน่วยงานหรือบุคคลที่สนใจ จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดมาสังเคราะห์เพื่อให้ได้กรอบความเห็นร่วม 

ผมเรียกมันอย่างตรงประเด็นได้เพียงว่า เป็นการ ตัดต่อ หาได้เป็นการวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างใดไม่
ร้ายกว่านั้น มีหลายวรรคตอน ที่เป็นการถ่ายทอดการบันทึกเสียงคำต่อคำ โดยไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น

ผู้ที่จะเข้ามาเป็น หรือมาทำหน้าที่ในกระบวนการสื่อสารมวลชนนั้น พูดถึงคนที่ได้ร่ำเรียนมาเป็นอันดับแรก ในการเลือกข้างนั้น ในความเป็นจริงในสังคมปัจจุบัน และสิ่งที่เขาถือว่าเป็นบทบาทหน้าที่ของสื่อสารมวลชนนั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำอันดับแรกนั้น คือสื่อสารมวลชนนั้นๆ ตามทฤษฎีจะต้องมีจริยธรรม มีจรรยาบรรณ ฉะนั้นถ้ามีตรงนี้หรือมีความมั่นคงตรงนี้แล้วจะทำให้การเลือกข้างอาจจะเกิดน้อยลง ในสิ่งตรงนี้ ในจริยธรรม จรรยาบรรณนี้ เหมือนกับการควบคุมสื่อสารมวลชนด้วย เพื่อประโยชน์ของใคร เพื่อประโยชน์ของผู้ฟัง ผู้ชม ผู้อ่าน..

(กรอบความเห็นร่วมปฏิรูปประเทศไทย ด้านสื่อสารมวลชน ว่าด้วยคุณธรรมและจริยธรรมสื่อ หน้า 40 วรรค 2)

การสื่อสารด้วยภาษาเขียนที่วกวน วรรคนี้ สรุปรวบรัดได้ง่ายๆสั้นว่า ผู้ที่จะเข้ามาสู่วิชาชีพสื่อมวลชน จะต้องศึกษา เรียนรู้ และมีความรับผิดชอบด้านจริยธรรม

ปัญหาของคนเรียบเรียงหรือคนเขียนกรอบความเห็นร่วมฉบับนี้ คือไม่มีทักษะในการสื่อสารด้วยภาษาเขียน ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับลูกศิษย์ของผมหลายคน เวลาที่ต้องตอบคำถามแบบบรรยาย แต่สิ่งที่อาจแตกต่างไปก็คือ ผู้รวบรวม หรือสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมแม่งานครั้งนี้ ไม่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องพื้นฐานการทำงานของสื่อมวลชนอย่างแท้จริง

และเมื่อไม่รู้ก็ไม่พยายามที่จะแสวงหาความรู้ ดังนั้น เนื้อหาของกรอบความเห็นร่วมจึงกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง มีทั้งจริงและเท็จปะปนกันไป และที่สำคัญไม่มีบทสรุปสำหรับผู้บริหาร ที่เป็นหัวใจสำคัญที่จะฉายภาพให้เห็นและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

มีอีกหลายประเด็น ที่เป็นเรื่องของเนื้อหา รวมทั้งการลอกงานของผมซึ่งเขียนไว้ในตำราบางเล่ม และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน (หน้า 48 – 50) ที่อาจจำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม 

เราจะชำแหละกันจากนี้ตามระยะเวลาและโอกาสที่เหมาะสม อย่างน้อยก็อาจเป็นคำตอบได้ว่า ถ้าทิ้งกรอบความเห็นร่วมนี้ไป หรือเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด งานปฏิรูปสื่ออาจจะเดินไปได้ตรงทางมากกว่านี้


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1001 ประจำวันที่ 24 - 30  ตุลาคม  2557)



Share:

สังคมดาวแปดแฉก




ประจำฉบับที่ 1001 วันที่ 24-30 ตุลาคม 2557 ***  ลูกโม่.38 รายงานผู้อ่านตามปกติ *** บ้านเมืองพอจะเย็นลงมาบ้าง ล่าสุดจอมแฉ สารวัตรเหลิม ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง ออกมาเปิดเผยว่า การยึดอำนาจในครั้งนี้คณะปฏิวัติไม่อ้างความจงรักภักดีมากล่าวอ้าง...แต่มีความเห็นแตกแยกกันระหว่างฝ่ายแดงกับเหลือง***และขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา หน.คสช.และนายกรัฐมนตรี ที่ก่อรัฐประหารในช่วงที่พรรคเพื่อไทยกำลังมีปัญหากันเองพอดี ส่วนฝ่ายเหลืองและ กปปส. ไม่ได้อะไรจากการปฏิวัติหนนี้ *** พรรคเพื่อไทยจะถูกลบชื่อออกก็ต่อเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ตายหรือเลิกเล่นการเมืองไป แต่หากลงเลือกตั้งครั้งใดคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีพรรคเพื่อไทยอยู่ในหัวใจ และแน่นอนหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร รอดจากบ่วงมารก็คงยังเป็นตัวชูโรง *** คดีจับแรงงานพม่าผู้ต้องหาฆ่านักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า ทั้งชาวอังกฤษ ชาวไทย และชาวพม่ายังแคลงใจอยู่ว่าน่าจะเป็นแพะ ยิ่งตอนนี้คณะทูตยุโรป 8 ประเทศ ยื่นหนังสือ 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ กวดขันเสนอข่าวคดีเกาะเต่าบนความรับผิดชอบ แถมด้วยพ่อแม่ผู้ต้องหาชาวพม่ามาเรียกความเป็นธรรม และมีกระแสข่าวว่าผู้ต้องหารับสารภาพเพราะถูกซ้อม งานนี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว *** วันที่ 21 ตุลาคม 2557 เป็นวันดี ผู้การคนใหม่ พล.ต.ต.นิยม  ด้วงสี ผบก.ภ.จ.ลำปาง เอาฤกษ์เอาชัยเดินสายกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งใน จ.ลำปาง เพื่อเป็นสิริมงคล และปรับปรุงตึกกองบังคับการทั้งภายในและภายนอกเน้นเพื่อราศี *** วันก่อน พล.ต.วิจักขฐ์  สิริบรรสพ ผบ.มทบ.32ลำปาง เชิญหน่วยงานราชการและสื่อมวลชนประชุมที่สโมสรทหารเพื่อมอบนโยบายและถือโอกาสแนะนำตัวว่า “ผมเป็นเด็กท่าคราวน้อย” ถึงตัวเล็กแต่ใจใหญ่ ญ ญ ญ มาก *** อาทิตย์ก่อน ลูกโม่ .38 ออกลุยสนามข่าว นายธีรภัทร  ประยูรสิทธิ์ อธิบดีกรมป่าไม้ และฝ่ายทหาร กอ.รมน.ภาค3 เข้ายึดและรื้อถอนบ้านในลักษณะอำพราง จำนวน 11 หลัง ในบ้านไผ่งาม ต.เมืองมาย สังเกตเห็นนายอำเภอหลายท้องที่มาร่วมแต่ทุกคนทำตาปริๆ และหม่นหมองไม่มีสง่าราศีเอาเสียเลย *** ก็คงจะเสียหน้าเพราะไม่มีเพาเวอร์ ตกเป็นเบี้ยล่างของนายทุน ตัดไม้ในป่าสงวนมาปลูกเป็นบ้านอำพรางรอเวลาเป็นไม้เรือนเก่าเพื่อขายให้นายทุน *** อธิบดีกรมป่าไม้เชื่อว่า ชาวบ้านธรรมดาไม่มีปัญญาล้มไม้หวงห้ามที่มีอายุกว่า 100-150 ปีแน่นอน ต้องมีนายทุนร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายฝ่ายอยู่เบื้องหลัง และต้องมีช้างอีกหลายเชือกอยู่ในป่า เพราะไม้ท่อนโตช้างเท่านั้นที่ลากจากดอยมาพื้นล่างได้ *** ล่าสุดมีรายชื่อคนของรัฐที่มีธุรกิจค้าไม้เถื่อนใน จ.ลำปาง มากกว่า 15 ราย เตรียมจะส่งให้ทาง ผวจ.ลำปางแล้ว และนอกจากนั้นยังมีนักการเมืองท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย *** มีหลายคนสอบถามมาที่ ลูกโม่ .38 ว่า หาก พ.ต.อ.ฐนกร  คุ้มวงค์ ผกก.สภ.เมืองลำปาง ต้องขึ้นเป็น รอง ผบก.จริง ใครจะมาแทน เมื่อถามไถ่ผู้รู้ในสายงานตำรวจก็บอกว่ามีหลายคนเช่นกัน แต่ที่แน่ๆ แว่วว่า พ.ต.ท.ชนะชัย  แดงดี ที่น่านจะหวนคืนมาที่ลำปางค่อนข้างจะแน่นอนเพราะเส้นทางทหารแน่น *** นายธานินทร์  สุภาแสน ผวจ.ลำปาง เตรียมการประชุมผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายออกมาตรการห้ามมีการจุดประทัดในงานลอย กระทงและให้กวดขันการขายประทัดและขายสิ่งกระตุ้น เช่น สุรา – เบียร์ ในบริเวณงานอย่างเด็ดขาด ที่ผ่านมาคนมาเที่ยวงานลอยกระทงน้อยเพราะหวาดกลัวประทัดยักษ์กัน *** จุดแก้ไขยากการห้ามจุดประทัดห้ามขาย เชื่อว่าแก้ยาก จะมาห้ามคนจุดแต่อนุญาตให้ร้านค้าที่มีใบอนุญาตขายประทัดได้ มีคนขายก็ต้องมีคนซื้อ มีคนซื้อก็ต้องมีคนจุด วันก่อนเจอเจ้าของห้องรายหนึ่งย่านแถววัดน้ำล้อมบอกว่าทุกวันนี้กลัวเหลือ เกิน เพราะอยู่ติดกับร้านขายประทัด ดอกไม้เพลิง หากเกิดระเบิดตูมตามลำปางเป็นทะเลเพลิงแน่ เพราะร้านแห่งนี้นำประทัดและดอกไม้เพลิงมาเก็บไว้ในร้านจำนวนมาก *** มีประชาชนแจ้งมาว่า แถวถนนสายลำปาง-แม่ทะ ใกล้กับบ้านนายกเทศมนตรีนครลำปาง เปิดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าบังหน้า แต่เบื้องหลังทำธุรกิจปล่อยเงินกู้นอกระบบแบบโหดๆ มีชายฉกรรจ์ใช้รถ จยย.ป้ายต่างจังหวัด ออกตระเวนเก็บเงิน ใครทำตามเงื่อนไขก็ดีไป แต่ใครหมุนไม่ทันจริงๆ หรือเจตนาไม่จ่ายเตรียมนอน รพ. ได้เลย *** ฝากเรื่องนี้ให้ทางชุดเฉพาะกิจ มทบ.32ลำปาง รับทราบเอาไว้ด้วย กลุ่มวัยฉกรรจ์เหล่านี้อาจจะไม่มีอาชีพรับจ้างทวงเงินอย่างเดียวก็ได้ วันดีคืนดีจะออกลายเป็นโจรปล้นจี้ก็เป็นได้ *** วันก่อน ลูกโม่ .38  มีโอกาสพูดคุยกับ พ.ต.อ.ชัชวรินทร์  บุญนาค ผกก.สภ.ห้างฉัตร และพ่อเลี้ยงพิณ  จินะใจหาญ ประธานคณะกรรมการ กต.ตร.สภ.ห้างฉัตร ทราบว่า เงินเฉียดล้านที่นำมาปรับปรุงโรงพักไม่ใช้เงินหลวงแม่แต่บาทเดียว แต่เงินส่วนนี้ได้จากความร่วมมือร่วมใจของชาวห้างฉัตรร่วมกันบริจาคนั่นเอง *** โดยเฉพาะพ่อเลี้ยงพิณ  จินะใจหาญ เป็นคนใจถึงอยู่แล้วทั้งกว้างขวางเอ่ยปากขอใครรายนั้นต้องมาร่วมมือ และทราบว่า ลงทุนซื้อปั้มน้ำมันพีทีเก่าข้างโรงเรียนปงยางคกวิทยา รวมทั้งที่ดินกว่า 26 ไร่ กว่าร้อยล้านบ้าน เพื่อปรับปรุงเป็นปั้มน้ำมันใหญ่ครบวงจร และติดตั้งปั้มก๊าซแอลพีจี มินิมาร์ท กาแฟสด และด้านหลังปั้มมีบังกะโลไว้บริการอีกเกือบ 50 ห้อง ไว้บริการอีกด้วย *** หมดเนื้อที่ของ ลูกโม่ .38 แล้ว ฉบับหน้าพบกันใหม่


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ฉบับที่ 1001 ประจำวันที่ 24 - 30  ตุลาคม  2557)


Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์