วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อิ่มเอิบอารมณ์ศิลป์ ณ หอศิลป์ลำปาง


บ้านเรือนไทยทรงสวยหลังนี้ ตั้งอยู่ติดกับอาคารฟองหลีในย่านกาดกองต้า นอกจากเคยได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2550 ประเภทอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมล้านนา โดยกรรมาธิการสถาปนิกสยามล้านนาแล้ว นี่คือพื้นที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่จะบ่มเพาะความละมุนละไมให้เกิดขึ้นในจิตใจใครสักคน ในนาม หอศิลป์ลำปางสำหรับคนลำปางจะได้เข้ามาเสพงานศิลป์ด้วยนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนตลอดปี

ประวัติของเรือนไทยหลังนี้ เริ่มจากเมื่อครั้งที่จีนบุญ หรือบุญ บุญเจริญ หอบสัมภาระใส่เข่งไม้ไผ่ใบเล็กเดินทางรอนแรมมาลงหลักปักฐานย่านกาดกองต้าในยุคธุรกิจทำไม้เฟื่องฟู และได้สะสมทุนจนมั่งคั่งกระทั่งสามารถสร้างอาคารพาณิชย์ที่มีลวดลายฉลุสวยงามในปี พ.ศ. 2456 ซึ่งอยู่ติดกับอาคารฟองหลี แล้วเปิดเป็นร้านขายของใช้หลายอย่าง ทั้งสินค้าของไทยและสินค้าจากจีน พม่า และทางยุโรป โดยเฉพาะจากอังกฤษ

จีนบุญแต่งงานกับนางหมู หญิงชาวพื้นถิ่นลำปาง มีลูกรวม 7 คน หนึ่งในทายาทของท่านได้สมรสกับขุนอุทานคดี ส่วนทายาทคนสุดท้อง คือ ทนายน้อม สุวสิน ต้นสกุลสุวสิน อดีตนายกเทศมนตรีเมืองลำปาง ต่อมาบุญมา ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลาน ได้รื้อถอนอาคารดังกล่าวในปี พ.ศ. 2520 ด้วยเหตุที่ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ก็ได้นำส่วนประดับของอาคารไม้เก่าทั้งหมดมาก่อสร้างใหม่เป็นเรือนไทยทรงล้านนาประยุกต์อย่างสวยงาม และต่อมาตกทอดมาถึงมูลนิธินิยม ปัทมะเสวี ซึ่งได้อนุรักษ์เชิงสงวนรักษาเรือนไทยหลังนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยยังคงรักษากลิ่นอายของความเก่าแก่และเปี่ยมเอกลักษณ์ไว้อย่างครบถ้วน จนกระทั่งเปิดเป็นหอศิลป์ลำปางเมื่อปี พ.ศ. 2553 นอกจากนี้ ด้านหลังยังมีศูนย์การเรียนรู้ปัทมะเสวีสำหรับเด็ก ๆ และครอบครัวอีกด้วย

ภายนอกที่มองเห็นเป็นเรือนไทยงามเด่น ก้าวผ่านไปด้านในจะพบว่า หอศิลป์ลำปางเปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้สนใจงานศิลปะทุกสาขา โดยไม่จำกัดวัย ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดคุณวุฒิใด ๆ เป็นสถานที่แสดงออกทางความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในเชิงศิลป์สำหรับศิลปิน นักเรียน และนักศึกษา ได้มีพื้นที่แสดงผลงานที่ต้องการจะถ่ายทอดความรู้ความชำนาญไปยังผู้ที่สนใจ นำไปต่อยอดให้กว้างขวาง เป็นประโยชน์ต่อสังคม ที่สำคัญ ยังเป็นศูนย์รวมงานศิลปะชิ้นเยี่ยมของล้านนาที่หาโอกาสชมได้ไม่ง่ายนัก

ทั้งนี้ ผลงานศิลปะที่อยู่ในขอบข่ายของการนำเสนอ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม วาดเส้น ภาพถ่าย กราฟิกดีไซน์ ออกแบบผลิตภัณฑ์-อุตสาหกรรม ศิลปหัตถกรรม การแสดง ดนตรี การพูด การเขียน คหกรรม งานประดิษฐ์ต่าง ๆ หนังสั้น สื่อมัลติมีเดีย สื่อดิจิตัล งานศิลปะนิพนธ์ เป็นต้น

หอศิลป์ลำปางยังประกาศเจตนารมณ์ชัดแจ้งว่า จะเป็นเหมือนสะพานเชื่อมต่อคนลำปางทุกรุ่นทุกวัยให้ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ ย้อนรอยศิลปกรรมในอดีต เชื่อมสู่ปัจจุบัน และทอดยาวไปสู่อนาคตอย่างมีความเข้าใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม รวมทั้งที่มาที่ไปของงานศิลปกรรม ซึ่งนับวันจะมีความหลากหลายมากขึ้น และเพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างคนต่างยุคต่างสมัยให้มีความใกล้ชิดกัน

สำหรับในเดือนสิงหาคมนี้ หอศิลป์ลำปางกำลังจัดแสดงนิทรรศการ จากสายเปลไกว...โดยศิลปิน อ. สมพงษ์ ตันติกุลวรชัย นำเสนอบทบาทของแม่จากการตีความของศิลปิน จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม จนถึงวันที่ 1 กันยายนนี้ ต่อจากนั้น วันที่ 7-29 กันยายน พ.ศ. 2556 จะจัดแสดงนิทรรศการ ภาพถ่าย+ภาพฝันโดยคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หอศิลป์ลำปางเปิดให้ชมวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 13.00-18.00 นาฬิกา และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 13.00-21.00 นาฬิกา โดยไม่เสียค่าเข้าชม

  (คอลัมน์ร้อยเรื่องราว ฉบับที่ 942 วันที่ 13-19 กันยากัน 2556)        

Share:

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

แก๊สแพงค่าแรงโหด เซรามิกป่วน ทยอยปิด

(ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหาข่าว)
นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาจังหวัดลำปาง เผยผู้ประกอบการเซรามิกได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งการปรับราคาค่าก๊าซ ทั้งในระบบอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน อีกทั้งยังแบกรับค่าแรงที่สูงเพิ่มมากขึ้นกว่า 60% เริ่มจะพยุงตัวไม่ไหวแล้ว โรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มปิดตัวลงมากว่า 20 แห่ง  ระบุอีก 4 เดือนข้างหน้าหากการช่วยเหลือจากภาครัฐยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรม คาดกระทบทั้งระบบอย่างแน่นอน

หลังจากเมื่อวันที่ 19 ก.ค.54 ที่ผ่านมา  ราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ในภาคอุตสาหกรรมปรับขึ้น 3 บาท/กิโลกรัม ครั้งแรก ตามมติของนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่ 27 เม.ย.54  ให้ทยอยปรับราคาขายปลีกแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม ไตรมาสละ 1 ครั้ง จำนวน 4 ครั้ง ครั้งละ 3 บาท/ก.ก. รวมแล้ว 12 บาท/ก.ก. และครั้งที่ 4 ปรับราคาขึ้นในวันที่ 1 เม.ย.55  ทำให้ราคาก๊าซหุงต้ม ในภาคอุตสาหกรรมมีราคาสูงถึง กก.ละ 30.13 บาท/สตางค์ และลำปางที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเซรามิกและเมืองต้นแบบผลิตภัณฑ์เซรามิกระดับประเทศ ที่มีมานานเป็นสินค้าที่ส่งขายทั้งภายในและนอกประเทศ สร้างรายได้ให้แก่จังหวัดและประเทศไทยปีละไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท แต่สองปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเซรามิก ต้องประสบปัญหาเรื่องการปรับราคาก๊าซในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนได้รับผลกระทบทำให้โรงานขนาดใหญ่หลายแห่งปิดตัวลงเพราะแบกรับภาระไม่ไหว บางส่วนก็ปรับตัวหันมาใช้ก๊าซในภาคครัวเรือนที่มีราคาถูกกว่า เพื่อบรรเทาและต่อสู้กับสภาพที่เกิดขึ้น แต่จากนั้นไม่นานก็มาประสบปัญหาการปรับราคาค่าแรงที่เพิ่มมากว่า 60% และกัดฟันต่อสู้มาเรื่อยแต่สุดท้าย ในวันที่ 1 ก.ย.56 มติคณะรัฐมนตรีให้มี การปรับค่าก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนอีกเดือนละ 50 สตางค์ ซึ่งก็ไปกระทบกับประชาชนชาวบ้าน แต่ขณะเดียวกันยิ่งซ้ำเติมผู้ประกอบการด้านเซามิกเข้าไปอีก ต้องแบกภาระต้นทุนที่ต้องเพิ่มสูงขึ้น ทั้งที่ผลผลิตก็ยังคงเท่าเดิมการจำหน่ายสินค้าก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้โรงงานขนาดเล็กที่ประสบปัญหาที่ผ่านมา แบกภาระไม่ไหวทยอยปิดตัวลงไปกว่า 20 แห่งแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังจะเป็นปัญหากระทบไปทั่วทั้งจังหวัด

นายธนโชติ  วนาวัฒน์  นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า หลังจากที่ผู้ประกอบการประสบปัญหาที่ต้องแบกรับภาระค่าแรงที่สูงขึ้น รวมทั้งค่าแก๊สในภาคอุตสาหกรรมที่สูงขึ้นจนหลายแห่งปรับตัวหันมาใช้ก๊าซในภาครัวเรือนที่มีราคาถูกและลดจำนวนพนักงานลง เพื่อให้สถานประกอบการอยู่รอด และพยายามทุกวิธี เพื่อที่จะให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือย่างเร่งด่วนไม่เช่นนั้นผู้ประกอบหลายแห่งอาจต้องปิดกิจการตามๆกันไป เพราะแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ไหว ที่ผ่านมาโรงงานเซรามิกขนาดเล็กและขนาดกลางปิดตัวไปแล้วมากว่า 20 แห่ง  และในวันที่ 1 ก.ย.56 ค่าก๊าซในภาคครัวเรือนจะมีการปรับตัวอีกยิ่งสงผลกระทบอย่างหนักซึ่งหากภาครัฐยังไม่ให้ความสำคัญเข้ามาช่วยเหลือตามที่ทางสมาคมฯเรียกร้องเข้าไปคาดว่าอีก 4 เดือนต่อจากนี้โรงงานเซรามิกหลายแห่งจะต้องปิดกิจการลงไปอย่างแน่นอน

ขณะที่ผู้ประกอบเซรามิกขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบกับเรื่องนี้ด้วย คือ นายต่อศักดิ์ ประคำทอง เจ้าของโรงงานวังแคว้งเซรามิกคราฟท์ เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ต้นทุนการผลิตทั้งแรงงานวัตถุดิบ ที่ผ่านมาอยู่ที่ 30-40% แล้ว และเมื่อพลังงานต้นทุนการผลิตขึ้นอีกก็เท่ากบว่าต้นทุนเพิ่มอีก 30% ขึ้นไปอยู่ที่ต้นทุนการผลิตที่ 60% นอกจากนี้ยังจะมีปลีกย่อยไปอีกหากว่ารัฐบาลยังไม่มาใส่ใจหรือลงเข้ามาช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ แม้จะพยายามประครองให้อยู่รอด แต่อาจจะไปไม่ไหวอาจจะต้องปิดตัวลงและปัญหาอื่นๆจะตามมาจึงอยากให้ภาครัฐเร่งเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการเซรามิกอย่างเร่งด่วนด้วย

Share:

หั่นงบ 6.3 ล้าน โครงการเทศบาลสะดุด


สภาเทศบาลหั่นงบ 6.3 ล้าน ตัดกิจกรรมรถไฟ รถม้า สะพานรัษฎา กาดกองต้า  อีกทั้งยังปรับลดงบ อสม. ผู้สูงอายุ ประธานแปรญัตติให้เหตุผลงบซ้ำซ้อน ฟุ่มเฟือย แผนดำเนินการไม่ชัดเจน  ด้านตัวแทน อสม.ระบุอาจกระทบกับการเลือกตั้งในภายภาคหน้า   

เมื่อวันที่ 29 ส.ค.56  เทศบาลนครลำปางได้เปิดประชุมสภาเทศบาลนครลำปาง สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 3 ครั้งที่ 2 เพื่อพิจารณาแปรญัตติและขอมติอนุมัติร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557  หลังจากเมื่อวันที่  14 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมสภา วาระที่ 1 รับหลักการร่างเทศบัญญัติไปแล้วนั้น

โดยในที่ประชุม คณะกรรมการสามัญแปรญัตติฯ ซึ่งประกอบด้วย นพ.วัฒนา วานิชสุขสมบัติ ประธานคณะกรรมการ  นายบริบูรณ์ บุญยู่ฮง   นายกิตติ จิวะสันติการ  นายสมบูรณ์ คุรุภากรณ์ และ พ.ต.วิชานนท์ แดงสร้อย  ได้มอบหมายให้นายบริบูรณ์ บุญยู่ฮง  เลขานุการ   ได้รายงานการประชุมคณะกรรมการสามัญแปรญัตติร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ให้ที่ประชุมสภาเทศบาลได้รับทราบ

ซึ่งคณะกรรมการสามัญแปรญัตติ ได้พิจารณาให้มีการปรับเปลี่ยนงบประมาณใน 8 โครงการ คือ ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมรำลึกประวัติศาสตร์นครลำปาง (รถไฟ รถม้า สะพานรัษฎา) ตั้งไว้ 1,200,000 บาท  ลดเหลือ 0 บาท  ,ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมกาดกองต้า ตั้งไว้ 400,000 บาท ลดเหลือ 0 บาท , ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสภาพัฒนาเมืองเทศบาลนครลำปาง ตั้งไว้ 100,000 บาท ลดเหลือ 0 บาท , ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ ตั้งไว้ 2,000,000 บาท ลดเหลือ 1,000,000 บาท ,  ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนาและประเพณีอื่นๆตั้งไว้ 500,000 บาท ลดเหลือ 300,000 บาท ,  ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาศักยภาพ อสม.ตั้งไว้ 1,400,000 บาท ลดเหลือ 800,000 บาท ,ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาศักยภาพ ผู้สูงอายุ และผู้เกี่ยวข้อง ตั้งไว้ 1,352,000 บาท ลดเหลือ 800,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้กับประชาชนและกลุ่มอาชีพในเขตเทศบาล ตั้งไว้  3,150,000 บาท ลดเหลือ 900,000 บาท

นพ.วัฒนา วานิชสุขสมบัติ  ประธานคณะกรรมการสามัญแปรญัตติ ให้เหตุผลในการปรับลดงบประมาณว่า  จากการประชุมสภาเทศบาลเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทางฝ่ายบริหารให้เสนอร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 เข้าสภา พบว่ามีงบประมาณที่ตั้งไว้หลายรายการ เป็นรายจ่ายที่ตั้งขึ้นใหม่เฉพาะกิจในปีงบประมาณปี 2557 เท่านั้น ไม่มีการดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งไม่พบในแผนพัฒนาเทศบาลในปี 2558-2559 แต่อย่างใด   งบประมาณบางส่วนเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นที่จะต้องจ่ายเพิ่ม เช่น ค่าไฟฟ้า  รวมทั้งเป็นรายจ่ายที่ซ้ำซ้อนเกินจำเป็น ซึ่งบางรายการมีเงินอุดหนุนไปแล้ว  และไม่พบแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนว่าจะทำเมื่อไร อย่างไร ซึ่งคณะกรรมการแปรญัตติได้พิจารณาแล้วเห็นชอบให้แปรญัตติงบประมาณดังกล่าว

โดยมติในที่ประชุมเสียงข้างมากมีมติเห็นชอบตามคณะกรรมการสามัญแปรญัตติ ซึ่งได้ปรับลดงบประมาณใน 8 โครงการ รวมทั้งหมดเป็นเงิน 6,302,000 บาท  และสมาชิกสภาเทศบาล มีมติเป็นเอกฉันท์ผ่านร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ  พ.ศ.2557

นายกิตติภูมิ นามวงค์ นายกเทศมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมว่า การปรับลดงบประมาณเป็นอำนาจหน้าที่ของ สท. ก็คงต้องเป็นไปตามมติดังกล่าว ในส่วนของงบประมาณที่เป็นกิจกรรมรำลึกประวัติศาสตร์นครลำปางนั้น เมื่อตัดงบออกไปแล้วต้องมาหารือกันอีกครั้งว่าจะมีการจัดงานนี้ได้หรือไม่อย่างไร เพราะทางจังหวัดได้ขอให้เทศบาลเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน  เนื่องจากเดิมเทศบาลเคยเป็นเจ้าภาพอยู่แล้ว แต่ทางจังหวัดและทางสมาคมท่องเที่ยวได้รับเป็นเจ้าภาพไปช่วงหนึ่ง ตอนนี้จังหวัดได้ให้ทางเทศบาลกลับมาเป็นเจ้าภาพเหมือนเดิม ซึ่งคงต้องมีการหารือเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้   ในส่วนของงบ อสม. ผู้สูงอายุ กลุ่มอาชีพ ที่ถูกปรับลดก็คงต้องดำเนินการตามงบประมาณที่มีอยู่ให้ได้ต่อไป


ด้านตัวแทนกลุ่ม อสม.รายหนึ่ง เปิดเผยว่า  เดิมกลุ่ม อสม.จะได้รับเงินสนับสนุนจากทางเทศบาลอยู่แล้วชุนชนละ 10,000 บาทต่อปี รวม 47 ชุมชน  ที่ผ่านมา อสม.จะมีการจัดงานวัน อสม.ทุกปี เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน แต่เนื่องจาก อสม.ต้องการที่จะพัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้น โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับกลุ่ม อสม.ในจังหวัดอื่นๆด้วย ซึ่งเมื่อถูกตัดงบประมาณไปแล้ว อสม.ก็จะเสียโอกาสในส่วนนี้ไป  หากกล่าวถึงผลกระทบในการทำงานของ อสม.ก็อาจจะไม่มีผลกระทบมากนัก   แต่อาจจะมีผลกระทบต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในครั้งต่อไปมากกว่า เพราะ อสม.และชุมชนถือเป็นฐานเสียงหลัก 
Share:

'สุทธิชัย หยุ่น' ชี้ทิศทางหนังสือพิมพ์ไทยในยุคดิจิทัล


'สุทธิชัย หยุ่น' ชี้ทิศทางหนังสือพิมพ์ไทยในยุคดิจิทัล จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติทำสื่อให้หลายด้าน เน้นการรักษาแบรนด์เดิม และสร้างความน่าเชื่อถือใหม่

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 28 ส.ค.2556 ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ อ.เมือง จ.ลำปาง นายสุทธิชัย  หยุ่น ประธานเครือเนชั่น กรุ๊ป  บรรยายพิเศษหัวข้อ "ทิศทางของหนังสือพิมพ์ไทยในยุคดิจิทัล" ใหักับสื่อมวลชนในพื้นที่จังหวัดลำปาง ว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเป็นอย่างไร ไม่เคยมีใครทำนายได้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะพบเจออะไรบ้าง  ดังนั้นเราจึงกระโดดจากสื่อสิ่งพิมพ์มาเป็นสื่อดิจิทัลทันที   ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล เปรียบเสมือนกับภาพยนตร์ เรื่อง perfect storm ที่เทคโนโลยี จะค่อยๆพัดเป็นคลื่นเข้ามากระทบกับสังคมและไม่สามารถคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในอนาคต เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสื่อที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ คือสื่อเพลง ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นยุคแรกๆ ก่อนจะเริ่มเข้าสู่วงการสื่อสิ่งพิมพ์  ซึ่งทุกสื่อจะต้องมีการปรับตัว แบบค่อยๆดำเนินการและใช้ประโยชน์จากสื่อทุกรูปแบบให้ครอบคลุมมากที่สุด รวมทั้งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการยอมรับการเปลี่ยนแปลง

จากที่เมื่อ 8 ปีก่อนเริ่มมีทวิตเตอร์ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยการเขียนข้อความสั้นๆ และโพสต์ลงอินเตอร์เน็ตสามารถส่งข้อความไปถึงคนทั่วโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เมื่อเห็นการส่งข่าวต่างๆได้ในเวลาเพียง 1 วินาที ทำให้หันกลับมามองว่าสื่อหนังสือพิมพ์จะอยู่ได้อย่างไร เพราะกว่าข่าวจะตีพิมพ์ออกมาต้องใช้เวลาถึง 18-24 ชั่วโมง ต่อมาก็มีการถ่ายภาพโดยไม่ต้องใช้ฟิล์ม โดยในครั้งแรกช่างภาพมืออาชีพหลายคนยังบอกว่าเป็นไปไม่ได้ การถ่ายภาพโดยไม่ใช้ฟิล์มไม่มีความละเอียดซึ่งใช้กับภาพข่าวหนังสือพิมพ์ไม่ได้  จากนั้นอีก 2 ปี พบว่ากล้องพัฒนาออกมาให้สามารถถ่ายภาพลงหนังสือพิมพ์ได้  จึงค่อยๆลดการใช้ฟิล์มลง จนกระทั่งนักข่าว ช่างภาพ ปรับเปลี่ยนเป็นกล้องดิจิทัลทั้งหมด โดยพลิกจากการทำงานแบบเดิม วิวัฒนาการมาเป็นยุคใหม่ภายใน 5-6 ปี เพราะเขาทราบว่าหากยังคงยึดติดกับสิ่งเดิมก็จะไม่มีงานทำ เพราะฉะนั้นการปรับตัวต้องปรับ 360 องศา   รวมถึงพนักงานเองก็จะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการปรับตนเองเข้าสู่โลกดิจิทัล ด้วยการปรับเปลี่ยนการทำงานจากเดิมที่มีการทำงานในด้านเดียวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันจะต้องทำได้ในหลายหน้าที่ ทั้งเรื่องของการตัดต่อ การเขียน หรือการถ่ายภาพ โดยอาศัยการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือ  นี่คือสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  ดังนั้นอย่าวิตกกังวล แต่ควรนำไปคิดและค้นว่าจะใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างไรให้เป็นประโยชน์

นายสิทธิชัย  กล่าวอีกว่า  สำหรับสื่อหนังสือพิมพ์ในอนาคตจะต้องมีการปรับตัวเองให้มาก โดยจะต้องมีการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีให้มากขึ้นทั้ง สื่อทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ก หรือยูทูป ที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้มากกว่า แต่ยังจะต้องยังคงรักษาฐานเดิมของตนเองไว้ เนื่องจากประชาชนยังคงติดในแบรนด์ของสื่อนั้นๆ แต่ทั้งนี้จะต้องมีการปรับตามโลกของเทคโนโลยี   และว่าการขยายฐานธุรกิจของหนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ จากสื่อสิ่งพิมพ์ไปสู่สื่อกระจายเสียงเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับที่เนชั่นได้ทำมาแล้ว

สื่อหนังสือพิมพ์ในอนาคตจะต้องมีการอาศัยแบรนด์ของตัวเองเป็นฐานหลักในการสร้างความเชื่อถือให้กับประชาชน ควบคู่กับการสร้างผู้ติดต่อผ่านทางสื่อดิจิทัล ทั้งเฟคบุ๊ก ทวิสเตอร์ หรือยูทูป โดยการเสนอข่าวสารที่เป็นจริง และแบบตรงไปตรงมา จะส่งผลให้ข่าวสารจะเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น และยังสามารถได้เครือข่ายผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นอิทธิพลของสื่อยุคใหม่ และแนวโน้มในอนาคตการแข่งขันของสื่อหนังสือพิมพ์ยุคใหม่จะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด รุนแรง และมีการแข่งขันกันในการนำข้อมูลข่าวสารไปใช้ได้ ทั้งในรูปแบบของการแชร์ข่าว

"การเปลี่ยนแปลงของยุคดิจิทัล เปรียบเสมือนการต้มกบที่หากมีการนำกบไปต้มในหม้อน้ำที่ค่อยปรับอุณหภูมิ กบก็จะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ ก่อนจะตายไป และกบก็จะไม่กระโดดออกจากหม้อ แต่หากมีการต้นน้ำเดือดๆ แล้วนำกบลงใส่หม้อกบก็จะกระโดดออก เปรียบเสมือนเทคโนโลยี ที่จะต้องค่อยๆดำเนินการปรับเปลี่ยนเพื่อรับกับการเปลี่ยน และวันหนึ่งผู้รับข้อมูลก็จะได้รับประโยชน์มากกว่า" นายสุทธิชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม สื่อหนังสือพิมพ์ในอนาคตเองจะต้องมีการปรับตัว ด้วยการทำสื่อที่หลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงประชาชน โดยครอบคลุมการใช้สื่อสมัยใหม่ เพื่อรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเข้าถึงสื่อยุคใหม่ จะต้องมีการรักษาสภาพของสื่อพื้นฐานเดิม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ไปสู่ยุคดิจิทัลได้ เพื่อต่อยอดให้กับผู้บริโภคใหม่ๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น 
Share:

รมว.ตรวจรถไฟ สั่งเปลี่ยนไม้หมอน

(ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหาข่าว)
ชัชชาติขึ้นเหนือตรวจรางรถไฟ สั่งการให้ซ่อมแซมหมอนไม้ ในส่วนที่เสียหาย เพื่อใช้การชั่วคราว ก่อนปรับปรุงครั้งใหญ่เปลี่ยนหมอนรองเป็นคอนกรีต รางรถไฟจาก 80 ปอนด์ เป็น 100 ปอนด์ ระยะทาง 120 กม.  คาดเดือน พ.ค.57 เสร็จสมบูรณ์

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.56  เวลา 17.00  น.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์มายังสถานีรถไฟขุนตาน  ต.ทาปลาดุก อ.แม่ทา จ.ลำพูน  เพื่อตรวจสอบความเสียหายจากอุบัติเหตุรถไฟตกรางซ้ำซาก ที่บริเวณรางรถไฟ เขตบ้านแม่ตาลน้อย-ขุนตาน ต.แม่ตาลน้อย อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุรถไฟตกรางอีกครั้งระหว่างสถานีแม่ตาลน้อย-ขุนตาน บ้านปางปง ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง กม.ที่ 675/12-13 ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต้องลงมาดูด้วยตัวเอง หลังเดินทางมาถึง นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ รฟท. พร้อมคณะรอให้การต้อนรับและนำเข้าห้องประชุม เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปจากนายสุประภาพ เสนีย์วงค์ ณ อยุธยา ผอ.ฝ่ายการช่างโยธา รฟท. โดยใช้เวลานานประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นคณะทั้งหมดจึงเดินทางด้วยรถบำรุงทางจากสถานีขุนตาล ไปยังจุดเกิดเหตุซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่วงทางโค้งคดเคียวไปมา เมื่อถึงจุดเกิดเหตุจึงลงจากรถแล้วเดินสำรวจหมอนไม้และรางรถไฟเป็นระยะทางกว่า 700 เมตร ซึ่งตลอดการเดินสำรวจนายชัชชาติ รมว.คมนาคม ได้ให้ความสนใจ และคอยสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลจากนายประภัสร์ จงสงวน และคณะวิศวกรอยู่ตลอดเวลา

นายชัชชาติ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การเดินทางมาตรวจสอบรางรถไฟในครั้งนี้ เนื่องจากได้รับรายงานจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงอุบัติเหตุที่มีรถไฟตกรางอยู่เป็นประจำ และทุกครั้งที่มีรถไฟตกรางก็มักจะอยู่ในจุดหรือบริเวณเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ ตนจึงได้มาตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็พบว่าทั้งรางรถไฟและหมอนไม้รุ่นเก่าอยู่และรางก็ยังเป็นรางที่มีขนาด 80 ปอน ซึ่งเราก็มีโครงการจะเปลี่ยนหมอนไม้ที่เหลืออยู่ทั้งหมด และที่ผ่านมาเราก็มีการปรับเปลี่ยนหมอนรองไปแล้วประมาณ 90 ก.ม.โดยปรับเปลี่ยนเป็นหมอนรองคอนกรีต ก็ยังคงเหลือระยะทางอีกราว 180 ก.ม.ที่ยังคงเป็นหมอนไม้อยู่ก็จะเร่งเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ส่วนรางรถไฟที่จากเดิมเป็นรางขนาด 80 ปอนด์ เราก็จะเปลี่ยนให้เป็นรางขนาด 100 ปอนด์แทนโดยจะทำไล่ไปเรื่อยๆ คิดว่าในเดือนพฤษภาคม 2557 จะแล้วเสร็จทั้งหมด

และในจุดที่เกิดเหตุเป็นประจำนี้ เป็นจุดที่เส้นทางมีความโค้งมากถึง 5 โค้งด้วยกัน ก่อนที่จะเข้าสถานีรถไฟขุนตาน เป็นจุดที่มีความลาดชันสูง ฉะนั้นจึงมีหลายสาเหตุที่ทำให้รถไฟตกราง สาเหตุหนึ่งก็คือรางอาจมีการยุบตัวเนื่องจากฝนตกดินอ่อนยุ่ย บวกกับสภาพของไม้หมอนที่ที่มีความเสื่อมโทรม อีกสาเหตุก็อาจจะเป็นเพราะสภาพรถก็น่าจะมีผล เพราะมีการกดเบรคมาตลอด หาก พขร. ถ้าไม่คุ้นทางการกดเบรกมากรถก็ต้องกระแทกมากก็ขาดการเสถียรได้ ส่วนการแก้ปัญหาในเบื้องต้นได้มอบหมายให้วิศวกรฝ่ายโยธา จากส่วนกลางให้ลงมากำกับดูแลพื้นที่นี้ดูแลการซ่อมทั้งหมด และให้วิศวกรฝ่ายเครื่องกล ก็ให้ลงมาคอยกำกับดูแลการซ่อมบำรุงรถให้ดีและซ่อมให้เสร็จโดยเร็ว อย่างน้อยก็ให้มีความปลอกภัย หรือให้รถไฟวิ่งเบาทางลงให้เหลือ 20 ก.ม.ต่อชั่วโมง เพราะการชะลอความเร็วลงความเสี่ยงก็น้อยลง ส่วนการซ่อมทางก็ให้รีบเร่งทำให้เร็วที่สุด ในส่วนการเปลี่ยนหมอนเป็นคอนกรีตอย่างน้องก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ จากนั้นก็น่าจะปลอดภัย

รมว.คมนาคม กล่าวอีกว่า  อีกแนวทางหนึ่งที่คิดไว้คือการเปลี่ยนหมอนและรางฯเราอาจจะมีการปิดทางชั่วคราวประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง แต่ก็ต้องดูก่อนว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน เพราะต้องให้วิศวกรใหญ่ทั้งฝ่ายซ่อม ฝ่ายเครื่องกล และฝ่ายเดินรถมาคุยกันก่อน โดยเฉพาะในอุโมงค์ที่มีอยู่หลายหลายแห่งก็ต้องเร่งซ่อมแซม เพราะในเดือนพฤศจิกายนจะเป็นช่วงไฮซีซั่น จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางกันมาก
Share:

ล่าหนุ่มแสบ ฉกถังแก๊ส ยกหนีต่อหน้าเจ้าของ


เจ้าของร้านเย็นตาโฟเดินไปส่งของให้ลูกค้า กลับมาเจอโจรอุ้มถังแก๊สขึ้นรถต่อหน้าต่อตา ก่อนซิ่ง จยย.หนีหายเข้ากลีบเมฆ  กล้องวงจรปิดจับภาพได้ขณะก่อเหตุ

เมื่อเวลาประมาณ 10.40 น.  วันที่ 27 ส.ค. 56   ศูนย์วิทยุ 191 ภูธร จ.ลำปาง ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีเหตุลักทรัพย์ที่ตึกแถว เลขที่ 270/14 ถ.พหลโยธิน ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง  จึงแจ้งให้  ร.ต.ต.ปรีชา ศรียอด  รอง สวป.สภ.เมืองลำปางเข้าตรวจสอบ  เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเปิดเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว ชื่อร้าน อาร์มมี่เย็นตาโฟ พบ น.ส.มะลิวัลย์ ใจบุญ อายุ 28 ปี เจ้าของร้าน ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ว่าได้ถูกคนร้ายขโมยถังแก๊สที่ร้านไปจำนวน1ถัง 

โดย น.ส.มะลิวัลย์  เล่าว่า  ตนเองได้เปิดร้านตามปกติ โดยเฝ้าร้านอยู่คนเดียวเป็นประจำเช่นนี้ทุกวัน โดยจะนำถังแก๊สเปล่ามาตั้งไว้ข้างรถเข็นหน้าร้านจำนวน 2 ถัง เพื่อรอเปลี่ยน และมีถังแก๊สที่ใช้ต่อกับหม้อก๋วยเตี๋ยวอยู่ 1 ถัง ก่อนเกิดเหตุได้มีเพื่อนบ้านสั่งเย็นตาโฟ ตนจึงได้เดินไปส่งเย็นตาโฟเองโดยทิ้งร้านไว้  ขณะที่เดินกลับมาก็พบว่ามีชายคนหนึ่งกำลังยกถังแก๊สวางบนเบาะหลังรถจักรยานยนต์ และได้หันมามองหน้าตน ก่อนจะขี่รถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว  จึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ด้านข้างร้านเย็นตาโฟซึ่งเปิดเป็นร้านอินเตอร์เน็ตได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ด้วย เจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจสอบภาพจากกล้องของร้านดังกล่าว พบว่าผู้ก่อเหตุเป็นชายรูปร่างผอมสูง ไว้ผมทรงสกินเฮด อายุประมาณ 25-30 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าดรีม สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน  เจ้าหน้าที่จึงขอภาพไปเป็นหลักฐาน เพื่อติดตามตัวชายคนดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับเหตุการณ์ขโมยถังแก๊สหุงต้มเริ่มมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะร้านอาหารและร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีการตั้งถังแก๊สไว้ด้านหน้า เนื่องจากลักขโมยได้ง่าย รวมทั้งจำหน่ายได้ในราคาดี ไม่ต่ำกว่า 500-800 บาท
Share:

สาวใหญ่ดับปริศนา หายหน้าร่วมเดือน


สาวใหญ่ยึดอาชีพหมอนวดแผนโบราณ ตายปริศนาในบ้านพัก คาดโรคประจำตัวกำเริบ อาศัยเพียงลำพังไม่มีใครช่วยเหลือ เพื่อนบ้านได้กลิ่นเหม็นแต่ไม่เอะใจ จนเวลาผ่านไปนานร่วมเดือนจึงมาพบศพ

เมื่อเวลา 09.40น.วันที่ 28 ส.ค.56 ร.ต.อ.วีเชียร ใจสันกาลง ร้องเวร สภ.เมืองลำปาง รับแจ้งมีคนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ภายในบ้านเลขที่ 119/197 ชุมชนการเคหะโครงการ 1 ซอย 3 ถนนลำปาง-แม่ทะ อ.เมือง จ.ลำปาง จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ยงยุทธ ดาวรี พงส.ผทค. สภ.เมือง แพทย์เวรโรง รพ.ลำปาง และอาสาสมัครกู้ภัยเทศบาลนครลำปาง

ที่เกิดเหตุ เป็นบ้านคล้ายห้องแถวชั้นเดียว ประตูรั้วหน้าบ้านปิดล็อกกุญแจไว้อย่างดี เจ้าหน้าที่จึงให้ ตำรวจบ้านใช้ครีมตัดออก เมื่อถึงประด้านในยังพบว่าเจ้าของบ้านปิดลงกลอนไว้ด้านในอีกชั้นหนึ่งจึงงัดออก แต่พอประตูเปิดออกทั้งเจ้าหน้าที่และแพทย์รวมทั้งชาวบ้านก็แทบจะผงะหงายหลัง เพราะกลิ่นเหม็นเน่าจากซากศพประทะเข้าอย่างเต็มๆ เจ้าหน้าที่ต้องใช่วิธีนำธูปกำใหญ่มาจุดเพื่อกลบกลิ่มแล้วเข้าไปตรวจสอบ พบว่าบนฟูกที่ปูอยู่บนพื้นปูนมีร่างของนางอารีรัตน์ สมัครสโมสร อายุ 53 ปี เจ้าของบ้านนอนตายอยู่ในสภาพไม่สวมเสื้อผ้า  คาดว่าเสียชีวิตมานานเนื่องจากสภาพของศพเริ่มยุบตัวและมีหนอนไต่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด เมื่อตรวจสอบบริเวณโดยรอบพบว่ามีทรัพย์สินมีค่าเพียง รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮ้อนด้าเวฟ สีดำ สภาพใหม่ ทะเบียน ขพท. 339 ลำปาง ที่จอดอยู่หน้าประต้องห้อง กับพัดลม 1 ตัว เท่านั้น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบซองยาหลายชนิดวางเรี่ยราดกระจัด กระจายอยู่บริเวณปลายเท้าของผู้ตาย เบื้องต้นทางแพทย์และเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะเสียชีวิต มานานประมาณ 1 เดือนแล้ว จากนั้นจึงนำศพส่งผ่าพิสูจน์ที่โรงพยาบาลลำปางเพื่อหาสาเหตุการตายอีกครั้งหนึ่ง

จากการสอบถามนายกิตติพงษ์ หมื่นชุ่ม อายุ 20 ปี ทำงานเป็นพนังงานประจำร้านอาหารอยู่ในซอยคำหวาน ตัวเมืองลำปาง ซึ่งมาเช่าบ้านอยู่ติดกับบ้านของผู้ตายทราบว่า รู้จักกับนางอารีรัตน์ มานานแล้วโดยทราบว่าผู้ตายมีอาชีพนวดแผนโบราณตามบ้านและสำนักงานทั่วไป และตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเพื่อนบ้านในละแวกนั้นก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าคล้ายซากศพอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกคนก็คิดว่าเป็นกลิ่นเน่าเหม็นของสัตว์ที่ลอยมาตามลมเป็นพักๆ และไม่คิดจะเป็นกลิ่นศพที่ลอยออกมาจากบ้านพักของนางอารัรรัตน์ เนื่องจากทุกคนคิดว่าผู้ตายคงจะกลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านใน จ.ตาก จนมาวันนี้กลิ่นเหม็นเน่ากับรุนแรงกว่าทุกครั้ง จึงพากันออกเดินสำรวจก็พบว่ากลิ่นเหม็นมาจากในบ้านของนางอารีรัตน์  อย่างแน่นอนจึงได้โทรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาทำการตรวจสอบก็พบว่าเจ้าของบ้านเสียชีวินมานานนับเดือนแล้วโดยที่ไม่มีใครทราบเรื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นว่า ผู้ตายอาจมีโรคประจำตัวอยู่ ขณะที่อยู่คนเดียวโรคเกิดกำเริบขึ้นมากะทันหันและไม่มีคนช่วยจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา
Share:

ค้นหาสุดยอดเซรามิกดีไซน์ จัดประกวดต่อยอดเมืองต้นแบบ


พาณิชย์จังหวัดลำปาง ร่วมกับ สมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง แถลงข่าวโครงการ ประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิก (Ceramic Design) เงินรางวัลรวมกว่าสี่แสนบาท ณ ห้องกาลเวก โรงแรมบุษย์น้ำทอง จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2556 

นายวุฒิชัย วงษ์นาคเพ็ชร์ พาณิชย์จังหวัดลำปาง เผยถึงที่มาของโครงการนี้ว่าจากที่จังหวัดลำปางได้รับคัดเลือกให้เป็นอันดับ 1 ในโครงการเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์  จากคัดเลือก 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับประเทศ  ชี้ชัดว่าลำปางมีความชัดเจน มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้านเซรามิก  ซึ่งทุกหน่วยงานได้รวมกันสร้างเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิกให้ก้าวไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศที่หลากหลาย ทั้งนี้ได้จัด โครงการประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิก (Ceramic Design) เพื่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เน้นการออกแบบจากความคิดสร้าง สรรค์ เพื่อนำไปสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ ขึ้น

" โครงการนี้ ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่มีการจัดขึ้น  โดยก่อนหน้านี้ สมาคมเซรามิกไทย ก็เคยจัดมาแล้ว นอกจากนี้ในลำปางก็เคยจัดมาแล้ว 3 ครั้ง โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำปาง ร่วมกับสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปางเคยจัดประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิกมาแล้ว  โครงการประกวดครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการพัฒนายกระดับการออกแบบเซรามิกให้ไปสู่ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น"

สำหรับการประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิก ครั้งนี้แบ่งออกเป็น 5 ประเภทผลงานคือ หมวด ก  เครื่องประดับสตรี 5 ชิ้น ประกอบด้วย กระดุม เข็มกลัด กำไล หรือ สร้อยข้อมือ สร้อยคอ และ ต่างหู   หมวด ข  เครื่องตกแต่งบ้านและสวน หมวด ค  ของขวัญของที่ระลึก  หมวด ง  ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม หรือ เทคโนโลยีทันสมัย ที่ทำจากเซรามิก หมวด จ  ชุดผลิตภัณฑ์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร จำนวน 10 ชิ้น ประกอบด้วย จานทรงลึก จานทรงตื้น จานแบ่ง จานเปล ชาม ถ้วยน้ำซุป ถ้วยน้ำจิ้ม โถข้าวพร้อมฝา ทัพพี และ ช้อน  โดยส่งผลงานได้จนถึงวันที่ 10 กันยายน 2556 / ตัดสินผลงานวันที่ 12 กันยายน 2556 / ประกาศ ผล วันที่ 12 กันยายน 2556 สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำปาง สมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง

ด้าน นาย ธนโชติ วนาวัฒน์ นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง กล่าวว่า การจัดโครงการประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิกครั้งนี้ ทางสมาคมฯ ได้ออกประชาสัมพันธ์โครงการไปยังสถาบันการศึกษาต่างๆเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังได้เชิญชวนผู้ประกอบการที่ผลิตเซรามิกแต่ละประเภทส่งผลงานเข้ามาร่วมประกวดกันคาดว่า น่าจะมีมากกว่า 100 ชิ้นงาน
Share:

เนชั่นเปิดแนวรบธุรกิจศึกษา สร้างป.โทสื่อใหม่รับยุคดิจิทัล


มหาวิทยาลัยเนชั่น เปิดแนวรบธุรกิจการศึกษา รับภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ผนึกกำลัง "เนชั่น บรอดแคสติ้ง" เปิดหลักสูตรปริญญาโทนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต"การบริหารจัดการสื่อใหม่" เรียนรู้ด้วยกรณีศึกษา 10 กรณีที่เกิดขึ้นจริงในโลกนิวมีเดีย จากมืออาชีพตัวจริงครบทุกวงการมากที่สุด ทั้งสื่อโทรทัศน์ นิวมีเดีย สิ่งพิมพ์ บันเทิง และโฆษณาที่มีประสบการณ์บริหารจัดการสื่อสมัยใหม่ เปิดหลักสูตรครั้งแรกที่ลำปาง

นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC หลอมรวมระหว่าง "วิชาการสายนิเทศศาสตร์" กับ "วิชาชีพ" ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญการบริหารจัดการสื่อใหม่ ออกแบบหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต "การบริหารจัดการสื่อใหม่" (Master of Communication Arts Program in New Media Management : NMM) ให้เป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทยที่ใช้กรณีศึกษาจากที่เกิดขึ้นจริงในโลกนิวมีเดียสมัยใหม่มาให้นักศึกษาระดับปริญญาโทได้เรียนรู้การบริหารจัดการให้พัฒนาและอยู่รอด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสื่อยุคใหม่ที่รวดเร็วมาก

นายจักร์กฤษ กล่าวว่า ถึงแม้จะมีการเปิดหลักสูตรในลักษณะนี้ในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง แต่ก็ยังไม่พบว่ามีหลักสูตรใด มีองค์ความรู้ครบถ้วน และมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่มีประสบการณ์ตรงในเรื่องที่สอน

"หลักสูตรนี้เปิดขึ้นตามเสียงเรียกร้องของผู้ที่อยู่ในแวดวงสื่อและโฆษณา อยากให้มหาวิทยาลัยเน ชั่นทำหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในโลกสื่อใหม่ ซึ่งพวกเขาเริ่มก้าวไม่ทัน มองเห็นความจำเป็นจะต้องกลับเข้าห้องเรียน" นายจักร์กฤษ กล่าว และว่า หลักสูตรนี้จะเปิดครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ และยังถือเป็นการก้าวไปอีกขั้นเพื่อรองรับหลักสูตรนิเทศศาสตร์ในระดับปริญญาตรีปีนี้ ที่สามารถรับนักศึกษาได้ทั้งหมดเกือบ 300 คน ซึ่งเมื่อรวมกับนักศึกษาในทุกชั้นปีในคณะนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น มีนักศึกษาร่วม 500 คนแล้ว

คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.เนชั่น กล่าวอีกว่า ผู้สนใจที่อยู่ในพื้นที่ลำปางและจังหวัดในภาคเหนือ สามารถลงทะเบียนเรียนหลักสูตรปริญญาโทนิเทศศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง หรือ ดูรายละเอียดได้ที่ www.nation..ac.th

นอกจากนี้คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ยังแสดงความคาดหวังว่า หลักสูตรการจัดการสื่อใหม่ จะเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริหารสื่อรุ่นใหม่ ที่ยังขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการสื่อที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 “คณะนิเทศศาสตร์มีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารจัดการสื่อใหม่ ทั้งในแง่หลักการและประสบการณ์ โดยเฉพาะประสบการณ์การบริหารสื่อของกลุ่มเนชั่นที่สั่งสมมายาวนานกว่า 40 ปี เราเป็นหลักสูตรการบริหารจัดการสื่อยุคใหม่เพียงหลักสูตรเดียวในขณะนี้ ที่ผู้สอนรู้จริงทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ อีกทั้งบรรยากาศการเรียนการสอน ก็จะช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในสถานการณ์จริงตลอดเวลา

นายจักร์กฤษ กล่าวว่า หลักสูตรนี้จะรับจำนวนจำกัดเพียง 40 คนเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่สนใจควรต้องติดต่อโดยเร็ว
Share:

ลำปางม่วนแต้หนา ดันทัวร์ผ่านสื่อโซเชียล


สมาคมท่องเที่ยวดินหน้าแผนงานส่งเสริมการท่องเที่ยว รวบรวมแหล่งกิน-เที่ยวในลำปาง ดันโครงการลำปางม่วนแต้หนา ล่าสุดจับมือร่วมกับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 10 ลำปาง จัดโครงการ ฝึกอบรมบุคลากรเพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว อบรมภาษาและการตัดต่อวีดีโอเพื่อเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย

นายธนา  แก้วนิล นายกสมาคมท่องเที่ยวนครลำปาง  เผยว่า จากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดลำปาง ปี 2556 มีนโยบายหลักในการส่งเสริมและเชื่อมโยงการตลาดการท่องเที่ยวทุกด้านนั้น เบื้องต้นทางสมาคมท่องเที่ยวได้วางแผนงานด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวลำปางหลากหลายด้าน ภายใต้โครงการ "ลำปางม่วนแต้หนา" ซึ่งจะส่งเสริมให้คนลำปางเที่ยวลำปางและส่งเสริมการตลาดเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวลำปางให้มากขึ้น โดยมีแผนโครงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวเป็นงานมหกรรมท่องเที่ยวลำปาง แลกเปลี่ยนกับผู้ประกอบการจังหวัดอื่นๆ และภายในจังหวัดลำปาง

นอกจากนี้ยังจะมีแผนการจัดทำหนังสือไดเรคโทรี่ รวบรวมข้อมูล ผู้ประกอบและแหล่งการท่องเที่ยว ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ร้านอาหาร โรงแรม ที่พักต่างๆในจังหวัดลำปาง ข้อมูลการเดินทาง เอาไว้ในเล่มเดียวกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการตลาดเชิงรุก รวมถึงโครงการจัดทำโปรแกรมทัวร์เที่ยวลำปางม่วนแต๊หนา เป็นโปรแกรมวันเดย์ทัวร์ เที่ยวลำปางพักค้างแรม 1 คืนในจุดที่เป็นจุดขายแหล่งท่องเที่ยวในลำปางที่สำคัญ หลายแพคเกจเพื่อเป็นตัวเลือกให้นักท่องเที่ยว และเป็นช่องทางการส่งเสริมตลาดร่วมกันในกลุ่มนักธุรกิจท่องเที่ยวด้วยกันเอง

ขณะเดียวกันมีแผนจะสนับสนุนและพัฒนา ผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันด้านต่างๆโดยล่าสุดร่วมมือกับร่วมกับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 10 ลำปาง จัดโครงการ ฝึกอบรมบุคลากรเพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการประชาสัมพันธ์ และเป็นช่องทางในการทำการตลาดท่องเที่ยวยุคใหม่ เกิดการเรียนรู้ภาษาอาเซียน เพื่อการสื่อสาร และเพื่อรณรงค์ให้ชาวลำปางประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ภายใต้หลักสูตร การอบรมภาษาอาเซียนเช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และภาษาเพื่อนบ้าน และการอบรมวิธีการตัดต่อวิดีโอ เพื่อเผยแพร่ใน You Tube และการสร้าง Power Point ระหว่างวันที่ 3 5 กันยายน 2556 ณ สถาบันสอนภาษาไซ ที  ( SITI)  เลขที่ 200/26 จิตต์อารีย์วิลล์ 3 ต.พระบาท อ.เมืองลำปางฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและผู้สนใจทั่วไปที่จะนำความรู้ไปต่อยอดการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดลำปาง


ทั้งนี้เชื่อว่าการร่วมมือกันดำเนินโครงการต่างๆอย่างต่อเนื่องจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวลำปางให้มีความพร้อมรับการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวในอนาคตอันใกล้
Share:

วัดเชียงรายบูรณะครั้งใหญ่ ดูร่วมสมัย สวยงาม


หากใครผ่านวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง แล้วไม่ได้หันกลับมามองชนิดเหลียวหลัง คงเป็นเรื่องแปลกอย่างมาก เพราะวันนี้วัดเชียงรายกำลังมีการบูรณะครั้งใหญ่ รวมไปถึงปรับภูมิทัศน์จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ยิ่งในยามเย็นที่แสงแดดเหลืองอุ่นทาบทาวิหารสีขาวกระจ่างตา กระจกที่ติดประดับจนทั่วนั้น ส่องสะท้อนแสงจนระยิบระยับงามจับใจนัก

พูดกันตามตรงก็คือ เราแทบนึกไม่ออกเลยว่า เดิมทีวัดเชียงรายมีศิลปะสถาปัตยกรรมอย่างไร เพราะกำแพงสูงสีขาวรอบวัดนั้น มิใช่เพียงกางกั้นสายตาของเรา แต่ยังได้ขีดเส้นแบ่งระหว่างคนกับวัดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่ ณ วันนี้ กำแพงถูกทลายลงปรับเป็นเพียงแนวกำแพงเตี้ย ๆ ดูทันสมัย เผยให้เห็นว่าภายในวัดเชียงรายมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิหารและเจดีย์ทางด้านหลัง ซึ่งได้รับการบูรณะจนดูโดดเด่นเป็นพิเศษ

ตามประวัติกล่าวว่า วัดเชียงรายสร้างขึ้นโดยเจ้าชมภู ซึ่งเป็นบุตรชายของเจ้าพระยาเจ่ง ที่ได้อพยพจากเมืองเชียงแสนมาอยู่เมืองลำปาง พร้อมด้วยเครือญาติ หลังจากลงหลักปักฐานสร้างหมู่บ้านของตนเอง ก็ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านเชียงราย และตามธรรมเนียมปฏิบัติของคนสมัยก่อน หลังจากสร้างชุมชนแล้ว ย่อมต้องสร้างวัดขึ้นด้วยเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ ซึ่งแน่นอน พวกเขาตั้งชื่อวัดว่า วัดเชียงราย เพื่อรำลึกถึงเมืองเชียงรายที่จากมานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เจ้าชมภูไม่ได้ถูกกล่าวถึงในแง่อื่น ๆ อีก แต่ตามประวัติได้ให้ความสำคัญกับเจ้าพระยาเจ่ง ผู้เป็นบิดามากกว่า พระยาเจ่งเป็นชาวมอญ หลังจากพม่ายึดหัวเมืองฝ่ายเหนือไว้ในอำนาจได้แล้ว ก็แต่งตั้งให้พระยาเจ่งเป็นผู้รักษาเมืองเชียงแสน โดยท่านเป็นต้นสกุล คชเสนี ฝ่ายเหนือ

ย้อนกลับมาที่วัดเชียงราย เจ้าชมภูยังเป็นผู้นำในการสร้างกำแพงเมืองรุ่นที่ 3 ตั้งแต่บ้านสวนดอกบริเวณถนนรอบเวียง ผ่านบริเวณห้าแยกหอนาฬิกา แล้ววกอ้อมมาข้างวัดเชียงราย ไปจนสุดฝั่งแม่น้ำวัง ซึ่งบริเวณห้าแยกหอนาฬิกานั้น มีประตูเมืองที่เรียกว่าประตูเชียงรายอยู่ด้วย ทั้งนี้ ประตูเชียงรายจึงร่วมสมัยกับประตูสวนดอก ประตูศรีชุม ประตูชัย ประตูศรีเกิด หออะม็อก และประตูหัวเวียง วัดเชียงรายเองก็ร่วมสมัยกับวัดสวนดอก วัดเมืองศาสน์ วัดบุญวาทย์วิหาร วัดศรีเกิด วัดเชตวัน วัดน้ำล้อม วัดคะตึกเชียงมั่น วัดป่าดัวะ และวัดบุญยืน
อย่างไรก็ตาม พระเทพวิสุทธิโสภณ (สิงห์คำ ขัติเชียงราย) อดีตเจ้าอาวาสวัดเชียงรายและอดีตเจ้าคณะจังหวัดลำปาง เคยกล่าวไว้ว่า กำแพงเมืองด้านที่สร้างขึ้นพร้อมกับบ้านเชียงรายและวัดเชียงราย ได้ถูกรื้อถอนไปเมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นสามเณร

ในสมัยที่พระเทพวิสุทธิโสภณครองวัดเชียงรายอยู่นี้เอง ท่านได้บูรณะวัดจนเจริญรุ่งเรือง กระทั่งมาขาดช่วงไปได้ 40 กว่าปี เมื่อปี พ.ศ. 2552 พระปลัดสมโภช ฐิตะธมฺโม เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน จึงได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์วัดเชียงรายอีกครั้ง โดยท่านบอกว่า จะให้บูรณะวิหารอย่างเดียวคงไม่ได้ ทุกอย่างภายในวัดต้องได้รับการบูรณะพร้อมกันไปทั้งหมด ทั้งนี้ ท่านเจ้าอาวาสประสงค์ที่จะให้วัดเชียงรายสะอาด ร่มรื่น และสวยงาม

พระปลัดสมโภชให้ความสำคัญกับศาสนวัตถุ ที่ต้องดูงาม มั่นคง และแข็งแรง ด้านศาสนธรรม ท่านจะทำป้ายธรรมะติดไว้ตามจุดต่าง ๆ ให้พุทธศาสนิกชนได้อ่านและทำความเข้าใจ จะมีการเปิดเพลงธรรมะ มีการเทศน์ทุกวันพระ และจะจัดอบรมพุทธศาสนาแก่เยาวชนที่สนใจ ส่วนศาสนบุคคล ท่านเชื่อว่าหากบุคคลเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว ย่อมค้ำจุนพระพุทธศาสนา เมื่อนั้นสังคมจะมีแต่ความสงบสุข ถึงที่สุดแล้ว พระปลัดสมโภชคาดหวังว่า ต่อไปวัดเชียงรายจะเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้พระพุทธศาสนาและการอาชีพ

หากเข้าประตูทางด้านหลังของวัด ด้านซ้ายและด้านขวา คือ ศาลาเงินและศาลาทอง ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ เบื้องหน้าจะเห็นเจดีย์ใหญ่ มีการจำลองเจดีย์ 12 นักษัตริย์ รายล้อมอยู่ให้ได้นมัสการโดยไม่ต้องเดินทางไปยังสถานที่จริง ถัดไปคือวิหารทาสีขาวที่มีทางน้ำล้อมรอบ เปรียบดังห้วงมหรรณพที่เราต้องแหวกว่ายก่อนไปถึงวิหารที่เปรียบดังการหลุดพ้น ภายนอกวิหารเราจะเห็นถึงการประดับลายปูนปั้นและกระจกชิ้นเล็กๆอย่างวิจิตร พระปลัดสมโภชกล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็นการปรับมากกว่า มิใช่การเปลี่ยนแปลง ภายในวิหาร ผนังรอบด้านที่เคยว่างเปล่า บัดนี้ส่วนล่างติดแผ่นไม้แกะสลักลวดลายพรรณพฤกษา ส่วนบนมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระพุทธประวัติและภาพเหมือนพระอริยสงฆ์ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

นอกจากวิหารอันน่าตื่นตาในรูปแบบศิลปะประยุกต์ วัดเชียงรายยังมีโครงการปรับปรุงหอสมุด รวมทั้งปรับปรุงกุฏิสุจิตร ปัตตะโชติ ที่เคยเป็นกุฏิของพระเทพวิสุทธิโสภณ ให้เป็นพิพิธภัณฑ์พระเทพวิสุทธิโสภณ ซึ่งภายในเต็มไปด้วยของโบราณที่น่าชม น่าศึกษา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสนใจในด้านศิลปะของพระปลัดสมโภชนำมาซึ่งการประยุกต์ ดัดแปลง จนวัดเชียงรายดูร่วมสมัยขึ้นมาก ท่านนำเงินจากการทอดผ้าป่า ทอดกฐิน และเงินที่สะสมได้จากคณะศรัทธา ที่บางครั้งมาไกลจากต่างจังหวัด ต่างประเทศ มาบูรณปฏิสังขรณ์วัด ซึ่งตามกำหนดจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้ ทั้งยังทูลเชิญพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จฯ มาทรงยกช่อฟ้า

ในวันนั้นวัดเชียงรายคงสะอาด ร่มรื่น และสวยงาม ด้วยคำว่าศรัทธา ซึ่งได้ส่งต่อกันมาตั้งแต่คนรุ่นแรกที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเมื่อไม่ต่ำกว่า 250 ปีที่แล้ว

ท่านใดสนใจร่วมเป็นเจ้าภาพ หรือตามกำลังศรัทธาที่จะบูรณปฏิสังขรณ์วัดเชียงราย ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วัดเชียงราย จังหวัดลำปาง โทรศัพท์ 0-5432-2598                                                                                                                                     


Share:

สักการะ เงาพระธาตุกลับหัว 6 เงา รอยพระพุทธบาท วัดพระธาตุดอยน้อย อ.เกาะคา



จังหวัดลำปางพบความอัศจรรย์มากมาย หลังจากที่ก่อนหน้านี้วัดเก่าแก่ชื่อดังของจังหวัดลำปาง หลายแห่งมีเงาพระธาตุกลับหัวให้ประชาชน พุทธศาสนิกชน นักท่องเที่ยว ได้เข้าชมความอัศจรรย์  ทั้งวัดพระธาตุลำปางหลวง วัดพระธาตุจอมปิง อ.เกาะคา จ.ลำปาง ที่เลื่องชื่อลือชาไปทั่วโลก  

นอกจากนั้นยังมีวัดอีกแห่งหนึ่งที่พบเงาประธาตุกลับหัว ถึง 6 เงา ในวิหารทรงสี่เหลี่ยม ศิลปะปาละ หรือวิหารหลังเปียง ที่ครูบาศรีวิชัย หรือพระศรีวิชัยชนะภิกขุ พระมหาเถระ หรือนักบุญแห่งล้านนา ได้ร่วมกับพุทธศาสนิกชน สร้างวิหารหลังนี้ขึ้นมาใหม่ และหาดูได้อยากมาก ที่วัดพระธาตุดอยน้อย เลขที่ 190 บ้านนางแตน หมู่ 1 ต.ท่าผา อ.เกาะคา จ.ลำปาง


วัดแห่งนี้ตามประวัติ ก่อสร้างมาสมัยได้ยังไม่ปรากฏเป็นที่ชัดเจนแต่ตามจารึก สถานที่แห่งนี้เป็นวัดเดิม และเมื่อประมาณปี 2230 มีพระภิกษุสงฆ์ มาปฏิบัติธรรม ที่วัดแห่งนี้หลายรูป แต่เนื่องจากมีสภาพค่อนข้างเป็นป่าและทุรกันดาร ได้มีชาวบ้านที่ให้ความนับถือมาสร้างกุฏิไม้ไผ่ถวาย ต่อจากนั้นก็มีพระภิกษุมาปฏิบัติธรรมมากขึ้น ชาวบ้านก็ได้สร้างสาสนะขึ้น เพื่อเป็นที่เคารพบูชาและจัดตั้งเป็นวัดดอยน้อย แต่ระยะหลังพบว่าพระภิกษุได้ออกไปจำพรรษาที่อื่นกันจนกระทั่งไปรกร้างไปอีกหลายปี และเมื่อปี 2460 หลวงปู่ครูบาญาณรังสี สิงห์แก้ว เจ้าอาวาทขณะนั้น ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ครูบาศรีวิชัย ได้ร่วมกับ ครูบาอภิชัยขาวปี แห่งวัดพระพุทธบาทผาหนาม จ.ลำพูน และ และคณะพุทธศาสนิกชน ร่วมกันบูรณะซ่อมแซมวัดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และได้รับการจัดตั้งเป็นวัดอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2461 โดยใช้ชื่อว่า วัดดอยน้อย




ในปี พ.ศ.2504 ทางวัดดอยน้อยได้รับเมตตาจาก ครูบาศรีวิชัย นำคณะศรัทธาสาธุชนทั่วทั้งหลายมาก่อสร้างพระวิหารขึ้นทางทิศเหนือของพระเจดีย์พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยไว้ในพระวิหาร โดยเรียกกันว่า “วิหารหลังเปียงนอกจากจะมีสถาปัตยกรรมวิหารที่แตกต่างจากวัดทั่วไปแล้ว ภายในวิหารยังพบเงาพระธาตุถึง 6 เงา



พระอธิการ ชรัด อริโย เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยน้อย เล่าถึงความเป็นมาของเงาพระธาตุที่พบว่า  ในปี พ.ศ.2548 ท่านพบเจอเงาพระธาตุโดยบังเอิญ ตอนนั้นท่านมานั่งสมาธิในวิหารแห่งนี้ ขณะนั้นประตูวิหารปิดหมด และพบว่ามี เงาสะท้อนที่พื้นเห็นนกจับที่พระธาตุ ก็แปลกใจ ไปดูตรงรูที่แสงลอดลงมาจึงพบว่าเป็นเงาสะทอนพระธาตุนั้นเอง จากนั้นจึงได้สังเกตทั่ววิหารพบว่า จุดที่พบว่ามีเงาพระธาตุเรียกกันถึง 5 เงา อยู่ด้านซ้ายมือพระประธานอีกเงา เป็นเงาขนาดใหญ่อยู่ด้านขวามือองค์พระประธาน นอกจากนี้ยังพบมีเงาซุ้มประตูโขงอีกหลายเงาด้วย จึงเก็บเงียบมาเกือบ 1 ปีก่อนที่จะบอกให้ศรัทราทราบนอกจากจะมีเงาพระธาตุแล้ว ยังมีรอยพระพุทธบาท อยู่ฝังอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่นับถือเข้ามาสักการะอีกด้วย









Share:

หลวงพ่อดำ-ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลำปาง




ยามสายที่ท้องฟ้ามืดครึ้มฉ่ำฝน ดูเหมือนทุกอย่างในเมืองลำปางจะพลอยเงียบเหงาเนิบนาบ ไม่เว้นแม้ในย่านที่ควรจะคึกคักอย่างตลาดสดเทศบาล 1 ไล่เลยไปจนถึงบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

ป้าน้อย วัย 66 ปี ยังคงนั่งอยู่ในมณฑปที่ประดิษฐาน พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ (ประจำทิศเหนือ) เพื่อขายดอกไม้ธูปเทียนเหมือนเช่นทุกวัน ว่าอันที่จริงก็กว่า 40 ปีแล้วที่ป้านั่งประจำอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน วันใดเงียบเหงาร้างไร้ผู้คน ป้าน้อยมักพูดติดตลกกับพระพุทธรูปตรงหน้าว่า วันนี้หลวงพ่อไปเที่ยวที่ไหน หรือติดกิจนิมนต์ ไม่เห็นมีคนมาเลยหญิงชรายังมักเอ่ยถึงหลวงพ่อกับคนที่มากราบไหว้บูชาว่า ดูท่านสิ งามเหลือเกิน

พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ (ประจำทิศเหนือ) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ สร้างด้วยโลหะผสมรมดำทั้งองค์ ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า หลวงพ่อดำประดิษฐานอยู่ในมณฑปทรงไทยแบบจตุรมุข พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเททองหล่อองค์พระ ณ กรมการรักษาดินแดน ทั้งนี้ ได้ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างพระพุทธรูปขึ้นทั้งหมด 4 องค์ เพื่อนำไปประดิษฐานยังทิศทั้งสี่ทั่วประเทศ รวม 4 จังหวัด ได้แก่ ทิศเหนือ-จังหวัดลำปาง ทิศใต้-จังหวัดพัทลุง ทิศตะวันออก-จังหวัดสระบุรี และทิศตะวันตก-จังหวัดราชบุรี โดยสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2511

พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ หรือพระสี่มุมเมือง ในประเทศไทยจึงมีอยู่ 4 องค์ กล่าวกันว่า จัดสร้างขึ้นตามความเชื่อโบราณตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่จะต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องขอบขัณฑสีมาทั้ง 4 ทิศ โดยการสร้างพระพุทธรูปไว้ 4 มุมเมือง หรือที่เรียกว่า   จตุรพุทธปราการคือ การนำเอาพระพุทธรูปไปประดิษฐานเป็นปราการทั้ง 4 ด้าน เพื่อปกป้องภยันตรายจากอริราชศัตรู ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เสริมสร้างดวงชะตาเมือง และคุ้มครองพสกนิกรให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

เดิมทีท่านประดิษฐานในศาลาชั่วคราวใกล้กับศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตรงโน้นป้าน้อยพูดขณะจัดถาดวางธูปเทียน กว่ามณฑปหลังนี้จะสร้างเสร็จก็ปี พ.ศ. 2517 โอ้โห ฉลองกัน 3 วัน 3 คืนไม่หยุด หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านยังมาร่วมปลุกเสกทำพิธี มีการทำเหรียญบูชาคู่กันอีกด้วยป้าน้อยว่า ปีนี้เองที่ป้าน้อยมาทำงานเป็นคนเฝ้ามณฑปหลวงพ่อ ทำหน้าที่เปิด-ปิด ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถู พร้อมกับขายดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่นั่งอยู่ตรงนี้ ป้าน้อยตั้งข้อสังเกตว่าคนลำปางไหว้เจ้ามากกว่าไหว้พระ หรืออาจเป็นเพราะไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าจังหวัดลำปางเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญองค์นี้ด้วยซ้ำ เข้าทำนองใกล้เกลือกินด่าง และอาจเป็นไปได้เช่นกันที่ไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจัง สถานที่ก็ทรุดโทรม ไม่ได้รับการบูรณะให้สมกับคุณค่าที่มีอยู่

อีกฝั่งหนึ่งของมณฑปหลวงพ่อดำคือมณฑปหลวงพ่อเกษม เขมโก ใกล้กันนั้นคือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองประจำจังหวัดที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนับเป็นสถานที่น่าสนใจอันดับแรกที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุไว้ในโบรชัวร์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละจังหวัด

หลักเมืองของจังหวัดลำปางเป็นเสาไม้สัก มีด้วยกัน         3 หลัก ได้แก่ เสาหลักเมืองหลักแรก สันนิษฐานว่าคือเสาต้นเล็กที่สุด ตามประวัติระบุว่าในปี พ.ศ. 2400 เจ้าวรญาณรังษีราชธรรม พร้อมด้วยครูบาอาโนชัยธรรมจินดามุนี และพระเถระ 4 รูป รวมถึงพ่อเมืองทั้งสี่ ได้ฝังเสาหลักเมืองหลักแรกของเมืองลำปางนี้ ณ วัดปงสนุก ซึ่งถือเป็นวัดสะดือเมือง หรือวัดศูนย์กลางเมืองเขลางค์ยุคที่สอง

เสาหลักเมืองหลักที่สอง สร้างขึ้นในสมัยเจ้าพรหมาธิพงษ์ธาดา ราวปี พ.ศ. 2416 โดยมีการฝังหลักเมืองหลักนี้ ณ ฝั่งเมืองใหม่ ซึ่งก็คือหลังจากการย้ายศูนย์กลางเมืองจากฝั่งตะวันตกมาตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำวัง บริเวณคุ้มเจ้าราชวงศ์

ส่วน เสาหลักเมืองหลักที่สาม สร้างราวปี พ.ศ. 2430 สมัยเจ้านรนันท์ชัยชวลิต ต่อมา เมื่อการสร้างศาลากลางจังหวัดแล้วเสร็จ จึงได้อัญเชิญหลักเมืองทั้งสามมาไว้ ณ ที่แห่งนี้ กระทั่งมีการสร้างมณฑปครอบในปี พ.ศ. 2510 ตรงกับสมัยนายสุบิน เกษทอง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง จอมพลประภาส จารุเสถียร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในยุคนั้นยังมาร่วมในพิธีวางศิลาฤกษ์

หากใครติดตามข่าวสารของทางจังหวัดจะเห็นว่าในปีหนึ่ง ๆ นั้น บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจะเป็นสถานที่จัดงานใหญ่ 3 งานด้วยกัน คือ วันที่ 5 พฤษภาคม เทศบาลร่วมกับทางจังหวัดจัดพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อหลักเมือง พร้อมกับทำพิธีสืบชะตา จากนั้นวันต่อมาจึงมีการฟ้อนผี ล่วงเข้าเดือนธันวาคม วัดบุญวาทย์วิหารจัดงานเทศน์มหาชาติ ช่วงปลายปี ทาง อบจ. ยังใช้เป็นสถานที่จัดพิธีบวงสรวงให้งานฤดูหนาวและงานกาชาดจังหวัดลำปางเป็นไปด้วยความเรียบร้อย



Share:

18 ปี ลานนาโพสต์

โครงการปั้นดาว

โครงการปั้นดาว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์