วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ด้วยเรี่ยวแรงแห่งศรัทธา สะพานบุญวัดพระธาตุสันดอน

จำนวนผู้เข้าชม

“ตอนที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า จะผลักดันให้สะพานนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เราก็ยังคิดในใจเลยว่า ใครที่ไหนจะมาเที่ยวสะพาน” หญิงสูงวัยชาวบ้านปงป่าเป้า ซึ่งกำลังจัดกรวยดอกไม้ให้นักท่องเที่ยว พูดอย่างอารมณ์ดี เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันที่กำลังช่วยงานอยู่ ก็พลอยหัวเราะไปด้วย

“ใครจะนึกล่ะว่า นักท่องเที่ยวจะเยอะอย่างนี้” บรรดาป้า ๆ ต่างหันไปยิ้มให้กัน ก่อนเล่าเรื่องที่ได้ฟังมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่า บางคืนจะเห็นดวงแก้วลอยอยู่เหนือองค์พระธาตุ ภายในองค์พระธาตุนี้ ชาวบ้านเชื่อกันว่า บรรจุพระยกนะ (ตับ) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อันที่จริง วัดพระธาตุสันดอน บ้านปงป่าเป้า ตำบลวังเงิน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง สามารถเดินทางไปถึงได้โดยใช้ถนน แต่ด้วยระยะทางค่อนข้างไกลจากหมู่บ้านบางหมู่ ชาวบ้านสูงอายุจะไปวัดแต่ละครั้งต้องอาศัยไหว้วานลูกหลานไปส่ง บางคนไม่ถนัดจะซ้อนรถมอเตอร์ไซค์สักเท่าไร จึงมีการหารือกันระหว่างผู้ใหญ่บ้านกับชาวบ้านว่า หากมีสะพานตัดตรงผ่านทุ่งนาไปถึงวัดเลยก็คงดี โดยสะพานนั้นจะสามารถร่นระยะทางได้ถึง 6 กิโลเมตร ผู้เฒ่าผู้แก่อยากไปวัดเมื่อไรก็เดินไปเองได้อย่างสะดวก มิหนำซ้ำผู้ใหญ่บ้านยังมองการณ์ไกลว่า สะพานนี้อาจกลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวก็เป็นได้

เมื่อทุกอย่างลงตัว วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านแถบนี้ต่างช่วยกันนำวัสดุก่อสร้างประดามี เช่น เสาเก่า ไม้ไผ่ มาช่วยกันสร้างสะพานไม้ หรือขัวแตะคนละไม้คนละมือ จากบริเวณวัดพระธาตุสันดอนทอดข้ามทุ่งนาไปจนถึงริมทางหลวงหมายเลข 11 (ลำปาง-เด่นชัย) ระยะเวลาราว 4 เดือนระหว่างการก่อสร้าง ใครว่างก็มาช่วยกัน ผ่านฤดูร้อนอันระอุอ้าวและความเหน็ดเหนื่อยตรากตรำมาอย่างยาวนาน และแล้วก่อนวันเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมเพียงไม่กี่วัน สะพานบุญวัดพระธาตุสันดอนก็สำเร็จ ไม่ใช่แค่เชื่อมแผ่นดิน ยังเชื่อมใจชาวบ้านไว้อย่างเหนียวแน่น

หลังจากมีการถ่ายรูปและแชร์ออกไปในโลกออนไลน์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า สะพานบุญความยาว 360 เมตรแห่งนี้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวฮอตฮิตไปเสียแล้ว ยืนยันได้จากจำนวนรถที่จอดเรียงรายจนล้น กับขบวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลกันมาจากทั่วสารทิศ ทั้งชาวลำปางเองและคนต่างถิ่น ชาวบ้านได้ขายของ ผู้คนมาทำบุญกันมากขึ้น ซึ่งชาวบ้านและทางวัดจะรวบรวมเงินไว้เพื่อบูรณะเสนาสนะต่าง ๆ โดยเฉพาะวิหาร ทั้งนี้ หากใครเห็นวิหารวัดในปัจจุบันก็คงเห็นด้วยที่จะมีการบูรณะ เนื่องจากทรุดโทรมพังทลายเหลือเพียงผนังด้านที่ประดิษฐานพระประธานเก่าแก่เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อุโบสถขนาดกะทัดรัดกลับยังคงความงามแบบสมถะ ถึงแม้จะผ่านการบูรณะมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ อุโบสถสีขาว ส่วนลายปูนปั้นรูปพรรณพฤกษาทางด้านหน้า ลายเจดีย์เหนือบานหน้าต่าง และคันทวยโดยรอบทาสีเหลืองทอง ดูอ่อนช้อยลงตัว ไม่มาก หรือน้อยเกินไป ตัดกับบานหน้าต่างสีแดง ดูรวม ๆ กับองค์พระธาตุสีทองอร่ามที่ตั้งอยู่ใกล้กัน นี่คือความง่ายงาม และสะดุดตาที่สุดในวันที่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าจัดจ้าน

ในวันหยุดสุดสัปดาห์ผู้คนมากมายมาที่วัดพระธาตุสันดอน ภายในอุโบสถเนืองแน่นไปด้วยญาติโยมที่มาทำบุญกับพระสงฆ์ ต่อหน้าหลวงพ่อตองทิพย์ ซึ่งเป็นพระประธาน ชาวบ้านผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยงานวัด ต่างยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะอีกไม่นาน วัดที่เป็นดังศูนย์รวมแห่งศรัทธาของพวกเขาคงได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เสียที

สะพานบุญวัดพระธาตุสันดอนทำให้เรานึกถึงสะพานซูตองเป้ ตำบลปางหมู อำเภอเมืองฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งทอดตัวไปบนทุ่งนาจากบ้านกุงไม้สัก ข้ามแม่น้ำสะงา เพื่อไปยังเนินเขาอีกฝั่ง อันเป็นที่ตั้งของสวนธรรมภูสมะ สะพานไม้ไผ่แห่งนี้สำเร็จลงได้ด้วยพลังศรัทธาเช่นกัน

เราเห็นแววตาแห่งความภาคภูมิของชาวปงป่าเป้ายามพูดถึงสะพานบุญ ประกายในนั้นยังเต้นเร่าบ่งบอกถึงสิ่งลึก ๆ ที่มิได้เอื้อนเอ่ย นั่นคือพวกเขาไม่เคยสูญเสียคำว่า “ศรัทธา”

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

ที่ดินสหกรณ์ลำปางร้อนๆ โรคระบาดสหกรณ์คลองจั่น

จำนวนผู้เข้าชม

านการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินๆทองๆ ย่อมมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดความผิดพลาด ตั้งแต่ระดับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น แบงก์พาณิชย์ ในอดีตมีแบงก์ขนาดกลางหลายแบงก์ ที่ล้มครืน เพราะการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส ขาดธรรมาภิบาล

เช่นกรณี ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ หรือบีบีซี ที่ผู้บริหารรู้เห็นนำหลักทรัพย์ด้อยค่า มาค้ำประกันเงินกู้ เอาเงินแบงก์ออกไปมหาศาล จนกระทั่งบีบีซีล้มลง ปิดตำนานธนาคารเก่าแก่ในยุคแรกๆของไทย

หลังการเข้มงวดเรื่องธุรกรรมทางการเงินของแบงก์พาณิชย์ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ปัญหาเรื่องแบงก์ทั้งระบบก็แทบจะหมดไป ยกเว้นแบงก์อิสลามที่ยังมีปัญหาคาราคาซัง จากการปล่อยสินเชื่อที่หละหลวม ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มซึ่งไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่เป็นมุสลิม

ปัญหาเรื่องสถาบันการเงิน ขนาดใหญ่เบาบางลง จนกระทั่งเกิดกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น สปอร์ตไลท์ก็ฉายจับมาที่สหกรณ์ และเกิดอาการหวาดผวา ไม่ไว้วางใจการบริหารสหกรณ์ที่ลุกลามไปทั่ววงการไม่เว้นแม้แต่สหกรณ์ที่น่าจะมีความน่าเชื่อถือ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีรศ.ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา เป็นประธาน

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่กรณีสหกรณ์คลองจั่น จนกระทั่งมาถึงสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเป็นคล้ายโรคระบาดมาถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง ซึ่งทั้งฝ่ายที่กล่าวหาอดีตประธานคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ และฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา จะต้องยอมรับความจริงว่า เรื่องเงินเรื่องทองนั้น มีโอกาสผิดพลาดได้ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา

ความเชื่อถือในตัวบุคคล หรือสถาบัน ไม่เป็นเหตุที่จะเชื่อได้ว่าฝ่ายใดถูก ฝ่ายใดผิด

กรณีศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์คลองจั่น และดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ นั่นก็เป็นตัวอย่าง ชาญ สัตตรัตนขจร อดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่ากระทำความผิด ก็ควรได้เข้าใจว่า คนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่ต้องดูแลเงินของชาวบ้าน ของครูทั้งหลายนั้น ย่อมต้องตอบคำถามเรื่องความโปร่งใส เรื่องธรรมาภิบาลในการจัดการบริหารองค์กรอยู่แล้ว

ยกเว้นพิสูจน์ได้ว่า ฝ่ายตรงข้าม ต้องการทำลายเครดิตในเรื่องส่วนตัว ก็ต้องไปว่ากันในอีกเรื่อง อีกกรณีหนึ่ง

“ม้าสีหมอก” ไม่เข้าใครออกใคร แต่เข้าใจได้ในบทบาทของเชิดศักดิ์ เสริมสุข ในฐานะประธานชมรมพิทักษ์ครู ที่ตั้งข้อสงสัยเรื่องการซื้อที่ดินสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของสหกรณ์ที่สูงกว่าปกติ เพราะเขาต้องปกป้องและรักษาประโยชน์ของครู และก็ถือว่าเป็นการทำงานตรวจสอบสหกรณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ในขณะเดียวกัน ชาญ สัตตรัตนขจร อดีตประธาน ซึ่งได้มอบให้ทนายมาอธิบายความจริง และยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง ที่สำนักงาน “ลานนาโพสต์” เมื่อห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ถือว่ามีความรับผิดชอบและได้ตระหนักถึงบทบาทของคนเฝ้าเงินชาวบ้านที่ดี

แต่ไม่ว่าจะเป็นความจริงของเชิดศักดิ์ เสริมสุข หรือความจริงของชาญ สัตตรัตนขจร ซึ่งลานนาโพสต์เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้พูดอย่างเต็มที่แล้ว ย่อมมีความจริงอีกหลายชุดที่สังคมภายนอก อาจจะยังไม่ได้รับรู้ และความจริงทุกชุดจะถูกประมวลเป็นชุดเดียว เป็นคำพิพากษา ในวันที่ 29 กันยายน 2560 นี้

สัจจะแห่งความจริงนั้น ไม่ได้อยู่ที่ใครพูด หรือใครพูดก่อนหรือพูดหลัง แต่อยู่ที่ความจริงในใจของแต่ละฝ่ายที่รู้อยู่เต็มอกว่า มีความเท็จใดซุกซ่อนอยู่

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)

Share:

เสียง "หอน" เกิดจากอะไร

จำนวนผู้เข้าชม

หลายคนคงเคยได้ยินเสียงหอนของระบบช่วงล่างขณะขับรถกันบ้าง ซึ่งสามารถเกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ ยางเสื่อมสภาพ หรือลูกปืนล้อแตก สัปดาห์นี้ผมมีวิธีตรวจเช็คลูกปืนล้อ รวมถึงยาง มาฝาก

เสียงยางกับลูกปืนล้อแตก ทำไมถึงแยกกันไม่ออก ?

เนื่องจากเราจะได้ยินเสียงที่ผิดปกติ (เสียงหอน) เมื่อรถยนต์เคลื่อนที่เท่านั้น นอกจากนี้ลูกปืนกับยางก็อยู่ใกล้กัน เสียงลูกปืนล้อแตกกับเสียงยางเสื่อมสภาพก็คล้ายกัน และจะดังมากขึ้นตามความเร็ว

วิธีตรวจเช็คลูกปืนล้อแตก
1. ขณะขับรถลองสังเกต ว่าเสียงหอนเกิดขึ้น มาจากล้อไหนของรถ
2. ใช้แม่แรงยกรถ ให้ล้อลอยจากพื้น
3. ออกแรงหมุนล้อ ในทิศทางตามเข็ม และทวนเข็มนาฬิกา สังเกตการลื่นไหลของล้อ ถ้ามีการสะดุด และมีเสียงดัง แสดงว่าลูกปืนล้อเสื่อมสภาพ

วิธีตรวจเช็คยางเสื่อมสภาพ
1. ดูวัน เดือน ปี ที่ผลิต บนแก้มยาง ถ้าอายุการใช้งานนานเกิน ไป สภาพเนื้อยางจะเริ่มแข็ง อาจทำให้เกิดเสียงหอนได้
2. ตรวจดูดอกยาง ว่ามีการฉีกขาดหรือไม่ อาจส่งผลให้ระดับดอกยางไม่เท่ากัน จนเกิดเสียง และให้ทดลองใช้เล็บจิกเนื้อยาง ถ้าหลุดออกมาด้วย แสดงว่าเนื้อยางเสื่อมสภาพ

3. การสลับยางตามระยะทางก็เป็นสิ่งสำคัญ หากไม่เคยสลับเลย ยางที่รับภาระหนัก อาจเสื่อมสภาพ จนเกิดเสียงหอนที่ยางเส้นนั้นได้


(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

สังคมดาวแปดแฉก ฉบับที่ 1139

จำนวนผู้เข้าชม Home Remedies For Wrinkles

            สังคมดาวแปดแฉก ประจำฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2560  ******   ลูกโม่.38  เข้าเวรตามปกติ  *****  สังคมดาวแปดแฉกเปิดกว้างทุกหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อความกว้างไกลทันโลกและไม่มีนโยบายจะชื่นชมอย่างเดียวแต่จะสะกิดเตือนเมื่อล้ำเส้นเกินไป  ******  วันเทศกาลหัวโขนหลุดใกล้เข้ามาทุกขณะแล้วใครที่เคยเหลวแหลกเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่นเตรียมรับกรรมเอาไว้ให้ดี คนทำดีก็ได้ดอกกุหลาบ ใครทำไม่ดีลูกน้องก็จะจุดประทัดไล่  ******  สื่อต่างประเทศวิจารณ์การปรองดองภายในประเทศไทยจะล้มเหลวเหตุผู้นำประเทศมาจากการรัฐประหารยึดอำนาจและการปรองดองจะสำเร็จผู้นำประเทศต้องมาอย่างสง่างามตามระบอบประชาธิปไตย  *****  ทุกวันนี้ประเทศเต็มไปด้วยคนร้าย คนเป็นภัยกับสังคมมีมากทวีขึ้นทั่วประเทศ เหตุเศรษฐกิจตกต่ำชาวบ้านไม่มีรายได้ พืชผลไม่มีราคา คนเตะฝุ่นมากขึ้นเพราะงานไม่มีให้ทำ  *****  ตำรวจภูธรภาค5 โดย  พล.ต.ท.พูลทรัพย์  ประเสริฐศักดิ์  ผบช.ภ.5  กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายทุกแห่งเร่งระดมกวาดล้างการค้าประเวณีในทุกรูปแบบและเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับการค้ามนุษย์  เช่นไปเก็บรายเดือนจากสถานประกอบการทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างเด็ดขาด  หากจับได้หรือถูกร้องเรียนจะมีโทษหนัก ใครอยากลองดีเชิญ   ****  หวิดมีตายหมู่บ้านถนนวชิราวุธดำเนินหรือถนนลำปาง-เด่นชัย ใกล้จุดกลับรถม่อนหิน หล่ายปลายดอย มีอุบัติเหตุรถบรรทุกขี้เถ้าขนาดใหญ่ 22 ล้อ ห้อลงดอยพระบาทมาอย่างแรง คนขับเห็นด่านจราจร สภ.เมืองลำปางเกิดตกใจรีบเบรกรถตัวโก่ง แต่ด้วยความหนักของรถบรรทุกขี้เถ้ามาเกือบ 50 ตัน เอาไม่อยู่พุ่งชนรถของ พ.อ.นายหนึ่ง เกือบแหละทั้งคนทั้งรถ ******  เรื่องนี้ถูกตำรวจจราจรวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า “ตำรวจมักง่ายเห็นแก่ตัว” ตั้งจุดตรวจในสถานที่มุมอับ จุดตรงนี้รถยนต์วิ่งลงดอยด้วยความเร็ว เดชะบุญคนขับรถบรรทุกมีความสามารถเฉพาะตัว แก้ไขสถานการณ์เบื้องหน้าได้ หยุดแรงรถไม่ได้ หักหลบลงร่องถนน หากไม่หักหลบชนรถจยย. รถยนต์จำนวนหลายคันที่จอดเรียงคิวเข้าช่องรอตรวจด่าน มีหวังลำปางปางได้มีข่าวตายหมู่แน่นอน *****  การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่แน่นอน จราจรหลายสิบนายก็มีสิทธิ์ถูกรถทับตายได้เช่นกน มันคุ้มไหม วอน พล.ต.ต.นิยม  ด้วงสี  ผบก.ภ.จ.ลำปาง ควรจะเรียกผู้เกี่ยวข้องในการดูแลงานจราจรมาอบรมเสียบ้าง  ****  การตั้งด่านถือเป็นภารกิจหน้าที่อย่างหนึ่ง แต่ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของเข้าหน้าที่และชาวบ้านด้วย อย่าเอาแต่ตัวเลขสูงเพ่อเอาใจใครมากเกินพอดี  *****  หลังลูกโม่.38 ติติงความเย็นชาของเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายที่ปล่อยให้สถานบันเทิงกลายเป็นซ่องโสเภณีอยู่เบื้องหลัง  ถือเป็นการขัดคำสั่งของ พล.ต.ท.พูลศักดิ์  ประเสริฐศักดิ์  ผบช.ภ.5 ทันที เพราะได้มอบนโยบายเข้มเรื่องการค้ามนุษย์ พื้นที่ไหนละเลยละเว้นหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวมีส่วนรู้เห็นและมีผลประโยชน์ได้เสียกัน ถือว่าขัดคำสั่ง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มีโทษแรงถึงกับทุบหม้อข้าวหม้อแกงของตนเอง  ****  ยุคนี้เป็นยุคโซเชียลเด็กตัวเล็กๆก็เล่นไลน์เล่นเฟซบุ๊คได้ ใครทำอะไรไม่ดีไว้ หากถูกร้องเรียนบ่อยก็มีสิทธิ์เด้งถูกเตะโด่งไปอยู่สบเมยได้ง่ายๆ กินได้แต่อย่ากินจนจุกเพราะยังมีชาวบ้านจนๆแทบกินแกลบกินรำมีเต็มเมืองลำปาง  เห็นใจกันบ้าง อย่าให้เยาวชนเสียคนไปมากกว่านี้เลย  ****  กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้คือกลุ่มเด็กแว้นมักจะรวมกลุ่มขับ จยย.ซิ่งกันตามถนนสายต่างๆแทบจะทุกคืน *****  พลเมืองดีพบเห็นแจ้งให้ 191 ทราบ กว่าตำรวจจะมาก็เป็นชั่วโมงหรือบางครั้งตำรวจเจอตำตาก็ไม่อยากยุ่ง ขืนไปเตือนกลัวได้ของขวัญกลับมา หลายคนไม่อยากมีธงคลุมโลงหรือมีภรรยามารับซองขาวจากผู้บังคับบัญชา ฝากให้ พ.ต.อ.จิตพล  วงษ์วัน  ผกก.สภ.เขลางค์นคร กับ พ.ต.อ.กฤษดา  พันธ์เกษม  ผกก.สภ.เมืองลำปาง สั่งจัดการหน่อย เพราะสองพื้นที่มีเด็กแว้นซิ่งจยย.ปรับเครื่องยนต์แต่งท่อดังสร้างความหวาดผวากับประชาชนไม่น้อย ****  หากจัดการเรื่องจิ๊บๆ 2 อย่างนี้ไม่ได้ ก็ย้ายตัวเองไปอยู่เมืองชายแดนดีกว่า  ****  หมดพื้นที่ลูกโม่.38 แล้ว ฉบับหน้าพบกันใหม่

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

‘บุญส่ง’ยาแผนโบราณ ยืนหยัดสวนกระแสยุคดิจิทัล

จำนวนผู้เข้าชม Home Remedies For Wrinkles

ลองนึกภาพของโลกที่กำลังหมุนไป ยุคแห่งการใช้เครื่องมือดิจิทัลเป็นเครื่องบ่งบอกว่าทันสมัย จะมีอะไรสงบนิ่งท่ามกลางสิ่งที่ว่านี้ถือเป็นจุดดึงดุดที่ทรงพลังได้เช่นเดียวกัน

ร้านยาแผนโบราณเก่าแก่กว่าร้อยปีนามว่าร้าน “บุญส่ง”ตั้งอยู่ย่านถนนคนเดินกาดกองต้า หรือตลาดจีนเก่าแห่งนครลำปาง  เป็นตัวแทนหนึ่งของความสงบท่ามกลางยุคดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัดเจน เพียงเพราะที่นี่มีความเป็นโบร่ำโบราณ และเป็นที่ตั้งแห่งศูนย์รวมสมุนไพรไทย-จีน หนึ่งเดียวในลำปางและภาคเหนือตอนบน ที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ขายสมุนไพรและจัดยาแผนโบราณ ชั่งเป็นขีดเป็นกรัม ดีดลูกคิดซื้อขายกัน แบบดั้งเดิม ไม่มีระบบหน้าร้านออนไลน์ ไม่มีโฆษณา

“ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน แต่ธุรกิจของเราไม่เคยได้รับผลกระทบ หรือต้องผันตัวเองไปตามกระแสโลก นั่นเพราะเรามีจุดยืนที่ชัดเจน คือขายยาแผนโบราณและสมุนไพรทุกชนิด  ใครต้องการอะไรมาที่นี่ที่เดียวได้ครบทุกอย่าง เราเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ที่ส่งต่อศาสตร์แห่งภูมิปัญญามานับร้อยปีโบราณที่ใครลอกเลียนไม่ได้” อรรถกฤติ กาญจนรักษ์ เจ้าของร้านซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่สาม บอกเล่าอย่างภาคภูมิใจ

อรรถกฤติ เล่าถึงตำนานของร้าน “บุญส่ง” แห่งนี้ว่า มีมาตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอากง(นายกิมเวช แซ่เอี๊ยบ)ซึ่งมีอาชีพเป็นหมอจีน เดินทางมาตามครอบครัวที่อพยพโยกย้ายจากภัยสงครามมาอยู่ลำปาง พบรักกับอาม่า(นางกิม ) สาวชาวอำเภอเถิน ร่วมกันก่อร่างสร้างตัวจากร้านขายยาเล็กๆ เดินทางไปเสาะแสวงหาสมุนไพรในป่าบ้าง ซื้อจากชาวบ้านบ้าง เอามาจัดเป็นยาต้มรักษาโรค ดังนั้นยาทุกตัวจะต้องผ่านมือของทุกคนในครอบครัว ซึมซับเป็นคลังความรู้ที่หาเรียนที่ไหนไม่ได้

“ช่วงระหว่างสงคราม อากงเป็นไข้ป่าเสียชีวิต อาม่า เตี่ยผม(นายบุญส่ง กาญจนรักษ์ ) และแม่ ก็สานต่อธุรกิจยาแผนโบราณตั้งชื่อว่าร้านบุญส่ง เรื่อยมาถึงยุคผมถือเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ผมมีพี่น้อง 3 คน ทุกคนในครอบครัว ช่วยกันทำงานในกิจการของครอบครัว โดยไม่ทำอาชีพอื่น  ชี้ให้เห็นว่ากิจการของเราเลี้ยงครอบครัวได้ค่อนข้างมั่นคงยืนยาว เพราะมันเป็นธุรกิจที่ลอกเลียนแบบได้ยาก ทุกคนในครอบครัวเรารู้จักสมุนไพรทุกชนิด จับอะไรขึ้นมาก็รู้ชื่อรู้สรรพคุณ

นั่นคือจุดแข็งของธุรกิจเล็กๆแต่แข็งแกร่งได้ยาวนานเป็นผลของการสืบสอดทั้งความรู้ ศาสตร์แห่งแพทย์แผนโบราณที่ต้องอาศัยประสบการณ์ รู้จริงอย่างลึกซึ้ง เหนืออื่นใดยังต้องมีความปลอดภัยได้รับการรับรองแพทย์แผนโบราณจากกระทรวงสาธารณะสุข ปัจจุบันถือว่าเป็นหนึ่งเดียวในภาคเหนือตอนบน อีกเจ้าหนึ่งที่รู้กันคือที่พิษณุโลก และนี่คือจุดแข็งในเรื่องของการยืนอยู่ในธุรกิจที่มีคู่แข่งน้อยมาก

คลังแห่งสมุนไพรหลายร้อยชนิดถูกรวมรวมไว้ที่นี่ หากแต่เส้นทางของการดินทางของสมุนไพรหรือตัวยาแต่ละชนิด ล้วนเดินทางมาจากสายป่านและความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันมายาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษ ระหว่างพ่อค้าคนจีนด้วยกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของซื้อขายแหล่งใหญ่ สมุนไพรทุกชนิด ต้องผ่านมือผู้เสาะหามืออาชีพ ที่ต้องไปถึงแหล่งวัตถุดิบ ส่งป้อนไปยังคลังสินค้า สู่การแปรรูป ซึ่งหมายถึงการทำความสะอาด อบแห้ง หรือผ่านกรรมวิธีทางแพทย์แผนจีน แผนโบราณที่ถูกต้อง เพื่อคงสภาพคุณสมบัติของตัวยา และเก็บรักษาให้ได้นานที่สุด บางส่วนต้องนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย ส่งต่อมาถึงหน้าร้านเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบจัดยารักษาโรค และขายปลีกเป็นขีดเป็นกรัมตามความต้องการของลูกค้า

“ธุรกิจของเราอาจจะไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ เราเป็นร้านเล็กๆที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไร ตั้งแต่อาคาร การจัดหน้าร้าน ทุกอย่างสืบมารุ่นต่อรุ่นอย่างไรอย่างนั้น ลูกค้าทุกยุคทุกสมัยจะสัมผัสได้ว่าที่นี่จะมีบรรยากาศเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จะเห็นว่าบรรจุภัณฑ์ที่เราใช้เก็บตัวยาสมุนไพรส่วนใหญ่เก็บในกระป๋อง หรือปี๊บโบราณ ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันความชื้น ป้องกันแมลง มีความคงทน ปี๊บเหล่านี้อายุร่วมร้อยปี แสดงถึงความเก่าแก่ ดึงดูดให้คนยุคใหม่ที่แม้ไม่ได้มาเป็นลูกค้าก็ยังชื่นชอบที่มาดูมาเห็น ที่นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการท่องเที่ยวเส้นทางกาดกองต้าที่ใครมาต้องไม่พลาดจะแวะมา”
มุมมองที่น่าสนใจคือแม้โลกของการสื่อสารยุคดิจิทัลถาโถมเข้ามากลบกลืนวิถีชีวิตผู้คนไปมากแค่ไหน แต่ธุรกิจของร้านบุญส่ง กลับไม่เคยสนใจ และไม่มีนโยบายจะปรับตัวเข้าหา ไม่ว่าจะเป็นทางการตลาด การโฆษณาตามกระแสการสื่อสารโซเชียลใดๆแม้แต่น้อย 

“ยุคสังคมจะทันสมัย หรือเศรษฐกิจจะพุ่งขึ้นดิ่งลง ไปมากน้อยแค่ไหน ตลอดระยะเวลาเราไม่เคยได้รับผลกระทบ เพราะมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่เคยพึ่งพายาแผนปัจจุบันแล้วไม่หาย สุดท้ายเขาก็ย้อนกลับมาเส้นทางธรรมชาติ พึ่งพาสมุนไพรและยาตำหรับโบราณ เราไม่ต้องหวังให้ทุกคนมาเป็นลูกค้าเรา แต่เราก็มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่เดินเข้ามาไม่เคยขาดสาย มีแต่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าจะลดลง ร้านเราไม่มีเพจเฟสบุ๊ค ไม่มีโฆษณา เหมือนธุรกิจสมัยใหม่ที่หันมาจับเรื่องสมุนไพรเป็นธุรกิจ แต่ร้านเราขายความเป็นตำรับโบราณที่ไม่เคยผิดพลาดจากการสุ่มเดาหรือขาดความรู้ ดังนั้นเราไม่ต้องดิ้นรนไปโฆษณาชวนเชื่อ แค่คนที่เชื่อถือเราเขาเดินเข้ามาเอง คนเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวของเราออกไปเกิดผลทางการตลาดเองโดยธรรมชาติ”

นี่คืออีกตัวตัวอย่างหนึ่งของปลาที่ว่ายทวนน้ำ หรือคนที่เดินสวนกระแสลมถ้าไม่แกร่งจริงคงอยู่ยาก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0  ธุรกิจน้อยใหญ่ต่างดิ้นรนปรับตัวกระโจนเข้าหานวัตกรรมและสิ่งล้ำสมัย หากแต่ร้านยาแผนโบราณเล็กๆแห่งนี้ ยังคงวิถีธุรกิจแบบดั้งเดิมแต่ทว่าดึงดูดผู้คนมานับร้อยปีไม่เคยเหงาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ 

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

หนังสือพิมพ์กำลังจะตาย นิเทศศาสตร์หายใจรวยริน !?

จำนวนผู้เข้าชม Home Remedies For Wrinkles

            ย่างน้อยนับจากปี 1996 ที่ภาพอินเทอร์เนตชัดขึ้นในสังคมไทย เป็นห้วงระยะเวลาเดียวกับที่ ภาคการหนังสือพิมพ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปลี่ยนชื่อเป็น ภาควิชาวารสารสนเทศ และ “จอกอ” ได้เสนองานวิจัย อันอาจถือเป็นงานชิ้นแรกๆ ที่ตอบรับการเปิดศักราชใหม่ของสื่อออนไลน์ นั่นคืองานวิจัย เรื่อง Cross Media

เป็น Cross Media ที่เป็นเงื่อนไขในการจบการศึกษาระดับปริญญาโท ในปีนั้น

ปีที่สังคมไทยเริ่มตั้งวงเสวนา ว่าด้วยอนาคตของหนังสือพิมพ์ ว่า หนังสือพิมพ์กำลังจะตาย งานวิจัยชิ้นนี้ก็พยายามหาคำตอบถึงอนาคตของหนังสือพิมพ์ในยุคที่อินเทอร์เนตเริ่มส่งประกายแวววาว ในขณะที่บางคนเชื่อว่า หนังสือพิมพ์จะยังคงแข็งแรงและอยู่ต่อไปได้ เช่นเดียวกับยุคการมาถึงของวิทยุและโทรทัศน์ก่อนหน้านั้น ซึ่งหนังสือพิมพ์ไม่ถูกกระทบจากสื่อภาพและเสียงที่ดูน่าจะตื่นเต้นเร้าใจกว่าการอ่านสื่อกระดาษเลย

ผ่านมากว่า 20 ปีแล้วข้อถกเถียงนี้ก็ยังไม่หมดไป แต่กลับทวีความร้อนแรงมากขึ้น ทั้งจากการเติบโตขยายตัวของสื่อโทรทัศน์ จากเดิม 7 ช่องอนาล็อก  ก้าวกระโดดขึ้นเป็น 48 ช่องดิจิตอล และปรากฏการณ์ล้มหายตายจากของสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสาร พร้อมๆกับการโครงสร้างผู้รับสารที่เปลี่ยนไปจากคนในยุค Baby Boomer  เป็น  Gen  Y  

ถึงกระนั้น หนังสือพิมพ์ก็ยังไม่ตาย แต่คนอ่านน้อยลง โฆษณาน้อยลง ภาวะลุ่มๆดอนๆ ไม่แน่นอนในอนาคตของหนังสือพิมพ์ กระทบไปถึงสถาบันการศึกษา ที่จัดการเรียนการสอนด้านวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ โดยคนเรียน JR หรือวารสาร ลดลงน่าใจหาย ในขณะที่ ประชาสัมพันธ์ วิทยุโทรทัศน์ สื่อสารแบรนด์ ไปจนถึงศิลปะการแสดง ภาพยนตร์ ยังไม่วูบวาบชัดเจนเหมือนวารสาร

นักวิเคราะห์ด้านการสื่อสารบางคน  อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า พฤติกรรมผู้รับสารยุคใหม่ อาศัยพึ่งพาข้อมูล ข่าวสารจากสื่อออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย มีความหลากหลาย รวดเร็วมากกว่า แนวคิดนี้ยังรวมไปถึงการรับสารจากสื่อวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ ที่เป็นข่าว เป็นภาพข่าว ชุดเดียวกัน ที่หนังสือพิมพ์จะนำเสนอในวันรุ่งขึ้น หรือช้าไปไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะซื้อหนังสือพิมพ์อ่านอีก

อีกทั้งรายการประเภทเล่าข่าว ใน ตอนเช้า ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ ก็ยังคงทำซ้ำ โดยใช้ข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับมาผสมผสานกับลีลาการเล่าเรื่อง การแสดงทัศนคติ ความคิดความเห็นของผู้จัดรายการ หรือผู้ประกาศข่าว เป็นนวัตกรรมการลอกข่าวมาใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจซึ่งหากตีความตามกฏหมาย ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะข่าวทุกข่าวที่เรียบเรียงขึ้นใหม่ ล้วนมีลิขสิทธิ์ แต่คนทำงานสื่อ  ก็ได้แต่บ่น ปรับทุกข์กันเอง ไม่มีใครคิดจะเอาเรื่องเอาราว คนในวงการเดียวกันจริงจัง

ถึงวันนี้ เราคงจะสรุปอย่างรวบรัดไม่ได้ว่า หนังสือพิมพ์กำลังจะตาย เพราะในชุดคำอธิบายที่บอกว่า หนังสือพิมพ์จะตายนั้น มักพูดถึงเนื้อหาในข่าวกระแส ข่าวประจำวัน ที่อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว ดูโทรทัศน์ช่องเดียว ก็รู้เรื่องหมดทุกสิ่งแล้ว โดยเฉพาะสื่อร้อนเช่น วิทยุ โทรทัศน์ ออนไลน์ ที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของเวลาและสถานที่
สื่อที่มาช้า และมาในเนื้อหาที่ทำซ้ำ เช่น หนังสือพิมพ์จึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อโลก

หากแต่แนวคิดนี้มองข้าม ความจริงบางเรื่องไป เช่น หนังสือพิมพ์เฉพาะกลุ่ม หนังสือพิมพ์ชุมชน  ที่เสนอเนื้อหาแตกต่างจากสื่ออื่นๆ ยังคงเป็นหนังสือพิมพ์ที่ขายได้ อยู่ได้ เช่น ความพยายามที่จะพิสูจน์ศักยภาพของ “ลานนาโพสต์” หนังสือพิมพ์ชุมชน ในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา

แต่มิได้แปลว่า หนังสือพิมพ์จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องบริหารจัดการ หรือปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะถึงอย่างไรการขายหนังสือพิมพ์ การตั้งราคาขายหนังสือ ก็ไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอยู่แล้ว ความอยู่รอดนั้น ขึ้นอยู่กับโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้เกี่ยวข้องการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีการสื่อสาร หรือภาวะตื่นออนไลน์ของสังคมขณะนี้ แต่อย่างใด

เช่นเดียวกับนิเทศศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการสื่อสาร อันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ความสามารถในเชิงการสื่อสาร การโน้มน้าวผู้ฟัง ผู้ชม ด้วยภาษาพูด การโน้มน้าว จูงใจ สร้างความพึงพอใจให้แก่คนอ่าน ด้วยภาษาเขียน ยังมีความจำเป็นในการอยู่ร่วมกันในฐานะที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  นิเทศศาสตร์จึงไม่มีวันตายเช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์

ความคิดรวบยอด ในบริบทแบบสังคมเมืองใหญ่ ทำให้มองข้ามความจริงบางสิ่ง เช่น การอยู่รอดและความแข็งแกร่งของหนังสือพิมพ์เฉพาะกลุ่ม เช่น ความพยายามปรับรูปแบบ เนื้อหาหลักสูตรนิเทศศาสตร์ให้มีคำต่อท้ายร่วมสมัย เช่น ดิจิตอล คอนเวอร์เจนท์ โดยไม่มีเนื้อหา หรือขาดคนสอนที่เข้าใจเรื่องเหล่านั้นอย่างแท้จริง ทั้งในเชิงทฤษฏีและประสบการณ์

หนังสือพิมพ์จะยังไม่ตาย ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องปรับตัว นิเทศศาสตร์ยังมีอนาคต หากไม่ได้มุ่งที่จะเป็นเพียงคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมข่าว

นี่เป็นความจริง ตลอดระยะเวลา 40 ปีจากคนที่เฝ้ามองการเคลื่อนตัวของสื่อ จากยุคที่สื่อเกิดจากแนวคิดเชิง อุดมการณ์มาจนถึงยุคที่สื่อกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่วัดความสำเร็จกันที่กำไร-ขาดทุน

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

ปลาเผาก็มี บุฟเฟต์ซีฟูดก็มา

จำนวนผู้เข้าชม Home Remedies For Wrinkles

ในยุคเศรษฐกิจขึ้นๆลงๆ ธุรกิจน้อยใหญ่ผลัดกันปิดเปิด ธุรกิจใหม่ที่เราแอบไปส่องลาดเลาก็มีมากมาย นำมาเสนอกันเป็นบางหมวดหมู่ สลับกันไปนะคะ สัปดาห์นี้แวะไปดูร้านเมี่ยงปลาเผา หน้าเทศบาลบ่อแฮ้ว ที่ดูจะมีจุดเด่นจุดดี ทำให้มียอดขายดีปังปัง ที่ความสดใหม่และทำจำนวนจำกัด เมี่ยงปลานิลเผาแค่ วันละ 30 ตัว พร้อมกับผักสลัดสดๆที่เจ้าของปลูกเอง ให้ลูกค้ามั่นใจว่าทานผักสดที่เก็บใหม่ทุกวัน หรือจะเลือกปลาทับทิมเผาที่คัดเลือกตัวใหญ่เนื้อแน่น  ขายคู่กับน้ำจิ้มซีฟู๊ดสามรส สุดแซ่บ หรือใครชอบสูตรอื่นก็มี น้ำจิ้มหวานมะขามถั่วคั่ว พร้อมเส้นหมี่ลวก เหมาะสำหรับคนชอบปลา หรือทานเบาๆมื้อค่ำ

ร้านนี้เขาเคลมว่า ขายดีมาก ลูกค้าชอบเพราะปลาสดผักก็สด ขายหมดก่อนทุ่ม ใครที่ชอบลองหาของกินร้านใหม่ๆ รสชาติไม่ซ้ำก็ลองแวะเวียนไปได้ ที่นี่เปิดขายทุกวัน ตั้งแต่สี่โมงเย็นเป็นต้นไป

นอกจากนี้ยังมี เมนูสุขภาพเป็นตัวเลือก อีก 1 อย่างคือ สลัดโรลปูอัดไข่กุ้งสาหร่าย รับรองถูกใจคนต้องการลดอาหารให้พลังงานสูงแน่นอน  สั่งจองล่วงหน้าแล้วขับรถไปโฉบรับก็ไม่ว่ากัน โทรได้ที่หมายเลข 089-921-7677 ส่วนใครที่อยากให้ไปส่งถึงบ้านเขตตัวเมืองลำปาง ก็สอบถามเส้นทางและบริการส่งฟรีกันก่อนะจ๊ะ

อีกร้านที่จะแนะนำปิดท้ายสัปดาห์นี้ ที่กำลังเปิด สดๆร้อนๆ ร้านเฮ้ยซีฟู๊ดบริการบุฟเฟ่ต์ทะเลกินไม่อั้นฉลองเปิดร้านใหม่ คิดราคาเพียงหัวละ259 บาทร้านตั้งอยู่สามแยกโรงน้ำแข็ง  คอลัมน์นี้วนเวียนอยู่กับของกิน คนลำปางชอบอะไรที่ใหม่ๆก็แนะนำไปลองกันค่ะ

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

'ชาญ' ยันซื้อที่โปร่งใส ยึดมติสหกรณ์ครู ศาลตัดสิน 29 ก.ย.

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

จากกรณีที่ชมรมพิทักษ์ครูลำปาง นำโดยนายเชิดศักดิ์ เสริมสุข และสมาชิก ออกมาเรียกร้องให้นายสมศักดิ์ สลีวงศ์  ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง  ดำเนินการเอาผิดกับคณะกรรมการฯชุดที่ 56 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปางแห่งใหม่  บริเวณริมถนนซุปเปอร์ไฮเวยลำปาง-งาว  ติดกับห้างแม็คโคร  เนื้อที่ 14 ไร่เศษ ในราคา 252 บาท  เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี  ไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุของสหกรณ์ฯ พ.ศ.2549   เป็นการซื้อในราคาสูงเกินจริงเฉลี่ยไร่ละ 16.8 ล้านบาท ขณะที่ที่ดินข้างเคียง เฉลี่ยไร่ละ 5.3 ล้านบาทเศษ  รวมทั้งก่อนซื้อไม่ได้มีการตรวจสอบแนวเขต ทำให้ที่ดินหายไป 50 ตารางวา พบหมุดที่ดินฝังอยู่บนถนนทางเข้าออกโรงแรมที่ตั้งอยู่ข้างเคียง  ซึ่งทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง ได้ดำเนินการ ยื่นฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายกับคณะกรรมการชุดที่ 56  และผู้จัดการสหกรณ์ในสมัยนั้น รวม 16 คน  รวมทั้งได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองลำปางแล้ว 

            -ซื้อที่ดินไม่กำหนดต้องแปลงเดียว

นายชาญ สัตตรัตนขจร อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง ชุดที่ 56  เปิดเผยว่า  สืบเนื่องจากที่ทำการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในปัจจุบัน คับแคบทั้งที่จอดรถ และพื้นที่ภายในสำนักงาน  ไม่สะดวกต่อสมาชิกที่มาใช้บริการ  ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีจึงมีมติที่จะจัดซื้อที่ดิน เพื่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ และห้องประชุมใหม่  โดยมีคณะกรรมการชุดก่อนจัดหาที่ดินมาตามลำดับก่อนที่คณะกรรมการชุมที่ 56 จะเข้ามาบริหาร แต่ไม่สามารถหาที่ดินที่เหมาะสมได้จึงเพิ่มวงเงินในการซื้อที่ดิน  เนื่องจากมติที่ประชุมกำหนดไว้ว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครู เป็นสถาบันการเงิน ที่ทำการแห่งใหม่ต้องอยู่ในย่านชุมชนและการคมนาคมสะดวก มีความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการและเจ้าหน้าที่  โดยมติในที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 25 ก.ค.55 ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีที่ดินแปลงเดียวหรือมีพื้นที่น้อยกว่า 15 ไร่  เพียงแต่เสนอเพิ่มวงเงินการจัดซื้อที่ดินจาก 80 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาทเท่านั้น  ซึ่งผู้เสนอก็คือนายสมศักดิ์ สลีวงศ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสหกรณ์อยู่  พร้อมกล่าวสนับสนุนว่าการจัดซื้อที่ดินเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับทุกประการ  โดยรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 28 ก.ค.55 ก็ได้บันทึกไว้ชัดเจน

            อดีตประธานฯ กล่าวว่า  ทางคณะกรรมการชุดที่ 56 ได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินตามระเบียบสหกรณ์ตามลำดับ เริ่มจากการประกวดราคา คัดเลือกที่ดินจากผู้ที่เสนอราคา  ตั้งคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน  และคณะกรรมการต่อรองราคา  ยืนยันว่าเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของสหกรณ์ และตามมติที่ประชุมใหญ่   แต่ไม่สามารถหาที่ดินตามที่กำหนดได้ จึงมีการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ  มีการพิจารณาที่ดินจากผู้เสนอราคา จนเหลือที่ดินที่เหมาะสมอยู่ 2 แปลง คือ  บริเวณสุขสะอาดพลาซ่า ตรงข้ามวิทยาลัยเทคนิค เนื้อที่ 11 ไร่เศษ เสนอมา 180 ล้านบาท  เฉลี่ยไร่ละ 17 ล้านบาทเศษ  และ ที่ดินติดกับห้างแม็คโครลำปาง ซึ่งเป็นของนายพินิจ จันทรสุรินทร์   มีการเสนอราคาเข้ามา 2 แปลง  รวมเนื้อที่รวม 2 แปลง  14 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา  ในราคา 260 ล้านบาท  โดยแปลงที่ 1 ติดกับถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-งาว  แปลงที่ 2 อยู่ด้านหลังแปลงที่ 1   ซึ่งคณะกรรมการจัดซื้อเห็นว่าที่ดินบริเวณสุขสะอาดพลาซ่า เนื้อที่ไม่เพียงพอ และอยู่ในชุมชนแออัด ถนนคับแคบอาจเกิดปัญหาได้ในอนาคต   จึงได้เลือกที่ดินของนายพินิจ  จันทรสุรินทร์

            -รู้ก่อนซื้อมีลำเหมืองกั้น

ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน ได้มีการตรวจสอบแนวเขตแล้วพบว่ามีลำเหมืองสาธารณะกั้นอยู่ ระหว่างโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลงอย่างชัดเจน   ซึ่งไม่น่าเป็นอุปสรรคกับการก่อสร้างเพราะลำเหมืองตื้นเขินไม่มีสภาพเป็นลำเหมืองแล้ว สามารถสร้างสะพานเชื่อมหากันได้   และเห็นว่าที่ดินของนายพินิจ ราคาใกล้เคียงกับที่ดินบริเวณสุขสะอาดพลาซ่า จึงตั้งคณะกรรมการต่อรองราคาเข้าไปพูดคุยให้ได้ราคาต่ำลงที่สุด  และมีเงื่อนไขให้ผู้ขายถมที่ดินสูงขึ้น 80 ซ.ม.  และจะต้องรับภาระค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าธรรมเนียม ค่าภาษีทั้งหมด  ซึ่งนายพินิจยอมรับเงื่อนไขและลดราคาลงเหลือ 252 ล้านบาท   มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายในวันที่ 28 พ.ย.55  ไม่มีการวางเงินมัดจำแต่อย่างใด  ต่อมาวันที่ 19 ธ.ค.55 ได้เข้าตรวจสอบที่ดินพบว่าผู้ขายได้ถมที่เสร็จตามเงื่อนไข จึงตรวจรับที่ดินไว้  จากนั้นคณะกรรมการชุดที่ 56 หมดวาระลงในวันที่ 20 ธ.ค.55  และได้มีคณะกรรมการชุดที่ 57 เข้ามาบริหารงานต่อเรื่อยมา 

-ประชุมใหญ่ไม่คัดค้าน

นายชาญ  ยังได้กล่าวอ้างว่า ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2557 วันที่ 26 ธ.ค.57   นายสมศักดิ์ สลีวงศ์ เป็นผู้จัดการสหกรณ์ ชี้แจงในที่ประชุมว่า การจัดซื้อที่ดินถูกต้องเป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ทุกประการ   ส่วนที่ดินที่ซื้อราคาสูง เนื่องจากทำเลที่ดินบริเวณนั้นเป็นทำเลทอง มีหลายบริษัทมาขอแบ่งซื้อ ให้ราคาไร่ละ 32 ล้านบาท   โดยมีสหกรณ์จังหวัดลำปาง เข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง และรับรู้เรื่องการจัดซื้อที่ดินมาโดยตลอด  รวมทั้งทราบว่าทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไปแล้วเมื่อวันที่ 29 พ.ย.55  ดังนั้นหากเห็นว่าการซื้อที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับของสหกรณ์ ก็สามารถขอมติที่ประชุมให้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายได้   แต่ต่อมาก็ได้มีการซื้อขายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 28 ธ.ค. 57  

-ที่ไม่หาย แต่เพิ่มขึ้น

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าที่ดินได้หายไป 50 ตารางวา นั้น  นายชาญ  กล่าวอ้างตามเอกสารใบเสนอราคาของนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ว่า   ได้มีการระบุเนื้อที่ไว้ชัดเจนว่าที่ดินทั้ง 2 แปลงมีเนื้อที่รวม 14 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา  ซึ่งหลังจากซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์แล้ว พบว่าหลังโฉนดที่ดินเลขที่ 4629 แปลงที่ 1 มีเนื้อที่ 8 ไร่ 33.9 ตารางวา  และโฉนดที่ดินเลขที่ 3535 แปลงที่ 2 มีเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 5.6 ตารางวา  ซึ่งรวมทั้ง 2 แปลงแล้ว มีเนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 39.5 ตารางวา  เท่ากับว่าสหกรณ์ได้ที่ดินเพิ่มขึ้นมา 6.5 ตารางวา  เฉลี่ยตารางวาละ 42,000 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 273,000 บาท  เหตุที่เข้าใจผิดว่าที่ดินหายไปนั้น คาดว่าเนื่องมาจากในเอกสารสัญญาจะซื้อจะขาย ทางเจ้าหน้าที่ทะเบียนได้เขียนตัวเลขผิด ซึ่งในสัญญาดังกล่าวระบุว่าที่ดินแปลงที่ 2  มีเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา   แต่ตัวเลขหลังโฉนดจริงคือ 5.6 ตารางวา

และการที่หลักหมุดที่ดินอยู่บนถนนทางเข้าของโรงแรมแห่งหนึ่ง   โรงแรมสร้างขึ้นประมาณปี 2558  เป็นอำนาจของคณะกรรมการชุดที่ 58 ถึงชุดที่ 60 ต้องดูแลปกป้องที่ดินของสหกรณ์ แต่กลับปล่อยปะละเลย และโยนความผิดให้กับคณะกรรมการชุดที่ 56 

            -ซื้อคนละปีเทียบราคากันไม่ได้

อดีตประธานฯ กล่าวอีกว่า  การกล่าวอ้างว่าสหกรณ์ซื้อที่ดินเฉลี่ยไร่ละ 16.8 ล้านบาท ในขณะที่ที่ดินใกล้เคียงเฉลี่ยไร่ละ 5.3 ล้านบาท  ซึ่งที่ดินข้างเคียงไม่ได้มีการซื้อขายในช่วงเวลาเดียวกัน  แต่ซื้อขายมาก่อนสหกรณ์จะซื้อที่ดินประมาณ 2 ปี  ขณะนั้นบริเวณดังกล่าวยังคงเป็นทุ่งนา ไม่มีการพัฒนา จึงนำมาเทียบเคียงกันไม่ได้  หากได้ข้อมูลมาจากฐานการเสียภาษีการซื้อขายที่ดินของสำนักงานที่ดินลำปาง ก็เป็นเพียงราคาประเมินการเสียภาษีเท่านั้น ไม่ใช่ราคาซื้อขายที่แท้จริง  กรณีที่ผู้จัดการสหกรณ์ให้ข้อมูลว่าต้องรับภาระดอกเบี้ย 10 ล้านบาทต่อปี กระทบถึงสวัสดิการของสมาชิกนั้น   คงไม่เป็นความจริง เพราะปกติสหกรณ์มีการกู้ยืมจากสถานบันการเงินหลายแห่ง เพื่อนำมาให้สมาชิกกู้ยืมหมุนเวียน ย่อมมีดอกเบี้ยอยู่แล้ว  และที่ผ่านมาสหกรณ์ก็ยังจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยคืนให้สมาชิกได้เท่าเดิมกับปี 2555 และจ่ายสูงขึ้นในปีต่อมา รวมทั้งจัดหาสวัสดิการให้แก่สมาชิกได้เพิ่มขึ้นด้วย  อีกทั้งยังนำที่ดินไปจำนอง วงเงิน 42 ล้านบาท มาเป็นสวัสดิการเงินกู้แก่สมาชิก  สหกรณ์จึงได้รับส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินที่กู้มา กับดอกเบี้ยที่ให้สมาชิกกู้ไป ซึ่งเป็นรายได้ของสหกรณ์ทั้งสิ้น

            -หยุดโครงการไม่เกี่ยวกับชุด 56

การจะกล่าวหาว่าไม่สามารถสร้างสำนักงานใหม่ได้ เป็นเพราะกรรมการชุดที่ 56 ก็ไม่ถูกต้อง  เมื่อคณะกรรมการชุดที่ 58 เข้ามาบริหาร โดยมีนายสรายุทธ พิจอมบุตร เป็นประธาน ได้มีคำสั่งที่ 11/2558 แต่งตั้งนายสมศักดิ์ สลีวงศ์   ผู้จัดการสหกรณ์ เป็นตัวแทนขออนุญาตก่อสร้างอาคารสำนักงาน หากก่อสร้างตามกรอบเวลาที่กำหนด ปัจจุบันน่าจะแล้วเสร็จและให้บริการสมาชิกได้ แต่ไม่มีการดำเนินการต่อ  เพราะมีการร้องเรียนไปหลายหน่วยงาน โครงการทั้งหมดจึงหยุดลง เมื่อคณะกรรมการชุดที่ 58 ไม่ได้ดำเนินการ จึงไม่ใช่ความผิดของคณะกรรมการชุดที่ 56   ซึ่งหลักฐานเอกสารทั้งหมดที่ตนกล่าวมานั้นอยู่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง  สมาชิกสามารถตรวจสอบได้   นายชาญ สัตตรัตนขจร กล่าว

ด้านนายกิตติพันธ์  จันทร์หอม  ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องทั้ง 16 คน กล่าวความคืบหน้าด้านคดีว่า   ทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำปาง  โดยนายสมศักดิ์ สลีวงศ์ ผู้จัดการสหกรณ์ฯ  ผู้รับมอบอำนาจ ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการชุดที่ 56  รวม 16 คน  ให้ร่วมกันชำระเงินคืนเป็นเงิน 326 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นจำนวน 252  ล้านบาท ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานสืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว และศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 29 ก.ย.60  ส่วนคดีอาญาที่ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง ได้ส่งเรื่องไปยัง  ป.ป.ช. เรื่องยังไม่ส่งกลับมา   นอกจากนั้นทางคณะกรรมการชุดที่ 56  ได้มอบหมายให้ตนรวบรวมหลักฐาน ดำเนินการกับบุคคลที่รวมตัวกันออกมาแสดงป้ายข้อความกล่าวหาคณะกรรมการชุดที่ 56 ให้ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย 

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

ชูมือแจ้คอนยกแรก สกัดเหมืองลิกไนต์

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

จากกรณีที่ชาวบ้านแจ้คอน หมู่ 2 ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ออกมาแสดงเจตนารมณ์ คัดค้านทำประชาคมของ บริษัท ทวีทรัพย์ลานนา จำกัด และบริษัท กรีนซีเมนต์ จำกัด  ตามคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ถ่านหิน คำขอที่ 2/2553 และคำขอที่ 3/2553  ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านแจ้คอน หมู่ 2 ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม  โดยการติดตั้งป้ายพื้นที่ดำ “ชาวแจ้คอนรวมพลัง ไม่เอาเหมืองแร่”  ตั้งแต่ทางเข้า ต.ทุ่งผึ้ง ไปจนถึงด้านในหมู่บ้านโดยรอบ   เนื่องจากชาวบ้านมีข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงมีการขอประชุมประชาคมวันที่ 24 ก.ค. 60 อีก ทั้งที่เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.59  ได้มีการประชุมประชาคมไปแล้วครั้งหนึ่ง และชาวบ้านยกมือไม่เห็นชอบในการขอประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าว 

ในเรื่องนี้ ทางนายถวิล กุญชร นายกเทศมนตรีตำบลทุ่งผึ้ง ได้ทำหนังสือเรื่องการขอจัดทำประชาคมคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ถ่านหิน ส่งไปยังบริษัท  โดยอ้างถึงหนังสือที่ทางบริษัทส่งกับกำนันตำบลทุ่งผึ้ง เมื่อวันที่ 14 ก.ค.60 ที่ผ่านมา เรื่อง ขอทำประชาคมคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ถ่านหิน คำขอที่ 2/2553 และคำขอที่ 3/2553  ในวันที่ 24 ก.ค.60   ซึ่งเนื้อความในหนังสือได้กล่าวถึงระเบียบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับคำขอประทานบัตร การออกประทานบัตรการต่ออายุประทานบัตร และการโอนประทานบัตร พ.ศ.2558 ข้อ 14(4)  ได้กำหนดให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นผู้แจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลหรือสำนักงานเทศบาลที่ตั้งคำขอประทานบัตร เพื่อขอความเห็นการขอประทานบัตร  พร้อมแนบแบบรายงานที่ 1 เรื่องรับฟังการชี้แจงการขอประทานบัตรเหมืองแร่ และแบบรายงานที่ 2 เรื่องรายงานผลการพิจารณาคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ ตามแบบท้ายระเบียบนี้   ทางองค์การบริหารส่วนตำบลหรือสำนักงานเทศบาล จึงจะส่งคำขอประทานบัตร พร้อมแนบรายงานที่ 1 ให้ผู้ใหญ่บ้านที่ตั้งคำขอประทานบัตร ดำเนินการจัดประชุมรับการชี้แจงการดำเนินโครงการทำเหมืองแร่เป็นรายหมู่บ้าน  เมื่อผู้ใหญ่บ้านดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ให้จัดส่งรายงานประชุมตามแบบรายงานที่ 1 พร้อมรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบการพิจารณา  

ดังนั้น การที่บริษัทฯได้แจ้งให้เทศบาลตำบลทุ่งผึ้งจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและชี้แจงการทำเหมืองแร่ของบริษัทฯนั้น ไม่เป็นไม่ตามขั้นตอนและระเบียบกฎหมาย  เทศบาลตำบลทุ่งผึ้งไม่สามารถจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและชี้แจงการทำเหมืองแร่ของบริษัทฯได้ 

ต่อมาวันที่ 20 ก.ค. 60  กรรมการผู้จัดการบริษัท ทวีทรัพย์ ลานนา จำกัด  ได้แจ้งหนังสือมายังกำนันตำบลทุ่งผึ้ง ขอเลื่อนการทำประชาคมการขอประทานบัตรเหมืองแร่ถ่านหิน   โดยให้เหตุผลว่าเทศบาลตำบลทุ่งผึ้งได้ทำหนังสือแจ้งไปยังบริษัทว่า การออกหนังสือไม่เป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จึงไม่สามารถจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น และชี้แจงการทำเหมืองแร่ของบริษัท กรีนซีเมนต์ จำกัด และบริษัท ทวีทรัพย์ลานนา จำกัด ได้  จึงขอเลื่อนการทำประชาคมในครั้งนี้ไปก่อนโดยไม่มีกำหนด

ด้านนายสุรชัย ต่อสู้   ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มรักษ์ทุ่งผึ้ง กล่าวว่า แม้ว่าทางบริษัทจะแจ้งเลื่อนการทำประชาคมออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ชาวบ้านก็ยังคงติดตามข่าวสารและความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด  ซึ่งคากว่าการประชาคมน่าจะดำเนินการอีกครั้งหลังจาก พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้
             
(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

ร้องปลดพระครู วัดดำรงธรรม

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.60  เวลา 10.45 น. นางตรีคณา บุรพเกียรติ์ อายุ 65 ปี  บ้านเลขที่ 133/4 ถ.ท่าคราวน้อย ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง พร้อมด้วยนายยุทธการ บุรพเกียรติ์ อายุ 31 ปี ลูกชาย  ได้เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ถนัดชัย เครือวัง  รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองลำปาง ให้ดำเนินคดีกับ พระครูไกรสรวิลาส อายุ 23 ปี รักษาการเจ้าอาวาสวัดดำรงธรรม ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง   ข้อกล่าวหา หมิ่นประมาท  หลังจากพระครูไกรสรวิลาส ได้ส่งข้อความทางแอพพลิเคชั่นไลน์ให้ผู้อื่น ใส่ความนางตรีคณาว่าเป็น 18 มงกุฎ หากินกับวัด  นอกจากนั้นยังได้พูดในศาลาวัดที่มีประชาชนอยู่จำนวนมาก ว่านางตรีคณาเป็นแม่เล้า เปลี่ยนชื่อของตัวเองให้เหมือนชื่อดารา จัดซองผ้าป่าและหากินกับวัด

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 ก.ค.60 นายยุทธการ บุรพเกียรติ์ อายุ 31 ปี นำเอกสารพร้อมรายชื่อกลุ่มชาวบ้านกว่า 80 ราย เข้าร้องเรียนต่อรองเจ้าคณะจังหวัด  เจ้าคณะอำเภอ  เจ้าคณะตำบล และสำนักงานพระพุทธสาสนา จ.ลำปาง ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของพระครูไกรสรวิลาส รักษาการเจ้าอาวาสวัดดำรงธรรม ที่กล่าวหาครอบครัวของตนเองไปในทางเสียหาย โดยไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ นายยุทธการ ได้เล่าว่า ก่อนหน้านี้ วันที่ 19 มิ.ย.2559 ทางรักษาการเจ้าอาวาสวัดดำรงธรรมพร้อมคณะศรัทธาได้จัดพิธีหล่อพระพุทธรูปหลวงพ่อโตทันใจ ให้หน้าตักกว้าง 6 เมตร สูง 9 เมตร ให้ แล้วเสร็จภายในวันเดียว แต่หลังจากที่ถอดบล๊อคออกแล้ว ก็ไม่ได้ดำเนินการต่อ เนื่องจากยังขาดปัจจัยอีกเป็นจำนวนมากจึงได้ทิ้งร้างเอาไว้ และหลังจากที่ตนเองพร้อมครอบครัวมาพบเห็น จึงได้เข้าไปเสนอตัวขอรับเป็นเจ้าภาพดำเนินการต่อให้จนแล้วเสร็จ โดยจะใช้งบประมาณของตัวเองรวมกับเงินของกลุ่มผู้มีจิตศรัทธาในบางส่วน เพื่อต้องการที่เข้ามาช่วยทำนุบำรุงพระศาสนา ซึ่งรักษาการเจ้าอาวาสก็ยินยอม จึงเริ่มลงมือขัดผิวพระพุทธรูปที่ขรุขระ และทาสีขาวทั้งองค์ ตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึงเดือน พ.ค. 60 รวมระยะเวลา 5เดือน ทุกอย่างจึงแล้วเสร็จ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 150,000 บาท

จากนั้นจึงได้ขอเป็นเจ้าภาพร่วมกับชาวบ้านผู้มีจิตอันเป็นกุศลสร้างฉัตรหลวง 9 ชั้น ขึ้นประดิษฐานไว้บนยอดโมลีขององค์พระเจ้าโตทันใจ ซึ่งต้องใช้งบประมาณอีก 120,000 บาท  แล้วเสร็จเป็นไปตามกำหนด จึงได้จัดขบวนแห่รอบเมืองเพื่อให้สาธุชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมทำบุญบำรุงพระศาสนาจนได้ปัจจัยเพิ่มเติมเข้ามาอีก ซึ่งก็ได้มีการตรวจนับและยกเงินทั้งหมดให้กับทางวัดจำนวนเงินทั้งสิ้น 110,000 บาท พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ของทางธนาคารมารับเงินเอาไปเข้าบัญชี ซึ่งทุกขั้นตอนก็กระทำต่อหน้าต่อหน้าคณะกรรมการวัดทุกคน เพื่อความโปร่งใสไร้ข้อติติง หลังจากนั้นในก่อนหน้าจะมีการยกฉัตร 9 ชั้นขึ้นประดิษฐานเหนือพระโมลี ทางครอบครัวก็ยังถวายเงินให้อีก 24,000 บาท เพื่อให้รักษาการเจ้าอาวาสนำไปบูชาพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง 5 นิ้ว จำนวน 200 องค์ ในราคาองค์ละ 120 บาท เพื่อที่จะนำมาให้สาธุชนเช่าบูชาต่อในราคาองค์ละ 399 บาท และอีกส่วนหนึ่งก็จะนำไปมอบเป็นของที่ระลึกกับแขกผู้ใหญ่ที่จะมาร่วมงานในวันยกยอดฉัตร เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.60 ตนเองพร้อมครอบครัวและสาธุชนก็ร่วมกันเป็นเจ้าภาพทำพิธียกยอดฉัตรฯ โดยได้เชิญรองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมทั้งหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนมาร่วมงาน จนทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี


นายยุทธการ ยังเล่าต่ออีกกว่า แต่หลังจากที่งานเสร็จเรียบร้อยไปเพียง 1 วันเท่านั้น ทางวัดดำรงธรรม โดยรักษาการเจ้าอาวาสกลับมากล่าวหาครอบครัวของตนเองว่า เป็นพวก 18 มงกุฎ แอบขโมยเงินวัดและขโมยซองเงินที่คณะศรัทธามาร่วมทำบุญไป และยังกล่าวว่าครอบครัวตนเองหลอกเอาเงินวัดอื่นๆมาอีกหลายแห่ง รวมทั้งรักษาการเจ้าอาวาสยังใช้วาจาที่หยาบคายด่าว่าครอบครัวตนอย่างเสียๆหายๆ และขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ และรุนแรงขึ้นจนเลยเถิดไปถึงมารดาของตนเองที่ถูกกล่าวหาว่า เคยเป็นแม่เล้ามาก่อน ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับเพศบรรพชิต ซึ่งคำพูดคำด่าที่หยาบคายทุกคำต่างก็มีญาติโยมได้ยินได้ฟัง จนสร้างความเสื่อมเสียให้ครอบครัวของตนเอง จนถูกดูถูกเกลียดชังจากผู้ที่ไม่รู้ความจริง โดยที่ครอบครับของตนเองไม่สามารถจะชี้แจงใดๆได้ เนื่องจากเป็นการกล่าวหากันลับหลัง แต่ตนเองก็ยังสามารถที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเอาไว้ได้เป็นจำนวนมาก  ไม่ว่าจะคลิปเสียงของรักษาการเจ้าอาวาสในขณะที่ด่าครอบครับตน ให้ร้ายมารดาตน หรือแม้กระทั่งข้อความทางไลน์ที่รักษาการเจ้าอาวาสส่งไปให้ญาติโยมที่อยู่ทางบ้านรับทราบ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นได้รับข้อความที่เป็นเท็จทั้งหมด ที่ผ่านมาเคยมีคนกลางเข้ามาพูดคุยและขอให้รักษาการเจ้าอาวาสหยุดพฤติกรรมดังกล่าว  ทางครอบครัวได้ให้โอกาสกับรักษาการเจ้าอาวาสวัดมามากแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดให้ร้ายครอบครัวตนเองอีก จึงได้นำหลักฐานต่างๆพร้อมรายชื่อของกลุ่มศรัทธา เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล และสำนักงานพระพุทธศาสนา ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของรักษาการเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวให้ด้วย ว่าเหมาะสมควรจะเป็นรักษาการ หรือจะได้ครองตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดต่อไปในอนาคตหรือไม่ รวมทั้งเรื่องที่พระรูปหนึ่งที่มีอายุเพียงไม่กี่พรรษา แต่กลับได้เลื่อนขั้นเป็นถึงพระครูนั้นมีความเป็นมาอย่างไรด้วย

ทั้งนี้ นายยุทธการ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า หลังจากนี้ก็จะได้คอยติดตามผลการตรวจสอบจากพระชั้นผู้ใหญ่ และเจ้าหน้าที่ของสำนักพุทธอย่างใกล้ชิดว่าตนเองจะได้รับความเป็นธรรมมากน้อยเพียงใด

ด้าน รักษาการเจ้าอาวาสวัดดำรงธรรม ได้กล่าวว่า ในเรื่องนี้อาตมาก็ยอมรับว่า เคยด่าว่าโยมยุทธการและครอบครัวไปจริง แต่ทั้งนี้ก็เนื่องมากจากการที่ทั้งสองฝ่าย คือ พระกับโยมเข้าใจกันผิด เมื่ออาตมาผิด อาตมาก็ขอยอมรับ หลังจากที่เรื่องเกิดขึ้นทางโยมยุทธการ หรือโยมต้า ก็ได้นำเรื่องไปแจ้งให้กับอาจารย์ท่านหนึ่งที่นับถือและเป็นหนึ่งในศรัทธาของวัดดำรงธรรมให้เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ซึ่งหลังจากที่อาจารย์ท่านนั้นมาพูดคุยกับอาตมาให้ยุติเรื่อง ก็ได้รับปากอาตมาก็ยุติเรื่องทั้งหมดทันที แต่ก็ไม่รู้ว่าใครไปสานหรือไปเสี้ยมต่อ และที่อาตมาหยุดก็เพราะรู้ว่าถ้าพูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ส่วนการที่ไปว่าแม่ของโยมต้าเป็นแม่เล้า พูดจาหยาบคายนั้น อาตมาก็ยอมรับว่าผิดจริง แต่ไม่ได้พูดขึ้นเองเพราะว่ามีคนมาพูดให้ฟังก่อน ซึ่งอาตมายอมรับว่าช่วงนั้นมีเรื่องเครียดอยู่หลายเรื่อง แต่ก็ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าเครียดเรื่องอะไรบ้าง ผลที่สุดก็มาพบกับญาติโยมก็เลยพูดออกไป แต่ก็ไม่คิดว่าโยมของเราที่เราไว้วางใจนั้นจะไปพูดต่อ ทั้งที่อาตมากับแม่ของโยมต้าก็ไม่เคยบาดหมางในเรื่องใดๆมาก่อน คือเป็นญาติเป็นโยมกันตามปกติ

“ขอโทษ ถ้าทางฝ่ายนั้นยังเข้าใจผิดอยู่ นับหลังจากที่ครอบครัวเจ๊น้อย รวมถึงกรรมการชุดเก่าที่ออกจากวัดไป ขอให้ยุติ ทางอาตมาก็ยุติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  แต่ไม่รู้ว่ามีใครไปพูดอะไรต่ออีก กรณีทำวัดวันพระที่ผ่านมาก็มีคนไปพูดอีก ทั้งที่อาตมาไม่ได้พูดอะไรเลย  ยืนยันว่าอาตมาหยุดไปแล้วตั้งแต่ที่มีการเจรจาไกล่เกลี่ยกัน” พระครูไกรสรวิลาส กล่าว

ส่วนเรื่องที่อาตมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพระครูนั้น อันนี้ก็ต้องไปถามเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบลท่านเอง แต่ไม่ว่าจะพรรษาน้อยหรือมาก ก็สามารถเป็นพระครูได้ทั้งนั้น ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ใด เพราะตำแหน่งพระครูนั้นมีอยู่หลายสิบขั้น ซึ่งก็อาจอยู่ที่ความพึงพอใจของพระผู้ใหญ่ก็เป็นได้ และหลังจากที่อาตมา มารักษาการที่วัดแห่งนี้ก็พยายามทำนุบำรุงพระศาสนามาตลอด ไม่เคยโกงกินเงินทุกบาทมีคณะกรรมการตรวจนับ มีการนำเข้าธนาคาร ซึ่งก็ต้องมีการหักค่าใช้จ่ายบ้าง และให้ไปถามญาติโยมที่ไหนก็ได้ว่าอาตมาเคยนำเงินมาใช้หรือไม่ หรือไปถามพระผู้ใหญ่ดูว่านิสัยอาตมาเป็นเช่นไร เรื่องที่ครอบครัวโยมต้าโกงเงินวัดก็ไม่มีไม่เคยพูด  ถ้าสงสัยเรื่องเงินวัดก็สามารถขอตรวจสอบบัญชีวัดได้เลย

ส่วนที่มีข่าวลือว่าอาตมาชอบเล่นหวย เล่นแชร์ครั้งนับหมื่นบาทก็ไม่เป็นความจริง แต่ก็ยอมรับว่าเล่นและเคยติดค่าแชร์อยู่บ้างเป็นบางครั้ง แต่ที่เล่นก็เพราะต้องการนำเงินมาบำรุงวัดวาอารามเท่านั้น  เพราะทุกวันนี้ทุกคนไม่รู้หรอกว่าวัดขาดอะไรบ้าง หรือต้องการอะไรบ้าง แต่ที่อาตมาเสียใจก็มีอยู่บ้าง คือ เคยมีคนเอาไปพูดอย่างนั้นอย่างนี้แต่ไม่เคยมาถามอาตมาเลย

 กรณีการแต่งตั้งไวยาวัจกรวัด มีการตั้งผู้หญิงขึ้นมา เพราะอาตมาได้เข้ามาใหม่ ยังไม่รู้อะไรมากนัก ต้องการให้โยมเข้ามาช่วยงานเป็นกรรมการบริหารวัด แต่ใส่ผิดเป็นตำแหน่งไวยาวัจกร เป็นข้อผิดพลาดของอาตมาเอง  พูดคุยกันแต่งตั้งเฉพาะในวัดไม่ได้มีการส่งเรื่องเป็นทางการ เพียงแต่รู้กันภายในเท่านั้น ตอนนี้ก็ได้มีการยกเลิกไปแล้ว  เจ้าพระครูไกรสรวิลาส กล่าว

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

ถึงบ้านเข่าทรุดเห็นไฟไหม้วอด ผัวเมียร้องไห้โฮ

จำนวนผู้เข้าชม IP Address

เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น.วันที่ 22 ก.ค.60 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่พริก  อ.แม่พริก จ.ลำปาง ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านเลขที่ 132 บ้านสันขี้เหล็ก  หมู่ 10 ต.แม่พริก อ.แม่พริก จ.ลำปาง  หลัง รับแจ้งจึงรีบประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลแม่พริก และท้องถิ่นใกล้เคียง  เข้าให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน  ก่อนจะแจ้งพนักงานสอบสวนเข้าตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุพบรถดับเพลิง และเจ้าหน้าที่ช่วยกันระดมฉีดน้ำดับไฟที่กำลังลุกไหม้ บ้านไม้ 2 ชั้น ซึ่งถูกไฟไหม้ไปเกือบหมดทั้งหลังแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องฉีดพรมน้ำไว้ ไม่ให้ไฟประทุขึ้นอีก ป้องกันการลุกลามไปยังบ้านข้างเคียง กว่าเหตุการณ์จะสงบใช้เวลาเกือบชั่วโมง  พบว่าไฟได้ไหม้บ้านวอดไปทั้งหลัง เหลือแต่โครงเสา  โดยชาวบ้านช่วยกันขนของออกมาได้เพียงตู้เย็น  ตู้ทำน้ำเย็น  และถังแก๊สเท่านั้น   ส่วนเจ้าของบ้านทราบชื่อภายหลัง คือ นายรบ  วงศ์คำหล้า อายุ 54 ปี  และ น.ส.นงนุช  ดวงจันทร์  อายุ  40 ปี ภรรยา  นั่งกอดลูกสาว 2 คน ร้องไห้มองดูสภาพบ้านของตัวเองถูกไฟไหม้ไปทั้งหลัง  โดยมีเพื่อนบ้านคอยช่วยปลอบใจอยู่ข้างๆ

เบื้องต้น นายแดง กาวิลตา  ผู้ใหญ่บ้านสันขี้เหล็ก   เล่าว่า  มีลูกบ้านมาแจ้งให้ตนทราบว่าบ้านของ นายรบ  และ น.ส.นงนุช  ถูกไฟไหม้  ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเวลาเย็น ชาวบ้านจัดเตรียมอาหารอยู่ในบ้าน  โดยเพื่อนบ้านที่อยู่ข้างเคียงได้ยินเสียงกระเบื้องแตก เมื่อออกมาดู ก็พบว่าไฟลุกไหม้ลามอย่างรวดเร็ว  พอทราบเรื่องตนก็ได้แจ้งขอความช่วยเหลือไปรถดับเพลิงไปยังเทศบาลทันที   ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็พยายามช่วยกันสาดน้ำเพื่อดับไฟ  แต่ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ประมาณ 30 นาทีก็วอดไปทั้งหลัง ชาวบ้านจึงต้องพรมน้ำบ้านเรือนข้างเคียงแทน เพื่อไม่ให้ไฟลุกลามไปบ้านข้างๆ  กระทั่งรถดับเพลิงเข้ามาระงับเหตุ    ขณะนั้นเกิดเหตุนายรบ  น.ส.นงนุช และลูกๆได้ออกไปทำงานรับจ้างตั้งแต่เช้าแล้ว  เลยให้ชาวบ้านโทรศัพท์ไปบอก  ทั้งหมดก็รีบกลับมาพอมาถึงเห็นสภาพบ้านก็ทรุดตัวลงร้องไห้โฮ  เพราะบ้านวอดไปทั้งหลังแล้ว   เมื่อสอบถามเจ้าของบ้าน ก็ยืนยันว่าไม่ได้เสียบปลั๊กหรือเปิดไฟทิ้งไว้   ทางด้านเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานก็ได้นำคัทเอาท์  และสายไฟไปตรวจสอบ  

ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า  หลังเกิดเหตุ ได้มีหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น  นายอำเภอแม่พริก  กิ่งกาดชาด อ.แม่พริก  เทศบาลตำบลแม่พริก   เทศบาลตำบลล้อมแรด อ.เถิน  และอีกหลายหน่วยงาน  รวมไปถึงชาวบ้าน  ได้เข้ามาให้การช่วยเหลือ สนับสนุนเงินสด สิ่งของเครื่องใช้ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม  อาหารแห้ง   ขณะนี้ครอบครัวของนายรบได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านญาติชั่วคราว   เบื้องต้นได้มีการปรึกษากันว่าจะขอมติชาวบ้าน ว่าจะนำไม้จากป่าชุมชนของหมู่บ้าน นำมาก่อสร้างบ้านให้  แต่อาจใช้เฉพาะในส่วนที่จำเป็นเท่านั้น  ไม่ได้ใช้สร้างหมดทั้งหลัง   คงจะต้องรอพ้นช่วงฤดูกาลทำนาในช่วงนี้ไปก่อน  จึงต้องมีการประชุมร่วมกับชาวบ้านกันอีกครั้ง    ทั้งนี้ สามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้  โอนเข้าบัญชีเงินฝาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาย่อยแม่พริก ชื่อบัญชี น.ส.นงค์นุช ดวงจันทร์  เลขที่ 020002876586

(หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ ฉบับที่ 1139 วันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2560)
Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์